5. บทที่ 4 P.142-273.pdf

โฟลเดอร์PDF
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์1.11 MB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล การวิเคราะหขอมูลการวิจัยเรื่อง รูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพ พึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม ผูวิจัยแบงการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลเปน 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ผลการศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตน จิตอาสาแพทยวิถีธรรม ระยะที่ 2 ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม ระยะที่ 3 ผลประเมินรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตน จิตอาสาแพทยวิถีธรรม สัญลักษณและอักษรยอที่ใชสื่อความหมายในการวิจัย ผูวิจัยกําหนดสัญลักษณและอักษรยอที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ดังนี้ X แทน คาเฉลี่ย S.D. แทน สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน n แทน จํานวนตัวอยาง t แทน คาสถิติที่ใชใน t–Distribution Sig แทน คาความนาจะเปนของสถิติที่คํานวณได ผลการวิเคราะหขอมูล ระยะที่ 1 ผลการศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม วิธีดําเนินการวิจัยในระยะที่ 1 แบงการดําเนินงานเปน 2 สวน ดังนี้ 1. การทบทวนเอกสาร ความเปนมา แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของ 2. การศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรมเพื่อนําผลศึกษาที่ไดไปใชเปนแนวทางในการรางรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนของจิตอาสาแพทยวิถีธรรม ซึ่งประกอบดวยผูใหขอมูลหลัก (Key Informants) เครื่องมือ 143 ที่ใชในการวิจัยเชิงคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการเก็บรวบรวมขอมูลและ การวิเคราะหขอมูล สภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรมประกอบดวย 3 องคประกอบ คือ 1) ศึกษาหลักธรรมคําสอนที่จิตอาสานํามาใช 2) ศึกษากิจกรร

อ่านต่อ

ม “ฝกปฏิบัติธรรม” 3) ศึกษาการบริหารทรัพยากรมนุษยแนวพุทธ องคประกอบที่ 1 ศึกษาหลักธรรมคําสอนที่จิตอาสานํามาใชแบงเปน 2 ประเด็น ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ศึกษาหลักธรรมคําสอนในเอกสาร และพระไตรปฎกที่จิตอาสานํามาใช ประเด็นที่ 2 บริบทพื้นที่และวิถีชีวิต การพึ่งตน 7 มิติ ประเด็นที่ 1 ศึกษาหลักธรรมคําสอนในเอกสาร และพระไตรปฎกที่จิตอาสานํามาใช การวิเคราะหเนื้อหา (Content Analysis) คือ ขอมูลที่ไดจากการพระธรรมคําสอน ในพระไตรปฎกวิเคราะห แยกแยะขอมูล จัดหมวดหมู และสังเคราะหเนื้อหาพระธรรมคําสอน ในพระไตรปฎกฉบับสยามรัฐ (ฉบับหลวง) หลักธรรมทางพุทธศาสนาจากพระไตรปฎกเมื่อเทียบกับ “สุขภาวะพึ่งตน” ทางกาย จิต สังคม และปญญามาวิเคราะหและสังเคราะหตามตารางดังนี้ ตารางที่ 4.1 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานรางกาย” ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ 1. “อัสสุตวตาสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 16 ขอ 230 รางกายอันเปนที่ประชุมแหงมหาภูตทั้ง 4 นี้วาจิตบางมโนบางวิญญาณบางปุถุชนผูมิไดสดับฟงธรรมะไมอาจเบื่อหนายคลายกําหนัดหลุดพนในจิตไดเลยเพราะวาจิตอันปุถุชนมิไดสดับรวบรัดถือไวดวยตัณหายึดถือดวยทิฐิวานั้นของเรานั้นเปนเรานั้นเปนตัวตนของเราตลอดกาลชานาน 2.“อนายุสสสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 22 ขอ 125–126 (หลักการสุขภาพดี) หลักปฏิบัติที่พึ่งตนไดมีรางกายแข็งแรงที่ทําใหอายุยืน 7 ประการ เปนผูทําความสบายแกตน รูจักประมาณในสิ่งที่สบาย บริโภคสิ่งที่ยอยงาย เที่ยวในกาลอันควร ประพฤติดั่งพรหม (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา) เปนผูมีศีล และมีมิตรดี 3. “จัตตาริสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 25 ขอ 281 (หลักดํารงชีวิต) สามารถดํารงชีวิตพึ่งตนแคปจจัย 4 มีนอยหาไดงายและไมมีโทษ เชนบรรดาจีวรผาบังสุกุลใชนอยบรรดาโภชนะคําขาวที่ไดดวยปลีแข็งกินนอยบรรดาเสนาสนะโคนไมที่พักอาศัยนอยบรรดาเภสัช (ยา) มูตรเนาเปนผูสันโดษดวยปจจัยที่นอยหาไดงายและไมมีโทษวาเปนองคแหงความเปนสมณะฯ 144 ตารางที่ 4.1 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานรางกาย” (ตอ) ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ 4. “จูฬกัมมวิภังคสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 14 ขอ 580–585 (การกระทํา กรรม เปนเหตุแยกแยะคน) พึ่งตนไดเพราะชัดเจนในกรรมมนุษยที่เกิดเปนมนุษยอยูปรากฏความเลวและความประณีตคือมนุษยทั้งหลายยอมปรากฏมีอายุสั้นมีอายุยืนมีโรคมาก มีโรคนอยมีผิวพรรณทรามมีผิวพรรณงามมีศักดานอยมีศักดามากมีโภคะนอยมีโภคะมากเกิดในสกุลต่ําเกิดในสกุลสูงไรปญญามีปญญาเกิดจากสัตวทั้งหลายมีกรรมเปนของตนเปนทายาทแหงกรรมมีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุมีกรรมเปนที่พึ่งอาศัยกรรมยอมจําแนกสัตวใหเลวและประณีตได 5. “กกจูปมสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 12 ขอ 265 ตัวชี้วัดการมีสุขภาพดี แข็งแรงพึ่งตนได คือ ความเจ็บปวยนอย ลําบากกายนอย เบากาย มีกําลัง เปนอยูผาสุก 6. “นขสิตสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 19 ขอ 1747 1697 1757) วาดวยทุกขของพระอริยะเทากับฝุนที่ปลายเล็บทุกขของบุคคลผูสมบูรณดวยทิฏฐิผูรูตามความเปนจริงวานี้ทุกขฯลฯนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาที่สิ้นไปหมดไปมีประมาณนอยยอมไมถึงซึ่งการนับการเปรียบเทียบหรือแมสวนเสี้ยวเมื่อเทียบกับกองทุกขอันมีในกอนที่สิ้นไป ตารางที่ 4.2 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานจิตใจ” ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ 1. “สังคีติสูตร” (อรรถกถาแปล แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 16 ขอ 312) บุญกิริยาวัตถุ 10 ทานมัย ชําระกิเลสดวยการสละใหคือ “สีลมัย” ดวยการรักษาศีล “ภาวนามัย” ดวยการลดละกิเลส “อปจายนมัย” ดวยการออนนอม “เวยยาวัจจมัย” ดวยการขวยขวาย รับใช “ปตติทานมัย” ดวยการแบงใหผูอื่นไดกระทําการลดละกิเลสดวย ปตตานุ โมทนามัย ดวยการยินดีในการลดละกิเลสของผูอื่น “ธัมมัสสวนมัย” ดวยการฟงธรรม “ธัมมเทสนามัย” ดวยการแสดงธรรม “ทิฏุชุกัมม” ดวยการทําความเห็นใหถูกตรง 145 ตารางที่ 4.2 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานจิตใจ” (ตอ) ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ 2.“ธรรมบทยมกวรรค”แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 25 ขอ 11 พึ่งธรรมทั้งหลายใจเปนประธานของสิ่งทั้งปวงมีใจเปนหัวหนา มีใจประเสริฐ ทุกอยางสําเร็จไดดวยใจ 3. “กิมัตถิยสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 24 ขอ 1 (ปฏิบัติศีลไดกุศล) พึ่งตนจากองคความรูตามหลักคําสอนในคุณอันสมควรจึงไดอานิสงสของการปฏิบัติของศีล10คือ ไมเดือดเนื้อรอนใจ เบิกบานยินดีอิ่มใจสงบระงับกิเลส สุข สมาธิจิตตั้งมั่นรูแจงเห็นจริงตามความเปนจริงเบื่อหนายจางคลายกิเลส ยินดี รูแจงจริงพนกิเลสทั้งปวง 4. “เจลสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 19 ขอ 1717 (การดับทุกขที่ใจกอน) พึ่งตนดวยจิต เมื่อผาหรือศีรษะถูกไฟไหมแลวควรวางเฉยไมใสใจถึงผาหรือศีรษะที่ถูกไฟไหม แตพึงกระทําความพอใจความพยายามความอุตสาหะความไมทอแท สติและสัมปชัญญะอยางแรงกลาของจิตใจกอน ไมกลัว แตรูชัดอริยสัจ 4 ถึงทุกข สาเหตุแหงทุกข ผลการดับทุกขได และมรรคเดินสูการดับทุกข 5. “จูฬกัมมวิภังคสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 14 ขอ 581) หลักคําสอนเชื่อในผลของกรรมสัตวทั้งหลายมีกรรมเปนของตนเปนทายาทแหงกรรมมีกรรมเปนกําเนิดมีกรรมเปนเผาพันธุมีกรรมเปนที่พึ่งอาศัยกรรมยอมจําแนกสัตวใหเลวและประณีตไดฯเปนจิตกุศล 6.“ธาตุวิภังคสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 14 ขอ 690 สภาวะจิตบริสุทธิ์ไรกิเลส (นิวรณ 5) เปนองคคุณอุเบกขาคือ จิตบริสุทธิ์หมดจด (ปริสุทธา) จิตสะอาดผุดผองแมสัมผัสอยู (ปริโยทาตา) จิต หัวออนดัดงายแววไว (มุทุ) จิตควรแกการงาน (กัมมัญญา) และจิตผอง แวววาว (ปภัสสรา) ตารางที่ 4.3 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานสังคม” ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ 1. “คาถาธรรมบทสุขวรรคที่ 16” คบคนพาลเปนทุกขเหมือนการอยูรวมกับศัตรูสวนนักปราชญมีการอยูรวมเปนสุขเหมือนญาติการเห็นพระอาริยะความดีการอยูรวมกับพระอาริยะเปนสุขทุกเมื่อบุคคลพึงเปนผูมีความสุขเปนนิตยไดเพราะการไม 146 ตารางที่ 4.3 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานสังคม” (ตอ) ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 25 ขอ 25 เห็นคนพาลทั้งหลายดวยวาบุคคลผูสมคบกับคนพาลเที่ยวไปยอมเศราโศกสิ้นกาลนานการอยูรวมกับคนพาลเปนทุกขทุกเมื่อเหมือนการอยูรวมกับศัตรูสวนนักปราชญมีการอยูรวมเปนสุขเหมือนสมาคมแหง ญาติบุคคลผูเปนนักปราชญมีปญญาเปนพหูสูตมีปกติ เกื้อกูลชวยเหลือกัน ไมวิวาทกันพรอมเพรียงเปนน้ําหนึ่งใจเดียวกัน 2. “สาราณียสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 22 ขอ 282–283) สาณียธรรม 6 เปนหลักการอยูรวมกันในสังคมใหระลึกถึงดวยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แบงปนลาภแกกันเปนสาธารณโภคีคือกินอยูรวมกัน มีศีลบริบูรณ มีความเห็น (สัมมาทิฏฐิ) และพุทธพจน 7 หมั่นระลึกถึงเกิดคุณธรรมตามลําดับคือ ระลึกถึงกัน รักกัน เคารพกัน เกื้อกูลชวยเหลือกัน ไมวิวาทกันพรอมเพรียงเปนน้ําหนึ่งใจเดียวกัน 3.“มหาขันธกะ” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 4 ขอ 1 ปฏิจจสมุปบาทเปน การอาศัยกันและกันเกิดดับไปเปนไปตามลําดับ เริ่มจากอวิชชาจึงเกิดสังขาร จึงเกิดวิญญาณจึงเกิดนามรูปจึงมีภาวะเชื่อมตอระหวาง รูปกับนาม ดวยภาวะของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจจึงมีผัสสะจึงมีเวทนาของกิเลส จึงมีตัณหา จึงมีอุปาทานจึงมีภพ จึงมีมีชาติคือ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข โทรมนัส อุปายาสคือความคับแคนใจเปนกองทุกขทั้งมวลของมนุษยที่อยูรวมกัน 4.“สนิทานสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 16 ขอ 355 กุศลและอกุศลเหนี่ยวนํากันไดพลังดึงดูดเหนี่ยวนํากันไดเกิดพลังหมู ไมวาดีหรือรายกลาวไววา....เปรียบเหมือนบุรุษพึงวางคบหญาที่ไฟติดแลว ไวในปาหญาแหง เขาจึงรีบดับคบนั้นเสียดวยมือและเทา ไมเชนนั้น สัตวมีชีวิตทั้งหลายบรรดาที่อาศัยหญาและไมอยู ถึงความพินาศฉิบหายฉันใด ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หมูกลุมที่อาศัยรวมกันอยูอยางไรสุข ยอมมีความอึดอัด มีความคับแคนเรารอนใจ ในปจจุบัน 5. “วัฑฒกีสูกรชาดก” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 27 ขอ 448–450 ชาดกหมูพรอมใจสูเสือหมูเหลานั้นมาประชุมรวมกันเปนหมวดเปนหมูอยูในที่ชัยภูมิดียากเสือจะย่ํายีไดเสือขอนอบนอมแกหมูหมูที่มาประชุมกันเห็นมิตรภาพอันนาอัศจรรยควรสรรเสริญแลวจึงขอกลาวสรรเสริญไวหมูทั้งหลายผูมีเขี้ยวเปนกําลังไดชนะเสือโครงดวยสามัคคีอันใดก็พากันพนมรณภัยดวยความสามัคคีอันนั้น 147 ตารางที่ 4.4 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานปญญา” ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ 1. “ธัมมัญูสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 23 ขอ 65 สัปปุริสธรรม 7 เปนธรรมของสัตบุรุษ คือ ธัมมัญู ผูรูธรรม อัตถัญู รูสาระประโยชน อัตตัญู ผูรูตน มัตตัญู ผูรูจักประมาณ กาลัญู ผูรูจักกาลเวลา ปริสัญู รูจักบริษัท หมูคน ปุคคลปโรปรัญู รูจักบุคคล เลือกคบคน 2. “ปญญาสูตร 8” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 23 ขอ 92 บุคคลใดพึ่งรักษาตนนั้นไวได เปนอัตภาพอันตนรักษาดีแลว ประคับประคองตน มีปญญาพึ่งตนอันเปนเบื้องตนแหงพรหมจรรยคือปญญา 8 ที่ทําใหคือ 1) ตั้งอยูในฐานะครู (พระพุทธเจาหรือสาวกๆที่ประพฤติพรหมจรรย ที่รูตรงตามพระพุทธเจา) 2) เขาไปสอบถามธรรมะยอมไดเปดเผย 3) เมื่อฟงธรรมแลวสงบจากกิเลส 2 อยาง คือ สงบกายและสงบใจ 4) มี “ศีล” ปฏิบัติ คือไมทําบาป ทํากุศล จิตใจผองใส 5) เปนพหูสูต จํามาก ฟงมาก 6) ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศล เปนผูบากบั่นมั่นคง 7) เขาประชุมแสดงธรรมที่มีประโยชน 8) พิจารณาเห็น รูและชําระความเกิด–ดับกิเลสได 3. “วัชชีปุตตสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 20 ขอ 524 กิจพึ่งตนที่ควรทํากอน 3 อยาง คือ การสมาทานอธิศีลสิกขา สมาทานอธิจิตสิกขา การสมาทานอธิปญญาสิกขา พึงศึกษาและนําไปปฏิบัติใหเกิดจริง 4. “วิตถตสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 22 ขอ14 ปฏิบัติพึ่งตนลางกิเลสได เกิดกําลัง 5 ประการ “ศรัทธา” เชื่อพระปญญาตรัสรูของพระพุทธเจา “เพียร” ละอกุศลธรรม “สติ” เปนเครื่องรักษาตัวชั้นเยี่ยม ระลึกตามรู “สมาธิ”คือสงัดจากกาม อัตตา สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ ฌาน 4 ผองใสอุเบกขาเปนเหตุใหสติบริสุทธิ์อยูผูมี “ปญญา” ที่หยั่งถึงความเกิดดับ ชําแรกกิเลสเปน 5. “สัทธาสูตร” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 24 ขอ 8 เคารพ ศรัทธาคนดีมีศีล เมื่อใดเปนผูมีศรัทธาและศีลบริบูรณพึงเปนผูมีศรัทธามีศีลเปนพหูสูตเปนธรรมกถึกเขาสูบริษัทไดแกลวกลาแสดงธรรมแกบริษัททรงวินัยอยูปาเปนวัตร (ปฏิบัติตนเรียบงาย) อยูในเสนาสนะอันสงัดไดไดโดยไมยากไดโดยไมลําบาก (ที่สงบจากกิเลส) ซึ่งฌาน 4 อันมีในจิตยิ่งเปนเครื่องอยูเปนสุขในปจจุบันกระทําใหแจงซึ่งเจโตวิมุติปญญาวิมุติอันหาอาสวะมิได 148 ตารางที่ 4.4 สุขภาวะองครวม “การพึ่งตนดานปญญา” (ตอ) ที่มาของหลักธรรม หลักการสําคัญ 6. “คาถาธรรมบทสุขวรรคที่ 15” แหลงอางอิง: พระไตรปฎก เลม 25 ขอ 25 การเห็นพระอาริยะเจาทั้งหลายเปนความดีการอยูรวมกับพระอาริยะเจาเปนสุขทุกเมื่อบุคคลพึงเปนผูมีความสุขเปนนิตยไดบุคคลผูสมคบกับคนพาลเที่ยวไปยอมเศราโศกสิ้นกาลนานการอยูรวมกับคนพาลเปนทุกขทุกเมื่อเหมือนการอยูรวมกับศัตรูสวนนักปราชญมีการอยูรวมเปนสุขเหมือนสมาคมแหงญาติบุคคลพึงคบบุคคลนั้นผูเปนนักปราชญมีปญญาเปนพหูสูตมีปกตินําธุระไปมีวัตรเปนพระอาริยะเปนสัตบุรุษผูมีปญญาดี สรุปไดวาสุขภาวะพึ่งตนดานรางกาย จิตใจสังคม ปญญา จิตอาสาพึ่งรูดวยตนเองวาธรรมเหลานั้นอกุศล กุศล มีคุณ มีโทษ จึงควรละหรือเขาถึงธรรมนั้น พึ่งรูตนดานรางกาย ชัดเจนในกรรม เปนผลของกระทําที่ตนทํามา สามารถรูสาเหตุถึงความเจ็บปวย สามารถทํารางกายแข็งแรง เบากาย สบายตัว ผูมีศีลจึง โรคนอย อายุยืน ผิวพรรณงาม มีปญญา ผลจากการพากเพียรปฏิบัติศีล 5 ไมเบียดเบียนใคร ไมทํารายใคร ไมกินเนื้อสัตว กินพืชผัก อยูอยางพอเพียงพึ่งตนอยางผาสุกดวยปจจัย 4 คือ อาหาร ที่อยู เครื่องนุมหม ยารักษาโรค เทาที่นอย หางาย ใกลตัวและไมมีโทษ ปฏิบัติไดดวยใจพึ่งตน ใจพึ่งธรรม เปนจิตพุทธะ คือ จิตบริสุทธิ์ไรกิเลส เปนจิตใจที่กลาแกรง อาจหาญ ใจไรทุกขกับทุกสถานการณไมวาจะเกิดอะไรขึ้น ไมหวั่นไหวเมื่อเกิดเหตุรายจะแกทุกขที่ใจกอนแกทางรางกายและเหตุการณตาง ๆ เพราะเปนปญญาพุทธะ คือ ปญญาลางกิเลสได สิ้นความขลาดกลัว ดับทุกขที่ใจทลายทุกขทั้งแผนดิน ทําใหมีแรงมีพลังชวยผูคน สรางสรรคสังคม พัฒนามนุษยใหดีขึ้นดวยระบบบุญนิยม ที่ยึดปฏิบัติชําระกิเลส ตามคําสอนของพระพุทธเจาสังคมบุญนิยม นั้นเปนสังคมคนดีมีศีล พึ่งตนเองไดจนสามารถเปนที่พึ่งพิงของผูอื่นได ทามกลางความเรียบงาย ไมเบียดเบียน ชวยเหลือกันเหมือนญาติพี่นอง แตถาสังคมไมดีมีแตคนพาล ยอมเศราโศก สิ้นกาลนาน อยูรวมกับคนพาลเปนทุกขทุกเมื่อ เหมือนการอยูรวมกับศัตรู เปนสังคมพึ่งตนและพึ่งพาไมได สวนสังคมพึ่งตนบุญนิยม เปนการบริหารแบบ “สาธารณโภคี” กินอยูรวมกัน เมตตากรุณากัน เคารพกัน ไมวิวาทกัน พรอมเพรียงกัน เปนน้ําหนึ่งใจเดียวกัน เกิดการพัฒนาภูมิปญญาหรือจิตวิญญาณไดสูงขึ้น พึ่งตนดานปญญา ผูมีปญญาคือผูมีวิชชา เปนผูมีศรัทธาเชื่อพระปญญาตรัสรูของพระพุทธเจา เพราะวิชชาเปนหัวหนาแหงกุศลธรรม จึงตองหมั่นศึกษาพระธรรม โดยสมาทานอธิศีล อธิจิต อธิปญญา ดวยความ ไมประมาท ศึกษาเรียนรูใหแจง โดยเริ่มเรียนรูที่ตนเอง เปนผูนํา ทําเองเปนตัวอยาง เพื่อมาพัฒนา 149 ชวยผูอื่น ไดมาปฏิบัติรูตรงตามพระพุทธเจาหรือสาวกแท มีปญญารูคุณคาของหมูกลุมคนดี ประชุมหมู มติหมู ผูมีปญญาพึ่งตนคือจิตพุทธะที่สิ้นเกลี้ยงจากกิเลสครอบงํา พนทุกขทั้งปวง ประเด็นที่ 2 บริบทพื้นที่และวิถีชีวิต การพึ่งตน 7 มิติ ขอมูลพื้นที่ภาคสนามเปนปรากฏการณ (Phenomenon) ซึ่งอยูในพื้นที่ของศูนยสวน ปานาบุญ 4 ภาค คือ ภาคเหนือ (สวนปานาบุญ 8) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (สวนปานาบุญ 1) ภาคกลาง (สวนปานาบุญ 9) และภาคใต (สวนปานาบุญ 2) ผูวิจัยไดมีโอกาสสัมภาษณจิตอาสาที่เปนผูใหขอมูลหลัก 4 ศูนย ทั้งระดับคบคุน เตรียมจิตอาสา จิตอาสาจร และจิตอาสาประจํา (คณะกรรมการ) วิเคราะหขอมูลภาคสนามจาก การสัมภาษณธรรมะเชิงลึก และสังเกตการณอยางมีสวนรวม สัมภาษณระหวางที่จิตอาสาเดินทางเขามารวมอบรม ในหัวขอ 2 หัวขอ 1) วิถีชีวิตของจิตอาสา 2) การพึ่งตน 7 มิติ วิถีชีวิตของจิตอาสา สรุปไดวาวิถีชีวิตจิตอาสา จิตอาสาประจําที่อยูในพื้นที่ประมาณ สามถึงสี่รอยคน แตจิตอาสารวมทั่วประเทศและตางประเทศมีประมาณ เจ็ดรอยคน ผูที่ตัดสินใจทํางานเปนจิตอาสานั้นจะมีวิถีชีวิตเรียบงาย มีการสวดมนต ฟงธรรม ทบทวนธรรม สนทนาธรรม และจะประชุมกันเปนประจําสม่ําเสมอ จะเชื่อฟงมติหมู และพรอมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ไมยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิตนเอง ใหหมูมิตรชวยขัดเกลา มีความขยันและไมติดโลกธรรม จิตอาสาพยายามปรับตัวเองมีชีวิตเรียบงาย พอเพียง ใชของใกลตัวหรือทองถิ่นตน ไมฟุงเฟอฟุมเฟอย โดยไมตองพึ่งพาปจจัยภายนอกตาง ๆ ถาไมจําเปน รูจักการพึ่งพาตนเองโดยไมทํา ใหผูอื่นเดือดรอนและรูจักการนําทรัพยากรที่มีอยู มาใชใหเกิดประโยชนสูงสุด รูจักนําปจจัยพื้นฐานมาใชในการดําเนินชีวิตอยางมีความสุข ความสบายและพอเพียงกับตนเอง ปจจัย 4 อยาง คือ (พระไตรปฎก “นิสัย 4” เลม 4 ขอ 143 “จัตตาริสูตร” เลม 25 ขอ 281) พระพุทธเจาให “นิสัย 4” ปฏิบัติเปนประจํา เปนปกติ ดวยปจจัยนอย อยูอยางเรียบงาย ใชของใกลตัว และไมมีโทษ ทุกศูนยจะทํากสิกรรมไรสารพิษ ที่เนนพืชผักในทองถิ่น แยกแยะผักฤทธิ์รอน-เย็น ปลูกขาวรับประทานเอง สีขาวรับประทานเอง กินเหลือก็เผื่อแผ แบงปน ทุกคนรับประทานฟรี เศษอาหารก็นํามาทําปุย ทุกศูนยจะสรางบารายเปนที่เก็บกักน้ําไวใชดื่มกินและสําหรับทํากสิกรรมไรสารพิษ สวนอาหารที่รับประทานจะปรุงแตงนอย เพื่อสุขภาพ ปรับสมดุลของแตละคน ดานที่พักมีแยกที่พักชาย–หญิง มีเรือนนอนรวม หรือนอนดวยเต็นท ผูไมใชจิตอาสาประจําสามารถยืมมุงและเครื่องนอนได ไมมีความเปนเจาของในพื้นที่ถาตนเองไมอยู จิตอาสาผูอื่นสามารถมานอนได แตทุกคนสามารถดูแลสมบัติตนเองไดโดยมีตูหรือภาชนะเก็บของสวนตัว 150 สอดคลองกับคณะกรรมการจิตอาสา 4 ศูนย ดังนี้ จิตอาสาจากสวนปานาบุญ 1 วิถีชีวิตของจิตอาสา ชุมชนในเขตพื้นที่อําเภอดอนตาล ชีวิตความเปนอยูของพี่นองจิตอาสาแพทยวิถีธรรม ผูมาทํางานสวนใหญประมาณ 60 คน คนที่มาอยูไดจะเปนผูมาฝกเขม จริงจังลดกิเลส เพื่อฝกฝนตนเองจนทําได จากนั้นจึงชวยเหลือผูคนที่ศรัทธา ดวยการปฏิบัติ “อธิศีล อธิจิต อธิปญญา” ลดละเลิกกิเลสของตนและชวยเหลือเกื้อกูลไปตามลําดับ ๆ จิตอาสาสวนใหญ จะตั้งศีลตามแตจะตองการลดอะไร คอย ๆ ทําที่พอทําไดโดยไมยากไมลําบากเกินไปกอน จากนั้นจะคอย ๆ ลดสิ่งที่ยากขึ้น หรือ ติดมาก ๆ เชนเรื่องตื่นแตเชา กินขาววันละมื้อ ทํางานฟรี ลดละเลิกกามและอัตตาไปตามลําดับ การทํางาน คิดดี พูดดี ทําดี เสนอดีแตวางดีใหไดดวยใจเปนสุข ถาหมูกลุมไมเห็นดวย ฝกพยายามเทาที่พากเพียรทําได เราจะศรัทธากันในหมูมิตรดีที่มีศีล ทําสมดุลรอนเย็น พึ่งตน แบงปนดวยใจที่บริสุทธิ์ คือ ไมโทษใคร ใจไรทุกข ทําดีเรื่อยไป และมั่นใจวาหมูนี้มาเสียสละทําดี ไมมีอะไรสงสัย หรือคาใจกันและกันจึงอยูกันอยางพี่นอง สบาย ๆ จิตอาสาสวนปานาบุญ 2 วิถีชีวิตของจิตอาสา จิตอาสาประจําสวนปานาบุญ 2 มีจิตอาสาประจํา ประมาณ 50 คน แตเดินทางไป–กลับ ประมาณ 100 กวาคน กิจวัตรประจําวัน ตื่นตีหาสวดมนต ทบทวนธรรม ฟงธรรม กําหนดทุกวันจันทร พุธ ศุกร มีออกกําลังกายตามอัธยาศัยจากนั้นลงงานเชน กสิกรรม ครัว เก็บผัก รับประทานอาหารรวมกัน พูดคุยงาน หรือเรื่องตาง ๆ หรือมีการแยกยายไปทํางานหรือธุระสวนตัวโดยขออนุญาตหมูกลุมกอนออกจากศูนยไปทําภารกิจ สวนทางดานอุปนิสัยใจคอ พูดเร็ว มีความเชื่อมั่นตนเองสูง บุคลิกแข็ง จริงจัง ทํางานจะไมฟงใคร มีความเคารพครูอาจารยชัดเจน มีปญญามาก มีความคิดมาก คิดเร็ว ทําเร็ว แตพอมาฟงธรรมและปฏิบัติตามอาจารยหมอเขียว มันหัวกลับ ยากมาก แตคนใตเปนคนมีเหตุผลเมื่อปฏิบัติแลวผลลัพธมีประโยชน จึงพรอมปรับเปลี่ยน ยอมรับวาแรก ๆ ยากมาก ตองฝกฝนอยางมาก แตไมทอ พากเพียร อยูกับหมูมิตรดีใหมากที่สุด และหมั่นพบปะ พูดคุยอยูเสมอ คิดได เสนอดี และวางดีนั้นได และที่เดนสุดของภาคใตคือเรื่องอาหาร ภาคใตอาหารรสชาติจัด และผัก–ผลไมฤทธิ์รอนมากมายและอรอยดวย จึงตองอดทนอยางสูงเพราะมีพิษถารับประทานมาก มีชีวิตและแตละวันพิจารณาแตกิเลส จิตอาสาสวนปานาบุญ 9 วิถีชีวิตจิตอาสา วิถีชีวิตจิตอาสาภาคกลาง ประจําอยูศูนย 60 คน ไปกลับประมาณ รอยกวาคน วิถีชีวิตจิตอาสาภาคกลางจะเนนความพอเพียงตามแนวทางแพทยวิถีธรรม ใชชีวิตอยูกับจิตอาสาสวนใหญ ตั้งแตตื่นนอนจนถึงเขานอน เรียนรูการดูแลสุขภาพและการใชธรรมะเปนแนวทางถือศีล 5 จะมีเพื่อน ๆ คอยเตือนกันเวลาเผลอใจ ชะลาใจตอการลางกิเลส เชน การกินอาหารรสจัดเกินไป 151 ที่ไมดีตอสุขภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณจัดความคิดเสียใหม มีการยึดหยุนการตื่นนอนเพื่อสวดมนตในตอนเชามีการเลื่อนเวลาใหสายลงและไมตองทุกวัน แตจะมีการออกกําลังกายในตอนเชาประมาณ 1 ชั่วโมง ปรับสมดุลรางกายและจิตใจ การอยูกับหมูมิตรดีและฟงมติหมูดวยการพิจารณารวมกัน ไมมีกําหนดระยะเวลา สามารถปรับเปลี่ยนไดตามความเหมาะสมของมติใหม ไมจํากัดสิทธิเสรีภาพ ไมบังคับ แตมีเงื่อนไขคือฟงมติหมูเทานั้น เสนอดีไดแตตองวางดีไดดวยใจที่เปนสุข จิตอาสาสวนปานาบุญ 8 วิถีชีวิตจิตอาสา จิตอาสาภาคเหนือมีอยูประจําศูนยใหญ 4 ศูนย จังหวัดแพร จังหวัด เชียงราย จังหวัดเชียงใหม และจังหวัดนครสวรรค จํานวนรวม 55 คน ภาคเหนือมีพืชผักทองถิ่นมาก ในศูนยสวนปานาบุญ 8 จังหวัดแพรจะปลูกพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็นแตสามารถปลูกพืชที่มีฤทธิ์รอน–เย็นไดเพราะมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร สามารถปลูกพืชเลี้ยงคนในคายไดดีมาก ซึ่งที่ผานมาจิตอาสา จะมารวมตัวกันไมมากเทาที่ควร เพราะแตละพื้นที่จะจัดทําคายยอย ๆ ของตน รวมตัวไดนอย ปจจัยมาจากการเดินทาง ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และนิสัยใจคอเย็น ๆ เอื้อ ๆ ไมคอยกลาเสนอแนะ ความคิดเห็น ไมคอยไดมีโอกาสพบปะพูดคุยกันบอยเพื่อรวมตัวกันทํา “อปริหานิยธรรม” จึงมีนอยและรับรูเรื่องราวเกี่ยวกับขอมูลขาวสารของสวนกลางที่ตองปรับเปลี่ยนอยูตลอดเวลา ภาคเหนือจะพบกันในคายใหญ ที่อาจารยบรรยายและที่คายพระไตรปฎกแฟนพันธุแทที่สวนปานาบุญ 1 อําเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร แตไดมีโอกาสปรับความเขาใจไดมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้นกวาเมื่อกอน โดยเฉพาะทีมกองบุญที่เกี่ยวกับการดูแลทรัพยสินของกองกลางที่มีความคลุมเครือ ภาคเหนือมักจะถูกตั้งคําถามบอยจนตองมีการพูดคุยกันตอหนาอาจารยหมอเขียวและพี่นองจิตอาสาภาคอื่น ๆ จนมาปลายป 2561 ก็ไดมีทีมจิตอาสามาเสริมเพิ่มเติม ทําใหกองทุนภาคเหนือมีความเจริญในธรรม เขมแข็งขึ้น และมีแนวทางในการปฏิบัติเขาหา “สาธารณโภคี” เพิ่มมากขึ้น ๆ ทํางานใหกองกลางมากขึ้น เสียสละมากขึ้น หันมาปรับพฤติกรรมละความเอาแตใจตนเองมาสูการเขาหาหมูกลุมมากขึ้น ใหหมูกลุมชวยตัดสินใจ ในประเด็นตาง ๆ มากขึ้น ไมทําตามอําเภอใจ ทําใหจิตอาสาภาคเหนือสามารถรวมตัวกันชวยเหลือกัน ไดมารวมกิจกรรมในศูนยใหญภาคเหนือ 4 ศูนย สลับแตะมือกันทํางานดวยใจเปนสุข อยูอยางสมานสามัคคีมากขึ้นทําใหวิถีชีวิตเรียบงายไมเรื่องมาก เอาตามมติหมูอยางเดียว พวกเราผอนคลายสบายขึ้น การพึ่งตน 7 มิติ สรุปไดวาการพึ่งตนเองใน 7 มิติ “ดานเศรษฐกิจ” ดูแลตนเองพึ่งตนเอง ปลูกพืชผัก สมุนไพรกินเอง ไรสารพิษ ประหยัด มีนอยแคพออยูพอกิน มาอยูอยางประหยัดเรียบงาย วิถีชีวิตคือดูแลตนเองพึ่งตนเอง เศรษฐกิจดี ไมใชอยูในสังคม ที่หรูหราเพราะวามีฐานะเศรษฐกิจดี แมเงินจําเปนแตไมใชทุกอยางของชีวิต ปลอดภัยเมื่อทํางาน ศูนยบาท ใหลดละกิเลสเรื่องกามอะไรก็ไมจําเปน ใชนอยลงมาก เอาของเกา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

PDF6. ส่วนหลั P.300-338.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF4. บทที่ 3 P. 123-141.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF3. บทที่-2 P.20-122.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF2. บทที่-1 P.1-19.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF010 บทที่ 4 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF09 บทที่ 3 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF08 บทที่ 2 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF07 บทที่ 1 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF03 บทคัดย่อ Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF01 ปก Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF013 ภาคผนวก Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563