581224_พุทธศาสนาตามภูมิ เรื่อง สัมมาสิกขาเผ่าพันธุ์พุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

581224_รายการ พุทธศาสนาตามภูมิ เรื่อง สัมมาสิกขาเผ่าพันธุ์พุทธ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สัมมาสิกขาเผ่าพันธุ์พุทธ พ่อครูว่า... วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม 2558 วันนี้มารวมกันอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมหน้าพร้อมตา จวนจะถึงวันสำคัญของชาวอโศก เราก็จะได้โอกาสให้มารวมกัน คือนร. ม.1-6 สัมมาสิกขาตามที่เรามี เราพยายามให้เขาสามัคคี รู้จักกันมีประโยชน์ร่วมกัน ทำงานร่วมกัน เป็นเรื่องสังคมวิทยาที่สมควรอย่างยิ่ง เราก็ได้พยายามทำกันตลอดมา ตั้งแต่เราเปิด รร.มา รร.สัมมาสิกขา เปิดมาตั้งแต่กว่า 25 ปีแล้ว วันนี้วันโกน พรุ่งนี้วันพระ วันนี้อาตมาก็เจตนา นานๆคิดว่าจะได้พูดกับนักเรียน เพราะว่าไม่ได้ค่อยพูดกับนร.เท่าไหร่ แต่ก่อนก็พยายามสอน สอนโดยตรงวันละ 2 หรือ 3 ชม. อยู่ที่ไหนก็สอนที่นั่น พยายามทำ ตอนหลังนี่เหมือนพูดแก้ตัวไม่ได้พบปะ ไม่ได้สอนโดยตรง แต่พวกเราสมณะสิกขมาตุก็สอน แม้แต่ญาติธรรมก็สอน ให้ความรู้ เพราะว่ารร.นี้ เป็นรร.ที่อาตมาเจตนาเลยว่า เป็นรร.ที่จะต้องเรียนให้ได้ความรู้ที่เป็นคนประเสริฐ ฟังดีๆนะเด็กๆทั้งหลาย พยายามสอนให้เป็นคนประเสริฐที่ภาษาบาลีเรียกว่าอาริยะ เจตนาเรียกให้ต่างจากอริยะ ให้เป็นคำมีความหมายเจตนาสำคัญ อาริยะคือความประเสริฐที่มีความลึกซึ้งอย่างไร คำว่าประเสริฐทั่วไปใช้คำว่า อารยะ หรือ อริยะ อาตมาก็เอาสองคำนี้มารวมกันพูดเป็น อาริยะ คำว่า “อาริยะ” แปลว่าเป็นคนมีพฤติกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมประเสริฐ ประเสริฐคือดี มีทั้งความรู้ มีทั้งคุณธรรม มีคุณธรรมชั้นเกินกว่าสามัญปุถุชน คนโลกๆทั่วไป จะเป็นความดีก็ได้ระดับหนึ่งที่เป็นกัลยาณธรรม ที่เป็นความรู้เก่งสร้างลาภยศสรรเสริญสุขให้แก่ตน หรือแม้แต่ให้แก่สังคม อารยะ นี่เป็นความหมายที่กว้างไกลรู้กันทั่วโลกจะใช้คำนี้ เช่นอารยประเ

อ่านต่อ

ทศ หรืออารยธรรม ก็พากันเจริญทางลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีความรู้ความสามารถทางเทคนิค เป็นความเจริญทางอุตสาหกรรม ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งความรู้สมัยใหม่ แต่ละชาติก็เจริญ แม้จะเก่งในการสร้างอาวุธฆ่าคน เราก็ยอมรับนับถือกันว่าเป็นความเจริญ อาตมาเองไม่ยอมรับความเจริญแบบนี้ จิตของผู้ที่มีปัญญารู้ว่าการสร้างมีเครื่องมือไว้ฆ่าคน สร้างได้เก่ง ได้มีประสิทธิภาพสูงแล้วขายแพงๆ เป็นความเลวซับซ้อน เพราะเครื่องมืออาวุธที่สั่งมาฆ่าคน ไม่ได้ทำมาสร้างมาฆ่าช้าง ฆ่าม้า การสร้างอาวุธมาฆ่าคน ก็เป็นความเลวและสร้างได้เก่งเอามาขายแพงอีก เป็นอาวุธร้ายแรงมีประสิทธิภาพสูง เขาก็คิดราคาแพงๆ คนก็ซื้อมาเพื่อป้องกันตน ต้องป้องกันประเทศ เขาถือว่าเป็นความเจริญของโลก อาตมาเห็นว่าเป็นความเสื่อมของโลก ถ้าประเทศไทยจะไม่มีอาวุธร้ายฆ่าคนนี้เลย อาตมาจะภาคภูมิใจในประเทศไทยมากว่าเป็นประเทศที่เจริญเป็นอาริยะสูงสุด ประเทศที่ไม่ใช้อาวุธ ไม่มีกองทหารคือ สวิตเซอร์แลนด์ จริงเท็จอย่างไรก็ไม่ทราบ หรือยกตัวอย่าง คนยิ่งศึกษาสูงยิ่งเสียสละได้ดี ยิ่งศึกษาสูงมีความเจริญ มีความประเสริฐยิ่งหมดความเห็นแก่ตัว ไม่สะสมจะเกิดเป็นคนจน จะทำตนเป็นคนมักน้อยสันโดษใช้พอ ความมักน้อยแปลว่ากล้าจน นั่นคือคนเจริญ แต่ถ้ายิ่งศึกษาเรียนรู้แล้วก็เอาความรู้ความสามารถไปกอบโกยเอาเปรียบเอารัด ให้ได้เงินแล้วใช้วิธีการเงินตามระบบทุนนิยม เพื่อกอบโกยมาให้แก่ตนเองมากยิ่งขึ้นๆ แล้วยังไม่พอ เอาเศษเงินของตนไปต่อยอดหาเงิน หาปันผล หาดอกเบี้ยซับซ้อน หรือจะไปค้าขายลงทุนให้ได้เพิ่ม นั่นคือความไม่เจริญ ไม่ประเสริฐของคน การศึกษา ถ้าศึกษาแล้วให้คนเป็นคนหมดโลภ โกรธ หลง แล้วก็ยังมีความรู้ความสามารถเหมือนอย่างเขาทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมวิศวกรรม กสิกรรม ช่างเทคนิคต่างๆที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิตสังคมก็เรียนได้ มีความรู้ความสามารถเหมือนกัน ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้หนีทิ้งการศึกษา ให้มีสัมมาอาชีพ ทำงานในสังคมได้อย่างพ้น ลาเภ นลาภัง นิชิคิงสนตา ไม่ใช้ลาภแลกลาภ ทำงานรับใช้มนุษยชาติในสังคมอย่างจริงจัง เหมือนคนทางโลกที่มีความรู้เทคนิคได้ อาตมาพาพวกเรามาเป็นนักศึกษาแบบนี้ ไม่ง่ายที่จะพาคนลดกิเลส ทุกวันนี้ทำงานมา 45 ปีสร้างคนให้มีผลประเสริฐเช่นนี้คืออริยะ คำว่า “อารยะ” ที่หมายถึงความเจริญทางความรู้สมรรถนะ ทางวิทยาศาสตร์สื่อสาร อื่นๆเก่งเจริญในทางวิทยาศาสตร์ คนจะโกงกินกันอย่างไร เขาไม่คำนึงถึง เขาก็พอมีปฏิภาณรู้ว่ามันไม่ดี แต่เขาก็ไม่เห็นความสำคัญที่จะลดเลิกสิ่งเหล่านั้น ให้จริงจังยิ่งกว่า ความเจริญทางโลกๆ ต้องให้ความเจริญที่จะลดกิเลสมากยิ่งกว่าความเจริญทางเทคนิค เขาไม่เคยเน้นพวกนี้เลย แม้แต่ในทางศาสนา เขาก็สอน ศาสนาอื่นเขาก็สอนมากกว่าศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนี้ไม่เอาถ่านเลย ถือว่าเป็นความล้มเหลว คนกลายเป็นมีความซับซ้อนว่าคนที่เป็นอารยะ ประเสริฐ เข้าไปหมายความว่าเป็นความเจริญ อารยะ คือ มีความเก่งความรู้ทางเทคนิค รุ่งเรืองก้าวหน้าในการสร้างสรรค์ เขาถือว่าเป็นประเทศมหาอำนาจ สามารถสร้างอะไรแล้วก็ขายเป็นสินค้าออกได้มาก ส่วนอริยะนั้น เขาก็หมายถึงคุณธรรมของคนที่ต่างจากอารยะ คำว่า ”อริยะ” เขาหมายถึง คนที่บรรลุธรรม เป็นโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี-อรหันต์ แล้วในประเทศไทยก็เข้าใจอรหันต์ อริยะ ว่าไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางเทคนิคเลย ไม่มีก็ให้เลิกเลยให้หยุด อย่าไปทำเลย เรื่องจริงสำหรับบางอย่างที่พระพุทธเจ้าห้าม เช่น มีความรู้เรื่องการค้าขาย เทคนิคก็ไม่ให้ทำ แต่ไม่ใช่ว่าแนะนำไม่ได้ เช่น เรื่องเศรษฐกิจ ศาสนาพุทธก็รู้จักเศรษฐกิจ ที่จะพยายามสร้างงาน แล้วสะพัด แรงงาน ค่าแรงงานหมุนเวียนกันอยู่ในสังคม ของพุทธมีเศรษฐกิจแบบสาธารณโภคี เป็นระบบคอมมูน หรือเป็นคอมมิวนิสต์ แต่เป็นความรู้ที่ไม่สมบูรณ์เท่ากับของพระพุทธเจ้า ประชาธิปไตยก็มีการรวม ทรัพย์สมบัติเข้าสู่ส่วนกลาง ด้วยวิธีเก็บภาษีรายได้จากประชาชน เข้าส่วนกลางเพื่อบริหารประเทศ แต่คอมมิวนิสต์เขาบังคับ แล้วเขาก็กล้าที่จะให้ เอามาจากคนที่ได้มากๆรีดให้เข้ากองกลางได้เสียสละ พุทธนั้นมีความรู้เช่นนั้นเลย ทำงานอย่างเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีการสะสมไว้เป็นของตนเลย เอาเข้ากองกลางหมด เป็นสาธารณโภคี นี่คือเศรษฐกิจแบบพุทธ แบบบุญนิยม เราทำได้อย่างเป็นแกนหลักของสังคมชาวอโศกก็ทำได้นานปี แล้วนักเรียนที่มาเรียนที่นี่เป็นคนข้างนอกสมัครเข้ามาเรียน เราก็มีวิธีรับสมัคร ต้องเข้าใจว่านักเรียนที่มาเรียนอะไร มาเรียนที่นี่มาเรียนในระบบสัมมาสิกขา เป็นระบบแบบของพระพุทธเจ้า ที่จะต้องมาเรียนรู้ ลดกิเลสเป็นหลัก แล้วทำงานฝีมือเทคนิคไปด้วยและความรู้เชิงโลก ที่เขามีความวิชาการทางโลก ตามที่เขามีข้อบังคับกระทรวงศึกษาบังคับว่าแต่ละชั้นปีจะต้องเรียนอะไรบ้าง เราก็ไม่ทิ้ง ให้เรียนไปด้วย เพราะฉะนั้นเด็กที่มาเรียนที่นี่ เด็กจะเรียนหนักถึง 3 เท่า เพราะต้องเรียนรู้ธรรมะ จะต้องเรียนรู้งานฝึกฝนเทคนิค แล้วก็เรียนรู้ตามกระทรวงกำหนดตามเกณฑ์ เราก็ต้องทำ แต่เรื่องของการเป็นงานนั้นโรงเรียนอาชีวะ โรงเรียนสัมมาสิกขาก็คือโรงเรียนอาชีวะฝึกฝนการงานอาชีพ ของเราเรียนอย่างเป็นบ้านวัดโรงเรียน การงานอะไรที่หมู่บ้านนี้มี สังคมที่มีนักเรียนเข้าร่วมรู้ร่วมฟังร่วมประชุม เริ่มทำงานด้วยกลุ่มสร้างสรรค์ด้วย รวมคิดร่วมอ่านอะไรบ้างตามประสาที่เป็นเด็กก็ให้ร่วมด้วย เป็นการศึกษาให้อยู่กับสังคมจริงๆ ไม่ใช่ตัวเองอยู่ในกล่อง เราเอาบ้านวัดโรงเรียนมารวมกันหมด เรามีหลักเกณฑ์จะเรียกว่าคำขวัญหรือปรัชญา ว่า “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” แล้วมีเกณฑ์ว่า ศีลเด่น ต้องสอนให้ถึง 40% เป็นงาน 35% ชาญวิชา 25% ชาญวิชา 25% ไม่ได้หมายความว่าเราสอน 25 เปอร์เซ็นต์จากร้อยเปอร์เซ็นต์ที่เขาให้เรียน แต่เราก็ให้เรียนเต็มร้อยเหมือนกับเขา ของเราให้นักเรียนอยู่กันอย่างเป็นลูกเป็นหลาน ไม่ใช่เหมือนนักเรียนข้างนอกที่มาเรียนเหมือนเป็นนักเรียนเท่านั้น เจ้าของโรงเรียนก็ดูแลโรงเรียนไป แต่ของเรานี่เจ้าของโรงเรียนคือ ประชาชนสมาชิกของสังคมชุมชนชาวอโศกทุกคนช่วยกันเลี้ยงดูลูกหลาน เป็นลูกหลานในบ้าน รู้ว่าเป็นลูกหลาน เรียนจบแล้วก็อยู่ที่นี่ไปจนตายเลยก็ได้ เราอยากได้แต่จนป่านนี้ 25 ปี ยังไม่ค่อยเข้าใจในความเข้าใจของตนเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่ค่อยเข้าใจดีนะ เพราะระบบสาธารณโภคีนี้มีความยิ่งใหญ่กว่าสังคมแบบยูโทเปีย ที่โทมัสมอร์คิด เป็นสังคมที่เกิดคุณดูแลกันเหมือนคนในครอบครัว เห็นแก่ส่วนรวมเห็นแก่ส่วนใหญ่เป็นหลัก มีน้ำใจเหมือนลูกเหมือนเต้า เหมือนพ่อแม่ปู่ย่าตายาย พึ่งเกิดแก่เจ็บตายกันได้ สมบัติก็เป็นของสังคมกลุ่มหมู่ตลอดเลย คนไม่เข้าใจเพราะระบบสาธารณโภคีนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในโลก ในสังคมวงกว้าง แม้แต่ในยุคพระพุทธเจ้าก็ทำสาธารณโภคีได้แค่ในวงของสงฆ์หรือนักบวชเท่านั้น ยังไม่เปิดกว้างให้มีฆราวาสที่เป็น บ้านวัดโรงเรียนอย่างนี้ทำไม่ได้ แต่ยุคนี้ทำได้ ที่อาตมาทำได้ไม่ใช่อาตมาเก่งกว่าพระพุทธเจ้าหรือทำเลยคำสอน อาตมาไม่ได้นอกรีต หรือเก่งเกินพระพุทธเจ้า แต่ได้เพราะยุคสมัยยุคนี้ยุค ปชต. (ประชาธิปไตย) ยุคเศรษฐกิจอิสระ คำว่า “เศรษฐกิจอิสระ” หมายความว่าคนเข้าใจในเศรษฐศาสตร์ และปฏิบัติเศรษฐศาสตร์อย่างอิสระ เป็นอิสระที่มีคุณธรรมประเสริฐสุด คือทำเศรษฐกิจที่ไม่โลภมาให้ตน ผู้ใดศึกษาเศรฐกิจสูงสุดคือ อรหันต์ แม้แต่โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯก็มีเศรษฐกิจนี้ได้ เช่น ชาวอโศก แม้คนไม่บรรลุอาริยะก็มีได้ แม้จะปฏิบัติหน้านองน้ำตาอยู่เหมือนยุคพระพุทธเจ้า ยกตัวอย่างในภิกษุผู้มาบวชแล้ว ในยุคพระพุทธเจ้า ภิกษุทุกรูปต้องโภคขันธาปหายะ และญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะ คือทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชานนั้น ถูกสลายความเป็นตัวกูของกู แล้วมารวมกันเป็นสาธารณโภคี แล้วเป็นทรัพย์ศฤงคารที่ร่วมกินร่วมใช้กัน ผู้ที่มีคุณธรรมน้อยก็อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ เช่นไม่เป็นอาริยะแต่สมัครใจอยู่ก็ต้องอยู่ตามหลักเกณฑ์ที่นี่ เช่นเดียวกับทางโลกมีกฎหมาย แต่หลักเกณฑ์ข้อบังคับนี้ เราก็ต้องตีเกณฑ์ไว้ว่าคนจะมาเป็นสมาชิกที่นี่ต้องอยู่ในระเบียบแบบแผนนี้นะ อยู่ฟรีกินฟรีแต่ก็ต้องอยู่ในศีล 5 ละอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ที่จริงของพระพุทธเจ้ามาบวชแล้วท่านไม่ได้ห้าม ท่านอนุโลม แม้เป็นพระเป็นเจ้า เป็นเรื่องสังคมศาสตร์สัจศาสตร์ซับซ้อนหลายชั้น คนอยู่ในระบบสาธารณโภคีเป็นคนประเสริฐ อยู่ในการดูแลควบคุมตนเองมาฝึกฝน มาเป็นสมาชิกที่นี่ไม่มีใครบังคับใคร สมัครใจมาถึงเรียกว่าอิสระ ถ้าไม่สมัครใจอยู่ก็ออกได้ทุกวินาทีไปอยู่ข้างนอกได้ทุกวินาที แต่ถ้าอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ก็ต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ระเบียบวินัย แบบแผนวัฒนธรรมของชาวอโศก เป็นคนที่ศึกษาฝึกฝน ให้มีอาริยธรรม จนถึงไม่มีอะไร อัตตาตัวตนเลยคือ เรียนรู้ความเป็นอัตตาของตนที่เกี่ยวข้องกับสมบัติวัตถุกรรม กิริยาข้างนอก สัมผัสกับเราแล้ว เรารู้กิเลส ว่ามีกิเลสกาม และกิเลสอัตตา ก็สามารถล้างกิเลสอัตตา กิเลสกามที่เป็นตัวกูของกู ที่เกิดจากสิ่งที่สัมผัสกับตัวเราไม่ว่าจะเป็นวัตถุสมบัติทรัพย์สินเงินทอง บ้านช่องเรือนชานตัวตนบุคคล จนถึงกรรมกิริยาคำพูดต่างๆของมนุษย์ กระทบแล้ว รู้ทันหมด เป็นอาการที่ สามารถ กระทบแล้วเกิดกิเลส แล้วเรารู้กิเลสนั้น ล้างกิเลสออก สรุปแล้วก็คือ หมดกิเลสทั้งสองด้านไม่เหลือส่วนเศษ ที่เป็นอาการทางจิต สิ้นกาม สิ้นอัตตา หมดทั้งสองทางไม่มีอัตตา จิตเป็นกลาง เรียนรู้ตัดหมดอาการที่ 33 ดาวดึงส์ ไม่มีเทวดา ไม่มีสัตว์นรก เพราะเทวดาสมมุติเทพ จะมีสัตว์นรกอยู่ด้วยเสมอ หมดตาวติงสา จึงเป็นผู้ไม่ลึกลับในความเป็นอัตตา กามนั้นสะสมในจิตก็เป็นอัตตาที่เกี่ยวกับภายนอก ถ้าหมดกิเลสกาม ก็เหลือแต่ภายใน รู้ตนเองเท่านั้น ก็ล้างต่อจนหมด ก็เป็นอรหันต์ไม่ลึกลับแล้ว อนาคามีคือผู้มีความดับกามภพได้แล้ว เป็นผู้มีนิโรธจริง จึงมีอรหัตตาได้ระดับหนึ่ง พอหมดทั้งกาม ทั้งอัตตาเกลี้ยงจิตเป็นกลางไปตลอดเรียกว่ามัชฌิมา จิตไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ผลักไม่ดูด ไม่ว่าจะสมมุติเป็น ปฐวี สสัมภาระ อารัมนะ สมมุติ ไม่ว่าจะเป็นอาการทางลักษณะ หรือทางที่สะสมตัวเรียกว่า กสสัมภาระหรือทางอารมณ์เรียกว่า อารัมนะ หรือรู้ร่วมกันกับคนอื่นได้คือ สมมุติ ส่วนอารัมนะคือปรมัตถสัจจะ ส่วนสมมุติคือ สมมุติสัจจะว่าเราไม่เหลือความเป็นกาม ความเป็นอัตตา สรุปคือการศึกษาของพระพุทธเจ้า เรียนรู้ความเป็นอัตตาดังกล่าว เด็กอยู่ที่เราแม้ขั้นอนุบาลก็มี ประถม มัธยม ก็มี ตอนนี้เรามีรร.อาชีวะ สูงขึ้นไปอีก 2 ปี เป็น 14 แล้ว จะสอนอย่างนี้ ถ้าทำได้จะให้จบปริญญาตรี โท เอกได้ แม้โพสต์ดอกเตอร์ก็จะต่อให้ เราคำนึงคุณธรรมมากกว่าคุณภาพ เขาจบสำเร็จ ม.6 หรือ ปวส. เรากำลังทำเรื่องเป็นปริญญา เขายังไม่ให้ เราพยายามให้เรียนอยู่กับเราให้นานที่สุดให้เป็นอาริยะคนประเสริฐอยู่ที่นี่ ช่วยกันทำงานรับใช้สังคมดีกว่าไปรับใช้สังคมบาป สังคมไม่บริสุทธิ์ ที่พูดนี้เป็นสัจจะความจริง ตามภูมิสังคม โลกเขาไม่บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ถ้าอยู่ในกลุ่มกลุ่มนี้ ถ้ามาบวชพระพุทธเจ้า บอกว่าเป็นทางที่บริสุทธิ์ ส่วนเดียวดุจสังข์ขัด เป็นทางที่ปลอดจากธุลี ทางโปร่งที่จะพาขัดเกลาส่วนเดียว ถ้าไปทางนอกนั้นแทบจะไม่มีโลกุตระเลย เรามีหลักเกณฑ์ในการล้างกิเลสไปตามขั้นตอนตามระบบวิธี การศึกษาเป็นเรื่องยิ่งใหญ่สำหรับมนุษยชาติ ไม่เร่งร้อน อุดมศึกษาก็ค่อยทำไป ถ้าได้ก็ดี พวกเราแม้แต่ผู้มาช่วยกันสอนดูแลช่วยทำงานอย่างอาริยธรรม อาริยสังคม อาริยบุคคลอย่างที่เราพาเป็น ก็ยังไม่ซาบซึ้ง ยังไม่เข้าใจที่อาตมาพาทำนี้เป็นระบบการศึกษา ทุกวันนี้ยืนยันว่าอาตมาเป็นนักศึกษาสิกขาอยู่กับระบบการศึกษา ฝ่ายหญิงถ้าจะมาปฏิบัติที่นี่เรียกว่าสิกขมาตุ คือนักศึกษาตลอดตาย บรรลุโสดาบัน-สกิทาคามี-อนาคามี-อรหันต์ ก็จบ จบแล้วก็ไม่ไปไหนหรอกแน่ใจเลยอยู่ไปจนตาย ส่วนสมณะนั้นก็มีไตรสิกขาแน่นอนก็ให้จบ ถ้าไม่จบก็อยู่ให้ตายจากกันไป จะเกิดใหม่อีกถ้ามีสิทธิมาได้ก็รีบมา มาร่วมศึกษาอีก ไม่เป็นเรื่องประหลาดเป็นเรื่องจริง

อาริยะบุคคลจะเหมือนน้ำที่มารวมกับน้ำ น้ำมันที่มารวมกับน้ำมัน

คำถามคือหลวงปู่อยากให้อยู่ที่นี่...อยู่ที่นี่ มีสมบัติพัสถานที่นี่ให้ช่วยกันดูแล ให้สานต่อกันไป ช่วยดูแลกันไป จะมีสัจจะในตัวของมัน มีกฎระเบียบ มีวัฒนธรรม มีเรื่องของสงครามจิตวิญญาณอยู่ในนี้ เหมือนอย่างครอบครัวครอบครัวหนึ่งมีพ่อ มีแม่ มีลูก มีหลาน พ่อแม่ก็เป็นคนดูแลทรัพย์ศฤงคารของครอบครัว พ่อแม่เป็นคนจัดสรรการกินอยู่ใช้สอย ก็นับลูกนับหลาน พี่ป้าน้าอา ถ้ามารวมกันอยู่ พ่อแม่ก็ให้ตามสมควร ตามภูมิของพ่อแม่จะลำเอียงหรือซื่อสัตย์ก็ตาม ถือว่าเป็นผู้บริหารหลักเป็นเจ้าของ หรือบางครอบครัวให้รวมกันเป็นสาธารณโภคี อย่างชัดเต็มหรือเล็กน้อยให้ลูกหลานมีสิทธิ์ออกความเห็น มีส่วนแบ่งแจกก็มีบางครอบครัวก็ทำ แต่ง่ายๆคือ พ่อแม่จัดสรร ลูกหลานใช้อะไรก็แล้วแต่พ่อแม่อนุมัติ ให้ลูกหลานช่วยบริหารก็แล้วแต่จัดสรร ที่นี่ก็จะมีการบริหาร ทุกคนมีสิทธิ์ แต่ทุกคนจะทำหน้าที่หรือไม่ ก็อยู่ที่ความเหมาะสมของหมู่กลุ่มจะให้ แต่ของสังคม ลูกเป็นผู้บริหาร พ่อแม่เป็นผู้อยู่ในอาณัติไม่ค่อยมีหรอก แต่ส่วนใหญ่พ่อแม่เป็นใหญ่ แต่สังคมเรานี่คัดเลือกกันขึ้นไป หรือคนนี้เอาภาระดีให้บริหารการงานทรัพย์สินเงินทอง รายได้ทรัพย์สินก็แบ่งกันช่วยกันทำ อาตมาพูดไม่รู้กี่ครั้งว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ศึกษาอะไร ท่านศึกษาความเป็นมนุษย์ กับความเป็นสังคม ท่านรู้แจ้งจบว่าควรอยู่กันอย่างไร จะจบชีวิตตนอย่างไร จิตตนเป็นเช่นไรก็มีกรรมวิธีศึกษาจนทำกิจของตนให้จบได้ ก็จบความเป็นมนุษย์สังคมแต่ละคน แล้วคนนั้นก็จะอยู่กับสังคมที่ตนเลือก อาตมากล้าท้าทายว่าไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าคนไหนจบอรหันต์แล้วไม่ไปไหนอยู่นี่ในสังคมนี้แหละ เขาจะเข้าใจว่าที่นี่คือแดนศิวิไลซ์ แดนอาริยะ บ้านอาริยะ ครอบครัวอาริยะที่เราเองเป็นลูกหลานของพ่อแม่บ้านอาริยะนี้ อนาคามีก็ไม่ไปแล้ว โสดาบันอาจมีแว่บวาบ สกิทาคามีก็มีวิบาก อาจไปๆมาๆได้ แต่รู้แสนรู้ แต่วิบากไม่ให้มาก็อจินไตย แต่ถ้าอนาคามี อรหันต์แล้วต้องหาทางมาให้ได้ นอกจากมีวิบากขนาดหนักมายาก แต่ถ้าไม่มีวิบากหนัก ภูมิถึงอนาคามี อรหันต์จะรู้จักที่อยู่ น้ำจะวิ่งไปรวมกับน้ำ น้ำมันจะวิ่งไปรวมกับน้ำมัน..นี่เป็นสัจจะแน่แท้ อาตมาทำงานมา 45 ปี เกิดสังคมอบรมชาวอโศก แต่ละครอบครัวก็มารวมกันเป็นกงสีใหญ่ เป็นญาติทางธรรม เป็นพี่น้องทางธรรม มีสมบัติร่วมกันทั้งหมดคือสาธารณโภคี มีระบบวิธีที่เผื่อแผ่แจกจ่ายเจือจานเอื้อเฟื้อกันเกื้อกูลกัน มันเกิดได้มาดีระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ดีมาก แน่ใจว่าเกิดแล้ว เป็นสาธารณโภคีที่อยู่กันด้วยความเมตตาที่ในหลวงเราตรัสว่า..จะอยู่กันอย่างไรก็อยู่กันอย่างเมตตา เป็นสังคมเมตตากายกรรม-เมตตาวจีกรรม-เมตตามโนกรรม แล้วมีศีลสามัญญตา มีทิฏฐิสามัญญตา ส่วนลาภที่ได้โดยธรรมที่ช่วยกันสร้าง มารวมกันเป็นสาธารณะ สาราณียธรรมมี 6 ข้อ 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย(ลาภธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) 5. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย(สีลสามัญญตา) 6. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) . (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 282-283)

ทำไมเรียกว่าลาภโดยธรรม เพราะเราทำมาอย่างสุจริตไม่เบียดเบียนใคร เอาลาภที่ได้มารวมกันเป็นสาธารณโภคี เป็นลาภปฏิลาโภ ไม่ได้แย่งชิงใคร ไม่เป็นหนี้เป็นบาป เป็นลาภโดยธรรมแล้วมากินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี มีศีลเป็นหลักเกณฑ์ของชีวิต แล้วก็มีทฤษฎี มีหลักๆ มีทิฐิที่สามัญญตามีศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และมีทิฐิว่าเราจะต้องปฏิบัติชีวิต ศึกษาฝึกฝนเป็นนักเรียนไปจบอรหันต์ มีเป้าหมายเหมือนกันหมด แม้เด็กนักเรียนยังไม่รู้ชัดแท้ว่านิพพานอรหันต์คืออะไร ก็รู้บัญญัติก่อนหรือเด็กบางคนก็รู้สัจธรรมก่อน เนื้อแท้แต่เขาไม่เข้าใจพยัญชนะนักก็มี พระพุทธเจ้าเรียนรู้สังคมกับการเป็นอยู่กับสังคม ทำกรรมการงานอาชีพที่บริสุทธิ์สะอาดถึง ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา ทำงานฟรี ไม่ทำงานรับจ้างที่ไหน มีแต่ทำงานรับใช้สังคม ไม่แลกอะไรกลับคืนมาเลย ทำงานแล้วก็เอาเข้าส่วนกลางกินใช้ร่วมกันไป ผู้ที่ชัดเจนแล้วก็อยู่นี่ กินใช้ร่วมกันไปจนตาย บางคนก็อาจมีวิบากบ้าง เป็นเมืองอาริยะจริงๆ ก็ขอย้ำอีกทีสำหรับเด็กๆทุกคน ลูกหลานทั้งหลาย ส่วนผู้ใหญ่ไม่ยอมแล้ว แต่ก็จะยอมให้เด็กๆฟังไม่ได้ดูถูก แต่อาจไม่เข้าใจพอ ก็ขอย้ำว่าสังคมที่อาตมาพาทำนี้ โดยเอาเรื่องที่สังคมประเทศเขามีหน้าที่สอน ต้องรับผิดชอบการศึกษาให้แก่เยาวชนของประเทศอย่างน้อยจบ ป.6 หรือ ม.6 ประเทศชาติต้องรับผิดชอบการศึกษาเช่นนี้ หลวงปู่ก็เอามาให้การศึกษาด้วย โดยสามารถทำได้ ขออภัยที่ต้องพูดว่าเกินกว่ารัฐบาลที่ทำ เพราะเป็นการศึกษาที่ฟรีจริงๆ เลี้ยงดูทั้งการกินอยู่หลับนอนทั้งชีวิตจนกระทั่งโต อยู่ 12 ปีก็อยู่ไป แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เลี้ยงอย่างลูกหลาน เขาให้บำรุงการศึกษาให้ครบ แต่ที่นี่ให้การศึกษาครบถ้วน แต่ก็ยังดีที่รัฐบาล อยากให้เงินการศึกษา มาส่วนหนึ่งแก่โรงเรียนราษฎร์ ที่เรานี้เขาเห็นว่า รร.ราษฎร์ก็ยังดีเบาแรงไปนิดหนึ่งแต่เปิดใหม่ๆตอนแรกเราไม่เอาหรอก แต่เขาก็ว่าต้องให้ตามนิตินัย ตอนแรกก็ไม่ให้ รร.เราครูสอนฟรี แต่เขาก็ต้องให้หักเงินเดือนเอามาให้ กว่าเขาจะเข้าใจก็นาน เขาว่าเงินเดือนที่นี่เขาจะหัก 3% ของเงินเดือนเป็นหลักประกันให้ครู เราก็ไปบอกว่าหัก 3% ก็ให้แต่เราเงินเดือน 0 บาทก็หักไป ก็ 0 บาท ไม่ได้เล่นลิ้นนะ และรัฐบาลจะสะสมให้อีกทบทุน คุณก็หักไป ที่นี่เงินเดือน 0 แล้วก็สะสมให้ครูที่นี่แต่ก็ 0 อีก รัฐบาลก็ไม่ต้องจ่ายอีก เราก็ไม่เดือดร้อนอะไร พูดตรงๆไม่ได้เล่นลิ้นนะ เรื่องจริง แต่เขาไม่เข้าใจต้องขับเคี่ยว คนในยุคนี้สมัยนี้เห็นแก่ตัวจัด หลงระบบทุนนิยมโลกีย์จัด ไม่เข้าใจระบบโลกุตระที่ลดเห็นแก่ตัวจนหมดเห็นแก่ตัวเลย คนข้างนอกเขาไม่เห็นว่าสิ่งนี้มหัศจรรย์แต่มันคือความมหัศจรรย์ของสังคมโลก ที่คนไม่เห็นแก่ตัวคนเสียสละให้แก่คนอื่นจนหมดตัวตนแล้วอยู่ได้เป็นองค์รวมมิตร การบริหารกันเหมือนกับสังคมหมู่กลุ่ม หมู่บ้าน ชุมชน อำเภอ จังหวัดหรือประเทศ แล้วก็อยู่ได้อย่างปลอดภัย อาตมาว่าอย่างนี้คือ สังคมมนุษย์ชมพูทวีป ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน มนุษย์ชมพูทวีปคือ มนุษย์ที่มีคุณสมบัติ แบบอุตรกุรุทวีป เหนือกว่าดาวดึงส์ เพราะสติมันโต สุรภาโว มีอิธพรหมจริยวาโส สามารถมีพรหมจรรย์อยู่ในโลกนี้ แต่จิตจะอยู่อย่างอุตรกุรุทวีป มนุษย์อุตรกุรุทวีปคือ มนุษย์ที่ไม่มีกิเลสในจิต (อมโม) อปริคโห (ไม่หวงแหน) นิยตายุโก (ผู้อมตบุคคล) คือจิตวิญญาณที่พ้นจากดาวดึงส์คือ สุขทิพย์ อายุทิพย์ วรรณะทิพย์ คือดาวดึงสา ที่เป็นเรื่องไม่จริงเป็นวิมานลอยลม หลงวรรณะ หลงอายุ อยากจะได้นานๆเป็นยามา เสพอายุทิพย์ วรรณะทิพย์ สุขทิพย์ตามโลกีย์ เป็นกามาวจร พระพุทธเจ้าสอนอาตมาก็เรียนตาม ยุคนี้อาตมาพูดตามภูมิว่า ไม่รู้กันแล้วว่ามนุษย์อุตรกุรุทวีปคืออะไร มนุษย์ดาวดึงส์คืออะไร มนุษย์ชมพูทวีปคืออะไร แต่อาตมารู้จัก ไม่ใช่อวดดี แต่อวดอุตรกุรุทวีป ขอยืนยันว่าอาตมารู้ความจริงไม่ผิดพลาดเลย แม้แต่เทวดาดาวดึงส์ อาตมาก็สอน เป็นภพภูมิกามาวจร เป็นวิมานเพ้อฝัน ผู้เรียนรู้ไม่ไปหลงดาวดึงส์ เป็นอาริยชนดินแดนที่มีอาริยบุคคลคือ ดินแดนชมพูทวีป ที่อินเดียไม่มีแล้ว มีที่เมืองไทย อาตมายืนยันว่าชาวอโศกเป็นชมพูทวีป ที่มีจิตอุตรกุรุทวีป เข้าใจดาวดึงส์ ไม่ไปล่าโลกธรรมอย่างจตุมหาราชิกา แม้มีอัตตาหรือกามก็สังวรระวัง ฝึกฝนล้างเทวดาดาวดึงส์ที่เป็นสมมุติ อาศัยอาการ 32 ที่มีสติที่เป็นสติสัมโพชฌงค์ ให้เป็นลำดับให้เป็นสัมมาสติ เป็นผลไปเรื่อย จนบริบูรณ์ด้วยอุเบกขา มีคุณสมบัติ 5 อุเบกขาจน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) อาตมาเรียนจบหลักสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนก็เอามาสอนต่อ ก็ขอยืนยัน ขอบอกให้เด็กๆทั้งหลายทราบว่า สอนอย่างลูกหลาน อยากให้อยู่ต่อไหม เด็กๆก็พอเข้าใจ ผู้ใหญ่ก็มาเป็นญาติธรรม เป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นครอบครัวพระพุทธเจ้า อาตมาเป็นทวด พวกเราก็อยู่กันไปดูแลกันไป ตายจากกัน ก็อยู่กันเป็นเชื้อสายเผ่าพันธุ์กันไปเรื่อย เป็นเชื้อสายเผ่าพันธ์พุทธ เป็นมนุษย์พุทธะ

ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เรียนที่สัมมาสิกขาต่อ จะทำอย่างไร มีคนบอกมาว่าที่อาตมาพาทำการศึกษาแบบบุญนิยม คือศึกษาไปแล้วก็ชำระกิเลสไปด้วย บุญคือเครื่องชำระกิเลส เขาอยากให้เน้นเรื่องศีล ศีลเป็นเครื่องคุ้มครองภัย แก่เด็กๆวัยเรียนอย่างไร ระเบียบปฏิบัติของโรงเรียน ทำไมจึงสำคัญให้ศีลเป็นระเบียบปฏิบัติของรร.เราทุกระดับ ขนาดเด็กอนุบาลเขายังพูดถูกเลยว่าอันไหนเป็นโลกียะโลกุตระหรือศีล ถามเขาก็รู้ เช่น ฆ่าสัตว์เป็นโลกียะหรือโลกุตระ ขโมยของคนอื่นเป็นโลกียะหรือโลกุตระ ไม่ขโมยจึงเป็นโลกุตระ แล้วหนูอยากได้อะไร เด็กอนุบาลก็ตอบถูก ศีลทำไมสำคัญ นร.ที่มักทำตัวออกนอกลู่นอกทาง ด้วยพลาดพลั้งกันไป หลายๆอย่าง หลวงปู่ฝังชิปไว้ เขาก็ยังพลาดเข้าเรียนปีแรก 30 เหลือจบม.6 แต่ไม่เท่าไหร่ หลวงปู่จะสอนหรือไม่ เช่น เรียนเข้ามาตอนแรก 50 คน พอ ม.5 ออกหมดก็สอนเท่าที่เด็กรับได้ ถ้าไม่เห็นว่าสิ่งดีที่สุด จะมีอะไรเท่ากับที่จะให้นี้ แม่เขาจะทนอยู่ได้ไม่จบแต่อันนี้คือสิ่งที่คุณควรได้ ใครจะเอาน้อยเอามาก ก็ให้เท่าที่เขามี จะมาเอาไม่เกี่ยง ถ้ามีคนน้อยหรือมากก็ไม่เกี่ยวเพราะเราไม่มีเลือดทุนนิยม เราไม่มีเศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจของเราไม่มีการขาดทุนมีแต่กำไรลูกเดียว เช่น ยกตัวอย่างเด็กมาเข้า ม. 1 พอจบ ม. 6 ไม่มีสักคน ไม่เหลือเลยรวม 5 คนเดียวก็จะขึ้น ม.6 ก็ลาออกไปเรียนที่อื่นต่อ สรุปแล้ว ม.6 ก็ไม่จบไปจากที่นี่ นั่นแสดงว่าเราไม่ได้ผล ไม่ได้คนจบ แต่ได้ฝังชิปไปแล้วตั้งแต่ ม. 1 ถึง ม. 5 แล้วกี่คนก็เท่านั้น เพราะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้

_มีเด็กๆเขาถามมาว่า หนูว่าการศึกษาบุญนิยมที่เรากำลังเรียนรู้อยู่เป็นการศึกษาที่ดีที่สุดในโลก ยังมีความอบอุ่นจากลุงป้าดูแล หนูก็อยากอยู่ แต่ถ้าพ่อแม่หวังกับหนูไว้มากจะทำอย่างไร แล้วความฝันของหนูอีก จะทำอย่างไร แล้วความเข้าใจสาธารณโภคีนี้ก็ยังไม่มากพอด้วย จะทำอย่างไรดีคะ พ่อครูว่า… ถ้าจะอยู่ที่นี่แล้วแต่ภาระของครอบครัวเขาหวังไว้กับหนู พ่อแม่หวังไว้มาก ประเด็นว่าพ่อแม่หวังอะไรจากหนู ก็คงจะหมายความว่า หวังว่าจะเป็นคนอย่างโลกๆมีลาภ ยศ สรรเสริญมีสุขอย่างโลกๆ ก็แน่นอนเป็นโลกียภูมิก็คิดเช่นนั้น อาตมาก็ไม่บังอาจไปล้มล

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน