08 บทที่ 2 Bunniyom.pdf

โฟลเดอร์PDF
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์857 KB
วันที่แก้ไข28 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยม งานวิจัยเรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกนี้ จะกล่าวถึงความเป็นมาของชุมชนชาวอโศก และแนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยมของสมณะโพธิรักษ์เป็นหลัก เป็นส าคัญ เหตุที่ผู้วิจัยกล่าวเช่นนี้ ก็เพราะได้ศึกษาค้นคว้าและพบข้อเท็จจริงว่า สมณะโพธิรักษ์ เป็นผู้ให้ก าเนิดระบบบุญนิยม เมื่อท่านเป็นต้นคิด เป็นต้นบัญญัติ ดังนั้น แนวคิดของสมณะโพธิรักษ์ที่ท่านได้พูด ได้บอก ได้กล่าว ได้แสดง ได้อธิบาย และได้ขยายความเอาไว้นั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาและวิจัย เพื่อค้นหาค าตอบเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่ระบบบุญนิยมเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสมณะโพธิรักษ์และชุมชนชาวอโศกโดยเฉพาะ ผู้วิจัยจึงมีความจ าเป็นที่จะต้องน าแนวคิดของสมณะโพธิรักษ์ที่บันทึกอยู่ในวารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ และหนังสือ เป็นต้น มาใช้อ้างอิงในงานวิจัยนี้ ดังนั้น ในบทที่ 2 นี้ ผู้วิจัยจะศึกษาแนวคิดการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยม ในประเด็นดังต่อไปนี้ 2.1 ความเป็นมาของชุมชนชาวอโศก 2.2 แนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก 2.3 แนวทางการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอุดมการณ์บุญนิยม 2.4 ระบบบุญนิยมน าไปสู่การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ทั้ง 4 ด้าน 2.5 ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาชุมชนชาวอโศก 2.6 สรุป 2.1 ความเป็นมาของชุมชนชาวอโศก ชุมชนชาวอโศก เป็นชุมชนที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ การเกิดขึ้นของชุมชนชาวอโศก เป็นผลมาจากการฟังธรรมของสมณะโพธิรักษ์ คือ เมื่อฟังธรรมแล้ว ก็พากันประพฤติปฏิบัติตามที่ท่านได้บอก ได้สอน เมื่อปฏิบัติแล้ว เกิดผลดี เป็นประโยชน์ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น จึงมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ที่สุดก็มารวมตัวกันโดยสัจธรรม โดยมีที่มาดังนี้ 2.1.1 ที่มาของค าว่า อโศก สมณะโพธิรักษ์บวชอยู่ที่ว

อ่านต่อ

ัดอโศการาม และค าว่า วัดอโศการาม มีค าว่า “อโศก” เป็นค าแรก ที่เป็นชื่อวัดที่ท่านได้บวช ได้อยู่ ได้อาศัย ได้ปฏิบัติธรรม ต่อมาก็มีคนนิมนต์ไปเผยแพร่ธรรมะที่วัดมหาธาตุ ท่านสมณะโพธิรักษ์ก็ไปแสดงธรรมอยู่ที่ใต้ต้น“อโศก” ณ ลานอโศก เป็นประจ า นี้คือ จุดเริ่มต้นที่เป็นชื่อ-เป็นนาม-เป็นค าเรียกคนที่มาปฏิบัติธรรมกับสมณะโพธิรักษ์ว่า “ชาวอโศก” เมื่อมีหมู่กลุ่มมากขึ้น ๆ ก็มีด าริที่จะช่วยกันท าหนังสือรายคาบ เพื่อเผยแพร่ธรรมะให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ละ 26 คนก็ช่วยกันคิดหาชื่อหนังสือ ก็ได้ค าว่า “อโศก”นี่แหละ เหมาะสมลงตัวที่สุด ทุกคนก็เห็นดีด้วย เพราะมีจุดสัมพันธ์กับค าว่า อโศก หลายจุด หลายเชื้อ และเมื่อมาร่วมกันท าหนังสือนิตยสาร ทุกคนจะต้องถอดตัวถอดตนกันทุกคน ไม่มีตัวตน ไม่มีใครเด่น ใครจะเขียนมากเขียนน้อยก็ตาม ไม่ต้องมีแม้แต่นามปากกาส่วนตัว ใคร ๆ ก็เป็นอโศก ใครจะเขียนเรื่องใดมาลง ทุกคนก็คือ“อโศก”กันทั้งนั้น ไม่มีของคนนั้น ของคนนี้ ของเรา ของเขา ให้มีนามปากกาเดียว คือ อโศก ทั้งผู้ท าอื่น ๆ ทั้งผู้เขียน ไม่ต้องมีนามปากกาอื่นใด ให้ทุกคนช่วยกันท าหนังสืออโศก ตกลงหนังสืออโศก ก็ท าโดยคนอโศกทั้งนั้น ทุกคนเป็นอโศก แม้แต่คนอ่าน จากนั้นหนังสืออโศก ก็พิมพ์ออกมาแจกจ่ายแพร่หลายมากขึ้น ค าว่า “อโศก” จึงเกิดเป็นรูป-เป็นร่างขึ้นมาอย่างนี้ กิจกรรมที่สมณะโพธิรักษ์พาท า ธรรมะที่พากันเผยแพร่ แบบอย่างที่พากันประพฤติปฏิบัติ พฤติกรรมทางกาย ทางวาจา และปฏิปทา ที่มีอยู่ เป็นอยู่ และด าเนินบทบาทอยู่ในสังคม จึงเป็นรูปแบบที่เรียกกันว่า แบบ“ชาวอโศก” แต่ละคนก็พากันเรียกตัวเองว่าเป็นชาวอโศก เมื่อเรียกกันบ่อย ๆ เรียกกันมาก ๆ ก็เกิดความเคยชิน ก็เลยใช้ค าว่า อโศก กันจนเป็นปกติ เป็นอัตโนมัติ คนที่พบเห็นลูกศิษย์สมณะโพธิรักษ์ ก็นิยมพูดกันว่า คนอโศก หรือชาวอโศก และคนที่เป็นชาวอโศกคนแรก ก็คือ คุณนัยนา เถระวงศ์ ที่กล่าวว่า เป็นคนแรก ก็เพราะว่า เมื่อฟังธรรมจากสมณะโพธิรักษ์ที่ใต้ร่มอโศก ณ ลานอโศก วัดมหาธาตุแล้ว ก็ปวารณาตัวเป็นลูกศิษย์และปฏิบัติธรรมตามแนวทางอโศกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา1 2.1.2 การเกิดขึ้นของชุมชนชาวอโศก สมณะโพธิรักษ์ กล่าวว่า เมื่ออาตมาศึกษาปฏิบัติจนเข้าใจ-มั่นใจ ก็กล้าที่จะถอนชีวิตจากเดิม กล้าทิ้งชีวิตในแนวทางเดิม ค าตอบของแนวทางใหม่ที่ได้ คือ “อาตมาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวน้อยลง หรือไม่เห็นแก่ตัวเลย ชีวิตไม่ต้องพึ่งความเห็นแก่ตัวอย่างทุนนิยม” และยิ่งเห็นความจริงชัดว่า “สิ่งที่ค้นพบ เป็นศาสนาพุทธที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ อาตมาก็น ามาประกาศเผยแพร่ให้คนได้ฟัง ให้คนได้เรียนรู้ตาม” นับตั้งแต่ประกาศศาสนามา ก็มีคนฟังธรรมรู้เรื่องและเข้าใจเพิ่มมากขึ้นๆๆ แล้วปฏิบัติตามจนเกิดมรรค-เกิดผล กระทั่งเกิดความชัดเจนในชีวิต จนเริ่มมีมากขึ้น ๆ ก็รวมตัวกันเป็นหมู่กลุ่ม ก่อตั้งเป็นพุทธสถานและชุมชนชาวอโศกขึ้นในที่ต่างๆ แล้วอยู่รวมกันแบบสังคมโดยธรรมชาติ ไม่แยกออกไปอยู่โดดเดี่ยวเหมือนฤาษี-ดาบส ที่แยกความจริงออกจากมนุษยชาติ ซึ่งโดยสัจจะแล้ว มนุษย์เป็นสัตว์โขลง อยู่กันเป็นสังคม มีวัฒนธรรม มีพิธีกรรม มีกิจกรรม มีพฤติกรรม ที่ผสมผสานกันอยู่ เกิดเป็นรูปแบบ เป็นประเพณี เป็นกระบวนการของกิจการต่าง ๆ ขึ้นมา ก็จะมีอาชีพ มีการงาน มีหลาย ๆ บริษัท หลาย ๆ งาน หลาย ๆ หน้าที่ จนในที่สุดก็กลายเป็น“ชุมชนชาวอโศก”ขึ้นมา ดังนั้น ชุมชนปฐมอโศก ชุมชนสันติอโศก หรือชุมชนอื่นๆ ของชาวอโศก จึงเกิดขึ้นเอง... โดยธรรมชาติของศาสนาพุทธ เมื่อหลายคนมาปฏิบัติธรรมอยู่รวมกัน เห็นในสัจจะอย่างเดียวกันว่า การให้ การเสียสละ 1สมณะโพธิรักษ์, สัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์ ภาค 3 ชาวอโศกเพื่อมวลมนุษยชาติ, (กรุงเทพมหานคร : อุษาการพิมพ์, 2556), หน้า 37. 27 การเกื้อกูล การช่วยเหลือ เป็นสิ่งที่ดี และพยายามปฏิบัติตาม กิเลสในตัวก็ลดลง บางคนลดได้มาก บางคนลดได้น้อย บางคนเห็นสัจจะถึงขีดแล้ว ก็จะเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มสังคม และถ้าฝึกตนจริงๆ ให้มีคุณธรรมจนถึงระดับอนาคามี ก็จะลด-ละ-เลิก ไม่สะสมทรัพย์สมบัติข้าวของต่างๆ ไว้มาก (การสะสมกักตุนเอาไว้มาก กินใช้เอง ก็ไม่หมด คนอื่นก็ขาดแคลน ไม่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ การสะพัดออก จึงดีกว่า) เพราะทรัพย์ของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่เงินทอง บ้านช่อง ข้าวของ สมบัติ แต่ทรัพย์ของมนุษย์ที่แท้จริง อยู่ที่ความขยัน ท าสิ่งที่มีคุณค่า แล้วไม่สะสมกอบโกย ถ้าเราขยัน แล้วสามารถกินน้อย-ใช้น้อยได้ ตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตนเองได้ ระบบชีวิตก็จะถูกสร้างขึ้น มีวิถีชีวิตด าเนินไปตามทฤษฎีมรรคมีองค์ 8 ระบบชีวิตความเป็นอยู่ ก็จะมีความเป็นอยู่ เพื่อลด-ละ-เลิก โลกียสุข แล้วค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็นสังคมที่มีระบบ ที่เรียกว่า ระบบบุญนิยม2 กล่าวโดยสรุปได้ว่า การเกิดขึ้นของชาวอโศก เป็นผลมาจากการฟังธรรมของสมณะโพธิรักษ์ แล้วเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ปวารณาตัวเป็นศิษย์ของท่าน แล้วพากันเรียกตัวเองว่า ชาวอโศก ส่วนการเกิดขึ้นของชุมชนชาวอโศก เกิดจากการที่ชาวอโศกอยากจะมีบ้านอยู่ใกล้ ๆ พุทธสถาน เพื่อจะได้ปฏิบัติธรรมอยู่ใกล้ ๆ กับสมณะของชาวอโศก 2.2 แนวคิดบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก แนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก เป็นแนวคิดที่เกิดมาจากสมณะโพธิรักษ์เป็นต้นราก ต้นเค้า เป็นระบบที่มีความสัมพันธ์กับพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง แนบแน่น เป็นเนื้อเดียวกัน เป็นระบบที่มีการน าหลักธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้าหรือพระเถระในพระไตรปิฎกมาเผยแพร่ และน ามาประกอบในการพูดคุย สนทนา และแสดงธรรมอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุที่สมณะโพธิรักษ์เป็นต้นบัญญัติของระบบบุญนิยม ผู้วิจัยจึงเห็นควรว่า น่าจะได้น างานเขียนและผลงานของสมณะโพธิรักษ์ที่ท่านได้กระท าเอาไว้มาอ้างอิงเป็นหลัก เหตุผลก็คือ ถ้าผู้วิจัยน างานเขียนของผู้ที่ไม่รู้จักระบบบุญนิยม หรือรู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง มาใช้ในงานวิจัยนี้ ก็อาจจะท าให้งานวิจัยผิดเพี้ยน ไม่ถูกต้อง หรือออกนอกระบบบุญนิยมไปเลยก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้น าแนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกมาใช้ในงานวิจัย ดังนี้ 2.2.1 ปฐมเหตุของบุญนิยม จากงานวิจัยของคุณรินธรรม อโศกตระกูล ได้กล่าวถึงระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกว่า เป็นแบบแผนการด าเนินชีวิต มีกิจวัตร มีระเบียบปฏิบัติที่รวมเรียกว่า วัฒนธรรม ที่มีแกนรากมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ในงานวิจัยนี้ มีข้อค้นพบว่า ระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก มีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับวิถีแห่งสังคมสงฆ์ 7 ประการ ดังนี้ 2เรื่องเดียวกัน, หน้า 276. 28 1) ลักษณะการปกครองสงฆ์สมัยพุทธกาล เป็นการร่วมกันท าหน้าที่ของพระภิกษุผู้อยู่ร่วมกันในอาวาสหนึ่ง ในลักษณะที่พระภิกษุทั้งหมด มีสิทธิเท่าเทียมกัน ความเป็นผู้น าของพระภิกษุที่รับหน้าที่ต่างๆ อยู่ที่คุณสมบัติทางธรรม ซึ่งได้รับการยอมรับตามธรรม 2) หลักการปกครอง คือ ถือเอาตามพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปกครอง 3) จุดประสงค์ของการปกครอง คือ เพื่อรักษาพระธรรมวินัย ซึ่งจะยังให้เกิดความเป็นอยู่ผาสุกของสงฆ์ เกื้อกูลให้พระภิกษุแต่ละรูปปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ได้โดยสะดวก และยังความเลื่อมใสแก่พุทธบริษัท 4) วิธีการปกครองซึ่งเป็นกลไกส าคัญที่สงฆ์สมัยพุทธกาลน ามาใช้ คือ การร่วมกันประชุมพิจารณา วินิจฉัย ตัดสิน แก้ไขปัญหา และด าเนินกิจกรรมต่างๆ 5) เพื่อให้กลไกการประชุมสามารถรักษาพระธรรมวินัยได้ สงฆ์จ าเป็นต้องส่งเสริมให้มีพระภิกษุฝ่ายธรรมวาที คือ ผู้กล่าวตามธรรม มากกว่าฝ่ายอธรรมวาที คือ ผู้กล่าวไม่เป็นธรรม โดยส่งเสริมให้พระภิกษุศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย 6) การปกครองสงฆ์สมัยพุทธกาล อาศัยคุณธรรมต่างๆ ของภิกษุสาวก คือ ความปรารถนาดีต่อกันในทางธรรม ความเอาใจใส่ทบทวนและช าระจิตใจของตนให้พร้อมที่จะท าหน้าที่เพื่อผู้อื่น และความพร้อมเพรียงกันท าหน้าที่โดยเห็นแก่ธรรมเป็นหลัก 7) ระเบียบปฏิบัติต่างๆ หรือกระบวนการใดๆ ก็ตาม ล้วนเกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาธรรมและปฏิบัติธรรม เพื่อสร้างภิกษุธรรมวาที ลักษณะการปกครองของสงฆ์ทั้ง 7 ประการนี้ ปรากฏชัดเจนในชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี อันประกอบด้วยสมาชิกทั้งที่เป็นนักบวชชาย เรียกว่า สมณะ นักบวชหญิง เรียกว่า สิกขมาตุ คนวัดชาย คนวัดหญิง และชาวชุมชน บุคคลเหล่านี้ด ารงตนตามหลักธรรมของพุทธศาสนาที่สมณะโพธิรักษ์น ามาอธิบาย ขยายความ และปฏิบัติตนเป็นต้นแบบ แล้วสร้างระบบสังคมขึ้น เรียกว่า ระบบบุญนิยม ระบบบุญนิยมจึงเป็นนวัตกรรมสังคมที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาพุทธ3 2.2.2 ต้นแบบระบบบุญนิยม ระบบบุญนิยม มีแนวคิดที่มีพัฒนาการมาจากระบบสังคมสงฆ์สมัยพุทธกาล หลังจากสมณะโพธิรักษ์อุปสมบทเมื่อ พ.ศ.2513 ที่วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ และปฏิบัติตามจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล4 มีผู้เข้ามาศึกษาและปฏิบัติตามมากขึ้น บางคนศรัทธาแรงกล้าถึงกับออกบวช เหตุที่ใช้ค าว่า ศรัทธาแรงกล้า เนื่องจากผู้ที่ให้สมณะโพธิรักษ์บวชให้ จะต้องตั้งใจบวชตลอดชีวิต อีกทั้งก่อนบวช 3รินธรรม อโศกตระกูล, “ระบบบุญนิยมในชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี : นวัตกรรมสังคมจากภูมิปัญญาพุทธ”, โครงการวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, (กระทรวงวัฒนธรรม : ส านักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ), 2549, หน้า 33. 4ที.สี. 9/103-120/59-66. 29 จะต้องสละทรัพย์สินทั้งหมด ผู้ที่แต่งงานแล้ว จะต้องหย่าให้ถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อบวชแล้วก็ต้องปฏิบัติตามจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เช่นเดียวกัน และอยู่ร่วมกันตามแบบสังคมสงฆ์สมัยพุทธกาล สังคมสงฆ์สมัยพุทธกาล มีวิถีชีวิตแบบสาธารณโภคีที่สมบูรณ์ คือ เครื่องกินเครื่องใช้ที่พระภิกษุได้รับมา จะจัดเก็บไว้เป็นส่วนกลาง มีพระภิกษุที่ได้รับการการแต่งตั้งจากสงฆ์ มีหน้าที่ดูแลงานต่างๆ เช่น ผู้แต่งตั้งเสนาสนะและแจกภัตตาหาร5 ผู้รักษาเรือนคลัง ผู้รับจีวร ผู้แจกจีวร ผู้แจกข้าวยาคู ผู้แจกผลไม้ ผู้แจกของเคี้ยว ผู้แจกของเล็กน้อย ผู้แจกผ้า ผู้แจกบาตร ผู้ใช้คนวัด ผู้ใช้สามเณร6 และการแบ่งของกินของใช้กันนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน (สาราณียะ) เป็นเครื่องกระท าให้เป็นที่รัก (ปิยะกรณะ) เป็นเครื่องกระท าให้เป็นที่เคารพ (ครุกรณะ) เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน (สังคหายะ) เพื่อความไม่วิวาท (อวิวาทายะ) เพื่อความพร้อมเพรียงกัน (สามัคคิยา) เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (เอกีภาวายะ) ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 ประการ คือ 1) มีกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 2) มีวจีกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 3) มีมโนกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง 4) แบ่งปันลาภที่ได้มาโดยธรรม รวมทั้งอาหารในบาตร ให้เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล 5) มีศีลเสมอกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลังอยู่ 6) มีทิฐิเสมอกับเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ทั้งต่อหน้าและลับหลัง7 สาราณียธรรม 6 ประการนี้ เป็นธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึง เป็นหัวใจของสังคมสงฆ์ ทิฏฐิสามัญญตา หมายถึง ความเห็นที่เสมอกัน ความเข้าใจที่จะน าสัตว์ออกจากทุกข์ เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์ตรงกัน เมื่อมีความเห็นและความเข้าใจตรงกัน ก็จะมีศีลหรือการประพฤติปฏิบัติที่สอดคล้องกันด้วย คือ มีศีลสามัญญตา เมื่อสพรหมจารีทั้งหลาย มีทิฐิสามัญญตาและศีลสามัญญตาเสมอกัน ย่อมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จนเป็นเหตุให้ความโลภ ความโกรธ ความหลง ลดลง ที่สุดย่อมถึงความสิ้นทุกข์ หมดกิเลส หมดความยึดมั่นถือมั่นในตนและความเป็นของของตน จะไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนตัว จะแบ่งปันของกินของใช้ให้ส่วนรวม คือ สาธารณโภคี ส่วนพฤติกรรมต่าง ๆ ทั้งกาย วาจาและใจ ก็จะเป็นไปด้วยความเมตตา คือ มีเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรม และสงฆ์ของพุทธสถานราชธานีอโศก ก็ปฏิบัติตามสาราณียธรรมเหล่านี้ เป็นต้นแบบระบบบุญนิยมของชุมชนราชธานีอโศก8 5วิ.จู. 6/592/271. 6วิ.จู. 7/326-335/95-99. 7ที.ปา. 11/317/211. 8รินธรรม อโศกตระกูล, “ระบบบุญนิยมในชุมชนราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี : นวัตกรรมสังคมจากภูมิปัญญาพุทธ”, อ้างแล้ว, หน้า 58. 30 2.2.3 การเปิดเผยระบบบุญนิยม สมณะโพธิรักษ์ ผู้น าชาวอโศก ได้น าเสนอเนื้อหาแท้ของ “บุญนิยม” ไว้ในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร คอลัมน์ข้าพเจ้าคิดอะไร? ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2538 การน าเนื้อหาแท้ของบุญนิยมมาเปิดเผยในครั้งนี้ ท่านยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็น“ความรู้ของข้าพเจ้า”เอง ไม่ใช่ความรู้ของผู้อื่น หรือเอามาจากที่อื่นใด ๆ เลย และความในใจที่สมณะโพธิรักษ์ได้กล่าวไว้ มีดังนี้ “ระบบบุญนิยมนี้ ข้าพเจ้ามีความเชื่อมั่นในใจจริง ๆ ว่า จะช่วยสังคมมนุษยชาติที่ถูกพิษและฤทธิ์ของระบบทุนนิยม ก าลังต้อนเข้ามุมอับอยู่ในปัจจุบันนี้ได้แน่ ๆ หากประชาชนได้ศึกษาช่วยวิจัยต่อ และอบรมฝึกฝน ร่วมมือสร้างสรรให้เกิดให้เป็นผู้เจริญตามระบบบุญนิยมนี้กัน จนมีคุณภาพ (quality) และปริมาณ (quantity) เพียงพอ ตอนนี้คนจะเห็น จะรู้ ยังยากอยู่ ยิ่งจะเชื่อตาม ยิ่งยากใหญ่ เพราะยังมีผู้พอรู้พอเป็น หรือด าเนินชีวิตในระบบบุญนิยมได้แล้ว จ านวนน้อยเหลือเกิน เฉพาะอย่างยิ่ง คนทั้งหลายเกือบทั้งโลกทุกวันนี้ ก็ล้วนด าเนินชีวิตกันอยู่ด้วยระบบทุนนิยมอย่างสนิทสนมและตายใจว่า ไม่เห็นจะมีระบบอะไรอื่นอีกเลยที่เป็นทางเลือกหรือทางรอดกัน ส่วนผู้ที่เห็นและเข้าใจได้ว่า ระบบทุนนิยมก าลังเข้ามุมอับ ไปไม่รอด ช่วยมนุษยชาติในโลกให้เกิดสุขสันติอย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นสังคมที่ดีตามอุดมการณ์ไม่ได้นั้น ก็ยังมีน้อยอยู่ด้วย จึงเป็นเรื่องยากที่ยากสุด ๆ จริง ๆ แต่ก็ยังไม่เห็นทางออกอื่นใดเลยที่จะดีกว่า ต้องปรับตัวมาเป็นระบบบุญนิยมนี้ให้ได้ แล้วสังคมมนุษยชาติในโลกไปรอดแน่ ๆ9 จากการศึกษาของผู้วิจัย พบว่า สมณะโพธิรักษ์บวชเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2513 หลังจากบวชได้ไม่นาน ก็ได้เผยแพร่แนวคิดเรื่องบุญนิยมมาโดยตลอด จนกระทั่งถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2538 เป็นระยะเวลาห่างกัน 25 ปี จึงได้น าเสนอเนื้อหาบุญนิยมแท้แบบมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือพิมพ์เราคิดอะไร เป็นการน าเสนอแนวคิดบุญนิยมแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้เร่งรีบอะไร โดยภาพรวมแล้ว แนวคิดบุญนิยมนี้ จะอยู่เฉพาะในหมู่กลุ่มสังคมของชุมชนชาวอโศก ซึ่งอยู่ในแวดวงที่ค่อนข้างจะแคบมาก ๆ จนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2557 สมณะโพธิรักษ์ จึงได้ประกาศระบบบุญนิยมอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยท่านได้พูดถึงเหตุผลในการเปิดเผยระบบบุญนิยมในครั้งนี้ไว้ว่า “อาตมาตั้งเจตนาและตั้งความมุ่งหมายใหม่แล้ว คือ ตั้งใจไม่สงวนความเป็นบุญนิยมไว้แต่ในหมู่ หรือสงวนไว้แต่ในขอบเขตจ ากัดเหมือนแต่ก่อนแล้ว ไม่สงวนตัวอย่างเก่าแล้ว แต่ก่อนนั้น ระบบบุญนิยมที่ปฏิบัติอยู่ชุมชนชาวอโศก ยังไม่ได้เปิด ยังไม่ได้เผย เพราะชุมชนชาวอโศกยังไม่พร้อม ยังปฏิบัติตนเองในกลุ่มหมู่ของตนเอง 9สมณะโพธิรักษ์, “ข้าพเจ้าคิดอะไร?”, เราคิดอะไร, ปีที่ 1 ฉบับที่ 24 (กันยายน 2538) : 15. 31 อยู่เท่านั้น ยังฟูมฟักกันและกัน ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวอยู่ ความมีสภาพของบุญนิยมที่เกิดจริงเป็นจริงได้ในตัวของบุคลากรแต่ละคนก็ดี ทั้งที่เกิดจริงเป็นจริงได้ในหมู่มวลแสดงภาวะองค์รวมจนผนึกเป็นปึกแผ่นก็ดี ทั้งคุณสมบัติหรือคุณวุฒิในความเป็นบุญแบบพุทธอย่างสัมมาทิฏฐิก็ดี หรืออื่น ๆ อีกนั้น เขาต้องมีคุณธรรมถึงขั้นคุณวิเศษ และจะต้องมีคุณนิธิ หมายถึง ผู้มีคลังแห่งความดีเพียงพอ กระทั่งมีคุณราศี หมายถึง คุณธรรมที่มีนั้น ๆ ต้องมีมากจนแผ่พลังออกไปให้ผู้อื่นสัมผัสได้พอสมควร เมื่อคนสัมผัสแล้ว จึงจะพอรับได้ รู้ได้บ้าง จะต้องมีคุณนั้นก่อนจะเปิดตัว และขอย้ าก าชับนะว่า คุณสมบัติหรือคุณวุฒิของบุญนิยมนั้น ต้องเป็นคุณธรรมขั้นคุณวิเศษ ดังนั้น บุญนิยมแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ จึงเป็นอุตริมนุสสธรรม คือ เป็นคุณวิเศษ เพราะคุณ ประโยชน์ที่ว่านี้ มีทาน ศีล ภาวนา ขั้นโลกุตระ มิใช่แค่โลกียะเท่านั้น แต่เป็นคุณอันมีคุณค่าเข้าขั้นคุณธรรมต้องส าเร็จผลถึงจิตใจได้สละกิเลสจางคลายหรือหมดไปจริง ที่เรียกว่า คุณวิเศษ (อุตตริมนุสสธรรม) ปานนั้นทีเดียว ซึ่งคุณวิเศษนั้น มิใช่คุณธรรมแค่สามัญธรรมดา แต่เป็นคุณธรรมที่สามารถช าระกิเลสได้ส าเร็จจริง แล้วตกผลึกอยู่ในจิต ต้องมีคุณประโยชน์ถึงขั้นนี้เป็นตัวชี้บ่งคุณค่าแห่งคุณประโยชน์ และต้องเป็นชนิดที่สัมผัสแตะถูกตัวตน (อัตตา) จริงๆ แท้ๆ ของกิเลสสันดานนั้น ๆ ด้วย แล้วช าระสันดานนั้นได้ จึงจะนับว่า เข้าขั้นที่เราหมายถึง นี่คือ “บุญ” ผู้ได้บุญ ต้องได้คุณธรรมขั้นนี้ ในความเป็นบุญนิยม เรามีเนื้อหากันตามที่ว่านี้10 2.2.4 ความหมายของบุญ ค าว่า “บุญ”นี้ มีนักปราชญ์หลายท่านได้ให้ความหมายของบุญตามนัยทางพระพุทธศาสนาไว้ ดังนี้ ค าว่า “ปุญฺญ” ในพจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ (เทียบ เวท. (ตอนหลังๆ) ปุณฺย เป็นประโยชน์, ดี; รากศัพท์ไม่ชัดเจน, อาจเป็นค าพูดท้องถิ่น. ค านี้ท่านธรรมปาละอธิบายเป็น สนฺตาน ปุนาติ วิโสเธติ, คือ ช าระจิตสันดานให้หมดจด ค าอธิบายนี้แปลกทีเดียว) หมายถึง บุญ, กรรมดี, ความดี, กุศล : ถือเป็นมูลและเงื่อนไขของการไปเกิดในสวรรค์ และภาวะที่มีความเกษมส าราญในอนาคต, การเสพสุขเช่นนี้ (และระยะเวลา) ขึ้นอยู่กับผลบุญที่สั่งสมมาในชาติปางก่อน. เกี่ยวกับชาติปัจจุบันนี้ มีคุณลักษณะที่น าไปสู่การสร้างบุญได้ถึง 3 วิธี, กล่าวคือ ทาน, สีล, ภาวนา หรือการมีใจคอกว้างขวาง, ความประพฤติดีมีศีลธรรม และการบ าเพ็ญภาวนา11 10สมณะโพธิรักษ์, “ข้าพเจ้าคิดอะไร?”, เราคิดอะไร, ปีที่ 24 ฉบับที่ 11 (กันยายน 2561) : 28. 11สมาคมบาลีปกรณ์, พจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ: ฉบับภูมิพโลภิกขุ, พิมพ์ครั้งที่ 2, (กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิภูมิพโลภิกขุ, 2556), หน้า 2416. 32 พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ให้ความหมายว่า “บุญ” คือ การกระท าดีตามหลักค าสอนในพระพุทธศาสนา ความดี คุณงามความดี12 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า “บุญ” คือ เครื่องช าระสันดาน ความดี กรรมดี ความประพฤติชอบทางกาย วาจา และใจ กุศลกรรม ความสุข กุศลธรรม13 พุทธทาสภิกขุ ให้ความหมายว่า “บุญ” มีความหมายชั้นส าคัญสูงสุดว่า เป็นเครื่องช าระชะล้างซึ่งบาป ถ้าถือเอาว่า บุญเป็นเครื่องช าระชะล้างซึ่งบาปแล้ว ไม่มีทางที่จะผิด14 พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) แปลความหมาย “บุญ” ไว้ว่า สิ่งที่ช าระจิตสันดานให้หมดจด และให้ความหมายว่า “บุญ” คือ ความดี ความถูกต้อง ความสะอาด กรรมดี กรรมงาม เมื่อท าแล้วเป็นเหตุให้ผู้ท ามีจิตใจสบาย มีความสุข ความเจริญก้าวหน้า ความบริสุทธิ์ ความหมดจดผ่องใส จนถึงเป็นเหตุให้ถึงสุคติภูมิ และให้ถึงความสิ้นกิเลสได้ มีความหมายตรงข้ามกับบาป15 กล่าวโดยสรุปได้ว่า บุญ หมายถึง เครื่องช าระล้างบาป ให้หมด ให้สูญ ไปจากจิต จนจิตสะอาด บริสุทธิ์ หมดจด ผลที่เกิดจากการช าระชะล้างซึ่งบาปได้แล้ว เป็นความดี เป็นกรรมดี ท าให้เกิดความประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ ท าให้เจริญก้าวหน้า เข้าถึงสุคติภูมิ 2.2.5 ความหมายและสารัตถะของบุญในระบบบุญนิยม ค าว่า บุญ ที่คนทั่ว ๆ ไป รับรู้และเข้าใจนั้น หมายถึง ความดี ความถูกต้อง กรรมดี เมื่อท าแล้วเป็นเหตุให้ผู้ท ามีจิตใจสบาย มีความสุข มีความเจริญก้าวหน้า และมีน้อยคนที่จะเข้าใจว่า บุญนั้นท าให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ถึงความสิ้นกิเลสได้ ส่วนค าว่า บุญ ที่สมณะโพธิรักษ์หยิบยกขึ้นมาอธิบายและขยายความนั้น มีทั้งส่วนที่เหมือนกันและแตกต่างกัน ส่วนที่แตกต่างกันนั้น เป็นความแตกต่างที่มีนัยส าคัญและมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะมาก เนื้อหาสาระของบุญที่สมณะโพธิรักษ์ได้พูดไว้ก็ดี ได้บอกกล่าวไว้ก็ดี ได้แสดงไว้ก็ดี ได้บรรยายหรือได้เขียนไว้ก็ดี ผู้วิจัยเห็นว่า นักวิชาการด้านพุทธศาสนา หรือพุทธศาสนิกชน ควรให้ความส าคัญและควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ความหมายของค าว่า บุญ ในระบบบุญนิยม ที่ชาวอโศกศึกษาและประพฤติปฏิบัติกันอยู่นั้น มีดังนี้ 1) เขตของบุญ พุทธศาสนานั้น เป็นโลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ แม้จะเป็นคุณงามความดีมากมายปานใด แต่ถ้ายังเป็นแค่กุศลขั้นโลกียะเท่านั้น ก็ยังจัดเป็นบุญไม่ได้ เราจะรู้ว่า คุณงามความดีที่ท านั้น จะเป็นบุญ 12ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554, 25 เมษายน 2563, http://www.royin.go.th/dictionary/. 13พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ 23, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ผลิธัมม์, 2558), หน้า 183. 14พุทธทาสภิกขุ, บุญที่แท้จริง, อ้างแล้ว, หน้า 15. 15พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม, 2551), หน้า 466. 33 หรือเป็นกุศล ก็จะต้องดูกันที่เนื้อหา ถ้ามีการช าระกิเลสได้ในขณะที่มีการปฏิบัติอยู่นั้นจริง จึงจะนับว่าเป็นบุญ เข้าขั้นโลกุตระ ถ้าได้แค่คุณงามความดี ก็เป็นกุศลของกัลยาณธรรม ยังไม่นับว่าเป็นบุญ ยังไม่เข้าขั้นอริยธรรม เป็นโลกุตระ ค าว่า บุญของพุทธนั้น จ ากัดขอบเขตไว้ชัดเจนยิ่งว่า เป็นโลกุตระเท่านั้น ไม่ใช่คุณธรรมระดับโลกียะ นี่คือ การชี้เขตของความเป็นบุญ16 2) บุญระดับโลกุตระ ค าว่า บุญ มาจากบาลีว่า ปุญญ มีหน้าที่ช าระกิเลสหรืออกุศล (บาป) ที่สั่งสมอยู่ในจิตสันดาน ให้ออกไป ๆ จนหมดสิ้น จนดับสูญ เหลือแต่จิตสะอาดบริสุทธิ์หมดจดเท่านั้น เป็นโลกุตรศาสตร์แท้ บุญ คือ ความช าระกิเลส เป็นนามธรรม เป็นโลกุตระ เมื่อบุญท าหน้าที่ได้ช าระกิเลสนั้นแล้ว บุญก็จะไม่อยู่ บุญนั้นใช้จบแล้ว ก็หมดไป ไม่มีอีกต่อไป เมื่อบุญได้ท าหน้าที่ช าระกิเลสนั้น ๆ เสร็จ จบกิจ-จบหน้าที่แล้ว บุญก็สูญสิ้นไปทันที บุญนั้นพลันหายวับไป ไม่เหลืออยู่อีก ไม่มีอะไรตกค้างเป็นเศษเลย แม้ธุลีหมอง หรือธุลีเริง จึงเกษมสุดยอด บุญท างานเสร็จหน้าที่ลง ก็จะหมดหน้าที่ และไม่มี ไม่อยู่ ไม่เกิด ในที่ไหนอีกต่อไป บุญไม่มีความเป็นสมบัติ สะสมไม่ได้ เป็นภาวะที่มีไม่ได้ ไม่เช่นนั้น บุญจะกลายเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงกัน หรือท าความเข้าใจผิดให้แก่คน17 3) บุญที่สูงกว่าโลกียะ บุญมิใช่การยึดอามิสเป็นจุดหมาย หรือการได้ลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขโลกีย์มาให้แก่ตนเลย แต่เป็นนิรามิสแท้ ๆ คือ ไม่ยึดติดอามิส ไม่หลงว่าจะได้หรือไม่ได้ลาภ ยศ สรรเสริญ สุขโลกีย์ยิ่งขึ้น บุญหรือปุญญะ ไม่ใช่สมบัติโลกีย์ ไม่ใช่คุณธรรมแค่โลกีย์ ทว่าเป็นคุณสมบัติระดับโลกุตระ อภิสังขารที่จะมีผลบุญ ก็เป็นงาน เป็นกิจเดียวกัน ที่จัดการหรือปรับปรุงขั้นโลกุตระ จึงจะเป็นอภิสังขาร ที่เป็นสังขาร เจริญเป็นบุญ ซึ่งเป็นโลกุตรสมบัติ ไม่ใช่โลกียสมบัติ อันไม่ใช่สังขารระดับแค่โลกียะขั้นกุศล

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

PDF6. ส่วนหลั P.300-338.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF5. บทที่ 4 P.142-273.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF4. บทที่ 3 P. 123-141.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF3. บทที่-2 P.20-122.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF2. บทที่-1 P.1-19.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF010 บทที่ 4 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF09 บทที่ 3 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF07 บทที่ 1 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF03 บทคัดย่อ Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF01 ปก Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF013 ภาคผนวก Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563