560801_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง รู้วิปัสสนาพาพ้นคุก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560801 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อครู เรื่อง รู้คนขังสุข รู้คุกขังสัตว์ 1
พ่อครูว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2556 จัดรายการที่บ้านราชฯ...ยุคนี้หาความอบอุ่นเบิกบานได้ยาก แต่จะหาได้ที่ชุมชนชาวอโศกนี่แหละแสนสุขสบาย พูดไปก็เหมือนคุยอวด แต่มันน่าอวด อโศกเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมบัติส่วนกลาง พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้ คนในหมู่กลุ่มอโศกทุกคนทำงานให้ส่วนกลาง เท่ากับเสียภาษี 100 % จะหาที่ไหนได้ มีชีวิตกินใช้กับหมู่กลุ่ม ญาติมิตรสหายก็มาก วิเศษ อาตมา นึกอยู่แต่จะพูดไปก็จะดูเหมือนเป็นเรื่องตลก คนอื่นอาจเห็นเป็นของลึกลับ แต่พวกเราสัมผัสอยู่เห็นชัดเจนจริง เป็นความมหัศจรรย์ที่เกิดได้ในยุคนี้ ที่กิเลสคนหน้าจัดจ้าน หำ้หั่นกันอย่างหนัก แต่สังคมสาธารณโภคีก็เกิดมายืนยันธรรมะพระพุทธเจ้าว่ายุคไหนก็ปฏิบัติบรรลุธรรมได้จริง ถ้าสัมมาทิฏฐิก็ไม่จำกัดกาล
อาตมา เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาอธิบายขยายความ ตั้งแต่ อาตมา คนเดียว พออธิบายก็มีคนเข้าใจตาม แล้ว กล้าทิ้งโลกธรรมออกมา จนรวมเป็นกลุ่มชุมชน จนเกิดพฤติกรรมสังคม เป็นระบบบุญนิยม สาธารณโภคี ที่กล่าวอ้างยืนยันได้ เป็นไปได้เพราะธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมา ไม่คิดว่าจะเกิดได้ แต่เกิดด้วยธรรมฤทธิ์แท้ๆ เพราะสัมมาทิฏฐิจึงเกิดได้เป็นได้แล้ว
มีสภาพที่ขัดแย้งกับทั่วไปจนเขาท้วง แต่ก็มีหลักฐานตามพุทธพจน์ ตามผู้รู้ที่สัมมาทิฏฐิ ก็เห็นจริงเลย โดยเฉพาะเรื่องของ “ความสุข” ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งซับซ้อน เพราะมีทั้งที่เป็น สุขของโลกียชน ที่เขามั่นใจว่านั่นเป็นของแท้ ในสุขอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่มันไม่เที่ยง “อนิจจัง” มันมาแล้วก็ผ่านไปเดี๋ยวเดียว ย ิ่ งกว่าพยับแดดหรือฟองคลื่น ในความสุขชนิดนั้น ความสุขชนิดไม่เที่ยง คือ ความสุขเสพอารมณ์ สุขเพราะต้องมีสัมผัส แล้วก็ต้
อ่านต่อ
องให้ตรงกับสเปค ที่ตนตั้งไว้ แม้ไม่ต รงเป๊ะเอาแค่ 90 80 70 % ก็ยังดีวะ ถ้ามันได้แค่ 50 หรือ 60 % ก็จะไม่พอใจ ทำไมไม่ได้ตามที่สเปค หรืออุปาทานไว้ แต่ถ้าตรงตามอุปาทานได้เท่าใดหรือตรงแล้วแถมจัดจ้านมากขึ้นก็ว่านี่คือเยี่ยมยอด เขาก็ย ิ่ งหลงติดหนักขึ้นๆ สุขอย่างนั้นเมื่อได้สัมผัสตามสเปค พอสัมผัสเสร็จ รสอันนั้นมันก็จางลงไม่เที่ยงหายไปแล้ว เสร็จแล้วได้แล้วก็พักยกเป็นอุเบกขา เป็นไม่สุขไม่ทุกข์ หรือไม่ก็เปลี่ยนอิริยาบถไปสุขอย่างอื่นบ้าง ไปเกาะอยู่ไปเสพอยู่ในอย่างอื่นแทน ในทวารอื่นแทน แล้วหลงว่าสุข
สุขอันนี้ไม่เที่ยง เกิดจากเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งให้ สมอุปาทาน แล้วมันไม่เที่ยง
สุขที่เที่ยงแท้คือ สุขที่ไม่ต้องสุขต้องทุกข์เลย กลางๆ เฉยๆ ว่าง คือสุขที่ไม่ต้องมี คือจิตของเราหมดอุปาทาน ไม่มีสเปคแล้ว ล้างออกจากจิตแล้ว “สุขไม่ต้องมีนี่แหละคือสุขเที่ยง” แม้มีมาเราก็ไม่รับมาปรุง “อสังขาร” จิตของเราแข็งแรง ไม่รับเข้ามาปรุง มันมีก็มี แต่เรามีอำนาจ มีว สี ในตน อยู่กับมันได้ มันจะกระทบกระแทกกระทุ้งกระเทือน ยั่วยวนมอมเมาอย่างไร ผู้ที่แข็งแรงมั่นคงก็อยู่เหนือ คือมีโลกุตรจิต อย่างแท้จริง ก็อยู่กับสภาพที่ไม่ต้องปรุงได้ แน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง คือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)
เพราะเหตุแห่งกิเลสตายสนิทเกลี้ยงอย่างมี จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง รู้ว่าเรามีหรือไม่มีอะไร คือ สุขที่ไม่ต้องมีสุข มีทุกข์ คนที่ไม่รู้ว่าสุขอย่างนี้มี แม้สุขที่ตนหลงเป็นสุขโลกีย์ มันเป็นสุขเท็จ คนก็ไม่เข้าใจไม่รู้ เขาเสพทุกทีแล้วก็หายไปทุกที คนไม่รู้ก็มี "อวิชชา" ไม่รู้ว่า "สุข" นี้เป็นภาระ
ต่อไปเป็นบทความจากหนังสือ "รู้คนขังสุข รู้ทุกข์ขังสัตว์" ที่ อาตมา กำลังเขียนอยู่ยังไม่จบเล่มแต่ก็เอามาสอนในบางตอนดังนี้
28 ) คนไม่รู้(อวิชชา) สุขได้ง่ายๆ ว่าเป็นภาระแสนทุกข์ ซึ่งมันแสนจะเป็นทุกข์ต่างหาก ที่ฝังไว้ในใจว่ามันน่าได้ น่ามี น่าเป็น ไม่ปล่อยวาง จึงเป็นภาระที่จะต้องเป็นทาสมัน ต้องซมซาน ซ็อกๆ แสวงหามาให้มันเกิดสุขไม่รู้แล้ว ผู้ไม่รู้ตัวได้สักทีว่า สุขโลกีย์นี้มันเป็นเท็จ(อลิกะ) ก็จะต้องแสวงหาสุขมาให้ตน บำเรอตน เสพอารมณ์ที่ว่าเป็นสุขนี้อยู่ไม่หยุดเด็ดขาดลงได้ ไม่ปลดปล่อยสุขนี้ออกไปจากความหลงติดหลงยึด ขังสุขนี้ไว้ในก้นบึ้งของจิต(อนุสัย) ไม่ยอมปล่อย
คนหลงใหลมัน(โมหะ) คนไม่รู้ความจริงนี้(อวิชชา) จึงขังมันไว้ หวงแหนมัน ไม่ให้มันพรากจากห้วงอนุสัย
โอ! เมื่อไหร่จะรู้ความจริงนี้กันได้สักทีหนอ มีแต่คนพยายามสร้างคุกชนิดนี้ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น สร้างให้มากขึ้นๆ ใส่ใจตนเองเพิ่มขึ้นๆ เพื่อขังสัตว์ที่หลงมัน ว่า มันเป็นเทพบุตร เทพธิดา แต่แท้ๆ มันคือมาร คือผี ที่เรียกด้วยศัพท์ ทางธรรมว่า เทพบุตรมารนั่นเอง แท้ๆ มันคือผีมารจริงๆ
เทพบุตรมาร แปลว่า ผีหลอก,ไม่ใช่เทพตัวจริง
มันไม่มีรูปร่าง(สรีระ) ตัวตน(อัตตา) หรอก จึงรู้จักตัวมันยากมาก ซึ่งจะต้องรู้เป็น นามรูป (นามธรรมที่ถูกรู้ด้วยความรู้อันมีการสัมผัสของจริง นั่นคือ ต้องมีการสัมผัสหรือมีการสัมพันธ์รู้ภาวะที่เป็นนามนั้นอยู่โต้งๆ มิใช่รู้แบบเนรมิต หรือรู้แบบไม่มีอิทัปปัจจย ตา )
แม้มันจะมีแค่ นามธรรม (การทรงอยู่ของนามนั้น) แค่ นามกาย (องค์ประชุมของนามธรรม) ก็ต้องรู้ด้วยการสัมผัสเห็น มันไม่มีรูป ไม่มีร่าง ไม่มีโฉม แต่มันเกิดจริงเป็นจริงมีจริงในตัวคน ที่สัมผัสรู้ได้ด้วย วิปัสสนาญาณ
29 ) รู้อย่างวิปัสสนา เป็นไฉน? คืออย่างไร?
การรู้ที่เรียกว่า วิปัสสนาญาณ ก็คือ ความรู้ที่เกิดจากกิริยาของปัสสติ (แปลว่า เห็น หรือมองเห็น) นั่นคือ ต้องเห็น,มองเห็น จึงจะเรียกว่า ปัสสนา คือ ต้องมีเหตุกับปัจจัยสัมผัสกัน หรือสัมพันธ์กันอยู่ เช่น มีตาสัมผัสรูปอยู่หลัดๆ มีหูสัมผัสเสียงอยู่โต้งๆ แม้ทวารอื่นก็ต้องมีสัมผัสอยู่โทนโท่ ทั้งนั้ น เป็นปัจจยาการ (มีเหตุและปัจจัยสัมผัสกันแล้วเกิดผลต่อๆ กันไปเรื่อยๆ เป็นปฏิกริยาลูกโซ่) หรือ อิทัปปัจจยตา (เพราะสิ่ งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เมื่อมีสิ่งนั้นแล้วจึงมีสิ่ งนี้ ต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นปฏิกริยาลูกโซ่) มิใช่มีอย่างหนึ่งอย่างเดียวโผล่ขึ้นมาให้รู้ ซึ่งมันมาจากไหนก็ไม่รู้ ลึกลับ ไม่มีเหตุที่มาที่ไป เหมือน magician นักเล่นกลแสดงให้ดู เหมือนนักปลุกผีหรือผู้วิเศษแสดงเก่ง เนรมิตปุ๊บ ก็ได้ปั๊บ มาจากไหน ไปยังไงมายังไง ก็ไม่รู้ และหรือ มิใช่รู้จากการขบคิดแค่ผลของการขบการคิดจากเหตุจากผลจนกระทั่งรู้แจ้งแทงทะลุ ที่เรียกว่า รู้ด้วยตรรกะ อยู่แค่นั้น แต่ต้องรู้ที่ไปที่มา มีเหตุมีปัจจัยสืบเนื่องเชื่อมโยงกันอยู่มีสันตติ นั่นคือ มีความสืบต่อ มีความต่อเนื่อง (สันตติ แปลว่า ความสืบต่อ,ความสืบเนื่อง) มิใช่ไม่มีสันตติ
30 ) ไม่ใช่รู้ลึกลับ แต่รู้แจ้งเห็นจริงครบเหตุปัจจัยรู้กิริยาอาการของจิตใจ ในขณะที่มีสิ่งสัมผัสกันอยู่หลัดๆ และมีความสืบต่อกันอยู่นั้นแหละ การสืบเนื่องยังไม่ขาด ทันทีนั้นก ็ เห็นอยู่รู้อยู่ เป็นปัจจุบันนั้นทีเดียว(ชานโต ปัสสโต วิหรติ) วิปัสสนาที่เกิดญาณต้องรู้ต้องเห็นอย่างนี้
เห็นจิตใจตนเองในบัดนั้นว่า เป็นผี เป็นเทวดา ไม่มีรูปร่างสีสันตัวตนใดๆ แต่เห็นอาการของมัน มีเครื่องหมายให้รู้ได้(นิมิต) ว่า จิตใจเช่นนี้ๆ ที่เป็นผีหรือเป็นเทวดา มันมีทั้งความรู้สึก(เวทนา) ทั้งการกำหนดรู้(สัญญา) ทั้งความมีจุด มุ่งหมาย(เจตนา) ทั้งการสัมผัสอยู่(ผัสสะ) ทั้งการทำใจในใจ(มนสิการ) เป็นการปรุงแต่งกันอยู่(สังขาร) มันคือจิตใจคนแท้ๆ ที่เป็นผีเป็นเทวดา อันเป็นภาวะจริงๆ อยู่ที่ใจ ตั้งอยู่ที่หทัยรูปทีเดียว หทัยรูป คือ รูป(อุปาทายรูป = สิ่งที่ถูกรู้) ที่เป็นจิตใจ หรือจิตวิญญาณ ขณะนี้กำลังตาย-เกิดอยู่ในใจเราหลัดๆ เช่น อกุศลจิตหรือกิเลสซึ่งคือผีแท้ๆ ของตนเองตายลง ก็จุติ หรือจิตเราก็เลื่อนขึ้นไปปฏิสนธิ (เกิด) เป็นกุศลจิต เป็นจิตใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นเทวดาแท้ๆ (อุบัติเทพ)
31 ) การตาย-การเกิดของจิตที่รู้แจ้งเห็นจริงความรู้เห็นการตาย-การเกิดของจิตใจ เช่นนี้ คือ การเกิดที่เรียกว่า โอปปาติกโยนิ(การเกิดทางจิตวิญญาณ) ฉะนี้เอง คือ การเห็นการเกิด-การดับของจิตใจ เห็นอกุศลจิตตายลง และเห็นกุศลจิตเกิดใหม่ชัดๆ โต้งๆ
เมื่อมีการสัมผัสด้วยเหตุกับปัจจัย ของรูปและนาม จึงสามารถรู้ได้ในตนของตน ภาวะดังกล่าวนี้แล ปรากฏอยู่ตรงไหนที่ญาณสามารถหยั่งรู้ ณ ตรงนั้นได้ ก็ตรงนั้นแหละคือที่ตั้งของใจ(หทัยรูป) 466725 104775 ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
_ ชุมชนสาธารณโภคีแบบที่ท่านยกตัวอย่างในอินเดียมีไหม ตั้งแต่สมัย โบราณ? ตอบ ...มี แต่ในยุคพระพุทธเจ้ามีแต่ในวงสงฆ์ เพราะเป็นยุคสมบูรณายาสิทธิราช ไม่สามารถเอามาเป็นของกลางได้เพราะเป็นของพระเจ้าแผ่นดินหมด ยุคนั้นยังไม่รู้ประชาธิปไตย
_ ถ้าหมด อาตมา แล้วชุมชนอย่างนี้จะมีต่อไปหรือไม่ ตอบ ...มี เพราะมีสภาพที่ คุณสมบัติของนิพพานคือ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จนกว่าจะหมดในกลียุคต่อไป
_ จากหนอนอ้วนที่ริมมู น… การปฏิบัติที่เมื่อเกิดผัสสะ แล้วใช้เหตุผลต่างๆ ตามที่ได้เคยกระทำมานั้น ถือได้ว่า ณ ขณะนั้น คือขณะที่เรากำลังอยู่กับ ความคิด1,2,3 … ก็ตามแต่ ซึ่งเราจะไม่มีปสาทรูป ไม่มีโคจรรูปด้วยใช่มั้ย? ตอบ ...ถ้าจะเลยเหตุผลต้องใช้ของจริง ถ้าคุณใช้ภาษาว่าไม่ใช่ตัวตนบรรเทาก็ได้แต่ไม่เที่ยง เราต้องรู้อย่างมีปัญญา เข้าใจในไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ต้องมีปสาทรูปและโคจรรูป พิจารณาไปด้วยกันเลย ไม่ใช่เอาแต่เหตุผลมาล้มล้างเฉยๆ
_ อิทัป ปัจ จ ยการ แปลว่า? ตอบ ...แปลว่าเป็นปัจจัยกันและกัน มีอันนี้แล้วจึงมีอันนี้ จะคล้ายกับปัจจัย การ มันมีเหตุมีผลต่อเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ต่างจากปัจจัย การ ที่คืออาการของปัจจัยต่อเนื่องกัน อันนี้ไปอันนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นแรงเคลื่อนต่อกันเรียกว่าปัจจัย การ
_ ทำไมต้องสร้างน้ำตกด้วย? ตอบ ...มีทั้งรูปสวยอย่างที่ว่า และมีการเคลื่อนที่ของน้ำ น้ำแตกตัวเป็นออกซิเจน ทำให้นิเวศวิทยาดี น้ำจะใส อากาศจะเย็น สดชื่น ไม่แห้ง เป็นคุณประโยชน์ ส่วนสวยนั้นเล็กน้อย เป็นสังคมศาสตร์ด้วย อาตมา ไม่พาพวกเราไปยึดเอาธรรมชาติ เหมือนวัดป่าที่ไปยึดธรรมชาติเป็นผิดกฏหมาย แต่เราสร้างขึ้นด้วยมือ ถ้ามันมีอยู่แล้วอย่างแม่น้ำมู น เราก็ทำเพ ิ่ มมาอีกด้วย
_ พระพุทธเจ้ามีกี่องค์ครับ? ตอบ ...พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วเท่าเมล็ดกรวดทรายในมหานที เราไม่รู้หรอก นับไม่ได้ พระพุทธเจ้าสมณะโคดมกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าพบพระพุทธเจ้ามาแล้ว 512 , 027 พระองค์แล้ว โลกลูกๆ นี้แตกดับเกิดมาแล้วไม่รู้กี่ดวงเลย ท่านไม่รู้ที่ต้นของส ิ่ งเหล่านี้
_ ทำไมหลวงปู่ถึงบวช? ตอบ ...เพร าะว่าจะต้องมาทำงานธรรมะอย่างดี มาบวชนี่บริสุทธิ์ดุจสังข์ขัดโดยส่วนเดียว ทำงานเต็มที่ มาสืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า
_ เทพบุตรมารคือ? ตอบ ...คือผีในเทพ มารในเทพ
_ นิพพานคืออะไร? ตอบ ...นิพพานจริงๆ ไม่มีอะไรเทียบได้ในมหาจักรวาลนี้ เพราะในมหาจักรวาลนี้ ทุกอย่างไม่มีส ิ่ งที่ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ดังนั้นนิพพานก็เลย นัตถิอุปมา มีอยู่ในผู้ที่มีเท่านั้น ผู้ไม่มีก็ยาก
_ จิตที่รู้แจ้งเห็นจริงคืออะไร? ตอบ ...ก็รู้ว่านามธรรมที่เป็นอกุศลจิตของเราหมด ต้องมีญาณรู้ในนามธรรม แต่ในรูปธรรมคนก็เห็นกันได้ทุกคนแหละ
_ โยมที่ชอบนั่งสมาธิส่งความเป็นห่วงว่าเมื่อคืนหลับฝันว่า FMTV ถูก เล่นงานก็ส่งความเป็นห่วงมา? ตอบ ...ก็เหมือนคนฝันทั่วไป เลอะเทอะเป็นตุเป็นตะมาก็ได้ คนนั่งสมาธิก็มีมโนมยอัตตาได้ มันเป็นไปได้ ถ้ามีเทพสังหรณ์ แต่อย่าไปจริงจังกับมันมากนัก อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน
_ ใครเป็นคนสร้างมนุษย์ขึ้นมา ผมยังไม่รู้ว่าใครสร้างผมมา? ตอบ ...ก็พ่อกับแม่ไง ศาสนาพระเจ้าเขาถือว่าทุกคนเกิดมาคือลูกพระเจ้าหมด แม้มีพ่อแม่ก็สร้างได้แต่สรีระพันธุ์ ไม่ใช่กรรมพันธุ์ แต่ว่าพระเจ้าสร้างจิตวิญญาณ แต่พระพุทธเจ้าว่า กรรมของเราสร้างเราทำชั่วทำดีมันก็บวก ลบ ค ู ณหาร ออกมาเป็นเรา จะมีทั้งวิบากกรรมและรูปร่างมา
_ เวทนาเกิดก่อนตัณหา หรือตัณหาเกิดก่อนเวทนา ในปฏิจจสมุปบาท? ตอบ ...เป็นปัจจัยแก่กันและกัน
_ จาก 5447 ทำอย่างไรจะชนะใจตนและทำอย่างไรจะไม่ทุกข์ใจ ตอบ ...ถามหมดศาสนาพุทธ พุทธนี่ชนะใจตนและหมดทุกข์ด้วย ต้องเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า
_ ทำไมยุคพุทธกาลเมื่อกุลบุตรได้มาบวชแล้วทำไมถึงหลุดพ้นจาก วรรณะครับ? ตอบ ...เพราะได้อิสระหมดจากวัฒนธรรมอินเดียสมัยพระพุทธเจ้า แต่ยุคนี้อิสระมากกว่า ไม่ต้องบวชก็มีอิสระมากกว่า _ รูป นาม อ่านหนังสืออะไร? ตอ บ...หนังสือ "คนคืออะไร? ทำไม? สำคัญนัก"
_ ขออธิบายคำว่าจิตวิญญาณอย่างง่ายด้วย? ตอบ ...จิตวิญญาณ คือในตัวคุณมีร่างกายกับจิตใจ ซึ่งใจหรือมโน อยู่พร้อมกันในร่างกาย เมื่อมันกระทบอะไรหรือมันนึกคิดอะไรอาการอย่างนั้นคือ วิญญาณ จะรู้ชัดเมื่อมีผัสสะ เช่นมีตากระทบรูป ถามว่าคืออะไรไปหัดฝึกเอา ทุกวันนี้ ทวาร 5 กระทบก็อ่านวิญญาณ ประกอบไปด้วย เวทนา สัญญา สังขาร ถ้ากระทบอยู่เรียกว่า "รูปกาย" วิญญาณเป็นภาษาองค์รวม ซึ่งวิญญาณไม่ใช่ส ิ่ งล่องลอย วิญญาณเกิดเมื่อกระทบสัมผัสแล้วเกิดอาการ มี เวทนา สัญญา สังขาร ทำงาน ก็คือวิญญาณนั่นเอง 1 .เกิดเมื่อมีสัมผัส ถ้าไม่มีสัมผัสไม่เกิด 2 .ตายลง วิญญาณก็มี แต่ไม่ล่องลอย เห็นไม่ได้ คุณคนเดียวอยู่กับมัน มันอยู่แต่ในภพของคุณเอง มีเวทนา 3 ของคุณเอง จึงเรียกว่าถ้าจะรู้วิญญาณรู้ได้ด้วยสัญญา เป็นการกำหนดรู้เมื่อมันเป็นอรูปแล้ว ขณะเป็นๆ มันก็อยู่กับเรา ตายไปแล้วมันก็ไปกับเรา ไม่ใช่ล่องลอยไปไหน ใครเห็นวิญญาณล่องลอย อื่นๆ เป็นแบบนอกพุทธเท่านั้น จะเห็นได้ไหม ผู้ที่เห็นจริงก็เห็นได้แต่ไม่พูด เป็นวิสัยเหนือมนุษย์ ส่วนที่เห็นไม่จริงก็มีเยอะ ถ้าบอกมันจะหลงอย่างคุณ 8705 ก็หลงมา อย่าไปยุ่งกับมัน ถ้าจะเห็นก็เป็นกำไรในผู้ที่เห็นจริงมีบารมี
_ ขณะที่กิเลสทำงานคือขณะที่อยู่ในนรกใช่ไหม? ตอบ ... เด็กชาย กอและตอบว่า.. ใช่ครับ อาตมา ว่า … ใช่แล้ว ถ้ากิเลสทำงานเราก็ตกนรก ถ้ากิเลสไม่ทำงานมันก็พักยก เป็นอนุสัย ถ้ามันออกมาทำงานก็เป็นตัณหา เป็น Kinetic energy เป็นพลังงานจลน์ ถ้ามันหลับเป็นพลังงานศักย์ แต่ไม่กระดุกกระดิก แต่มันกระดุกกระดิกข้างในเป็นอาสวะ....จบ