560303_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูและส.เพาะพุทธ เรื่อง การเกิดของการตายที่เที่ยง.docx
เนื้อหาในไฟล์
560303 รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และ สมณะเพาะพุทธ ที่สันติอโศก เรื่อง การเกิดของการตายที่เที่ยง สมณะเพาะพุทธว่า…วันนี้ วันที่ 3 มีนาคม 2556 ที่ สันติอโศก เริ่มรายการที่ศาลาฉันสันติอโศก...กระแสความสนใจในบ้านเมืองอยู่ที่ การรับข้อมูลข่าวสารอย่างฉับพลัน และมีความร้อนรนในจิตใจ ก็มาพิจารณาว่าข่าวสารที่รวดเร็วนั้น บางทีก็ไม่ถูกต้องแม่นยำ ปัจจุบันมีวิธีรับสื่อสารมากมายหลายวิธี ที่ต่างแข่งขันกันว่าเร็ว ไวที่สุด แต่ไม่ได้เน้นว่าถูกต้องที่สุด จนจิตใจคนเราขาดความสุขุมรอบคอบ ขาดความจริง มักวิ่งตามข้อมูลข่าวสาร คนสมัยก่อนจะสนใจ วรรณกรรม วรรณคดี มากกว่าปัจจุบันที่คนสนใจ ข่าวสารมากกว่าวรรณกรรม ทำให้ความละเอียด เรื่องศิลปะ ลดลง จึงตั้งใจอธิษฐานว่า จะไม่จดจ่อ ไม่จดจ้อง ข้อมูลข่าวสารในทางใด ๆ เป็นการทวนกระแส แต่จะมีส่วนในการทำให้จิตใจสงบขึ้น และมีกวีกลอนมาบอกเล่าดังนี้ ผู้พากเพียรติดตามไม่ตามข่าว จะเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ อายุยืนอยู่ยาวนานทุกท่านเธอ รับข่าวช้าจะพาเจอข้อมูลจริง จงตั้งใจใช้ชีวิตปิดโทรทัศน์ ข่าวเบียดเสียดเยียดยัดเป็นอย่างยิ่ง อินเทอร์เน็ตเร็วไวจัดหัดประวิง เปลี่ยนท่าวิ่งเป็นท่าเดินเจริญใจ ผู้ไปเต้นตามคลื่นตื่นตามลม มักมีลักษณะเครียด ไม่ผ่องใส แต่พ่อครูแม้ว่าจะรับข้อมูลมากแต่ก็ผ่องใสอยู่เสมอ แต่ใครที่รับข้อมูลมากแล้วย่อยไม่ทัน ไม่เป็น อาจจะเครียดได้ ท่านจันทร์ ปกติเป็นคนที่รับข้อมูลข่าวสารมาก แต่ก็พยายามจัดสรรให้ช้าลงและตกผลึกก่อนรับมากขึ้น อัตตสัมปทา พ่อครูว่า...ก็พร้อมเทศนาอยู่แล้ว ตั้งใจอธิบายเรื่องลึกซึ้งที่เป็นธรรมะพระพุทธเจ้า แต่คนที่เอาแต่นึกคิดไตร่ตรอง แต่มิได้ปฏิบัติ และหนักถึงขั้นว่า เมื่อไม่มีตัวตน แล้วจะเอาอะไรไปปฏิบัติ ที่เป็นความเห็นที่ผิด หลงย
อ่านต่อ
ึดแต่ว่า สัพเพธัมมาอนัตตา เขาจะปฏิบัติไม่เป็น จะไม่ได้มีผลเป็นสภาวะจริง แต่พระพุทธเจ้า ให้ปฏิบัติให้รู้ ความยึดหรืออัตตา แล้วค่อยละล้างไปตามลำดับ แต่เขาเอาปลายมาเป็นต้น จึงนึกคิดไป คิดว่าตนเองบรรลุธรรมแล้ว แต่ไม่ได้ปฏิบัติลดละจริง แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ให้ปฏิบัติให้รู้วิญญาณ ว่ามีผัสสะเป็นปัจจัย ให้เกิดวิญญาณ แล้วทำให้วิญญาณสะอาดจากกิเลส สุดท้ายก็ไม่ให้ยึด ขันธ์ 5 เป็นเราอีก แม้มันจะสะอาดก็ไม่ให้ยึดเป็นเรา แต่เขามีทิฏฐุปาทาน ยึดได้แค่ทิฏฐิ หรือยึดแค่วาทะ เป็นอัตตวาทุปาทานไป พระพุทธเจ้าตรัสใน สุริยเปยยาลสูตร ว่าแสงเงินแสงทอง นั้นมี อัตตสัมปทา คือต้องเข้าถึงความเป็นอัตตา ถ้าไม่มีแสงอรุณนี้ ก็ไม่มี มรรคองค์ 8 แต่เขาว่าเขารู้แจ้งแล้วไม่มีตัวตน จะมีอะไรไปปฏิบัติ ซึ่งในแสงเงินแสงทองที่พระพุทธเจ้าตรัสมีตั้งแต่ คบมิตรดี มีศรัทธาให้บริบูรณ์ แล้วให้มี มนสิการอย่างโยนิโส (คือลงไปถึงที่เกิดกิเลส) ส่วนมนสิการคือการทำให้จิตมีการทำงาน ให้มันแก้ไขปรับปรุง ทำงานล้างอัตตาที่เราไปยึดไว้ และอัตตาเป็นแสงเงินแสงทองที่ต้องรู้ เป็นอัตตสัมปทา คือมีข้อปฏิบัติที่เข้าถึงอัตตา ถ้าไม่ปฏิบัติแล้วพระพุทธเจ้าจะให้รู้ทำไม ให้รู้อัตตสัมปทาทำไม ก็ไม่มีอัตตาให้ปฏิบัติแล้ว พระพุทธเจ้าจะตรัสไว้ทำไม อัตตามีตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ให้เรียนรู้ _มีคุณ 8705 sms มาแย้งว่า เห็นใจอาตมา ว่าอริยะอย่างเราทนดูไม่ไหว จึง sms มาช่วยอาตมา และว่าอาตมา โง่บรมเลย ฟังอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ว่าไอคิวต่ำมาก สอนเท่าไหร่บอกเท่าไหร่ก็ยังโง่อย่างเดิม เขาว่าผู้ปฏิบัติไม่มีใครฆ่ากิเลสได้หรอก ... …(พ่อครูว่า…และจะมีปหาน 5 ทำไม) เขาว่าปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 นั้นแหละจะทำให้มีแสงสว่างแห่งธรรม ....และใช้ภาษา ว่าเมื่อแสงสว่างมีความมืดก็หายไป .......... พ่อครูว่า…พูดก็ถูก แต่มันเป็นแค่ตรรกะ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ แล้วต่อให้ทำจนมี กายสักขี อย่างกับอรหันต์ แต่ถ้าผู้นั้นไม่เข้าเกณฑ์ในวิโมกข์ 8 ข้อ 2 ท่านเน้นว่า ( อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ ) ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 1. ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คือผู้ปฏิบัติต้องเห็นรูปทั้งหลาย คือไม่ใช่ไปนั่งหลับตา จะจมอยู่แต่กับตรรกะ เขาว่าการจะดับกองทุกข์ไม่ใช่ไปฆ่าอัตตา แต่คือการไม่ไปสร้างอัตตาของตน เป็นคำที่เท่ดีนะ แต่ว่าถ้าคุณไม่รู้จักอัตตา แล้วคุณจะไปสร้างอัตตา คุณจะไปรู้ได้อย่างไรว่า จะไม่สร้างอัตตา คุณไม่เรียนอัตตาว่ามันมีตัวตน ก็ไม่ได้เรียนรู้อัตตา แต่อัตตาก็มีจริงในตัวคุณ แต่คุณตีทิ้งไปโดยเข้าใจผิด แต่ก็ไม่รู้ว่าอัตตาคืออะไร อัตตวาทุปาทานคืออัตตาที่ยึดได้แค่ โวหารตรรกะ ศีลพรตก็ยึดได้แค่รูปแบบ แต่ไม่เข้าถึงเป้าหมายที่แท้จริง
_เขาว่าอาตมาเกิดมามิจฉาทิฏฐิล้วน ๆ เขาว่า สิ่งที่ไม่เห็นได้ด้วยตาก็มี .เช่นธรรมารมย์และกลิ่นเสียง เป็นต้น ...จึงไม่จำเป็นต้องลืมตาเลย… พ่อครูว่า…ถ้าไม่ลืมตาจะเห็นรูปที่สัมผัสด้วยตาได้อย่างไร ที่บอกว่า กาเยนะผุสิตวาวิหารติ ถ้าเรียนองค์ประชุมกาเยนะ ต้องรู้ว่ากายคืออะไร คำว่ากายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน ในสัตตาวาส 9 เป็นต้น เขาเข้าใจไม่ได้จึงบอกว่า ผู้ฟังอาตมาเข้าใจเป็นคนโกหกทั้งสิ้น เขาเป็นอัจฉริยะแล้วยังฟังไม่เข้าใจ เขาจึงสรุปว่า คนที่ยกมือว่าเข้าใจอาตมาพูดนั้นโกหกทั้งนั้น จึงทำให้อาตมารู้ว่าเขาไม่เข้าใจ
_0888705xxx พธร.อ่านพตปฎ.แล้วคิดนึกธรรมะพยากรณ์เอาเองก็เหมือนกับคนตาบอด อ่านวิชาแสงสว่าง(ด้วยอักษรเบล) แล้วก็คิดนึกพยากรณ์เอาเองว่า แสงสีขาวคงเป็นอย่างนั้นนะ แสงสีเขียวก็คงเป็นอย่างนี้นะ เป็นต้น! สรุปว่านร.ตาบอดคนนี้เดาเอาฉันใด พธร.ก็ฉันนั้น เป็นนักคิดนักเดา พยากรณ์ธรรมะเอาเอง ทั้งสิ้น! ส่วนเราเห็นธรรมะของจริงอยู่จึงเข้าใจความหมายในพตปฎ.ดีโดยไม่ต้องเดา ฉะนั้นจึงรู้ด้วยว่า พธร.จมอยู่ในมิจฉาทิฐิล้วนๆ! แม้กระทั่งคำง่ายๆว่า รูป! ก็ยังไปเข้าใจผิดว่ารูปหมายถึงเฉพาะรูปภาพที่ต้องเห็นได้ด้วยตา เท่านั้น! โดยลืมไปแล้วหรือว่า ทั้งเสียง,กลิ่น,รส,สัมผัส,ธรรมารมณ์ ต่างก็เป็นรูปทั้งสิ้นที่ไม่จำต้องเห็นด้วยตาเลย! หากแต่สามารถรู้ได้ด้วยหู,จมูก,ลิ้น,กาย,ใจ ใช่หรือไม่! ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องลืมตาเลยก็สามารถกำหนดสติเพื่อระลึกรู้รูป-นามได้ จริงหรือไม่! ก็อย่างเช่น ในอานาปานะสติปัฏฐานไง! ที่ให้กำหนดสติระลึกรู้ที่ลมหายใจเข้า-ออก เป็นรูป ส่วนความรู้สึกร้อน-เย็นที่เกิดจากลมมากระทบปากรูจมูก ก็เป็นนามไง! ซึ่งถ้าพธร.เข้าใจตามนี้ได้ คงไม่ต้องไปร้องแรกแหกกระเชอ ป่าวประกาศให้ชาวบ้านรับรู้ว่า นั่งสมาธิหลับตานั้นจะไม่ได้กระทบกับรูปคือผัสสะแบบสดๆได้เลย!!! จึงแสดงออกถึงความโง่หลงงมงายของพธร.โดยแท้!แล้วอย่างนี้จะ=ว่าพธร.โชว์โง่ได้หรือป่าว? แล้วยิ่งคำว่าอนัตตาอันมีเฉพาะในศาสนาพุทธ! มหาโพธิรักยิ่งไม่เข้าใจไปใหญ่! ซึ่งถ้าจะอธิบายให้พธร.เข้าใจได้ละก็คงจะต้องพิมพ์SMS กันจนเมื่อยมือ! เพราะรู้สึกว่าพธร.IQ จะต่ำมาก! และไอ้ที่ชอบไปว่าเขาว่าหลับตาแล้วก็ปั้นโน่นปั้นนี่ขึ้นมาเองนั้น! ขอถามหน่อยว่า จะเอาอะไรมาปั้น? เพราะลัทธิปั้นก็มีแต่เฉพาะในศาสนาที่มีพระเจ้า เท่านั้น ที่อ้างว่าพระเจ้าปั้นโลกขึ้นมา! สรุปแล้วก็คือว่า พธร.ไม่ใช่สายมืดและก็ไม่ใช่สายสว่างหากแต่เป็นสายเดา ต่างหาก! และบังเอิญว่าเดาผิดเสียด้วย จึงขอเตือนให้ระวัง! เพราะถ้าสอนผิดแล้วจะตกนรกกระป๋องแก๊สได้!!! เจริญพร สาธุฯ โชคดี OK เซ็งลี้ฮ้อ! นามรูป พ่อครูว่า…รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือสภาวะที่รู้ ในการกำหนดรู้นามรูป รู้ตั้งแต่มหาภูตรูปไป อุปทายรูป ไปรู้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ทั้งหมดถูกรู้โดย “ญาณ” สิ่งที่ถูกรู้ก็เป็นรูป คืออัตตา แล้วก็ล้างสิ่งที่แฝงมา คือตัวปลอมของอัตตาที่ต้องกำจัด ไม่ต้องไปกำจัด เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่อรหันต์ที่ตั้งปรารถนาที่จะยึดถือ อัปปนิหิตตะ ที่สักแต่ว่าอาศัยขันธ์ 5 ไปทำงาน นี่คือโพธิสัตว์ภูมิ ในพวกที่คิดว่าตายแล้วสูญจะคิดอย่างนี้ไม่ได้ ไปไม่เป็นหรอก (คือพวกอุจเฉททิฏฐิ) มีเหตุว่ามีปัญญารู้สวรรค์นรกก็ไม่มี แล้วตายแล้วก็สูญ เหตุที่มีอวิชชาจึงพาเกิดสังขาร มีสังขารจึงมีนามรูป (เวทนา) วิญญาณจะเกิดเมื่อมีผัสสะ ต้องมีอายตนะ 1 (ส่วนอายตะอีก 2 คือใจกับธรรมารมณ์นั้นไม่ต้องมีผัสสะก็เกิดได้เอง) ผู้ใดได้เริ่มต้นปฏิบัติมรรคองค์ 8 จะต้องเริ่มที่สัมมาทิฏฐิ คือต้องมีมิตรดี มีพระพุทธเจ้า มีสัตบุรุษที่อธิบายได้ แต่ถ้าได้ผู้อธิบายผิด อาจารย์ผิดๆ ก็จะพาไปนรก ไม่ใช่พาไปนิพพาน แต่โลกุตระนั้นต้องพาล้างความติดยึดในลาภยศสรรเสริญสุข ตั้งแต่อบาย ต้องเอาออกก่อน ทวนประแส (ปฏิโสตัง) ก่อนเลย ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิก็จะเอียงไปมาไม่ตรงเป้า แสงเงินแสงทอง มีมิตรดี 5.ทิฏฐิ 6. อปมาทะ 7.โยนิโสมนสิการ ถ้าเข้าใจโยนิโสมนสิการได้จริงก็ไม่บรรลุธรรม ซึ่งเกิดจากการคบมิตรดีที่สัมมาทิฏฐิจริง ถ้าไม่มีสัตบุรุษก็โยนิโสมนสิการไม่เป็น จะโยนิโสมนสิการไม่เข้าหลักเกณฑ์ ไม่ได้ผลจริง ต้องออกจากความเห็นผิดมาฟังคนอื่นที่สัมมาทิฏฐิ เพราะถ้าสัมมาทิฏฐิก็จะโยนิโสมนสิการเป็นถูก ถ้ายึดไม่ยอมปรโตโฆสะ ไปเจอผู้เป็นสัตบุรุษ อาจฟังแต่ก็อาบน้ำกลัวเปียก ไม่ปฏิบัติ ผู้ที่จะเกิด นามรูปปริเฉทญาณ แยกรูป นามได้ ต้องมีผัสสะ พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ผัสสะตั้งแต่กามหยาบๆ เมื่อเราอยู่เหนืออบายภพแล้วเราก็อยู่กับมัน แต่มันทำอะไรท่านไม่ได้ ท่านเที่ยงแท้ มั่นคงแข็งแรงตั้งมั่นยั่งยืนตลอดกาล ท่านก็ดับกิเลสกามภพต่อ ในตา หู จมู ลิ้ กาย เปิดหมดทุกทวารเพื่อเรียนรู้ และดับกิเลสในกามภพ แม้ในอรูปภพ ก็ต้องมีการรู้ทางทวาร 5 มีกาเยนผุสิตวาวิหารติ สำเร็จอิริยาบถอยู่ทุกอิริยาบถ แล้วเห็นด้วยปัญญา (วิโมกเข) แม้วิโมกข์ ข้อ 2 นั้นก็ต้องลืมตาปฏิบัติ (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) คือเห็นรูปทั้งหลายอยู่ภายนอก แล้วมีญาณไปหยั่งรู้แม้เป็นอรูปเลยในภายใน
ในปฏิจจสมุปบาท อวิชชาเป็นไฉน อวิชชาคือผู้ไม่รู้ในอริยสัจ 4 แม้แต่ทุกข์ก็ไม่รู้เลย ก็ดับทุกข์โดยใช้สุขเท็จมากลบหลอกอยู่เป็นกาลนานเลย เราก็มาเรียนรู้ว่าเมื่อไม่ได้สมใจสุขเท็จนั้นก็ทุกข์นะ สังขารเป็นไฉน คือสังขาร 3 มีกายสังขาร จิตสังขาร และวจีสังขาร ซึ่งสังขารอื่นมีอีกมาก แต่ในปฏิจจญ ต้องรู้สามอย่างนี้ วิญญาณเป็นไฉน ต้องรู้วิญญาณที่เกิดจาก ทวารทั้ง 6 ที่กระทบสัมผัสอยู่ เมื่อเว้นจากปัจจัยแล้ววิญญาณไม่มี นามรูปเป็นไฉน นามคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ส่วนรูปคือ มหาภูตรูป อุปาทายรูป อุปาทายรูปคือสิ่งที่ถูกรู้ แม้แต่ตัณหาก็มี 6 เวทนาก็มี 6 อายตนะก็มี 6 มันต้องมีการกระทบสัมผัสจึงเกิดสิ่งที่ถูกรู้ รู้ข้างนอกก็เรียกว่ากายนอกกาย ส่วนรูปที่ต่อเนื่องจากมหาภูตรูป 4 ภายนอก ก็ไม่ได้ขาดกัน ตาก็กระทบรูป ต่อเนื่องมาสู่ภายใน มีเวทนา และญาณก็ไปรู้เวทนาอีก (ถูกรู้โดย นามรูปปริจเฉทญาณ) โดยเอาสัญญา ไปกำหนดว่ามันเป็นอย่างไร มีอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ อย่างไร เป็นปัจจุบัน มีกาเยนผุสิตวาวิหารติ มันก็เป็นอุปาทายรูป
ในรูปวาจรนั้นสำเร็จด้วยจิต แต่ในอรูปสำเร็จด้วยสัญญา สัญญานั้นถ้ามีการฝึกฝนก็กำหนดรู้ (ควรกำหนดรู้คือปริเยยะ) เมื่อเวทนานี้ถูกรู้ ก็อ่านเข้าไปอีกในเวทนาในเวทนา และอ่านต่อไปในจิตที่มีเจตนา ก็สัญญาในเจตนา คือมโนสัญเจตนา ซึ่งมี 3 อย่างคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา แต่ในปฏิจจสมุปบาทท่านให้ศึกษา ตัณหา 6 อีก ท่านไม่ได้บอกว่าให้รู้ตัณหา 3 แต่กลับบอกว่า ตัณหา 6 [10] ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา 6 หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เรียกว่าตัณหา ฯ เราต้องกำหนดรู้ตัณหา 3 ในตัณหา 6 การกระทบรูปทางตาก็มีกามตัณหา มีภวตัณหาได้ เราใช้วิภวตัณหาในการล้างตัณหา ล้างภพ ในกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร ไม่ได้ทิ้งกาย ทั้งภายนอกภายใน เห็นต่อเนื่องกันหมด จากมหาภูตรูปต่อเนื่องไปเป็นอุปาทายรูป เวทนาที่ถูกรู้ก็เป็นอุปาทายรูป กายเป็นมหาภูตรูป เนื่องไปหามหาภูตรูป เนื่องเข้าไปเป็นนามธรรมในจิต ไม่ได้ทิ้งทั้งกายและจิตและวจีสังขาร ในจิตสังขารนั้นจะเรียนรู้การทำใจในใจอยู่จึงเรียนรู้จิตสังขาร ที่จะไปเรียนรู้วจีสังขาร ซึ่งไม่ใช่วจีกรรม แต่เป็นกรรมในจิต คนทั่วไปก็กดข่มไว้ได้บ้าง จะระงับวจีสังจาร ได้บ้างก็ทำวิกขัมภนปหานได้ตามมารยาท แต่มันไม่ได้ล้าง ไม่ได้เกิดปัญญาในการละล้างกิเลสที่มันทำให้สังขารเลวร้ายในจิตเป็นวจีสังขารที่ชั่วร้ายในจิต แต่ไม่ใช่ว่าให้มันละไปเองไม่ได้ใช้ปัญญาตนเองในการละล้าง ถ้าคุณเรียนรู้แล้วล้างตัวกิเลสที่มาปรุงร่วมด้วยก็มีสังขารเป็นวจีสังขาร ที่ควบคุมได้ว่าจะให้ออกไปอย่างไร ถ้าไม่เรียนรู้จัดการสังขารในจิตจัดการวจีสังขาร ก็ไม่สามารถกำจัดกิเลสได้ บรรลุธรรมไม่ได้ เวลาปฏิบัติต้องมีกายสังขาร เพื่อเนื่องไปถึงจิตสังขาร ว่ามี กาม พยาบาท วิหิงสา ไปปรุงแต่งร่วมหรือไม่ ถ้าไม่มีก็เป็นวิสังขาร วิญญาณ 6 ก็คือเรียนรู้วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วคุณจะไปหลับตา ปิดหู คุณจะเรียนรู้วิญญาณ 6 อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสได้อย่างไร การทำใจในใจก็ต้องรู้วจีสังขาร ว่ามี กาม พยาบาท วิหิงสา มาร่วมปรุงปนด้วยหรือไม่ ? แต่ทำอย่างกดข่ม วิกขัมภนปหาน ก็ทำทุกคน แต่เขาไม่ได้เรียนรู้วิธีล้างละด้วยปัญญา คนที่รู้วิธีจัดการกิเลสไม่ให้สังขารร่วมด้วยได้อย่างมีปัญญาก็จะมีวิโมกข์ ไปตามลำดับ และจะรู้ว่าอะไรที่ไม่ควรให้มี ภพเป็นไฉน...ถ้าเข้าใจผิด เรียนรู้ภพไม่เป็น ภพมี 3 คือ 1.กามภพ 2.รูปภพ 3.อรูปภพ แบ่งหยาบคือกามภพ ในกามภพเบื้องต้นคืออบายภพ มันเป็นเรื่องส่วนตนได้ผลก็เกิดเฉพาะตน เกิดความรู้มีผลได้เฉพาะตนคุณก็ทำของตนเอง เป็นเอโก ในจิตสังขาร นั้นรู้ทั้งจิตที่สงบ มีทั้งอภิปโมทยังจิตตัง การรู้ภพนั้นต้องรู้ทั้งกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร เมื่อคุณทำปุญญาภิสังขาร คือกำจัดกิเลส ชำระกิเลสได้เป็น เสขบุคคล จนกิเลสหมดก็ไม่ต้องชำระเป็น อเสขบุคคล จะปรุงอย่างไรก็ไม่มีกิเลสร่วมเป็นอปุญญาภิสังขาร พระอรหันต์พระพุทธเจ้าก็สังขารตลอดให้มีประโยชน์เป็นการงานที่ไม่มีโทษ มีวาจา กัมมันตะ อาชีวะ ที่ควรทำ มันเป็นวิสังขาร คือสังขารวิเศษ ตัวต้นคือปุญญาภิสังขาร ตัวปลายคือ อปุญญาภิสังขาร กับ อาเนญชาภิสังขาร คือปรุงอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว ปรุงอย่างไรก็ไม่เป็นบาป เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ไปเรื่อย ใน มหาจัตตารีสกสูตร ก็ตรัสไว้ ชาติเป็นไฉน [7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ
ถ้าไม่รู้จักสังขาร 3 ความเกิดของคุณก็จะเป็นการเกิดที่มีความหยั่งลงเป็นสัตว์ เป็นการผูกสัตว์ไว้ โอกกันตินั้นตรงข้ามกับขณิกะ การเกิดต่อเนื่องคือ โอกกันติ ถ้ากิเลสกามหยั่งลงต่อเนื่อง คุณก็มีอวิชชาเกิดไปต่อเนื่องไปเรื่อย ไม่มีอะไรคั่นเลย แต่ถ้ามีอะไรคั่นมาก็เป็นขณิกะ เป็นการเกิดขณะหนึ่ง แต่ถ้าเอาขนาดมาจับก็เป็นขนาดหนึ่ง แต่ทั่วไปการเกิดกิเลสจะเกิดอย่างไม่เที่ยง การเกิดอย่างเที่ยงไม่มี แต่การดับอย่างเที่ยงนั้นมีอยู่ แต่ส่วนใหญ่จะดับอย่างไม่เที่ยงคือ วิกขัมภนปหาน แต่ถ้าทำให้ดับสนิท แล้วทำทวน ทำซ้ำ จนทำอดีตให้สั่งสมเป็นความดับสูญของกิเลสได้อย่างแน่นอนมั่นคงยั่งยืนแล้ว ก็คือการดับอย่างนิรันดร์เป็น นิจจัง ธุวัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง มันไม่มีการเกิดอีกก็ไม่มีอะไรตาย เป็น อมตบุคคล โอกกันติ ท่านโบราณาจารย์เทียบเคียงกับ ชลาพุชโยนิ หรืออัณฑชโยนิ เมื่อเราหยุดการเกิดได้อย่างเที่ยงแท้ ก็เป็นการเกิดอย่าง นิพพัตติ (เทียบเคียงกับ สังเสทชโยนิ ) ส่วน อภินิพัตติ โบราณาจารย์ท่านเทียบเคียงกับ โอปปาติกโยนิ คำว่าชาติ (การเกิด) นั้นที่สำคัญคือการเกิดทางนามธรรม นามที่สำคัญคือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งต้องรู้ต่อเนื่องมาตั้งแต่มหาภูตรูป มาสู่อุปาทายรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ มีตั้งแต่มหาภูตรูป จนถึงอุปาทายรูป เวทนาก็ถูกรู้ สัญญาก็ถูกรู้ เจตนาก็ถูกรู้ รู้ด้วยปัญญาญาณ อภินิพัตติ คือผลของการหยั่งลง จะมีการหยั่งลงเป็นผี หรือเป็นเทวดาเก๊ก็แล้วแต่ ก็กลายเป็นการโตของกิเลส และตัวตนทั้งหมด แต่ถ้าสามารถทำให้หยั่งลง ทำมนสิการที่นามธรรม ทำใจในใจ ให้กิเลสจางคลายไป อวิชชาดับไปเรื่อย วิชชาเจริญมาตามลำดับ การ สสังขาร หรือสังขารอย่างอภิสังขาร แต่คนทั่วไปอสังขาร คุณไม่เรียนรู้การประกอบ หรือคุณสสังขารแต่สังขารด้วยอวิชชา เพราะไม่เรียนรู้การมนสิการ เมื่อสมารถทำให้เกิด นิพพัตติ เกิดไปสู่ความเป็นอุบัติเทพ ไปสู่วิสุทธิเทพ เกิดอย่างสมบูรณ์ เป็น อภินิพัตติ คือ การเกิดของการตายที่เที่ยง การตายของการเกิดที่เที่ยง สมณะเพาะพุทธว่า…พ่อครูได้พยายามเปิดเผยความเที่ยง และความไม่เที่ยง ใน1 ขณะที่เป็นการเกิดของดวงจิต พระพุทธเจ้าว่า ขณะอย่าล่วงเลยไปเสีย เพราะบุคคลผู้ปล่อยให้ขณะล่วงเลยไปย่อมเบียดเสียดยัดเยียดอยู่ในนรก ซึ่งขณะนั้นเร็วกว่าวินาทีเสียอีก เราก็ได้เข้าในสังขารทั้ง 3 อย่าง และรู้ว่าปุญญาภิสังขารคือของเสขบุคคล ส่วนอาเนญชาภิสังขาร และ อปุญญาภิสังขารคือส่วนของอเสขบุคคล ซึ่งคืออรหันต์ และการตั้งจิตต่อเรียกว่า ปณิหิตตะนิโรธ การไม่ตั้งจิตต่อพุทธภูมิของพระอรหันต์คือ อัปปนิหิตตะนิโรธ ขอให้พวกเราน้อมนำจิตสู่ วิมุติ อธิวิมุติ จาก ปุญญาภิสังขาร ไปสู่อปุญญาภิสังขาร สู่อาเนญชาภิสังขา .......จบ