560302_ทำวัตรเช้างานพุทธาฯครั้งที่ 37 เรื่อง ธรรมที่เป็นพุทธ ตอนที่ 6 โดยพ่อครู.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560302 ทำวัตรเช้างานพุทธาฯครั้งที่ 37 เรื่อง ธรรมที่เป็นพุทธ ตอนที่ 6 โดยพ่อครู ราชธานีอโศก พ่อครูว่า…วันนี้ วันที่ 2 มีนาคม 2556 ที่ บวร ราชธานีอโศก อาตมาระลึกไม่ได้ว่าชาติที่แล้วได้เรียนบาลีหรือไม่ เพราะฉะนั้นจึงไม่ค่อยรู้เรื่องบาลี ว่าเขาเรียนเขาสอนกันอย่างไร แต่คนเราทุกคนรู้จักการใช้ภาษามากกว่าสัตว์อื่น คนใช้ละเอียดลออมาก สื่อรู้ชัดในนามธรรม และในรูปธรรมมีมากละเอียดลออจริงๆ แต่ใน พระไตรฯเล่ม 16 ข้อ 14 พระพุทธเจ้าตรัสถึง รูปและนามว่า รูปคือมหาภูตรูป และ อุปาทายรูป ส่วนนามคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งต้องมีสภาวะต่างๆ รู้สภาวะต่างๆ ว่าต่างกันอย่างไร เป็นนามทั้งนั้น แต่เอามา 5 ชื่อนี้ มาขานเพื่อให้รู้ว่าให้ใช้ และปฏิบัติได้ แม้ในเวทนาก็แจกไปอีกถึง 108 อย่าง ต้องรู้ว่าการปฏิบัติในภาวะปัจจุบันเป็นอย่างไร และรู้มโนเจตนาว่าเรามี วิภวตัณหา อ่านเวทนาที่เกิดจากทวาร 5 กระทบ มหาภูตรูป มีผัสสะ ก็เป็นกายในกาย เกิดเวทนาในเวทนา ต่อเนื่องไปถึงจิตในจิตที่เป็น เจโตปริยญาณ 16 อีก รู้ว่ามีกิเลสเกิดอย่างไร เราก็ทำการ ปหาน 5 ได้อย่างเป็นลำดับจนมั่นคงแข็งแรง จนสัมผัสกิเลสอย่างไรก็ไม่กระดิกเลย ต้องพิสูจน์ให้ได้ในทุกปัจจุบัน ใน เวทนา 36 ของปัจจุบัน ให้สมบูรณ์มีผลครบ เป็น โลเก อัตถิตา คือมีผลแล้ว (มีความไม่มี) ก็ปฏิบัติมีผลสูงสุดคือ กิเลสสูญในทุกปัจจุบัน ผู้นี้แหละคือผู้ที่มี เป็นความประเสริฐที่มนุษย์ทุกผู้ต้องรู้ความมี (มีชีวิต) แต่คุณก็ไม่มี (ไม่มีกิเลส) ใครจะกระทุ้งกระแทกยั่วยวนจนถึงฆ่าเรา เราก็ไม่มีกิเลส มีนิโรธสนิท เที่ยงแท้ยั่งยืน ถาวรไม่กลับกำเริบ เพราะเราได้ตรวจสอบถึง อรูปฌาน ที่ก็ต้องลืมตา สติปัฏฐาน ในการปฏิบัติ ความมี เช่นพระอรหันต์ท่านก็ยังมีชีวิต มาอธิบายธรรมะ แต่ท่านก

อ่านต่อ

็ไม่มีกิเลสเลย เราต้องมีตัวรู้ของเรา มีญาณของเรา เป็นตัวกำหนดว่า อารมณ์ตอนนี้เราอุเบกขาไหม มันกลางคือไม่มีกาม หรือพยาบาท ไม่ผลักไม่ดูด แต่มันรื่นเริงเบิกบาน ไปในทางสดชื่นไหม ไม่ได้ขุ่นมัว อาตมากำลังอ่านใจในปัจจุบันให้พวกเราฟัง อ่านเหมือนการรายงานข่าว พร้อมกันนั้นก็ผัสสะกับคุณอยู่ เจตนาปรุงแต่ง นิรุตติปฏิภาณ แสดง นัจจะคีตะวาทิตะ มีกรรมกิริยาคือ ให้คุณได้รู้ธรรมะ แต่สิ่งที่ไม่มีๆๆๆๆๆๆๆๆ คือกิเลส แต่อนุโลม มีการยินดีไหม มียินดี อนุโมทนา ที่พวกคุณรู้เรื่อง แม้จะพูดไปคนก็ไม่ฟัง คุยกัน ไม่น่าควรยินดี แต่เราก็ไม่เกิดความผลัก แต่ก็จะไปชอบได้อย่างไร เพราะเขาขัดแย้งกับสิ่งที่ควร แต่เราอุเบกขาอยู่ จิตจะอนุโลมไปสู่ความหม่นหมองไม่มี ในสติปัฏฐาน มีการทำจิตให้ร่าเริงอยู่ตลอดเวลา จิตปัสสัมภยังจิตตัง จิตอภิปโมทยังจิตตัง ทำให้จิตสมาทหัง (แข็งแรงตั้งมั่น) จิตอนุโลมได้ ไม่ได้ว่าง เพราะมีร่าเริงเบิกบานเป็นอุเบกขา แต่จิตร่าเริงเบิกบานในกุศล ไม่ใช่ เรื่องแรงเป็น ผรณาปีติ แผ่ซ่านไป ไม่ใช่ อุพเพงคาปีติ ได้ในฌาน3 ฌาน 4 หรือมีฌาน 2 ปีติปราโมทอยู่ แต่ก็รู้ว่า ผรณาปีติ จะมากไปยินดีมากไป หนักไป มันจะติดได้มันจะจับตัว ต้องมีปัญญาอย่าหลงจับตัวกับมัน จิตจากเดิมเป็นยางธรรมชาติ ต่อมาเป็นกาวตราช้าง และต่อไปมันจะเป็นยางเหนียวจนกลายเป็น อีพ็อกซี่ไปเลย ถ้าไปปรุงแต่งด้วยอวิชชาจะเป็นยางเหนียว อีกกี่ชาติมันจะหยุด เรามีวิญญาณเป็นแค่ อาลยวิญญาณ หรือไม่ เป็นเครื่องอาศัยเพื่อทำงาน เมื่อเราไม่ทำงานก็อุเบกขา เราทำงาน ด้วยเมตตา ซึ่งต้องใช้สัญญาในการกำหนดในปัจจุบัน ส่วนปัญญาเป็นองค์รวมใหญ่ในการรู้ สัญญาเป็นตัวปฏิบัติในปัจจุบัน และเป็นคลังเก็บข้อมูลใหญ่ มากมายจนบางทีชักออกมาไม่ได้ ไม่รู้ว่าเก็บไว้ที่ไหน ส่วนปัญญาคือตัวกำหนดรู้ ปริเยยะ คือการกำหนดรู้ ก็คือปัญญาคือการรู้รอบ เหล่านี้เป็นรายละเอียดของนามธรรม ที่มีมากมาย พระพุทธเจ้าบัญญัติเป็นพยัญชนะมากมาย มีบางคนเขาไม่ถือว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ เขารู้ว่าไม่มีอะไรเป็นอัตตาเลย ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน สัพเพธัมมาอนัตตา เขาคิดว่าอันนี้คือ เบื้องต้น แล้วเขาจะรู้การปฏิบัติอย่างไร ถ้าเขาปฏิบัติให้ถูกในเบื้องต้น จะรู้ว่าเรามีอัตตาอะไร และได้ปฏิบัติให้เห็น อนัตตาในแต่ละระดับ กิเลส มีอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส พวกเราก็เรียนรู้แล้วไปอ่านกิเลสได้จริง แต่คนที่ฟังไม่รู้เรื่อง เขาว่าไม่มีกิเลสหรอก จึงไม่มีการปฏิบัติ เมื่อตายไปก็สูญ นี่ก็คือ อุจเฉททิฏฐิ ขาดสูญ ก็เข้าใจความเห็นของพวกขาดสูญ เขายึด ทิฏฐุปาทาน อย่างนั้นจริง เขาว่าเขาก็สงสารอาตมา เขามีเมตตาจึงส่ง sms มาชี้แจง เขาว่า

_8705…ทีนี้จะขอย้อนกล่าวถึง เรื่องของอัตตาฦ ที่พธร.เข้าใจผิดคิดว่า คือตัวกิเลส! เพราะแท้จริงโดยปรมัตถ์แล้ว ฦหาอัตตา มิได้พบ! แล้วจะเป็นตัวกิเลส หรือเป็นตัวทุกข์ได้อย่างไรเล่า! และขอให้จำไว้ว่า สิ่งที่มนุษย์ต้องการ จะทำให้สำเร็จฦโดยสิ่งนั้นไม่มีวันที่จะให้สำเร็จได้! ก็สิ่งนั้นคืออะไรเล่า? ก็คือการพยายามสร้างอัตตาของตนขึ้นมา นั่นเอง! และนี่แหละคือ กองทุกข์ที่ไม่มีวันจบสิ้น! นอกเสียจากว่า จะหยุดสร้างอัตตาของตน) เมื่อไรฦเมื่อนั้นทุกข์ก็จะค่อยๆ ดับไปเอง! ฉะนั้นจึงเห็นชัดว่า การที่จะดับกองทุกข์ได้นั้นฦจึงมิใช่เป็นการไปฆ่าอัตตาฦ หากแต่เป็นการไม่สร้างอัตตา(ของตน)ขึ้นมาเอง ต่างหากเล่า! เพราะว่าโดยปรมัตถ์ ทั้งรูปและนามฦต่างก็หาอัตตามิได้ ตั้งแต่แรกแล้ว! แล้วจะไปฆ่าอัตตาที่ตรงไหนจ๊ะ? หรือว่ามหาโพธิรักยังจะเถียง! ซึ่งเรื่องของเรื่องก็คือ.ฦพธรโง่บรม) ตั้งแต่แรกแล้วฦที่ไปหลงเข้าใจผิดคิดว่า อัตตามีมาตั้งแต่แรกแล้ว จึงดันทะลึ่งไปตั้งอัตตาไว้ก่อน! และนี่แหละคือ อัตวาทุปาทานของ พธร.! พ่อครูว่า…เขาเอาความไม่มีอัตตาของเขาไปเป็นอัตตานั่นเอง ต่อไปจะต่อเรื่องวิโมกข์ ข้อที่ 4 4. ผู้ล่วงพ้นรูปสัญญา เพราะดับ ปฏิฆสัญญา เพราะ (ละ) ไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง จึงบรรลุ อากาสานัญจายตนะ ด้วย มนสิการ ว่า...อากาศหาที่สุดมิได้ (สัพพโส รูปสัญญานัง สมติกกัมมะ ปฏิฆสัญญานัง อัตถังคมา นานัตตสัญญานัง อมนสิการา อนันโต อากาโสติ อากาสานัญจายตนัง อุปสัมปัชชะ วิหรติ) เราอ่านอาการของความรู้สึกสุข เมื่อมันถูกรู้ ก็จะกายเป็นรูป ( อุปาทายรูป ) เราต้องรู้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ รวมเป็นมนสิการ คำว่า นานัตตสัญญา คือกำหนดรู้สัญญาต่างๆ ในวิญญาณฐีติ 7 ข้อ 5 5. สัตว์ที่เข้าถึงชั้น อากาสานัญจายตน ะ ด้วยมนสิการ ว่าอากาศหาที่สุดมิได้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับ ปฏิฆสัญญา เพราะไม่ใส่ใจถึง นานัตตสัญญา โดยประการทั้งปวง นี้เป็น วิญญาณฐิติที่ 5 ในปฏิฆะสัญญานั้นจะดับเลย คำว่าอมนสิการท่านแปลว่าไม่ใส่ใจซึ่งไม่น่าจะถูก บาลีว่า อมนสิการ คือไม่ต้องทำใจในใจ เพราะเสร็จกิจแล้ว เป็นขั้นอนุโลม ปรุงแต่งเป็นอภิสังขารได้แล้ว ถ้าเป็นฌานหลับตา คำว่า อากาสานัญจายตนะ ของพวกไม่สัมมาทิฏฐิ อารมณ์ว่างจากนิวรณ์นั้นมีจิต มีกุศลจิต มีกุศล สังกัปปะ นึกคิดอะไรได้ดี เพราะไม่มีกิเลสกวน จิตใส แต่ก่อนคิดไม่ออก แต่พออันนี้คิดได้ดี ได้ไว แล้วหลงว่านี่คือปัญญา (ที่จริงปัญญาคือ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ใช่ความคิดที่ไปคิดต่อเนื่องจากสัมผัส คิดผกผันอะไรก็ได้ คิดเป็นวิมานปรุงแต่งอะไรก็ได้ เหตุผลคิดมาหักล้างกี่ตลบก็ได้ แต่ไม่ใช่ปัญญาที่เห็นความจริงตามความเป็นจริง โดยมีสัญญาเป็นตัวกำกับด้วย ปัญญาไม่ได้ขาดสัญญา ) แต่ปัจจุบันที่ไม่มีสัมผัส ก็ไม่ใช่ความจริงแล้ว นี่คือความติดยึด ที่คุณดึงเอา สัญญาความจำมาระลึกรู้ ถ้าสัมผัสแล้วกำหนดรู้ก็ เป็นปัญญา แต่พอไม่ได้สัมผัส วิญญาณทางตาก็ไม่มี ปัญญาทางตาก็ไม่มี แต่คุณมีสัญญา แล้วก็เผลอว่าเป็นของจริง ที่สัมผัสอยู่เมื่อกี้นี้ แล้วก็ไปยึดว่ามี เป็นตัวจริง เป็นสุขอย่างที่สัมผัสเมื่อกี้นี้ มันก็หลงว่าสัญญาเป็นอัตตา เป็นตัวตน ที่จริงเป็นความจำไม่ใช่ความจริง

พอผัสสะไม่มีแล้ว ไม่มีปัญญา มีแต่สัญญา พ่อครูว่า…แต่พอคุณนั่งสมาธิ คุณไม่มีรูปจริงให้สัมผัส คุณก็เอาสัญญามาขบคิดผกผันทั้งนั้น ไม่ใช่ปัญญา มีแต่สัญญา แล้วก็ไปยึดว่าจริง ยึดสัญญาเป็นตน ที่เราเน้นหนักคือ ไม่ให้ยึดสุข ยึดทุกข์ แม้อุเบกขา ก็ไม่ให้ยึดเป็นเรา เราไม่ยึด แต่เราอาศัยอุเบกขา มีเมตตาเป็นตัวทำงาน เป็นพระพรหม มีเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขา (มีองค์คุณ 5 คือ มุทุ กัมมันยา ปภัสสรา) ปภัสสรา คือความว่างความใส คืออากาสาฯ คุณนึกคิดปรุงแต่งอยู่ก็เป็น อภิสังขารอยู่เป็น กัมมัญญา คือทำการงานด้วยอัญญา อัญญาจึงเป็นความฉลาดที่เหนือกว่า สัญญา และปัญญา ปัญญามีเมื่อมีการกระทบสัมผัส เมื่อไม่มีสัมผัสปัญญาไม่มี เช่นกำลังไปรู้ความว่างในอากาศ คุณไม่มีปัญญาทางตา หู ไม่มีการรู้ความจริงตามความเป็นจริงในทางตา ทางหู ไม่เห็นไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น คุณเหลือแต่ใจในใจแล้วก็ดึงสัญญามาคิด เมื่อมันปรุงคุณก็รู้ว่า มันปรุงอะไร จะบอกว่าความรู้นั้นครบไหม ก็ไม่ครบ มันรู้แต่ในใจเท่านั้นมันรู้ความจริงตามจริง ของการปรุงแต่งสัญญา จึงเรียกว่า "อากาศของความว่าง หรืออภัสสรา" ที่จริงมันมืดแต่คุณไปปั้นแสงสว่าง ก็เป็นแสงสว่างของแต่ละคน ในการหลับตาที่จริงมีแต่มืด เป็นกิณหา แล้วก็หลงกิณหาความมืดว่าเป็นนิโรธ เรียกว่าเป็นนิโรธ ในพวกมิจฉาทิฏฐิ ที่นั่งหลับตาให้มันดับ ก็ได้ความมืด และสายอาภัสสราก็ไปได้ความสว่าง กายของอาภัสสราก็เป็นความสว่าง แต่ความมืดมีได้อย่างเดียว แต่ของอุทกดาบส อาฬารดาบส ก็ยังได้แบ่งได้สองอย่าง อย่างอาฬารดาบส มีแต่การเกิดความมืด อย่างต่อเนื่องไม่มีอะไรคั่นเลย คือโอกกันติ แกก็มืดต่อเนื่องเลย แต่อุทกดาบสมี ขณิกะคั่นจึงมีการแว่บรู้ แต่มีความยึดว่าต้องดับ ก็ดับมันได้ก็สำเร็จแบบสายมืดแล้ว ทั้งคู่ดับมืดดำ เป็นกายเดียวกัน ส่วนสว่างมีหลายขนาด กายจึงต่างกัน แต่สัญญาว่าเหมือนกัน แต่พวกมืดจะมีกายอย่างเดียวกัน คือมืด แต่การกำหนดต่างกัน คือรู้ว่ามีการแวบรู้มาสว่างแวบ แล้วเขาก็รีบดับให้มันมืด ส่วนพวกอาภัสรานั้นเป็นพวกสว่างขาว เป็นการเห็นความสว่าง เป็นมโนมยอัตตา มันก็ไม่เท่ากันหรอก แต่พวกทำให้มืดจะมืดเหมือนกัน แต่พวกมืดจะต่างกันว่ามีแวบสว่าง กับพวกไม่มีแวบดับหมด ต่อเนื่อง แสงเป็นโฟตอน หรือควันตัม ถ้ามันมีตัวก็เป็น โฟตอน คือมันมีการคั่น แต่ ถ้ามันไม่มีอะไรคั่น มันต่อเนื่องมันก็ไม่มีตัว ก็เป็นควันตัม ที่เขาเถียงกันในวิทยาศาตร์ว่า แสงเป็นโฟตอน หรือควันตัม (คนเถียงกันตายไปหลายคนแล้ว) คล้ายกับที่ 8705 เถียงมา โดยตรรกะว่า รูปนามมันก็ต่อเนื่องไม่มีการขาด ความเห็นของเขา เป็นลักษณะโฟตอน ซึ่งธาตุรู้นั้นจะต้องรู้ แต่เขาไปดับให้มันไม่รู้ ก็ได้ระยะหนึ่งเท่านั้น ถ้ายังมีอัตภาพ ยังมี ขันธุ์ 5 อยู่ ถ้าไม่สลาย จนไปยึดมันก็เป็นรูป แต่ถ้ารู้มันก็เป็นนาม จะอยู่ในฐานของ เวทนา สัญญา ก็ตาม แต่ผู้สลายตายลงจริงๆ มันจะกลายเป็นผู้ไม่มีรู้ มันจะเป็นรูป สัญญา เวทนา สังขาร ไม่มีแล้วสลายมันก็คือเหลือแต่อุตุนิยาม จนกระทั่งพัฒนาต่อมา เป็นธาตุพีชะมีการปรุง แต่ไม่มีเวทนา ไม่มีเจตนา ไม่มีตัณหา ปรุงแล้วก็จบ ไม่มีเวรกรรมต่อไป มันเกิดแล้วตายมันก็สูญ พืชนั้นสูญพันธุ์ง่าย แต่สัตว์นั้นสูญพันธุ์ยาก เพราะเป็นสังขารที่มีวิญญาณครอง อากาสาวิญญายตนะของชาวฤาษีสร้างภพ อาภัสสรา (ความว่าง สว่างใส รุ่งเรืองชัชวาล) ไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อนันโต อากาโสติ แต่ของพุทธ ว่างแบบไม่มีแสง มันว่างอาการว่างจากทุกข์ จากสุข ว่างจากอำนาจของความไม่สบาย (อบาย) ถ้าจะว่างกลางๆก็เฉยเด๋อ คนที่ทำได้ก็ได้ บางคนว่างไม่ได้ก็ไม่ได้ แต่ต้องอ่านความว่างในขณะลืมตา ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่นอะไรก็เฉย แต่ความเฉยคือไม่มีอารมณ์ชอบ หรือไม่ชอบ ไม่มี อิฏฐารมณ์อนิฏฐารมณ์ ไม่ผลักไม่ดูด เป็นมัชฌิมา กลางมัชฌิมานั้น สูงกว่าอุเบกขา มีนิวตรอน มีอะไรเข้ามาก็เป็นกลาง ไม่บวกไม่ลบ ไม่แข็งไม่อ่อน แต่รู้ความจริงตามสัมผัส ก็รู้ตามสัญญามีทั้งรู้เป็นอรูป และเป็นรูป (อรูปที่สำเร็จด้วยสัญญา แต่รูปนั้นสำเร็จด้วยจิต คือมโนมยอัตตา) พวกมโนมยอัตตาเวลาปั้นใส จะซาบซึ้งในการสร้างแสงสว่างใสต่างกัน จะปั้นให้เป็นใสแบบนี้ว่าโสดาฯ แบบนี้ สกิทาฯ แต่ใสโสดาฯ ของสองคนก็จะใสไม่เหมือนกัน แบบสว่างจะมีกรรม พักกรรม (แต่ไม่หมดวิบาก) ส่วนพวกใสจิตจะทำงาน มีกรรม แต่ไม่เหมือนกันหรอก เพราะแม้แต่ ปรมาณูสองตัวที่เล็กที่สุดก็ยังไม่เท่ากัน อย่างแก๊สแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน จนเล็กแยกต่อไม่ได้ เขาก็ยังแยกต่อไปอีก เขาแยกนิวเคลียสได้ แต่เขายังแยกนิวเคลียร์ไม่ได้ ถ้าเขาแยกนิวเคลียสออกเป็นนาโนได้อีก จะมีพลังงานสูงกว่านิวเคลียร์อีก นิวแปลว่าใหม่ เคลียร์แปลว่าสว่างสะอาด มันคือความสว่างแสงไฟอุณหธาตุฝ่ายร้อน ส่วนพวกมืดก็ตรงกันข้าม สรุปแล้วคนนั่งหลับตาจะสร้างแสงใสต่างกัน กายต่างกัน แต่สัญญาว่าสว่างใน โชติช่วงชัชวาลไป แต่พวกมืดจะเป็นพวกไม่มี พวกดับ สายดับจะไปมีนิพพานอยู่ที่มืด คนเข้าใจว่านิโรธคือความดับ มันหยุด คนเข้าใจได้มากกว่าพวกสว่าง เพราะสายปัญญามันปรุงฟุ้งไปได้มาก เขาเข้าใจว่าปัญญาที่จริงเป็นมโนมยอัตตา เป็นการปั้นส่วนตน ส่วนอรูปนั้นเอาไปให้คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ คุณรู้แต่เอโก ปั้นแสงสว่างเป็นอรูป ก็เป็นส่วนตน ไม่มีใครรู้ได้ด้วย เป็นองค์ประชุมที่สร้างมาเอง แม้จะสร้างตัวตนซ้อนในความไม่มีตัวตน ไปสร้างวิมานเป็นสวรรค์ คนก็ไปติดสภาพปรุงแต่ง เป็นแรดหรู แรดคือแวบๆแป็บๆ คือสายสร้างวิมาน ไม่มีจบ แต่พวกสายมือจะจบหยุดได้ง่ายกว่า จะเฉื่อยช้า แกะแคะไม่ขึ้น

ในวิโมกข้อ 3 สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพอาภัสราพรหม (ว่าง..ใส.. สว่าง.. แผ่กว้าง) แม้แต่ในระดับปรมาณูก็ยังมีต่างกัน ในนิวเคลียสก็ต่างกัน มันต่างกันน้อยมาก เวลาทะเลาะกันมันจึงทะเลาะกันแรงมาก ระเบิดเลย มาสายมืดจะอยู่ ในวิญญาณฐีติข้อ 4 สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพ..สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) ในอุทกดาบส จะให้ดำมืดเป็นความต่อเนื่อง ในอาฬารดาบสกำหนดเนวสัญญานาสัญญายตนะไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าต้องดับ จึงทำให้มืดต่อไปอีก ก็คือมีกายอย่างเดียวกัน วิญญาณเป็นธาตุรู้ต้องออกมารู้ทางทวาร 6 อย่างเก่า ถ้ายังไม่ปรินิพพาน การเสพจะได้เมื่อมีสัมผัส แต่เมื่อคุณไม่มีทวาร 5 แล้วเมื่อตายไป คุณมีกิเลสอันไหนอยากได้มากๆ ที่คุณเคยได้สัมผัส ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่ได้เสพ หรือคุณจะได้สัมผัสในฝัน เสพรสแต่ในฝัน ไม่ทำงานทำกรรมกิริยา เสพแต่อยู่ในภพ ถึงเวลากินก็กิน แต่ก็ไม่ใยดีในรสนอกเท่าไหร่ ชอบอยู่กับภพมากกว่า นี่คือสายฤาษีไปดับอย่างเดียวแต่ก็ไปเสพ อีกพวกไปนึกคิดนึกฝันเพ้อบ้าบอ แต่เป็นไปไม่ได้ คือสายฟุ้ง ในพวกเราจะเป็นสายฟุ้งมากกว่า วิญญาณคือธาตุรู้ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด คือการปรุงแต่ง ปรุงเป็นวิมานได้ไม่สิ้นสุด แต่สายดับ สายกิณหาจะหยุดได้ พวกปรุงฟุ้งจะเสียเวลาไปมาก คุณปรุงเป็นรูปก็ยังออกมาเป็นสภาพภายนอกตัวตนได้ แต่ถ้าปรุงอรูปนั้นไปแบ่งใครไม่ได้เลย มันจะสำเร็จด้วยสัญญา ไม่มีสภาวะมหาภูตรูปเกี่ยวข้องเลย ไม่เป็นปัญญา ไม่ให้คนอื่นเห็น หรือสัมผัสได้ จมกับอารมณ์ตัวคนเดียว ไม่มีอายตนะต่อข้างนอกเลย

ในสภาพวิญญาณคือธาตุรู้ พระพุทธเจ้าว่าวิญญาณจะเกิดได้ให้ยืนยันในขณะมีเหตุปัจจัย คือต้องมีผัสสะ 3 คือมีทวารตา หู จมูก ลิ้น กายให้แต่อยู่ข้างในมีธรรมารมณ์ (ไม่มีผัสสะ มีแต่จิตที่ทรงไว้ แล้วปรุงเป็นอารมณ์เอง) อยู่ภพในเรียกว่า มน หรือจิต แต่ออกมาข้างนอกรู้ภายนอก เรียกว่า วิญญาณ ซึ่งคนเลยเข้าใจเลยเถิดว่า วิญญาณนั้นล่องลอยมีตัวตน ที่จริงแล้ววิญญาณให้ศึกษาทางทวาร 5 จะดับวิญญาณต้องตอนเป็น เมื่อมีการปรุงออกมาข้างนอกเรียกว่า กายสังขาร แต่จิตสังขารนั้นอยู่แต่ในภายใน เมื่อมีสัมผัสภายนอกแล้วก็มีวิญญาณเกิดในภายใน แยกเป็นจิตเจตสิกต่างๆ มีอาการสุข ทุกข์ อุเบกขา หรือแจกจิตเจตสิกออกไปได้มากมาย จิตจึงมีมากดวง พวกอภิธรรมประมวลได้มากมาย แต่ที่จริงละเอียดได้มากกว่านี้อีก แต่แค่นี้ก็มากแล้ว ให้ศึกษาแค่เวทนา 108 ก็เหลือกินแล้ว

วิญญาณสะอาดกับวิญญาณอยู่ว่าง ๆ ในศาสนาพุทธให้ตรวจว่าสว่างว่างจากสิ่งที่พาชั่วพาเลว มีแต่ความสว่างสะอาดมีแต่กุศล ใช้ทำงานที่ดี แต่พวกมโนมยอัตตาจะปรุงไปในจิตเราคนเดียว ถ้าไม่บอกคนอื่นก็จะรู้คนเดียว แต่พอบอกไปก็กิระดั่งได้ยินมา ก็ปันกันต่อไป สืบต่อกันไปบอกกันไป ก็ปรุงกันไป จนเป็นสำนักที่ปั้นสวรรค์หลอกกันไปมากมาย แต่ไม่มีจริงเลยในโลก เช่นคนเขาปั้นเรื่องสัตว์หิมพานต์ สารพัดสัตว์จะมีในตำนานมากมาย แต่ไม่มีตัวตนหรอก เช่นเดียวกับที่ปั้นสัตว์นรก สัตว์สวรรค์ ก็จิตวิญญาณไม่มีรูปร่าง พระพุทธเจ้าว่า คุณจะเชื่อนักเทวนิยม หรือเชื่อพระพุทธเจ้า แต่แบบเทวนิยมนั้นปั้นยากมากนะ อย่างฤาษีลิงดำปั้นมากมาย เก่งเรื่องปั้น สามารถเหาะได้ เหาะเอาธรรมมาสไปได้ด้วย แล้วก็ปั้นสวรรค์วิมานได้เยอะ มีอรูปที่สำเร็จได้ด้วยสัญญาของตนเอง เป็นมโนมยอัตตา ความสว่างในแบบพุทธ อรูปฌานของพุทธ คือรู้ความจริงตามความเป็นจริงตามเหตุปัจจัยที่มาผัสสะ ถ้าไม่ประสาทหูตาจมูกลิ้นกายเสีย คุณก็จะสัมผัสแล้วรู้ร่วมกันได้หมด เพราะกำหนดสมมุติร่วมกันได้ ที่ว่าว่างคือ ว่างจากเหตุปัจจัยที่เรียกว่าอกุศล แต่ไม่ได้ว่าง จากสิ่งที่เจริญประโยชน์คุณค่าความดีงาม วิญญาณจึงสะอาดเป็นพระพรหม เทวาดา คือจิตสูงที่สะอาดจากอกุศลทั้งหมด ปรุงแต่งเก่งด้วยมีสมรรถนะสามารถ มีจิตเมตตาจริง ปรารถนาเห็นคนพ้นทุกข์ มีประโยชน์ต่อคนอื่นอย่างมีเมตตา มีความว่าง สามารถอนุโลม อย่าไปตกผลึกเป็น อุพเพงคาปีติ ให้ไปถึงขั้นมันร้อนแรง ดีใจแรงเกิน จนต้องอุปาทานขนาดไว้ว่า ต้องถึงขนาดนี้จึงจะสมอุปาทาน ต้องสวยขนาดนี้ แดงขนาดนี้ จึงจะพอ สรุปแล้วความใสว่าง วิญญาณสะอาดให้ตรวจวิญญาณสะอาดไม่ได้อยู่เฉยๆ ไม่ใช่อยู่ในภพ ไม่ใช่รับลูกไม่ได้ แต่คุณล้างกรรมที่บำเรอ ราคะ โทสะ โมหะ แต่ถ้าคุณมีก็มีอยู่ในของคุณเอง ก็เป็นอนาคามี ถ้าเป็นอรหันต์ก็ไม่สุขทุกข์ แต่ถ้าเป็นระดับอื่นก็ต้องสุข ทุกข์ ตามทวารภายนอก ในอนาคามียังมีทวาร 5 ทำงานร่วมกับใจ แต่ก็อวจรอยู่ มีใจรู้พร้อมรับวิถี แต่มัน วิสังขาร ไม่มีกิเลสร่วมปรุงแล้ว ก็ไม่เอาแล้วรสกาม มันแรงไป อนาคามีจะมีแค่นี้สันโดษแล้วรับผิดชอบตัวเอง แต่มันมีเชื้อมันโตได้นะ ในกิเลสที่เหลือถ้าไม่ทำให้เที่ยงแท้ถาวร ในเวลาวัฏฏะที่ยาวนาน ล้านๆๆปีมันก็ไม่ออกฤทธิ์ แต่มันก็สลายได้ เพราะเมื่อร่างกาย สลายเป็นดินน้ำไฟลมแล้ว กว่ามันจะไปปรุงแต่งจนเป็นตัวตนได้อีก ก็ต้องสร้างอารมณ์สมมุติใหม่อีก มันจำไม่ได้หรอก เพราะมันนานมาก ในจิตที่สะอาดมีการลืมตา กำหนดหมายรู้อะไรควรไม่ควร กุศล อกุศล แล้วก็ร่วมปรุงไปกับสังคมอนุโลม สอนคนให้เจริญได้ แล้วทุกวันนี้สังคมเขาถือมาก เช่นเรื่องนุ่งผ้า ถ้าไม่นุ่งไม่ได้ แต่สมัยดึกดำบรรพ์นั้นไม่นุ่งผ้าเลยก็ไม่อยู่กัน แต่มันเดี๋ยวนี้ถือ กามก็ไม่เกิด ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ผลักไม่ดูด มันก็ธรรมดา ยกตัวอย่างลองเดาตาม ม้ามันไม่ถือว่ากลิ่นตดเป็นของชอบหรือไม่ชอบ ม้าจะตดมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์เพราะมันไม่ถือ แต่คนตดมันก็ถือ ม้าจะถือสา กลิ่นตดไม่มีพิษนะ แต่แก๊สหลายอย่างมีพิษที่ปรุงกันมาให้ดมนะ โปรดติดตามฉบับต่อไป........สิ่งที่พูดเป็นไปได้ ไม่ใช่วิมานที่สำเร็จด้วยสัญญาของตนเอง ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน