3. บทที่-2 P.20-122.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของ การวิจัยในครั้งนี้ศึกษา รูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตน จิตอาสาแพทยวิถีธรรม ผูวิจัยไดศึกษา คนควา เอกสาร ตําราวิชาการ ทบทวนวรรณกรรม แนวคิดทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวของ เพื่อเปนแนวทางในการศึกษาวิจัยและเปนแนวทางในการวางแผน เพื่อกําหนดกรอบแนวคิดและชวยอภิปรายถึงปรากฏการณที่จะเกิดขึ้นใหละเอียดและสมบูรณยิ่งขึ้นโดยมีเนื้อหาและมีประเด็นที่เกี่ยวของ ประกอบดวย 1. แนวคิดหลักที่ 1 การบริหารเชิงระบบ 1.1 แนวคิดการบริหาร 1.2 แนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย 1.3 แนวคิดดานศักยภาพ 2. แนวคิดหลักที่ 2 การบริหารทรัพยากรมนุษยแนวพุทธ 2.1 แนวคิดการพึ่งตน 2.2 แนวคิดจิตอาสา 2.3 องคการแพทยวิถีธรรม 3. บริบทพื้นที่ศึกษา 4 ศูนย จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดแพร จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสุพรรณบุรี และพื้นที่ทดลองรูปแบบ ที่ “ภูผาฟาน้ํา” จังหวัดเชียงใหม 4. งานวิจัยที่เกี่ยวของ 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยตางประเทศ แนวคิดหลักที่ 1 การบริหารงานเชิงระบบ แนวคิดการบริหาร แนวคิดการบริหารของ Pugh ทฤษฎีการจัดการแบบใหมซึ่งในวงการบริหารงานถือวาเปนสิ่งที่มีความสําคัญตอการบริหารงานเปนอยางยิ่ง เมื่อเรายอมรับกันวาการจัดองคการนั้นเปนการรวมเอาสังคมวิทยาซึ่งหมายถึงสภาพทางสังคม การปกครอง เศรษฐศาสตร การเมืองประชากรศาสตร 21เอามาไวดวยกัน สิ่งที่นักบริหารจะตองนํามาใช เปนพื้นฐาน ในองคกรหนึ่ง ๆ จะตองนําเอาทฤษฎีตาง ๆ ของจิตวิทยามาใชเพราะวาในองคการตองประกอบดวยคน เมื่อองคการทุกองคการประกอบดวยคน ยอมจําเปนที่ตองศึกษาในเรื่องของคน ดังนั้นจึงกลาววา การศึกษาทฤษฎีการจัดการองคการนั้นคือการศึกษาโครงสรางและหนาที่ขององคก
อ่านต่อ
ารศึกษาพฤติกรรมของกลุมและของบุคคลภายในกลุม คํากลาวนี้จึงไดพยายามศึกษาถึงทฤษฎีการจัดองคการและการจัดระบบแผนใหม ซึ่งถือวาเปนวิทยาศาสตรแขนง ในการศึกษา ทฤษฎีไดเนนหลักการสําคัญ 2 หลักการ คือ 1. ทางดานสังคมวิทยา พบวาการที่จะดําเนินการบริหารงานไดนั้นสังคมวิทยามีสวนชวย ไดมากและบุคคลทั่วไปในสังคมก็มีความปรารถนา ที่จะปฏิบัติงานในสังคมที่มีระบบ โดยธรรมชาติ ของการจัดองคการจะตองมีการตอบสนอง และหรือผลักดันตามความตองการของสังคมซึ่งเปนผล ทําใหเกิดแบบแผนหรือกฎเกณฑขึ้น และนําผลหรือกฎเกณฑนั้นมาใชในทางปฏิบัติงานในระบบงานขององคการ สําหรับแรงผลักดันที่เกิดขึ้นในสังคมมีหลายอยางเชน เศรษฐกิจของตลาด ลัทธิการปกครอง กฎหมาย เทคโนโลยีสิ่งเหลานี้เปนสิ่งที่มีอิทธิพลตอการดําเนินงานขององคกรดวยกันทั้งสิ้น การจัดระบบงานและจัดองคการจึงตองอาศัยพื้นฐานของสังคมวิทยาเปนอันมาก ซึ่งอาศัยพื้นฐานของสังคมวิชาดังกลาวแลว ผนวกเขากับพื้นฐานทางจิตวิทยา ทฤษฎี S-R bond ไดกําหนดให 0 คือ ตัวกลางแกนกลางของ S และ R โดยกําหนดให S คือ Society และ R คือ Result ซึ่งหมายถึงผลสําเร็จที่เกิดขึ้นตามจุดมุงหมายขององคการหรือมาตรฐานการครองชีพที่สูงกวาปกติทั่วไป หรือการคาดหวังในชีวิต ที่ยาวนานขึ้น สิ่งเหลานี้ คือ R ที่ไดตั้งขึ้นเพื่อใหเห็นถึงอิทธิพลของสังคมวิทยา 2. ทางดานจิตวิทยา ที่ตองนํามาใชในทฤษฎีการจัดองคของ Pugh ซึ่งไดผลมาจากการศึกษาคนควาของเขาที่ ไดพบความจริงอยางหนึ่งวาการใชจิตวิทยาในการบริหารงานและในการจัดองค ไมวาจะเปนองคการชนิดใหญหรือองคการชนิดเล็ก หรือสวนขององคการมีความจําเปนอยางยิ่งในการจัด องคการแผนใหมและในแงของการจัดระบบองคการแบบวิทยาศาสตร สภาวการณของจิตวิทยา ในการจัดองคการ เกิดขึ้นไดเพราะ ในองคการทุกประเภท ยอมประกอบขึ้นดวยบุคคลตางระดับ จึงจะพบวาในการจัดองคการจึงตองอาศัย พื้นฐานทางจิตวิทยาในทุกแงทุกมุมตั้งแตสวนใหญมาหาสวนยอย หากรูวาเปนเรื่องเล็ก ๆ ไมควรนํามาสนใจ ก็ถือวาเปนความคิดที่ผิด ความมุงหมายของการจัดโครงการหรือการบริหารงาน คือ เพื่อใหไดผลผลิตที่ดีที่สุด ลักษณะของสังคมวิทยาและจิตวิทยาตามที่ Pugh ใหความสําคัญตอการบริหารงานในองคการและตามทฤษฎีบริหาร ในที่นี้จะกลาว 2 ทฤษฎี คือ 1) ในรูปทฤษฎีกลุม (Group Theory) และทฤษฎีเอกัตภาพ (Individual Theory) ในองคการทุกองคการ ไมวาจะเปนองคการที่มีวัตถุประสงคแบบใด 22การปฏิบัติงานตองคํานึงถึงจํานวน ปริมาณ และคุณภาพและระยะเวลาที่ผูปฏิบัติงานแตละคนเปน ผูรับภาระรับผิดชอบ โดยคํานึงถึงสมรรถภาพของกลุมซึ่งหมายถึง สมรรถภาพที่ผูทํางานในกลุมปฏิบัติงานรวมกัน มิใชปฏิบัติงานเพียงคนเดียว ในระบบงานปจจุบัน ใหความสําคัญกับการปฏิบัติงานรวมกันเปนกลุมเปนกอน มีลักษณะงาน ผูรวมงานเปนศูนยกลาง (Employee–Centered) มากกวาเอางานเปนศูนยกลาง (Job–Centered) จึงตองการกระตุน มีการพิทักษรักษา สงเสริมและรวมมือเพื่อเกิดผลผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 2) ทฤษฎีเอกัตภาพ (Individual Theory) การบริหารตามทฤษฎีนี้ตองทําใหบุคคลที่เปนสมาชิกขององคการแตละคนได มีโอกาสที่จะเพิ่มพูนพฤติกรรมทางดานความสามารถ ความรูทักษะ และประสบการณในการที่เพิ่มพูนความรูใหแกสมาชิก จึงจําเปนตองมีการฝกอบรม ผูทํางานใหรูจักหลักการที่จะปฏิบัติงานอยางมีประสิทธิที่สูงยิ่งขึ้นนั้นหมายถึงในทุกกลุมในองคการหนึ่งจะตองไดรับการฝกอบรม และการเสริมสรางพฤติกรรมของบุคคลในองคการ มีกระบวนการแนะแนวชวยใหบุคคลไดมีความรูสึกเปนมิตรที่ดีตอองคการที่ตนปฏิบัติงานอยู (เจริญผล สุวรรณโชติ 2544: 140–152) ความหมายการบริหารจัดการทั่วไป การบริหารจัดการทั่วไปเปนการจัดการที่เปนระบบโปรงใส ทันสมัยอยูตลอดเวลา (จาลักษณ ขุนพลแกว 2550: 2) การบริหารจัดการหมายถึง วิธีการดําเนินการเพื่อสนับสนุนการทํางานที่ดีของบุคลากรในองคการตาง ๆ มีเปาหมายชัดเจนเพื่อการบรรลุผลอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (เจษฎา โควสุรัตน 2562: 53) ซึ่งการบริหารจัดการจะเปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดลอมนั้น ๆ มีการรวมมือ สามัคคี ทํางานเปนทีม ชวยกันวางแผน แกปญหา และรวมกันกําหนดวิธีการจัดการในรูปแบบตาง ๆ (กัลยาณี สูงสมบัติ 2551: 1) การบริหารงานจะตองรูอดีตที่ผานมา มีความรูที่สะสมมาและสามารถปรับตัวกับสถานการณ ผูบริหารจะแววไว ปรับตัวที่ดีเพื่อสรางพื้นฐานสูการพัฒนา (เนตรพัณณา ยาวิราช 2553: 19) และกระบวนการจัดการเปนกลไกหลักของการดําเนินงานตามแผนและบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดในองคการ บริหารจัดการหนาที่การทํางาน แบงงานกันทํา โดยทํางานที่ตนเองถนัดและรับผิดชอบ มีแนวการคิดแบบกาวหนา มีความคิดสรางสรรค รวมมือรวมใจ รวมคิดปรับสูความเจริญ สูความกาวหนาที่ดีขึ้นเปนลําดับ ๆ (กัลยาณี สูงสมบัติ 2551: 2) สรุปไดวา การบริหารจัดการหมายถึง การพยายามสรางสรรค ออกแบบสิ่งที่ดีในวิธีการดําเนินการของกิจการตาง ๆ เปนการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งหมดในองคการ ดวยการบริหารจัดการอยางเปนระบบ แบงงานกันทําตามความเหมาะสม โดยทํางานที่ตนเองถนัดหรือรับมอบหมาย มาเปนการจัดการสรางแนวทางปฏิบัติใหกับบุคลากรในองคการอยูอยางเปนสุข ประสานงาน 23เชื่อมโยงอยางลงตัวกับผูบริหารหรือผูนํา เพื่อนรวมงาน และสิ่งแวดลอมรอบตัว รวมคิด รวมวางแผน พรอมปฏิบัติพรอมยกเลิกปรับเปลี่ยนสูความเจริญ การบริหารจัดการที่ดี แนวทางการจัดการที่ดีนั้นไมมีเสนทางเดียว ขึ้นอยูกับสถานการณและสิ่งแวดลอม ที่แตกตางกันไปมีดังนี้ 1) การกระจายอํานาจ มีการมอบหมายงานกับผูอื่น ๆ ที่รองลงมา มีอิสระในการตัดสินใจ ภายใตงานที่ไดรับมอบหมายเปนการกระจายอํานาจ แบงงานอยางเหมาะสม 2) การบริหารยึดวัตถุประสงค มีทิศทางทํางานที่ชัดเจน รูหนาที่ ทํางานเปนทีม มีการประสานงานระหวางเปาหมายขององคการและของบุคคล มีการใหโอกาสมีสวนรวมใน กระบวนการกําหนดเปาหมาย การตัดสินใจ สามารถควบคุมตนเอง เปนกระบวนการตั้งแตการกําหนดวัตถุประสงค การไดรับมอบหมาย รับผิดชอบงาน ตรวจสอบได 3) เปนสังคมแหงความรู มีกระบวนการสงเสริม แสวงหาความรูใหม ๆ โดยผานสื่อทุกรูปแบบ สรางความรู สรางทักษะและพัฒนา และสามารถถายทอดความรู ในการบริหารการจัดการ การใชเทคโนโลยีสื่อสาร เพื่อเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพ นําไปปฏิบัติ หรือแกไขปญหาตาง ๆ ไดอยางเหมาะควร ซึ่งการเรียนรูนั้น ผูบริหารหรือผูนําตองสามารถนําความรูนั้นมาใชใหเกิดการสรางสรรคกับพนักงานขององคกรและมีการคิดคนเทคนิคใหมและมีการคิดอยางเปนระบบมีกระบวนการ ควบคุมตนเองและอยูในมติของหมูกลุม ทํางานเปนทีม รักษาน้ําใจ สรางวิสัยทัศนรวม (วิเชียร วิทยอุดม 2557: 2–13) สรุปไดวา การบริหารจัดการที่ดียึดบริหารจิตใจเปนสําคัญ มีปญญากําหนดทิศทางที่เปนประโยชนกับองคกรและสมาชิกในองคกรนั้น ๆ ไมยึดอํานาจ เอาภาระแตไมยึดภาระ กระจายอํานาจไปทั่วเพื่อความสมดุล เสมอสมาน พรอมรวมคิดทําใหดีที่สุด และวางดีนั้นไดเพราะทํางานเปนทีม เอาหมูกลุมเปนสําคัญยึดหลักตามวัตถุประสงคที่ไดวางไวรวมกัน ในการบริหารองคการและบุคลากรที่ตองขับเคลื่อนงานไดดวยดีรวมกัน มีผูนําดี นําพาปฏิบัติ พรอมรับฟงสมาชิกในองคการและรวมปรับปรุงแกไข เพิ่มพูนความรูอยูเสมอ เพื่อความกาวหนา และสามารถตรวจสอบการทํางานไดอยางโปรงใส กระบวนการบริหารจัดการ กระบวนการบริหารจัดการนั้น อุราพร มูลศิลป (2549: 9) กลาวอางถึง Henri Fayol นักทฤษฎีการจัดการ ที่กลาวถึง การบริหารจัดการที่มี แนวคิด หลักการ ที่มีระเบียบจะครอบคลุม 5 ขั้นตอนดังนี้ 24 1. การวางแผน (Planning) เปนกิจกรรมที่มีการคาดการณลวงหนา ที่จะมีผลกระทบ ถึงธุรกิจจึงมีการกําหนดเปนแบบแผนเปนวิธีหรือแนวทางปฏิบัติ ในการดําเนินงานขององคกรในอนาคต 2. การจัดการองคการ (Organizing) การที่ผูบริหารจัดมีโครงสราง กระจายอํานาจในแตละสวน ไดอยางเหมาะสม เพื่อชวยงานตาง ๆ ขององคการ 3. การบังคับบัญชา (Commanding) การสั่งการเพื่อความสําเร็จขององคการ 4. การประสานงาน (Coordinating) เชื่อมรอย โยงงานกับทุกฝาย เขาใจสมานกัน สูมุงหมายเดียวกัน 5. การควบคุม (Controlling) มีการกํากับดูแลยืนยัน รับรองไดในกิจกรรมที่อยูในแผนงานตามกรอบที่วางไว สรุปไดวา กระบวนการบริหารจัดการมีกระบวนการที่เปนระบบ ผานการจัดการรวม ของคนทั้งองคกร ในการกําหนดกรอบเพื่อเปนแนวทางสูเปาหมายที่กําหนดไวนั้นคือ มีการวางแผนงานลวงหนา การจัดการการโครงสรางและหนาที่ การประสานงานรวมมือกันและการประเมินผลที่ไดรับการควบคุม กํากับดูแลอยางเปนระบบ การบริหารเชิงระบบ ระบบ เปนกระบวนการทางวิทยาศาสตร ที่ใชในการวางแผนและดําเนินการตาง ๆ เพื่อใหบรรลุผลตามจุดมุงหมายที่กําหนดไววิธีการระบบมีองคประกอบที่สําคัญ 4 ประการ คือ 1. ขอมูลวัตถุดิบ (Input) 2. กระบวนการ (Process) 3. ผลผลิต (Output) 4. การตรวจผลยอนกลับ (Feedback) วิธีการระบบที่ดี จะตองเปนการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยูมาใชอยางประหยัดและเหมาะสมกับสภาพแวดลอมและสถานการณ เพื่อใหการทํางานเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ บรรลุเปาหมาย ที่วางไวถาระบบใดมีผลผลิตทั้งในดานปริมาณและคุณภาพมากกวาขอมูล วัตถุดิบที่ปอนเขาไปก็ถือไดวาเปนระบบที่มีคุณภาพ ในทางตรงขามถาระบบมีผลผลิตที่ต่ํากวาขอมูลวัตถุดิบที่ไปใช ก็ถือวาระบบนั้นมีประสิทธิภาพต่ํา 25 ลักษณะสําคัญของวิธีระบบ 1. เปนการทํางานรวมกันเปนคณะของบุคคลที่เกี่ยวของในระบบนั้น ๆ 2. เปนการแกปญหาโดยการใชวิธีการทางวิทยาศาสตร 3. เปนการใชทรัพยากรที่มีอยูอยางเหมาะสม 4. เปนการแกปญหาใหญ โดยแบงออกเปนปญหายอย ๆ เพื่อสะดวกในการแกปญหา อันจะเปนผลใหแกปญหาใหญไดสําเร็จ 5. มุงใชการทดลองใหเห็นจริง 6. เลือกแกปญหาที่พอจะแกไขไดและเปนปญหาเรงดวนกอน องคประกอบของระบบ ไมวาจะเปนระบบใดก็ตามจะประกอบดวย 3 สวน คือ 1. สิ่งที่ปอนเขาไป (Input) หมายถึง สิ่งตาง ๆ ที่จําเปนตองใชในกระบวนการหรือโครงการตาง ๆ เชน ในระบบการเรียนการสอนในชั้นเรียน ไดแก ครู นักเรียน ชั้นเรียน หลักสูตรตารางสอน วิธีการสอน เปนตน ถาในเรื่องระบบหายใจ อาจไดแก จมูก ปอด กระบังลม อากาศ เปนตน 2. กระบวนการหรือการดําเนินงาน (Process) หมายถึง การนําเอาสิ่งที่ปอนเขาไปมาจัดกระทําใหเกิดผลบรรลุตามวัตถุประสงคที่ตองการ เชน การสอนของครู หรือการใหนักเรียนทํากิจกรรม เปนตน 3. ผลผลิต หรือการประเมินผล (Output) หมายถึง ผลที่ไดจากการกระทําในขั้นที่สอง ไดแก ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหรือผลงานของนักเรียน เปนตน ผลที่ไดจากการกระทําในขั้นที่สอง มาวิเคราะหระบบ (System Analysis) การวิเคราะหระบบเปนวิธีการนําเอาผลที่ได ซึ่งเรียกวา ขอมูลยอนกลับ (Feed Back) จากผลผลิตหรือการประเมินผลมาพิจารณาปรับปรุงระบบใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น (สํานักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 2556: 31) การวิเคราะหระบบ (System Analysis) การกระทําหลังจากผลที่ไดออกมาแลวเปนการปรับปรุงระบบการทํางานใหมีประสิทธิภาพขึ้นขอมูลที่ไดจากการประเมินผลและมาใชแกไขขอบกพรองในสวนตาง ๆ หรือการดูขอมูลยอนกับ (Feedback) ดังนั้นการนําขอมูลยอนกลับมาใชในการวิเคราะหระบบจึงเปนสวนสําคัญของวิธีระบบ (System Approach) ซึ่งจะขาดองคประกอบนี้ไมไดมิฉะนั้นจะไมกอใหเกิดการแกปญหาไดตรงเปาหมายและการปรับปรุงที่มีประสิทธิภาพ 26 ลักษณะของระบบที่ดี ระบบที่ดีตองสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และมีความยั่งยืน (Sustainable) มีลักษณะ 4 ประการคือ 1. มีปฏิสัมพันธกับสิ่งแวดลอม (Interact with Environment) 2. มีจุดหมายหรือเปาประสงค (Purpose) 3. มีการรักษาสภาพตนเอง (Self–Regulation) 4. มีการแกไขตนเอง (Self–Correction) มีปฏิสัมพันธกับสิ่งแวดลอม (Interact with Environment) ระบบทุก ๆ ระบบจะมีปฏิสัมพันธไมทางใดก็ทางหนึ่งกับโลกรอบ ๆ ตัวของระบบ โลกรอบ ๆ ตัวนี้เรียกวา “สิ่งแวดลอม” การที่ระบบมีปฏิสัมพันธกับสิ่งแวดลอมทําใหระบบดังกลาวกลายเปนระบบเปด (Open System) กลาวคือ ระบบจะรับปจจัยนําเขา (Inputs) จากสิ่งแวดลอมซึ่งอาจจะเปนพลังงาน อาหาร ขอมูล ฯลฯ ระบบจะจัดกระทําเปลี่ยนแปลงปจจัยนําเขานี้ใหเปนผลผลิต (Output) แลวสงกลับไปใหสิ่งแวดลอมอีกที่หนึ่ง มีจุดหมายหรือเปาประสงค (Purpose) ระบบจะตองมีจุดมุงหมายที่ชัดเจนแนนอนสําหรับตัวของมันเองระบบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเชน ระบบการดําเนินชีวิตของมนุษยนั้นก็มีจุดมุงหมายสําหรับตัวของระบบเองอยางชัดเจนวา “เพื่อรักษาสภาพการมีชีวิตไวใหไดใหดีที่สุด” มีการรักษาสภาพตนเอง (Self–Regulation) คือ การที่ระบบสามารถรักษาสภาพของตัวเองใหอยูในลักษณะที่คงที่อยูเสมอ การรักษาสภาพตนเองทําไดโดยการแลกเปลี่ยนอินพุทและ เอาทพุดกันระหวางองคประกอบตาง ๆ มีการแกไขตนเอง (Self–Correction) เปนลักษณะที่ดีของระบบ คือ มีการแกไขและปรับตัวเองในการที่ระบบมีปฏิสัมพันธกับสภาพแวดลอมบางครั้งปฏิสัมพันธนั้นก็จะทําใหระบบการรักษาสภาพตัวเอง ตองย่ําแยไป ระบบก็ตองมีการแกไขและปรับตัวเองเสียใหม (สํานักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี 2556: 31) Kast and Rosenzweig (1988: 102, 114) กลาววา “ระบบหมายถึง การประกอบหรือ การรวมกันของสวนประกอบตาง ๆ ตอมาองคการมีการบูรณาการ ประกอบดวยระบบยอยหลายระบบหรือระบบยอยเหลานี้ มีความสัมพันธกัน และสงผลถึงกันและเปนระบบเปด ประกอบดวย5 ระบบ ไดแก 1) ระบบยอยทางเปาหมายและคานิยมประกอบดวย วัฒนธรรมและปรัชญา เปาหมายรวมขององคกร เปาหมายรายบุคคล เปาหมายกลุม 2) ระบบยอยทางโครงสราง เชนกระบวนการ กฎเกณฑ 3) ระบบยอยทางการจัดการ ประกอบดวยเปาหมาย การวางแผน การจัดสรรทรัพยากร การจัดองคกรและการ 27ควบคุม 4.ระบบยอยทางเทคนิค ความรู เทคนิคการปฏิบัติ สิ่งอํานวยความสะดวก 5.ระบบยอยทางจิตวิทยาสังคม ประกอบดวยทัศนคติ แรงจูงใจ ภาวะผูนํา การรับรู กลุม พลวัตร ความสัมพันธระหวางบุคคล การสื่อสาร เปนระบบที่เกี่ยวของกับสิ่งแวดลอม และมีความสัมพันธกัน” การบริหารจัดการเชิงระบบ การบริหารเชิงระบบประกอบดวยปจจัยนําเขา กระบวนการ ผลลัพธ มีการประเมินผลดวยขอมูลปอนกลับและสิ่งแวดลอม ซึ่งในกระบวนการอาจมีระบบยอย ๆ แตละระบบยอยจะมีความสัมพันธกัน (ปาริชาต รัตนราช 2559: 72) การบริหารระบบมีองคประกอบของระบบประกอบดวยปจจัยนําเขา กระบวนการ ผลผลิต และขอมูลปอนกลับคือ ขอมูลจากการวิเคราะหความสัมพันธระหวางผลผลิตกับจุดมุงหมาย ซึ่งขอมูลยอนกลับนี้เพื่อปรับปรุงกระบวนการใหเกิดระบบที่ดี และมีกลไกควบคุมหรือตรวจสอบการดําเนินการของระบบใหเปนไปอยางมีประสิทธิภาพสูงสุด (กิตติศักดิ์ ศิวินา 2557: 64) การบริหารงานเชิงระบบหมายถึงองคการในฐานะระบบวาประกอบดวยองคประกอบตาง ๆ ซึ่งมีปฏิสัมพันธซึ่งกันและกันและตอสภาพแวดลอม ระบบจะรับปจจัยนําเขารูปพลังงาน ขาวสาร ทรัพยากร วัตถุดิบ บุคลากรจากสิ่งแวดลอมภายนอก ผานกระบวนการบริหารงานในองคการและสงผลผลิตออกมาในรูปสินคา บริการใหแกสังคมภายนอก หรือวัตถุดิบที่เหลือเปนตน และสูผลิตผลในรูปคุณภาพ คุณคาจากนั้นมีการปอนกลับไปปรับปรุงปจจัยนําเขาอยางเปนระบบ” (เจริญผล สุวรรรโชติ 2544: 207–211) การบริหารงานเชิงระบบหมายถึงกระบวนการหนึ่งนําไปประยุกตใชกับการบริหาร ในองคการประเภทตาง ๆ โดยพิจารณาการบริหารในลักษณะองครวม ที่มีเปาหมาย กระบวนการ ระบบยอย องคประกอบตาง ๆ มีความสัมพันธกัน มีการปฏิบัติงานแลกเปลี่ยนขาวสาร เพื่อบรรลุเปาหมายการบริหาร ประโยชนการใชการบริหารเชิงระบบจะเปนการประกันวาการดําเนินงานจะดําเนินตอไปตามขั้นตอนที่วางไวโดยชวยใหการทํางานตามระบบบรรลุเปาหมาย จะมีบทบาททางหนึ่งในการสรางสรรคงานและแกไขปญหาในองคการไดเปนอยางดี มีการพัฒนาวิธีการคิดในการแกปญหาที่หลากหลาย และขั้นตอนหลักจะไมคอยแตกตาง (อุทัย บุญประเสริฐ 2554: 8) การบริหารงานเชิงระบบเปนแนวคิดใหองคการเปนระบบเปด (Open System) และรูปแบบระบบพื้นฐาน (Basic Systems Model) ชวยใหผูบริหารสามารถวิเคราะหระบบริหารงานองคการได 5 สวน คือ ปจจัยนําเขา กระบวนการแปรสภาพ ผลผลิต ขอมูลยอนกลับ และสิ่งแวดลอมขององคการเพื่อใหการบริหารบรรลุผลสําเร็จตามเปาหมาย (อุดม ชูลีวรรณ 2559: 14–18) 28 การบริหารงาน ซึ่งปญหาตาง ๆ จากการบริหารองคการมีมาจากหลายสาเหตุที่มากระทบเปนองครวม ไมใชเพียงสาเหตุเดียว การใชระบบในการบริหารจะทําใหองคการที่มีองคประกอบเปนอิสระ จะเปนระบบเปด ที่มีความสัมพันธกับสิ่งแวดลอม ซึ่งระบบจะคํานึงถึงผลการปฏิบัติที่เปน Output หรือ Product และผลที่ออกมาหลากหลายนั้นจะสงผลกระทบกับสิ่งภายนอกเปนวงกวาง กลาวไดวา ระบบนั้นจะประกอบดวยปจจัยนําเขา โดยนําเอาทรัพยากรการบริหารดานตาง ๆ เขามาในระบบ ตอดวยกระบวนการนําเอาปจจัยตาง ๆ ในการบริหารนั้นมาดําเนินการทํางานรวมกันอยางเปนระบบ คือการนําเอาระบบยอยหลาย ๆ ระบบมาทํางานรวมกันจนไดผลออกมาที่เรียกวา “ผลผลิตหรือผลลัทธและหลังจากผลลัพธ” จะเปนผลกระทบที่อยูเหนือความคาดหมายเรียกวา Woutcome หรือ Impact” (นิโรธ เดชกําแหง 2558: 24) อุทัย บุญประเสริฐ (2526: 40–41) ใหความหมายระบบใน 2 ลักษณะคือ 1) ระบบคือสรรพสิ่ง (Entity) มีลักษณะเปนเอกลักษณเฉพาะของตนเอง ที่ประกอบดวยระบบยอย ๆ หรือสวนตาง ๆ ที่มีความสัมพันธกันโดยสวนตางๆเหลานี้ ทําหนาที่เปนอิสระเฉพาะตัวแตทํางานสัมพันธกันเพื่อบรรลุวัตถุประสงคของระบบใหญเปนรวมของระบบทั้งหมด 2) ระบบในฐานะวิธีการ (Method) เปนระบบของวิธีทํางานเฉพาะรูปแบบหรือกระบวนการทั้งหมด มีนักวิชาการทางสังคมศาสตรไดนําแนวคิดเชิงระบบมาอธิบายดานพฤติกรรมศาสตรและปรากฏการณของสังคมเปนการพัฒนาองคความรูไดอยางดี มีองคประกอบระบบ 5 คือ 1. ปจจัยนําเขา (Input) เปนทรัพยากรหรือสิ่งที่จําเปนเพื่อนําเขาสูระบบและกอใหเกิดการทํางานทรัพยากรในรูปแบบตาง ๆ เชน ระบบการศึกษาปจจัยนําเขาประกอบดวยนักเรียน หลักสูตร ครูอาจารย และวัสดุอุปกรณ ถาระบบอุตสาหกรรม ปจจัยนําเขา วัตถุดิบ คนงาน เครื่องจักร โรงงาน เปนตน 2. กระบวนการ (Process) ทําการแปรรูป เปลี่ยนสภาพทรัพยากรที่มี หรือประมวลผล ใหเปนผลผลิตมีความแตกตางกันไป ระบบการศึกษากระบวนการ ไดแก การจัดเรียน การสอน การวัดประเมินผลการศึกษา สวนระบบอุตสาหกรรม กระบวนการคือ กรรมวิธีการผลิตสินคา 3. ผลผลิต (Output) ผลิตออกมาตามวัตถุประสงค การศึกษา เชน นักเรียนที่จบการศึกษามีความรูครบถวน ตามหลักสูตร ความพึงพอใจของเด็กนักเรียนกับผูปกครองเปนตน สวนระบบอุตสาหกรรมนั้น คือผลผลิตที่ตองการ ตัวสินคา กําไร คุณภาพ ความพึงพอใจ 4. ขอมูลยอยกลับ (Feedback) เปนสวนใชการควบคุม การทํางานของระบบใหเปน ไปตามวัตถุประสงค ขอมูลยอนกลับสามารถชี้เห็นขอบกพรองของปจจัยนําเขา เพื่อปรับปรุงแกไข 29 5. สภาพแวดลอม (Environment) เปนสภาพที่ลอมรอบองคการ เชน บรรยากาศ ขององคการ ชุมชน ผูปกครอง เปนตน สรุปไดวาความหมายของการบริหารระบบประกอบดวยปจจัยนําเขา กระบวนการ ผลผลิต ขอมูลปอนกลับและสิ่งแวดลอม โดยมีองคประกอบของระบบ มีกระบวนการทํางาน จนไดผลผลิต เปนการจัดการรวมตัวขององคประกอบตาง ๆ ที่สัมพันธอยางมีอิสระในการทํางาน อยางเปนระบบ เพื่อบรรลุเปาหมายในการทํางานเปนประโยชน มีดุลภาพ และมีเอกภาพเปนหนึ่งเดียว โลกปจจุบันมีความจําเปนตองพัฒนาบุคคลในดานตาง ๆ การบริหารทรัพยากรมนุษย (Human Resource Management) มีคุณคาและจําเปนในสังคมปจจุบันอยางมาก โลกใหความสําคัญกับคาของความเปนมนุษย ที่ไมใชแคเพียงวัตถุสิ่งของในองคกรเทานั้น แตเปนหัวใจในการขับเคลื่อนใหองคกรทั้งหมดประสบความสําเร็จสูงสุด ดังนั้นจึงมีการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษยใหไดเกิดประโยชนสูงสุดทั้งตัวพนักงานหรือบุคลากรและองคกรรวมกัน แนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย การบริหารทรัพยากรมนุษยแบงสาระสําคัญดังนี้คือ 1) ความหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย 2) ความสําคัญของการบริหารทรัพยากรมนุษย 3) วัตถุประสงคในการบริหารทรัพยากรมนุษย 4) หนาที่และความรับผิดชอบในงานทรัพยากรมนุษย 5) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย 6) การบริหารงานบุคลากร การบริหารทรัพยากรมนุษย (Human Resource Management) โลกปจจุบันมีความจําเปนตองพัฒนาในดานตาง ๆ โดยเฉพาะการบริหารทรัพยากรมนุษยอันเปนทรัพยากรบุคคลที่มีคามหาศาลเพราะทรัพยากรมนุษยที่ดีมีคุณคานั้นคือการมีองคความรูที่เปนประโยชน มีพฤติกรรมที่ดี มีความสามารถในงานเชี่ยวชาญและชํานาญ ทักษะ ที่เหมาะสมสอดคลองกับองคประกอบตาง ๆตองมีการพัฒนาบุคลากรในองคการใหไดดีที่สุดเพื่อสามารถอยูกับโลกที่มีการแขงขันอยางรุนแรงในปจจุบัน (วิเชียร วิทยอุดม 2557: 12) แนวคิดของ Robert Oven เมื่อผานชวงการปรับเปลี่ยนแนวคิดของนายจางและลูกจางแลว คนฉลาดยอมเห็นแนวทางการพัฒนา การไดเปรียบในชวงกลางศตวรรษที่ 19 นายจางเริ่มมาสนใจอยางจริงจังในตัวบุคคล การจัดการเกี่ยวกับบุคคล ซึ่ง Robert Oven ไดใชหลักมนุษยธรรมเริ่มจาก เลิกการจางคนงานอายุต่ํากวา 12 ป จัดที่อยูใหคนงาน ลูกคนงานไดเรียนหนังสือ เพิ่มพื้นที่พักผอน ในบริเวณโรงงาน ลดชั่วโมงการทํางานเหลือแค 10 ชั่วโมงตอวัน เปนตน เพื่อคนงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 30และยังใหความสําคัญกับการผลักดันใหเกิดพระราชบัญญัติโรงงานและทําสําเร็จเมื่อป ค.ศ. 1819 Robert Oven จึงไดชื่อวา “บิดาของการจัดการงานบุคคล” ไดยอมรับและแพรหลายมาถึงปจจุบัน (อนิวัช แกวจํานง 2552: 3–9) 1. ความหมายของการบริหารทรัพยากรมนุษย (Definition of Human Resource Management) การบริหารทรัพยากรมนุษยหมายถึง นโยบายและการดําเนินงานสําหรับการจัดการบุคลากรขององคการ อันเปนกระบวนการของผูบริหารงานที่ใชศิลปะและกลยุทธดําเนินการ สรรหาคน คัดเลือก บรรจุ มีคุณสมบัติที่เหมาะสม นําไปสูการบรรลุเปาหมายซึ่งมีความสําคัญ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive