370226 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 1/7 (2/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
เนื้อหาในไฟล์
370226 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 1/7 (2/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
หน้า /
370226 โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม ตอน 1/7 (2/10) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ
โลกาภิวัฒน์...สู่บุญนิยม
ตอนที่ 1/7 (2/10)
โดย พ่อท่านโพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2537
เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 18
วันที่ 25 ก.พ. - 3 มี.ค. 2537
ณ พุทธสถาน ศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
ปีนี้เป็นปีที่ 18 ผู้ที่มา มากันมามากมาย มาหลายครั้งหลายคราว งานปลุกเสกฯ ปีนี้นะ ปีที่ 18 อาตมาเห็นความเข้มข้น เห็นความพรักพร้อม เห็นอะไรหลาย ๆ อย่าง ที่มองออกตามประสาของอาตมาเอง ที่ใช้
คนเราจะมีอะไรอันหนึ่งของตนเอง สามารถที่จะใช้วัด ใช้คำนวณ จะเรียกว่าใช้เดาก็ได้ ใช้วัด ใช้คำนวณ ใช้เดา ใช้ตรวจลงไปเท่าที่เราจะเป็นเครื่อง เป็นมิเตอร์ที่จะวัดจากสิ่งที่เรารับได้
ผู้ที่มีมาก ผู้ที่มีเก่ง ในภาษาที่สมัยนี้เขารู้กัน เขาก็สามารถรู้ได้มาก แล้วก็ใช้ภาษาเรียกว่า มีเซ้นซฺ มีซิกเซ้นซฺ มี เซ้นซฺ ที่ 6 (Six Sense สัมผัสที่ 6) สามารถที่จะรู้ได้ละเอียดลึกซึ้ง แทงลึกเข้าไปถึงนามธรรม เข้าไปถึงสิ่งพิเศษที่ยังไม่สามารถจะรู้ได้ แต่มองออก อ่านออกก่อนคนอื่น ถ้าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์สมัยใหม่นี่ ก็สามารถที่จะคำนวณ ก็เก็บข้อมูลเหมือนกันกับคนอื่นเก็บข้อมูล แต่เราจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูลได้ละเอียดเก่ง และเมื่อคำนวณออกมาแล้ว มันก็จะได้สิ่งที่เป็นผลลึก ไกล เป็นผลลึก ผลไกล ผลกว้าง เป็นผลที่ได้มาก จนคนอื่นตามไม่ทัน นั่นสำหรับคนที่เก่ง
สำหรับอาตมานี่ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอก คำนวณพวกเราก็เรียกว่าคำนวณประมาณ มองพวกเราก็เอาข้อมูลจากพวกเราที่อยู่ด้วยกัน และก็ทำงานมา อาศัยทุกสิ่งทุกอย่างเป็นข้อม
อ่านต่อ
ูล จากรูปและนาม รูปธรรม นามธรรมทั้งหมด แล้วก็คำนวณออกมา จะบอกว่าเดาก็เดา บอกแล้วก็คือภาษา ใช้ภาษาเดาว่าคะเน คำนวณ หรือประมาณ หรือวัดจากมิเตอร์จริงของเรานั่นแหละ
ก็เห็นว่า พวกเราเจริญก้าวหน้ามาเรียกว่าอภิวัฒน์ มีการเจริญพัฒนา อภิวัฒน์นี่ก็เป็นการพัฒนาตามที่เรามุ่งหมายว่า มันควรจะเจริญอย่างใด
อภิ แปลว่า ยิ่ง แปลว่า การเจริญยิ่ง วัฒนะก็แปลว่าการเจริญ อภิ แปลว่ายิ่ง เป็นการเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามลำดับ 2 ทศวรรษขึ้นมาที่อาตมาทำงานศาสนามา
ประวัติการจัดงานปลุกเสกฯ :
ปลุกเสกฯ นี่เราเริ่มต้น ดูเหมือนจะปี พ.ศ. 2519 ก่อนปี 2519 มีปลุกเสกฯ อย่างที่เล่าสู่ฟังเสมอ แต่ตอนนั้นเราไม่เรียก ปลุกเสกฯ ที่อาตมาเรียก การเจริญสติปัฏฐาน…อะไร ชื่อยาว อบรมบำเพ็ญธรรม สติปัฏฐาน อะไรไม่รู้ ยาว มันมียาวกว่านั้นอีก
แล้วก็พยายามมีนี่แหละ มีบำเพ็ญ มีศีล มีธรรม มีความเข้มข้นอย่างนี้ บรรยายกัน ฟังกัน เหมือนกัน ซึ่งมีคนไม่เท่าไร เริ่มต้นประมาณ 50 คน ในช่วง ในครั้งแรก ปีที่ 1 ปีที่ 2 เราอบรมบำเพ็ญธรรม เจริญสติปํฏฐานไปอยู่ 2 ปี เสร็จแล้วพอ ปี 2519 นี้ อาตมาก็ปรับเป็น “ปลุกเสกพระแท้ ๆ ของพุทธ” พร้อมกันนั้นก็เริ่มต้นที่ศาลีอโศก เป็น “พุทธาภิเษกฯ “ เป็นปีแรกเหมือนกันนะ ในปี 2519 นี้ จากปี 2519 มาถึงปีนี้ ก็เป็นปีที่ 18 ใช่ไหม ปีนี้ 2537 ก็เป็นปีที่ 18
ผู้ฟังว่า… เริ่มปี 2520 ไม่ใช่ 2519
พ่อท่านว่า… 2520 เหรอ? อ้อ 2520 ไม่ใช่ 2519 เอาละ อาตมาก็เครื่องคำนวณคณิตศาสตร์ไม่ค่อยดีเท่าไรหรอก แค่นี้ ๆ ก็สอบตก ก็ถ้าเรานับย้อนไปปีที่ 18 ปีนี้ก็ถึง ทางโน้นคำนวณปุ๊บก็ 2520 ก็จับผิดอาตมาได้ว่าอาตมาคำนวณผิดนะ 20 ก็ 20 เพราะฉะนั้นก็ย้อนลงไปอีก 2 ปี พ.ศ. 2518 เราเริ่ม
เราเริ่มมีงานแบบนี้ แต่ว่ายังไม่ลงตัว ยังไม่เป็นเรื่องเป็นราว ยังไม่ได้นับหนึ่ง เป็นเพียงตอนเริ่มต้น ตอนนั้นทำอะไรอยู่ ซึ่งอาตมาประยุกต์มาจากที่อาตมาไปร่วมกับคณะสงฆ์หมู่ใหญ่นี่ เขามีการอะไรเรียกว่า “อยู่ปริวาส” กันนะ
อาตมาเริ่มต้นทำงานศาสนามาเรื่อย ๆ นะ ปี 2516 เริ่มมีหมู่ ก็หมู่กลุ่มนั่นแหละไปเรื่อย ๆ นั่นนะ ไปกับเขา เขามีปริวาสอะไรก็ไปร่วมกับเขา ไปสังสรรกับเขา ไปทำร่วมกับเขา พ.ศ. 16-17-18 ทำมา พ.ศ. 16-17 ก็รู้สึกว่ามันไม่ถูก แต่ก็รู้สึกว่ามีจุดดี ในการมาร่วมกันชุมนุมกัน แล้วก็อบรมสั่งสอน บำเพ็ญประพฤติให้เคร่ง ๆ ในช่วงระยะหนึ่งนะ ประพฤติเคร่งให้อยู่อย่างบริสุทธิ์ให้ดี ๆ เล่าเรียนทั้งปริยัติ พากันปฏิบัติอบรมประพฤติ ให้มีสังวรระวัง ไม่มีอะไรวุ่นวายมากมายนัก ถ้ามีเรื่องราววุ่นวายนี้ มันก็เป็นปกติธรรมดาสามัญ ถ้าเรามีหลัก เราก็มาเรียนหลัก ให้มีสติปัฏฐาน ให้มีโพชฌงค์ 7 อะไรพวกนี้
แต่เขาไม่ค่อยเท่าไร เขาอบรมอยู่ปริวาสกัน เขาก็บรรยายกัน แล้วเขาก็ไม่มีสติปัฏฐานอะไรมากมายนัก อาตมาก็เห็นว่าไร้ผล แล้วบอกว่า ไป “อยู่ปริวาส” ก็ผิด ๆ เอาคนมาร่วมด้วย แล้วก็เอาพระมาอยู่ปริวาสอะไร มันผิดหลักธรรมวินัยไปหมด อาตมาก็เห็นว่าใช้ชื่อ “อยู่ปริวาส” มันก็ผิดแล้ว แล้วก็ไปทำอะไรต่ออะไร มันก็ดูดี เอามารวมกัน อบรมบำเพ็ญธรรม ทั้งฆราวาส ทั้งพระ อะไร ๆ ก็ช่วยเหลือเฟือฟายกัน เลี้ยงดูกันไปภายใน 7 วัน 10 วัน อะไร เขาอยู่กัน 10 วัน ไอ้ 7 วันนี้น้อยนะ อยู่กันถึง 10 วัน หรือกว่า 10 วัน เขาอยู่กัน อาตมาก็ไปร่วมกับเขามามากหลายแห่ง
แล้วเขาก็หาเงินหาทอง หาทุน ให้มาทำบุญกันให้อะไร เสร็จแล้วพอเลิก พระหลายวัดมาร่วมปริวาส พอเลิกแล้วได้เงิน ทะเลาะกันเรื่องแบ่งเงินอีก แต่เราอาตมาไม่เคยไปแบ่งเอาเงินกับเขาสักบาทหรอก เขาก็ทะเลาะกันเรื่องแบ่งเงินแบ่งทองอีก ก็คนมาทำบุญอยู่ปริวาสนี่ แล้วก็พระมาหลายวัดด้วย ก็เลอะกันใหญ่
อาตมาก็เห็นความเสื่อม แต่มันมีจุดดี อาตมาเลยปลีกตัวออกมา ไม่ร่วมแล้ว อยู่ปริวง ปริวาส พอตั้งหลักได้ก็เลยมาลองทำที่นี่ เริ่มต้นดังที่กล่าวแล้วนะ เริ่มมาตั้งชื่อว่า อบรมสติปัฏฐาน ไม่ได้ชื่อว่า อบรมปริวาสอะไรหรอก นั่นแหละ apply มาจากอันนั้นแหละ เห็นจุดดีนั่นแหละว่า เออ อย่างนี้เป็นการบำเพ็ญธรรมที่ดีนะ
เขาจะไปบวช ทุกวันนี้นะ บวชชีพราหมณ์ และก็อยู่ปฏิบัติวิปัสสนา ทำอะไรต่ออะไรกัน จัดงานไอ้โน่นไอ้นี่ 5 วัน 8 วัน 7 วัน มีดอกไม้ธูปเทียนบูชา ทำสมาธิ ทำอะไรต่ออะไรกัน ก็นัยคล้ายกันนี่แหละ ให้มาประพฤติธรรม มาเรียนรู้เอาหลัก ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ให้มันพร้อม
ชื่อพิธี “ปลุกเสกฯ” กับพิธี “พุทธาภิเษก” ความหมายเดียวกัน :
เมื่อเริ่มต้นได้ 1 ปี 2 ปี อาตมาก็ถึงคิดว่าเอาละลงตัว คิดว่าเป็นไปได้ ก็เริ่มต้นตั้งชื่อว่า "ปลุกเสกฯพระแท้ ๆ" แล้วก็เพิ่มขื้นอีกที่ศาลีอโศกด้วย 2 แห่ง อันโน้นก็ตั้งชื่อให้ต่างไปว่า "พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์" ถือว่า เป็นปาฏิหาริย์ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีฤทธิ์มีเดช สามารถทำพระขึ้นมาได้
พุทธาภิเษก ก็คือทำพระขึ้นมา ปลุกเสกฯ ก็เป็นภาษาเดียวกัน แต่ปลุกเสกฯ เป็นภาษาสแลง หรือเป็นภาษาชาวบ้าน พุทธาภิเษกเป็นภาษาเต็ม ๆ หน่อย ส่วนปลุกเสกฯนี้ก็ภาษาชาวบ้านเรียก ก็คือ อภิเษกพุทธ นี่แหละ แต่แทนที่จะเรียก พุทธาภิเษก ก็เรียกว่า ปลุกเสกพระ
ทีนี้พอเรามาถึงวาระหลังนี่ เขาไม่ให้เราเรียกตัวเองว่าพระ ก็มีหลายท่านบอก แล้วจะเปลี่ยนชื่อเป็นปลุกเสกสมณะหรือเปล่า เพราะว่าเราเป็นสมณะสะแล้ว ก็เลยจะต้องเปลี่ยนชื่อเป็นปลุกเสกสมณะแท้ ๆ หรือเปล่า อาตมาก็บอกว่า ไม่เปลี่ยน เราปลุกเสกพระ ไม่ได้ปลุกเสกสมณะ เพราะสมณะของเราปลุกเสกมาแล้ว สมณะไม่มีปลอม มีแท้ทั้งนั้น
ปลุกเสกคนให้เป็นพระแท้ ๆ ไม่ใช่ปลุกเสกพระเครื่องวัตถุมงคล :
สมณะแท้ทุกองค์ แต่พระมีปลอม เพราะฉะนั้นถึงต้องปลุกเสกพระให้มาเป็นพระแท้ นั่น 1 นะ ถ้าพระล่ะก็คือคน เพราะฉะนั้น ก็พูดปลุกเสกพระแท้ ๆ กระทบไปถึงปลุกเสกพระเครื่อง พระวัตถุ ซึ่งมันไม่จริง มันปลอมหมด เพราะฉะนั้นจะกระทบไปถึงพระเครื่องด้วย ใครปลุกเสกพระเครื่องอยู่ นั่นไม่ใช่พระแท้ ถ้าปลุกเสกก็ปลุกเสกคนนี่ให้เป็นพระได้ ปลุกเสกไม่ได้ก็ยังเป็นพระปลอมอยู่นั่นแหละ ถ้าปลุกเสกได้ก็เป็นพระแท้ขึ้นมาได้
เพราะฉะนั้น ก็ยังยืนยันคำว่า “ปลุกเสกพระแท้ ๆ” อยู่ ไม่ได้ใช้ว่าปลุกเสกสมณะ เปลี่ยนมาตาม ไม่ใช่ พวกเราไม่ต้องไปเปลี่ยน พวกเราก็ของจริงอยู่แล้ว
เขาต่างหากเปลี่ยนให้เรา จากพระมาเป็นสมณะ สมณะก็มี สมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 สมณะที่ 4 คือพระอาริยะของพระพุทธเจ้า สวย ก็ต้องรับเอา เขาให้อย่างสวย ๆ ก็ต้องรับเอาด้วยความยินดีนะ
อภิวัฒน์ คือวิวัฒนาการ การพัฒนา เจริญก้าวหน้าลงตัว :
เพราะฉะนั้นงานนี้ก็ยังเป็นงานคงเดิม แต่ก็มีอภิวัฒน์ หรือวิวัฒนาการ มีการก้าวหน้า มีการพัฒนาเจริญมา หลายปีมาก็ลงตัว
อาตมาเห็นความลงตัว ทั้งในด้านระบบ ที่พวกเราจัดสรรกัน มีการดูแล มีการรับผิดชอบ มีอะไรต่ออะไรจะทำอะไรกันบ้าง มีอะไรอย่างไร ใครจะรับผิดชอบเรื่องราวอะไร ก็ลงตัว รู้จัก พอจะถึงหน้างานก็เตรียมตัว เตรียมจัดสรรอะไรต่ออะไร พอถึงเวลางาน พวกเราก็มากัน คนเก่าก็เป็นหลักกันมาก รู้ว่าจะมายังไง จะไปยังไง จะอะไรยังไง เริ่มต้นยังไง วันต่อวัน วันต่อวัน ไปจนกว่าจะครบ 7 วัน
รู้ ดี เข้าใจ แต่ก่อนแต่แรก มันยาก มันลำบาก หลายคนมา บอกว่า ไม่ไหว อยู่ไม่ไหวหรอก 7 วัน หลายคนก็เห็นว่า ไม่จำเป็นจะอยู่ตั้ง 7 วัน ต่อมา หนักเข้า นานเข้า ก็รู้ ก็เข้าใจว่า มันต้องมา 7 วันให้ได้ ก็เข้าใจกัน หลายคนก็พากเพียรพยายามมา 7 วันให้ได้
จนกระทั่งหลายคนก็มาถึงครั้งที่ 18 นี้แล้ว ก็ได้มา 7 วัน และก็ 7 วัน ไป มาครั้งที่ 18 ก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรหรอก ต้อง 7 วัน ต้องให้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นของธรรมดาแน่ ๆ เข้าใจดี เชื่อมั่น มีปัญญาเข้าใจ แล้วก็ความเพียรก็ถึง วิริยินทรีย์ก็ถึง ศรัทธาถึง วิริยินทรีย์ถึง ก็พยายามมาสร้างสติ สมาธิ ให้มีสติ ก็เรียนรู้ไป
มีสติสัมโพชฌงค์ เป็นสัมมาสติ :
อาตมาบรรยายก็เพื่อให้เข้าใจว่า เราจะเริ่มสติอย่างไร เราจะทำสติอย่างไร สติจะเป็นสัมโพชฌงค์ เป็นสติอาริยะ หรือเป็นสัมมาสติอย่างไร เราก็มาพยายามเรียนรู้โดยภาษา โดยคำอธิบายต่าง ๆ เพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ แล้วเราก็นำไปประกอบ นำไปปฏิบัติ นำไปประพฤติ นำไปสังวร หัด ก็หัดมาเรื่อย ๆ สติเราก็จะกลายมาเป็นสติสัมโพชฌงค์อย่างถูกต้อง ต่อเนื่อง มีสติสัมโพชฌงค์ต่อเนื่องมากขณะ ในกาละตามกาละ
เพราะฉะนั้น ในแต่ละขณะ ๆ แต่ละนาที ๆ แต่ละชั่วโมง เราจะรู้สึกว่าเรารู้สึกตัว มีสติเป็นสติสัมโพชฌงค์ ซึ่งต่างจากสติกัลยาณชน หรือต่างจากสติปุถุชน ต่างอย่างไรคุณก็ต้องพยายามเรียนรู้ อาตมาถึงเวลาก็อธิบาย พร้อมคราวนี้จะอธิบายโพชฌงค์ 7 ให้ดี ๆ ด้วย เตรียมมา มีร่าง มีอะไร ๆ และอธิบายพิเศษเสริมด้วยนะ
มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตของชุมชนชาวอโศก :
ในการดำเนินชีวิต ในการศึกษา เป็นมหาวิทยาลัยแห่งชีวิต ที่เราจะศึกษาไป หลายชาติกว่าจะจบ ยังไม่ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์เมื่อไร ยังไม่จบ ยังจะต้องเรียนต่อไปนะ
มี รีไทร์(retire) เหมือนกัน หมายความว่าลาออกจากมหาวิทยาลัยนี้ หรือถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยนี้นะ มีรีไทร์เหมือนกัน แต่ว่าตนเองเป็นผู้รีไทร์ ตนเองจะลาก็ลาเอง ตนเองจะถูกไล่ออกก็เพราะตนเอง ตนเองทำเอาเองนะ จะถูกไล่ออก ก็เพราะตนเองทำเอาเอง จนเพื่อนเขาให้อยู่ไม่ได้ ต้องอัปเปหิ ต้องไล่ตะเพิดไป ระวัง เป็นหมาหัวเน่า หมาหัวเน่าเขาจะต้องไล่
รู้ไหมว่าภาษาทางอีสานที่เขาไล่หมาเขาไล่เขาว่าอย่างไร อีสานเขามีคำเฉพาะนะ ถ้าใช้คำว่า “เสะ” นี่ล่ะก็ร้องเสียงไล่หมา รู้เลยว่า “เสะ” ไล่หมา ภาคอื่นดูเหมือนไม่มีคำเฉพาะที่ไล่หมา ถ้าไล่ว่า “โส้” ไล่ไก่ ภาษาอีสานนะ ไล่หมาเราว่า “เสะ” ว่างั้นนะ รู้เลยเสียง “เสะ” อยู่ที่ไหนแล้วรู้เลยนี่คนที่กำลังส่งเสียงนี้กำลังไล่หมา ถ้าบอก “โส้” ก็รู้แล้ว ได้ยินเสียง “โส้” ที่ไหน ไม่ต้องไปดูอ่ะ รู้เลยว่านี่กำลังไล่ไก่ (ทีนี้)ไล่คน เขาว่าอย่างไร เขาใช้ว่าอย่างไรไล่คน ภาษาเฉพาะนี่มีนะ โดยเฉพาะ “เสะ” กับ “โส้” นี่ มันผู้ใดไล่ไก่ว่า“โส้” ไล่หมาว่า “เสะ” มันผู้นั้นคืออีสาน หึ หึ (หลายคนหัวเราะกัน)
ผู้ฟังว่า… ไล่ควาย ไล่ว่าอย่างไร
พ่อท่านว่า… ไล่ควาย คืออะไร ไล่ว่าอย่างไร ก็เหมือนกันนั่นแหละ ภาคอื่นเขาก็ไล่ “ฮือ ๆ” เหมือนกันนั่นแหละ มันไม่จำเพาะเป็นภาษาเป็นคำชัดเลยนะ “เสะ” กับ “โส้” นี่เป็นคำโดยเฉพาะเลย คำชัดเลยนะ ตายตัวเลย คุณจะเอา “โส้” นี่ไปไล่เป็ด ยังไม่ได้เลย เอาจริง ไม่มีใครไปไล่เป็ดว่า อีสานนี่ไล่เป็ด “โส้” ไม่มีใครไปไล่เป็ดว่า “โส้” เลย ไม่เอาไปไล่อื่น “โส้” เราต้องไล่ไก่อย่างเดียว “เสะ” ไล่หมาอย่างเดียว นะ
ระวังพวกเราจะได้รับคำว่า “เสะ” เป็นหมาหัวเน่า หมาที่เขาจะต้องไล่ หมาที่เขาจะต้อง “เสะ”
แต่มีเป็นธรรมดาของบางคนที่มันไม่ไหว มาอยู่แล้ว ก็อินทรีย์พละไม่ถึง จำเป็นจะต้องให้ออกไปจากหมู่ ก็จำเป็น มีอยู่ ทุกวันนี้ก็ยังมี วนเวียน เราก็จำเป็นจะต้องให้ออกไปจากหมู่ โดยมติออกไป อย่าเข้ามาวนเวียน บางคนก็มีมาตรการแค่ว่า ให้มาเฉพาะกลางวัน ห้ามมาค้าง ห้ามมาคลุกคลีมากกว่านี้ ถ้าจะศึกษาก็มาได้กลางวัน ห้ามมาค้างมาร่วมหลับร่วมนอน อยู่ข้ามวันข้ามคืน ก็มี บางคนไม่ให้มา บางคน ไม่มีกำหนดเลย ไม่ให้เข้ามาในหมู่นี้ ไม่มีกำหนด บางคนมีกำหนด อะไรนี้ มีอยู่เยอะ มันเป็นความจำเป็น
ส่วนตัวเอง เอาตัวเองออกไปจากหมู่ รีไทร์ออกไปจากหมู่นั้น ไม่อธิบายอะไร เรื่องของคุณ ไม่ละลาบละล้วงสิทธิมนุษยชน เป็นสิทธิของคุณ คุณจะออกไปเอง ก็ไม่ได้บังคับ เขาก็ไม่ได้ไล่ ส่วนมากก็ออกไปก็เพราะเราเอง กิเลสมันมาก จะออกไปเสพ จะออกไปเอาก็แก้ตัวอย่างโน้นอย่างนี้ มีเหตุผล มีอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องไปช่วยทางบ้าน ต้องไปนั่น ต้องไปนี่ ต้องอะไรต่ออะไรสารพัด บางคนก็ไม่แก้ตัวอะไรหรอก ไปมันดื้อ ๆ นี่แหละ กูไม่อยู่แล้ว จะไปแล้ว ก็ไป
ไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่นี้บอกแล้วว่า อิสรเสรีภาพนะ Independents เอกราชแก่ตัวเอง ถือว่าไม่ต้องขึ้นอยู่ต่อใคร เราพึงทำของเรา เมื่อเราประสงค์ เราปรารถนา เราต้องการจะกระทำ เราต้องการที่จะอยู่กับหมู่นี้ เราก็อยู่ เพราะหมู่นี้ก็เปิด ไม่เป็นที่ปิด แต่ต้องอยู่ในระบบ ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์
ทุกหมู่กลุ่มต้องมีระเบียบหลักเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน :
ไม่ว่ากลุ่มไหน ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มา สัตว์ก็มีหลักเกณฑ์ของสัตว์โขลง คนฉลาดกว่าสัตว์ ก็มีหลักเกณฑ์ของคนมาตั้งแต่ไหนแต่ไหน ตั้งแต่เป็นคนป่า คนดงอะไรก็ตามใจ มีหลักเกณฑ์ของหมู่ทั้งนั้น เป็นกฎ เป็นหลัก เป็นระเบียบวินัย เป็นธรรมชาติแท้ ๆ เพราะฉะนั้นจะมาห้ามไม่ให้มีกฎมีหลักมีระเบียบหลักเกณฑ์อะไร ไม่ได้ เจริญเท่าไรก็ตาม ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ที่จะอยู่ เราไม่เรียกหลักเกณฑ์ เราจะเรียกจารีต จะเรียกประเพณี จะเรียกวัฒนธรรม ก็นัยอันเดียวกัน
เมื่อเราได้มีหลักเกณฑ์ มีหลักปฏิบัติ มีระเบียบ มีระบบอะไรกันแล้วขึ้นมาตั้งแต่เริ่มก่อตัวเป็นชาวอโศกมาจนถึงป่านนี้ ถึงวันนี้ อาตมาเห็นปึกแผ่นของเรา เป็นปึกแผ่น เป็นความเรียบร้อย มีความสงบระงับ
แม้แต่รูปธรรมในขณะนี้นี่ พวกเรานี่นั่งฟังธรรมกัน ไม่เหมือนที่อื่นหรอก คนเป็นพัน ๆ นี่ ก็คงจะกว่าเมื่อวานนี้ เมื่อวานนี้เริ่มต้นด้วย 1,300 วันแรกนะ ตั้งแต่อธิษฐาน ธรรมดาไม่ถึง 1,000 เริ่มต้นวันแรกนี่ธรรมดายังไม่ถึง 1,000 ยังกล้วยก้าย กล้วยก้ายอยู่ ค่อย ๆ กระลอบกระแลบ มากันยังไม่ค่อยถึง บางคนมาภาคเช้า ปฏิญาณตนนั้น ยังไม่ถึง ไม่ทันหรอก บางคนมาทันเอาภาคบ่าย บางคนบ่ายไม่ทัน มาทันเอาภาคเย็น บางคน เย็นไม่ทัน เพิ่งมาถึงเมื่อคืนนี้ ได้เริ่มต้นตอนเช้านี้ เพราะฉะนั้น เช้านี้ คนก็จะมาก เพราะคนเมื่อวานนี้ บางทีบางคนมาวันเดียว วันนี้จะกลับแล้ว แต่เช้านี้เลยยังต้องอยู่ เพราะฉะนั้นเช้านี้ก็จะมากหน่อยนะ แต่ก็คงจะมากไปอีก เพราะว่าวันเสาร์วันอาทิตย์ต่อนะ ก็คงจะมีคนอยู่ต่อพอสมควร
อะไรหลาย ๆ อย่างที่เป็นหลักฐาน เป็นข้อมูลจากรูปธรรม นามธรรม ตามที่อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นมิเตอร์วัดนี่ อาตมาก็เห็นพวกเรามีสภาพอภิวัฒนะ คือก้าวหน้า พัฒนาตนขึ้นมาได้ เมื่อพัฒนาตนรวมกันเป็นหมู่กลุ่ม มันก็คือพัฒนาสู่กลุ่มสังคม เกิดเป็นสังคมอโศก ที่มีรูปแบบ มีวัฒนธรรม มีจารีต มีประเพณี มีอะไรต่ออะไรขึ้นมา มากขึ้นเรื่อย ๆ
ชาวอโศกกินมังสวิรัติ ช่วยโลกและเป็นตัวอย่างพิสูจน์ยืนยัน :
จารีตประเพณีที่ดีงาม ที่เราเห็นว่ามันเป็นผล เป็นประโยชน์ต่อตน ต่อกลุ่มหมู่ ต่อสังคมส่วนรวม ยกตัวอย่างง่าย ๆ ประเพณีกินมังสวิรัติ พวกเรามากินมังสวิรัตินี้ เราช่วยตนและเราก็ช่วยโลก ไม่ใช่เล็กนะ เราช่วยโลกนะ โลกก็คือลูกโลกนี้ทั้งโลก ลูกโลกนี้มีสัตว์มนุษย์ มีอะไรอยู่ในโลกนี้ทั้งหมด เราช่วยเขา ช่วยเป็นตัวอย่าง
นอกจากเป็นตัวอย่างแล้ว ก็ยังช่วยในการไม่แย่งชิงเบียดเบียนอาหาร คนที่เขากินเนื้อสัตว์อยู่ เขาก็ค่อยยังชั่วขึ้น เพราะว่าพวกเราบายมา พวกเราเลิกมาแล้ว พวกเราไม่ไปแย่งชิงเขา ยกให้เขา พวกกินเนื้อสัตว์เขาก็กินกันไป พวกกินเนื้อสัตว์ด้วยและกินผักด้วยก็ตาม เขาก็ได้กินง่ายขึ้น เพราะเราไม่ไปแบ่งมากิน นี่เราช่วยโลกนะ เราไม่ไปแบ่งมากิน
อาหารมันก็น้อยลงแล้วในโลก เขาต้องตั้งฟาร์มเลี้ยงสัตว์มาเพื่อกิน เพราะว่าธรรมชาติมันผลิตไม่พอ ไม่ทัน คนจะต้องตั้งอกตั้งใจเลี้ยง หาวิธีที่จะเลี้ยงให้ได้ปริมาณมาก คุณภาพดี ที่พูดไปพวกคุณก็เข้าใจอยู่ มีอยู่จริงทั่วโลก พยายามศึกษาเรียนรู้ เพื่อที่จะสร้างอาหารพวกนี้มาไว้เลี้ยงมนุษยชาติให้มากขึ้น เพราะว่ามันไม่พอ
แม้แต่ปลาในมหาสมุทร ปลาในแม่น้ำ มันก็ยังจะไม่พอกิน ต้องมาสร้างฟาร์มปลา มาทำประมงเลี้ยงเพิ่มเติม เพิ่มปริมาณ เพิ่มคุณภาพของสัตว์พวกนี้ เพื่อเอามาเป็นอาหาร เพราะมันขาดแคลน เมื่อเราไม่รับประทานอาหารเนื้อสัตว์แน่นอนเด็ดขาด ก็เท่ากับเราไม่ไปแย่งจำนวนอาหารอันนั้นกับเขา
อย่าชื่อว่าเราไปแย่งสังคมด้วย :
ทีนี้เราก็มากินพืชกินผัก เมื่อเรามากินพืชกินผัก เราก็ต้องมาเป็นกสิกร อย่าชื่อว่าเราไปแย่งสังคมด้วย
อย่าชื่อว่าเราไปแย่งสังคมด้วย อาตมาต้องพูดเป็นครั้งที่ 2 นี้ก็ต้องรู้ว่ามันสำคัญนะ ที่พูดซ้ำ พูดย้ำ
เราจะต้องมาเป็นกสิกร แต่ไม่เป็นเกษตรกร :
เราจะต้องมาเป็นกสิกร อาตมาไม่ใช้คำว่าเกษตรกร เพราะเกษตรมันรวมเอาปศุสัตว์ด้วย คำว่าเกษตร มันรวมเอาทำฟาร์ม ฟาร์มเป็ด ฟาร์มไก่ ฟาร์มปลา ฟาร์มกุ้ง ฟาร์มอะไรก็แล้วแต่ มันรวมเอาไปด้วย แต่คำว่ากสิกรรม หรือมาเป็นกสิกร มาเป็นคนทำงานทางด้านพืชผัก มาทำงานทางด้านต้นหมากรากไม้ มาทำตีนติดดิน มาลงมือสร้างจริงๆ
เราจะไม่ทำในเรื่องของปศุสัตว์ ไม่ทำเลย เพราะฉะนั้น มาเรียกพวกเราชาวอโศก จะเรียกเกษตรกร ยังไม่สมบูรณ์ จะต้องเรียกชาวอโศกว่า เป็น กสิกร สมบูรณ์ที่สุด เรียก กสิกร ถ้าเรียกเกษตรกร เราไม่เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในเกษตรกร อันนี้มันก็เป็นหรือว่าเลือกหรือว่าจัดสรรเข้ามาตามความเป็นจริงของเรา
กินมังสวิระติ เป็นการช่วยเศรษฐกิจและสังคม :
นอกจากว่า เราเองเราช่วยสังคมในฐานะที่ไม่แย่งอาหารแล้ว เรามากินมังสวิรัตินี่ เรายังช่วยสังคม โดยเป็นคนกินมังสวิรัติ เราเห็นค่ามันดีกว่าตรงที่ว่า เรามาเป็นกสิกร ปลูกพืชปลูกผัก เพื่อมาเป็นอาหารของเรา จะทุ่นกว่าไปทำปศุสัตว์เพื่อสร้างสัตว์ขึ้นมากิน แล้วจะได้โปรตีนนั้นมาให้แก่ชีวิตในปริมาณเท่ากันกับได้โปรตีนจากพืช
เราจะต้องลงทุนไปสร้างสัตว์นั้นมากิน มากกว่าลงทุนจากสร้างพืชมากินแล้วได้โปรตีนมาเลี้ยงชีวิต มากกว่ากัน 9 เท่า ต้องลงทุนลงแรงมากกว่ากัน หนักกว่ากัน 9 เท่า เท่าที่นักสถิติได้คำนวณประเมินมาแล้ว
เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นเรื่องทางออกที่ช่วยมนุษยชาติให้หันมาทางนี้ เราจะได้ทุ่นลงไปถึง 9 เท่า ในการที่จะต้องเสียแรงงาน เสียเวลา จะต้องใช้พื้นที่ จะต้องใช้ทุนรอน จะต้องใช้เวลา จะต้องใช้อะไร ๆ ประคบประหงมขึ้นมา กว่าจะได้กินได้ใช้ อะไรก็แล้วแต่ เสียทั้งทุนรอน แรงงาน เวลา ประเมินแล้ว 9 เท่า
อาหารมังสวิรัติ ทำใหร่างกายแข็งแรงกว่ากินเนื้อสัตว์ :
เพราะฉะนั้น เราก็มายืนยันยืนหยัดสิว่า เรากินแต่พืช พืชผักผลไม้นี่ ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์ ได้โปรตีนมาเลี้ยงชีวิต แข็งแรงสมบูรณ์หรือไม่ มาพิสูจน์ยืนยันให้ชาวโลกเขาเห็น ถ้าแข็งแรงสมบูรณ์ดีแล้ว เราก็เป็นผู้ฉลาดกว่าตรงที่ว่า เราไม่ต้องไปทรมานตน ต้องไปหาอาหารมาเลี้ยงชีวิตด้วยความยากตั้ง 9 เท่า เราเลิกมาให้ได้ แล้วเราก็มาเป็นอย่างนี้ได้ ดำเนินชีวิตไปอย่างนี้ เป็นการดำเนินไปดี ฉลาด ในทางเศรษฐศาสตร์ ชัดเจนที่สุด
เพราะฉะนั้น จะบอกว่าเราช่วยเศรษฐกิจของโลก เราก็ช่วย ด้วยนัยยะนี้ ถ้าเข้าใจที่อาตมาอธิบายไปหน่อยหนึ่งนี้ ช่วยเศรษฐกิจของโลก เพราะว่าไม่โง่ ที่จะต้องใช้เวลาให้เปลืองผลาญไปตั้ง 9 ต่อ 9 เท่า แล้วเราก็มีชีวิตอยู่ได้
กินมังสวิรัติ เป็นโรคภัยน้อยกว่ากินเนื้อสัตว์ :
และยืนยันไปมากกว่านั้นอีกว่า มากินพืชผักนี้แหละ เป็นโรคน้อยกว่ากินเนื้อสัตว์อยู่ ถ้าจะพิสูจน์กันให้ชัด ๆ คุณกินแต่เนื้อสัตว์อย่างเดียวสิ ไม่ต้องกินพืชกินผักนี่ไง จะมีโรคน่าดูเลย โรคภัยไข้เจ็บจะมาก ชีวิตร่างกายจะเสียหายเยอะ อายุจะสั้น
เหมือนอย่างพวกที่กินแต่เนื้อสัตว์ ไม่ค่อยได้กินพืชผักเลย อย่างคนขั้วโลกเหนือ อะไรนี้เป็นต้น พวกขั้วโลกเหนือ พวกเอสกิโม มันไม่ค่อยมีพืชกิน เพราะมันมีแต่น้ำแข็ง มันก็กินแต่เนื้อสัตว์ อายุเฉลี่ยแล้ว 27 ปี คนอายุเฉลี่ยเขา 27 ปี คนอายุยาวที่สุดประมาณ 40 กว่าปี แก่ที่สุดแล้วต้องตาย เพราะฉะนั้น ค่าเฉลี่ยของอายุ พวกชาวขั้วโลกเหนือ เอสกิโม พวกนี้ 27 ปี อายุไม่ยืน เพราะเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน
เพราะฉะนั้น ไปพิสูจน์เลย กินแต่เนื้อสัตว์ไปไม่รอด กินเนื้อสัตว์บ้าง กินพืชบ้าง เอาพอได้ แต่ถ้ากินแต่พืช ไม่กินเนื้อสัตว์ นี่เราจะได้พิสูจน์กันว่าอายุจะยืนกว่าคนกินเนื้อสัตว์ด้วยกินพืชด้วย ไม่ต้องไปแข่งกับพวกที่กินแต่เนื้อสัตว์ หรือกินแต่เนื้อสัตว์มาก ๆ ไม่ต้องไปแข่ง เพราะพวกนั้นอายุสั้นแน่นอน แม้แต่กินทั้งพืช ทั้งเนื้อสัตว์มาพิสูจน์กันต่อไป มาพิสูจน์กันได้นะ เพราะฉะนั้น ในเรื่องของสรีระ ที่ยืนยันพิสูจน์ว่ามันถูกสุขลักษณะกว่าที่จะไปกินเนื้อสัตว์
เพราะฉะนั้น เราช่วยสังคมทั้งในด้านรูปธรรม เศรษฐกิจ ช่วยในความเป็นจริง สัจจะ สอดซ้อนอีกตั้งเยอะตั้งแยะ
ผลิตอาหาร ให้ได้มาก ๆ ให้ราคาในตลาดถูกลง เป็นงานบุญ :
เรายิ่งจะมาช่วยกันเอาแรงงานแทนที่จะไปทำฟาร์มสัตว์ปศุสัตว์ เอาแรงงานมาปลูกพืช ปลูกผัก พืชผักก็จะดี จะมาก ราคาก็จะถูกลงอีก
ชาวอโศกเราต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ พอพูดมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ทำเป็นแหย ๆ มันเป็นงานที่เป็นบุญโดยหลักของเศรษฐศาสตร์ เพราะมันเป็นอุปสงค์ โดยเฉพาะต้องการผักพืชปลอดสารพิษ
สำนวนคำว่า ชำเลือง - เหล่ - เสื่องตาน่อย :
ทุกวันนี้นี่แม้แต่ทางหน่วยราชการ “เหล่” มาทางอโศก ใช้สำนวนสำคัญ “เหล่” มาทางอโศก “เล็ง” มาทางอโศก คืออาจจะไม่มองตรง ๆ นี่ กลัวเราจะรู้ทัน
“ชำเลือง” ใช้ภาษาแสลงหน่อยก็ว่า “เหล่” ใช้ภาษาเพราะ ๆ หน่อยก็ว่า “ชำเลือง” อีสานก็ว่า “เสื่องตาน้อยมา” เสื่องตาน้อยมาทางชาวอโศก ภาษาอีสาน อ้าว บัวขวัญต้องเรียนมากหน่อย เรียนภาษาอีสานเพิ่มเติมขึ้นอีกหน่อยนะ “ชำเลือง” รู้เปล่า ยังไม่รู้ด้วยซ้ำไป “เหล่” รู้เปล่า ไม่รู้ทั้ง “เหล่” ไม่รู้ทั้ง “ชำเลือง” ไม่รู้ทั้ง “เสื่องตาน้อย” ว่าอย่างไรภาษาอังกฤษ คำว่า “ชำเลือง” หึ หึ (พ่อท่านหัวเราะเบา ๆ) ห้ะ ว่าอย่างไร? Glance รู้ไหมภาษาแมนดาริน ใครรู้บ้าง ภาษาแต้จิ๋วล่ะ “ชำเลือง” ว่าอย่างไร
ผู้ฟังว่า… ดูตาเดียว
พ่อท่านว่า… มันดูตาเดียวเหรอ ไม่ ดูตาเดียว นั่นมันตาเหล่แล้ว
คือมันไม่ได้มองเต็มตาว่างั้นเถอะ เข้าใจไหม คือเราสามารถที่จะแอบมอง จะชำเลืองมอง จะมองลอบมอง เข้าใจไหม ลอบมอง แอบมอง ไม่มามองชัด ๆ ไม่ดูตรง ๆ กลัวเขาจะรู้ตัว
เขาก็เลยชำเลืองมาทางเรา หรือว่าเหล่มาทางเรานี้ แต่ก็เพ่งมา บางคนก็ตั้งใจมาตรง บางหน่วยราชการบอก ทีนี้แหละ จ้องมาจะขอสัมพันธ์ด้วย ที่นี้จะมีผักปลอดสารพิษ ขอพึ่งที่นี่หน่อยเถอะ ไอ้เราก็เสียววาบ ๆ เพราะเราไม่มีพอ เรา แหม ที่จริงอยากช่วยเขานะ แต่เรายังสร้างไม่แข็งแรง ยังไม่เก่ง
เราควรจะระดมสร้างอาหารปลอดสารพิษ :
นี่แหละอาตมาเอามาพูดกับพวกคุณนี่ เพื่อที่จะให้เห็นว่า เราควรจะระดมอะไร มันเป็นความจริงแล้ว มันเป็นความต้องการอันจริงแล้ว และเราก็ต้องลงมือสร้างสรร มันเป็น demand(ความต้องการ) นะ มันเป็นอุปสงค์ ผักปลอดสารพิษ ไปถามที่ไหนก็ได้ นอกจากคนโง่จริง ๆ ก็แล้วแต่เถอะนะ คนโง่มันไม่รู้เรื่อง มันก็พูดไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าคนมีปฏิภาณปัญญาตามสามัญ มันก็ต้องการ
คุณกินไหมเล่า ผักมีสารพิษ มีสารอะไร กินเข้าไปก็หมักหมม ไปทำลายชีวิตทำลายร่างกาย ใครก็จะไปอยากกินล่ะ อยากจะใส่ลงไปในร่างกาย ใครเขาก็ไม่อยากใส่เอาไปในร่างกาย แต่มันจำนน มันจำเป็น
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive