010 บทที่ 4 Bunniyom.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 4 บูรณาการการการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยม ของชุมชนชาวอโศกด้วยหลักพุทธธรรม ดุษฎีนิพนธ์เรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการในบทที่ 4 นี้ เป็นงานวิจัยที่มีการน าเอาระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก ที่มีอยู่ เป็นอยู่ และยังคงด าเนินบทบาทอยู่จริง ๆ ในสังคมปัจจุบัน ในบทที่ 2 ที่ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าและติดตามอยู่เป็นประจ ามิได้ขาด น ามาบูรณาการร่วมกับหลักพุทธธรรมในบทที่ 3 คือ หลักไตรสิกขา อันได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา และหลักธรรมที่ผู้วิจัยน ามาสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์อีก 3 หมวด คือ บุญกิริยาวัตถุ 10 สาราณิยธรรม 6 และอปริหานิยธรรม 7 และเพื่อให้งานวิจัยเรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ เป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย เกิดการบูรณาการขององค์ความรู้ระหว่างระบบบุญนิยมและหลักพุทธธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างมีคุณค่า และมีประโยชน์ต่อมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม ผู้วิจัยจึงได้น าความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ จากการสัมภาษณ์เชิงลึก และจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญระบบบุญนิยม เข้ามาเสริมหนุน เข้ามาเติมเต็ม เพื่อให้เกิดความลงตัวและเกิดความสมบูรณ์ของการบูรณาการระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกด้านต่าง ๆ ด้วยหลักพุทธธรรมดียิ่งขึ้น และผู้วิจัยตั้งประเด็นการศึกษาไว้ ดังนี้ 4.1 บูรณาการระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกด้านการพัฒนาตนเองด้วยหลักพุทธธรรม 4.2 บูรณาการระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกด้านการพัฒนาชุมชนด้วยหลักพุทธธรรม 4.3 บูรณาการระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกด้านวัฒนธรรมด้วยหลักพุทธธรรม 4.4 บูรณาการระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกด้านเศรษฐกิจด้วยหลักพุทธธรรม 4.5 บทสรุป 4.1 บูรณาการระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกด้านการพัฒนาตนเอง ด้วยหลัก พุทธธรรม ก
อ่านต่อ
ารพัฒนาตนเองของสมาชิกชุมชนชาวอโศก เป็นเรื่องที่ชุมชนให้ความส าคัญเป็นล าดับแรก ชาวอโศกถือว่า การพัฒนาคนแต่ละคนให้เป็นคนที่มีคุณภาพ ถือว่า เป็นต้นน้ า เป็นต้นทางแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย ถ้าต้นน้ าดี กลางน้ า ปลายน้ า เป็นอันหวังได้ว่า ดีเยี่ยม ประเสริฐยอด แต่ถ้าต้นน้ าไม่ดี คือ สกปรก หรือเลวตั้งแต่ต้น ไม่ต้องพูดเลยว่า กลางน้ า ปลายน้ า จะเป็นอย่างไร เมื่อต้นดี ปลายก็ดี แต่ถ้าต้นเลวเมื่อไหร่ ปลายก็ย่อมเลวตามไปด้วย หลักธรรมที่ชาวอโศก หรือชาวบุญนิยม ใช้ในการ 176 พัฒนาตนเอง มีหลายหมวดหลายหมู่ จะน าหลักธรรมหมวดไหนมาใช้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นในแต่ละกาละ แต่โดยหลัก ๆ หรือโดยพื้นฐานแล้ว ชาวอโศกจะให้ความส าคัญกับศีลเป็นอย่างยิ่ง ชาวอโศกถือว่า ศีล คือ ประตูบานแรกของการปฏิบัติ ดังนั้น การถือศีล การสมาทานศีล และการปฏิบัติปฏิปทาในศีล คือ สิ่งที่ชาวอโศกปฏิบัติกันเป็นปกติ สอดคล้องกับชิดตะวัน ชนะกุล ให้สัมภาษณ์ว่า “การพัฒนาตนเอง ต้องเริ่มต้นที่ศีล และถ้าจะให้ดี ต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก”1 ที่กล่าวว่า ต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก เพราะว่า วัยเด็ก เป็นวัยที่เปรียบเสมือนผ้าขาว รับรู้อะไรได้ง่าย เรียนรู้อะไรได้ง่าย ถ้าเราสอนให้เด็กถือศีล เด็กย่อมถือศีลได้ โดยไม่ยาก โดยไม่ล าบาก แต่ถ้าปล่อยให้เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วไม่พัฒนาตนเอง ย่อมเป็นคนเสื่อม สอดคล้องกับปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ผู้ใดไม่พัฒนาตนเอง ผู้นั้นคือ คนเสื่อม คนไม่เจริญ การพัฒนาตนเองที่ดี ต้องอยู่บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียน ถ้ายังเบียดเบียนอยู่ ถือว่า ยังไม่เจริญ”2 การเบียดเบียนสัตว์อื่นอยู่ ด้วยการล่วงละเมิดทางกาย ด้วยการการล่วงละเมิดทางวาจา ด้วยการการล่วงละเมิดทั้งทางกายทั้งทางวาจา นี้เรียกว่า อนาจาระ คือ ความประพฤติชั่ว3 นี้เรียกว่า ศีลวิบัติ และในอยสูตร ได้อธิบายไว้ว่า “บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดค าหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า ศีลวิบัติ”4 ผู้ที่ศีลวิบัติหรือผู้ที่ทุศีล เมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก5 จะเห็นได้ว่า ผู้ที่ทุศีล ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าทุศีล จะมีชีวิตอยู่อย่างหวาดเสียวและสะดุ้งกลัวต่อบาป ผู้ที่ทุศีล ก็คือ ผู้ที่ไม่เห็นความส าคัญของศีล ผู้ที่ยังไม่รู้จักการตั้งศีลอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้ที่จะพ้นทุกข์จากวิบากบาปเหล่านี้ได้ ต้องตั้งศีล เพราะศีลเป็นตัวดักกิเลส กิเลสมันชอบท าผิดศีล วิธีที่จะเห็นกิเลส ก็คือ การตั้งศีล สอดคล้องกับใจเพชร กล้าจน ให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อเราตั้งศีล เราก็จะเห็นอาการที่ไม่ได้ดั่งใจ ไม่ได้สมใจ ที่มันดิ้น ลีลาของการดิ้นนั่นแหละ คือ ลีลาของกิเลส ดังนั้น เงื่อนไขแรกที่จะท าให้เราเห็นกิเลส รู้จักกิเลส ก็คือ การตั้งศีล”6 และเมื่อเห็นกิเลสแล้ว เราก็ต้องก าจัดกิเลสด้วยบุญ ใช้บุญเป็นเครื่องช าระล้างกิเลส เมื่อบุญก าจัดกิเลสได้ กิเลสก็ไม่มี เมื่อก าจัดกิเลสได้ ก็จะมีปัญญา และรู้ว่า การไม่ตั้งศีล มีผลเสีย 3 ประการ คือ 1) ไม่เห็นกิเลส 2) พอรู้ว่า เป็นกิเลส ตัวตนของกิเลส ก็พอกพูนหนาหนัก จนแก้ไม่ได้ ต้องเป็นทาสกิเลสจนตาย 3) แม้ทุกข์ ก็ไม่รู้ว่าทุกข์ และมองไม่เห็นทุกข์ ทุกครั้งที่เกิดทุกข์ จะกลบเกลื่อนทุกข์ ด้วยกามคุณ 5 ด้วยโลกธรรม 8 แทนที่จะได้แก้ทุกข์ ปลดทุกข์ เพื่อให้ตนเองพ้นทุกข์ กลับท าให้ตนเอง จมอยู่กับกองกิเลสเพิ่มขึ้น ๆ 1สัมภาษณ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล, วันที่ 10 มิถุนายน 2562. 2สัมภาษณ์, อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, วันที่ 7 สิงหาคม 2562. 3อภิ.วิ. 35/604/282. 4องฺ.ติก. 20/557/255. 5ส.ม. 19/1489/363. 6สัมภาษณ์, ดร.ใจเพชร กล้าจน, วันที่ 7 มิถุนายน 2562. 177 ถ้าเราไม่เห็นโทษภัยของศีลวิบัติ เราก็คงท ากรรมทุจริตหรือกรรมที่เป็นบาปต่อไป แต่ถ้าเราเห็นโทษภัยของอบาย ทุคติ วินิบาต และนรกอย่างชัดเจนแล้ว ย่อมเกิดหิริ-โอตตัปปะ เกิดจิตที่ละอายต่อชั่ว และเกรงกลัวต่อบาป ผู้ที่มีหิริ-โอตตัปปะด้วยตนเอง ย่อมจะถืออริยศีลขันธ์ด้วยตนเอง ย่อมจะละชั่ว ละบาป ละอกุศลธรรมทั้งหลายด้วยตนเอง โดยปกติแล้ว ชาวอโศกที่อยู่ในชุมชน จะมีการประชุมอปริหานิยธรรมกันทุกอาทิตย์ ทุกครั้งที่ประชุม จะมีการชี้ขุมทรัพย์ให้กันและกัน การชี้ขุมทรัพย์ ก็คือ การบอกกล่าวสิ่งที่ผิดพลาดและบกพร่อง ให้กับผู้ที่อยู่ในหมู่กลุ่มชุมชนสังคมเดียวกัน การชี้ขุมทรัพย์ของชาวอโศก จะกระท ากันด้วยจิตที่เมตตา ผู้ที่ได้รับขุมทรัพย์ ก็จะถือศีล สังวรศีล เพื่อแก้ไขปรับปรุงตนเอง เพื่อความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นของตนเอง สอดคล้องกับกฤษฎา ให้วัฒนานุกูล ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “การประชุมกันอย่างสม่ าเสมอ ท าให้เกิดความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเลย”7 ด้วยเหตุที่ชาวอโศกแต่ละคนที่อยู่ในชุมชน มีความตั้งใจถือศีลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้รับขุมทรัพย์จากเพื่อนนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย แต่ละคนก็จะน้อมรับด้วยความยินดี น้อมรับด้วยความเต็มใจ ส่วนจะท าได้มากหรือได้น้อย ก็ขึ้นอยู่กับบารมีและความเพียรของแต่ละคน แต่ละคนจะท าไปตามจริตและนิสัยของตนเอง ซึ่งไม่เหมือนกัน การปฏิบัตินั้น มีทั้งที่เหมือนกันและต่างกัน จะเหมือนกันหรือต่างกันก็ตาม เมื่อตั้งมโนสัญเจตนาหารแล้ว ต้องมุ่งมั่น ต้องทุ่มเท ต้องเอาจริง ด้วยการละ ด้วยการงดเว้นในศีลข้อที่เราก าหนดนั้น ๆ ต้องท าให้เด็ดขาด จึงจะเด็ดกิเลส จึงจะขจัดกิเลสได้จริง สอดคล้องกับกานดา ศักดิ์ศรชัย ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อสมาทานศีลแล้ว ต้องเอาจริงอย่างเดียว มีคติเดียว มีทิศเดียว มีทางเดียว คือ ปฏิบัติศีลสังวร ตามหลักอปัณณกธรรม 3 คือ 1) ส ารวมสังวรอินทรีย์ 2) รู้ประมาณในการกิน-การใช้ เลิกอบายมุขเด็ดขาด ลดสิ่งที่เฟ้อที่เกินเป็นเรื่องๆ ตามล าดับ 3) มีสติ ตื่นตัว ตื่นรู้ ไม่หลับ ไม่หลบ ขณะที่เผชิญผัสสะแล้วเกิดกิเลส หมอก็บอกตนเองว่า ต้องมีสติ ตื่น รู้ แล้วก าจัดกิเลสให้ได้ ทุกวันนี้ ชีวิตของหมอ ว่าง เบา สบาย เป็นอิสระจากอบายมุข เป็นอิสระจากการถูกครอบง าของสิ่งที่เฟ้อที่เกินของชีวิตแล้ว”8 ถ้าพิจารณาให้ดี พิจารณาให้ถ่องแท้ จะเห็นได้ว่า การที่คุณหมอหลุดพ้นจากอบายมุขได้ เพราะมีศีลเป็นเหตุ มีอปัณณกธรรม 3 เป็นวิธีปฏิบัติ มีจิตที่ว่าง มีจิตที่เป็นอิสระจากกิเลสเป็นผล จิตที่ว่าง นั่นแหละ คือ จิตที่ตั้งมั่น ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ มีอารมณ์เดียว คือ อารมณ์ที่ว่างเปล่าจากอบายมุขและสิ่งที่เฟ้อที่เกินของชีวิต เป็นสมาธิที่เกิดจากการเจริญสีลานุสติ อันไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย ผู้ที่มีปัญญาโลกุตระ ก็จะรู้ จะเห็น และเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นตลอดสาย เป็นปัจจยาการ ที่เชื่อมโยงกันและสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง การปฏิบัติไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นหัวใจของการพัฒนามนุษย์ ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ควรเน้นพัฒนาทางด้านวัตถุ แต่ควรเร่งรัดพัฒนาคุณธรรมให้เจริญก้าวหน้าอยู่เสมอ ๆ การพัฒนาทางด้านจิตใจ เป็นเรื่องส าคัญ สอดคล้องกับกฤษณา ไกรสินธุ์ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “เราต้องอบรมจิต 7สัมภาษณ์, ดร.กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล, วันที่ 29 พฤษภาคม 2562. 8สัมภาษณ์, แพทย์หญิงกานดา ศักดิ์ศรชัย, วันที่ 7 กรกฎาคม 2562. 178 พัฒนาจิตอยู่ตลอดเวลา ด้วยการถือศีล ถ้าเรามีศีล มีสมาธิ ก็จะเกิดปัญญา การสังวรศีล ท าให้จิตมีสมาธิ เป็นจิตที่เจริญ การสังวรศีล ท าให้การเรียนของเราดีขึ้น เหตุที่อาจารย์เรียนจนได้ปริญญาเอก 7 ใบ ก็เพราะว่า มีศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อเรียนจบ ก็ไม่ได้ไปรับปริญญา และไม่ได้เอาปริญญาไปอวดใคร สาเหตุที่เรียน ก็เพราะต้องการความรู้ไปช่วยคน เมื่อเรียนจบ ก็ไปท างานที่องค์การเภสัชกรรม เพื่อท ายา เพื่อผลิตยา แล้วน ายาที่ผลิตได้ ไปช่วยเหลือคนจน ก็ท าไปเรื่อย ๆ ไม่ได้หวังว่าจะได้อะไร คิดแต่เรื่องที่จะช่วยเหลือคนจนและคนด้อยโอกาส ช่วยแล้วก็แล้วไป ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอะไร”9 จะเห็นได้ว่า การให้ การเสียสละ โดยไม่หวังผลตอบแทน มาจากจิตที่มีสาราณิยธรรม คือ มีความเมตตาทางกาย มีความเมตตาทางวาจา มีความเมตตาทางใจ มีสาธารณโภคี มีศีล และมีทิฏฐิที่เป็นสัมมา ด้วยเหตุที่ชาวอโศกเคารพและศรัทธาพระพุทธเจ้า จึงเชื่อว่า ถ้าเราปฏิบัติศีลที่เป็นกุศล ย่อมได้รับผลและอานิสงส์อย่างมากมายมหาศาล ด้วยเหตุที่ชาวอโศก เชื่อว่า สมณะโพธิรักษ์บรรลุธรรม เป็นพระอริยะ เป็นสัตบุรุษที่เพียบพร้อมด้วยศีลาทิคุณ จึงยกท่านไว้ในฐานะครู จึงถือศีลปฏิบัติธรรมตามที่ท่านบอก ท่านสอน ตามล าดับ ตั้งแต่อยู่บ้าน จนกระทั่งเข้ามาอยู่ในชุมชนบุญนิยมของชาวอโศก สอดคล้องกับสม นาสอ้าน ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ผู้ที่จะพัฒนาตนเองให้พ้นทุกข์ ต้องถือศีล ปฏิบัติศีล เมื่อจะถือศีล ปฏิบัติศีล ก็ต้องรู้ระดับของศีล ตั้งแต่ต่ าไปหาสูง คือ ต้องสมาทานศีล และปฏิบัติศีลสังวร โดยเริ่มจากศีล 5 ต่อมาก็เพิ่มอธิศีล เป็นศีล 8, ศีล 10 และอริยศีลขันธ์ ไปตามล าดับ ขณะที่ก าลังปฏิบัติ เมื่อรู้ว่า อะไรเป็นกิเลส ต้องก าจัดกิเลส ถ้าก าจัดกิเลสไม่ได้ ก็เป็นทาสกิเลสต่อไป แต่ถ้าก าจัดกิเลสได้ ก็ได้บุญ คือ ได้ก าจัดกิเลส และถ้าจะให้การปฏิบัติบรรลุมรรคผลนิพพานได้มากกว่านี้ ต้องปฏิบัติอยู่ในหมู่กลุ่มที่เป็นมิตรดี สหายดี และสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะมิตรแท้หรือมิตรดี จะเอาภาระและช่วยขัดเกลาเราให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้น”10 ชาวอโศก เชื่อว่า การปฏิบัติอยู่กับหมู่กลุ่มที่เป็นมิตรดี สหายดี จะท าให้เราเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น ดังนั้น ชาวอโศกที่อยู่บ้าน จึงเข้าวัดและพบสมณะอยู่เป็นประจ ามิได้ขาด การพบสมณะผู้มีศีล มีแต่คุณโดยส่วนเดียว ไม่มีโทษเลย ถ้าผู้ที่พบผู้มีศีลนั้น ปฏิบัติปฏิปทาได้อย่างถูกต้อง ถูกตรง การพบผู้มีศีล จะไม่เกิดคุณค่าที่เป็นปรมัตถธรรม ที่น าไปสู่การลดละกิเลสเลย ถ้าไม่ปฏิบัติปฏิปทาตามที่ท่านบอก ท่านสอน สิ่งที่สมณะผู้มีศีลาทิคุณ “มี” ก็คือ วิชชาหรือความรู้ในการก าจัดกิเลส ก าจัดบาป ถ้าเราก าจัดกิเลสหรือบาปได้ ผู้ที่ก าจัดได้ จึงคือ ผู้ประสบบุญเป็นอันมาก เพราะก าจัดกิเลสหรือบาปได้ จึงเห็นกิเลสหรือบาป ที่มีอยู่ เป็นอยู่ ลดลงอย่างเห็น ๆ ผู้ที่เห็นกิเลสลดลงได้ เพราะมีตัวรู้ มีธาตุรู้ การที่เราเห็นกิเลสลดลงได้ นี่แหละคือ การประสบบุญเป็นอันมาก เป็นการปฏิบัติปฏิปทาเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามากตามแนวทางที่ท่านสอน จะสังเกตได้ว่า สมณะผู้มีศีล จะสอนผู้อื่นให้มีศีลที่เจริญขึ้น ๆ และจะสอนให้รู้อานิสงส์ของศีล เหมือนดังที่พระสารีบุตรกล่าวถึงอานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล 5 ประการ คือ “1) ย่อมประสบกองแห่งโภคะใหญ่ ซึ่งมีความไม่ 9สัมภาษณ์, ศาสตราจารย์ ภญ.ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์, วันที่ 8 มิถุนายน 2562. 10สัมภาษณ์, ดร.สม นาสอ้าน, วันที่ 30 กรกฎาคม 2562. 179 ประมาทเป็นเหตุ 2) เกียรติศัพท์ที่ดีงามของคนมีศีล ย่อมระบือไป 3) เมื่อเข้าสู่บริษัทใดๆ ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า 4) ย่อมเป็นผู้ไม่หลงท ากาละ 5) ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”11 จะเห็นได้ว่า สิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่มีคุณประโยชน์ สิ่งที่เป็นผลอันเลิศ ที่เกิดจริง เป็นจริง มีจริง ดังที่กล่าวมานั้น เป็นผลมาจากการประพฤติปฏิบัติศีลสังวร จนบรรลุศีลสัมปทา เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ผู้ที่มีศีล ก็คือ ผู้ที่มีทรัพย์ สอดคล้องกับการสนทนากลุ่ม ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ทรัพย์ของผู้มีศีล หมายถึง การเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ าเมา คือ สุราเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท บัณฑิตเรียกผู้ที่มีทรัพย์แท้ ผู้ที่มีศีลว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้มีศีลเป็นชีวิตที่มีคุณค่า ไม่สูญเปล่า ผู้มีศีลสัมปทา คือ ผู้ที่มีชีวิตที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมได้กองโภคทรัพย์ใหญ่ ย่อมเป็นที่รักของญาติทั้งหลาย ย่อมรุ่งเรืองในหมู่มิตร ย่อมเป็นที่รัก ที่เคารพ และที่ยกย่องของเพื่อนสพรหมจรรย์ ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า เมื่อเข้าสู่บริษัท ย่อมได้รับปัจจัย 4 บริบูรณ์ ย่อมได้รับเครื่องอุปโภคบริโภคบริบูรณ์ ที่กล่าวมานี้ เป็นผลที่เป็นรูปธรรม เป็นผลเชิงประจักษ์ ทุกคนรู้ได้ เห็นได้ สัมผัสได้”12 แต่ผลที่เป็นนามธรรม เป็นโลกุตระ ที่มีจิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นผลเกิดขึ้นที่ใจ เป็นเรื่องที่รู้ยาก เข้าใจยาก หยั่งถึงได้ยาก ต้องปฏิบัติจนมีสภาวะ รู้แจ้ง เห็นจริง ด้วยตัวเองเท่านั้น จึงจะเกิดปัญญา จึงจะรู้แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญา เป็นปัญญาที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง และถ้าปรารถนาจะเข้าถึงผลอันเลิศ ผลอันประเสริฐ ที่ชื่อว่า อรหัตผล เราก็ต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติศีลที่เป็นกุศลไปตามล าดับ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในกิมัตถิยสูตรว่า “ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิปปฏิสาร มีปราโมทย์เป็นผล มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ความปราโมทย์ มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ ปีติ มีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ปัสสัทธิ มีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ สุข มีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ สมาธิ มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ นิพพิทาวิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตผลโดยล าดับ ด้วยประการดังนี้แล”13 จะเห็นได้ว่า เหตุเบื้องต้นที่ท าให้เข้าถึงอรหัตผล ก็คือ ศีลที่เป็นกุศล ประเด็นของศีลที่เป็นกุศล ที่ประพฤติตามล าดับนี้ เป็นประเด็นส าคัญที่ต้องธรรมวิจัยให้แยบคาย ให้ถ่องแท้ ให้ได้เสียก่อน ถ้าธรรมวิจัยผิด ก็ปฏิบัติผิด ถ้าธรรมวิจัยเป็นสัมมาทิฏฐิ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมเจริญขึ้น สูงขึ้น เป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา และมีอัตราก้าวหน้าสูงขึ้นไปตามล าดับ สอดคล้องกับการสนทนากลุ่ม ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “การปฏิบัติศีลที่เป็นกุศล ย่อมเกิดผลและอานิสงส์ขึ้นที่จิตในจิต ผู้ที่ปฏิบัติแล้วเกิดมรรคเกิดผล 11ที.ปา. 11/291/198. 12ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม, วันที่ 9 มิถุนายน 2562. 13องฺ.ทสก. 24/1/2. 180 จริง ย่อมสัมผัสได้ถึงผลของความเป็นอรหันต์ 10 ขั้นตอน คือ 1) เกิดความไม่เดือดเนื้อร้อนใจ 2) เกิดความยินดี 3) เกิดความอิ่มใจ 4) เกิดความสงบจากกิเลส 5) เกิดสุข 6) เกิดจิตตั้งมั่น 7) เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง 8) เกิดความหน่ายต่อโลกีย์นั้น ๆ 9) เกิดความคลายก าหนัดที่จิต 10) เกิดธาตุรู้ชนิดพิเศษ ที่เห็นแจ้งแทงทะลุความหลุดพ้น เป็นอธิปัญญา เป็นญาณหยั่งรู้ ซึ่งเป็นการรู้แจ้งนิพพานในตน”14 ศีลอันเป็นกุศลดังที่กล่าวมานี้ ท าให้เกิดปัญญา เกิดวิมุติ เกิดวิมุติญาณทัสสนะ และปัญญาที่เกิดจริง เป็นจริงนี้ หมายถึง ปัญญาที่เป็นเครื่องก าจัด ล้าง ช าระ และท าลายกิเลสตามล าดับจนถึงที่สุด เมื่อปฏิบัติได้ถึงที่สุด ย่อมเข้าถึงความเป็นอรหันต์ ถ้ายังไม่ถึงที่สุด ก็ต้องไปตามขั้นตอน คือ บรรลุเป็นโสดาบันก่อน ต่อมาก็สกิทาคามี และอนาคามี ตามล าดับ การพัฒนาตนเองของชาวอโศก จะพัฒนาตามหลักวรรณะ 9 คือ เป็นคนเลี้ยงง่าย รู้จักสาระของชีวิต รู้จักละลดกิเลส ไม่ว่าจะกิน อยู่ หลับ นอน หรือท าอะไรก็แล้วแต่ ไม่ติดไม่ยึด เช่น เรื่องกิน ถ้าเราติดรส กินอะไรก็ไม่ถูกปาก มันไม่อร่อย กินไม่ลง ต้องเอารสตรงตามอุปาทานของตัวเอง ต้องตกแต่งให้สวยงาม ถ้าไม่สวยงาม ก็ไม่กิน หรือใส่จานมา จานไม่สวย ไม่มีจานรอง ไม่มีฝาปิด ก็ไม่ได้ ไม่มีผ้ารอง ก็ไม่ได้ นี่คือ พวกกินยาก เลี้ยงยาก เรียกว่า ทุภโร เพราะว่าติดยึดมาก ชาวอโศกแต่ละคน จะฝึกฝนตนเอง จะพัฒนาตนเอง ให้เป็นคนเลี้ยงง่าย เรียกว่า สุภโร เรื่องนอนก็เหมือนกัน อย่าติดอะไรมากมาย นอนบนพื้น ไม่ต้องมีเตียงสูงใหญ่หรูหรา ไม่ต้องมีฟูก มีหมอน นอนง่าย กินง่าย ไปง่ายมาง่าย สอดคล้องกับสมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “การพัฒนาตนเอง จะต้องพัฒนาอย่างมีปัญญา คือ จะกินจะใช้ปัจจัย 4 เท่าที่จ าเป็น อะไรที่เกินกว่าความจ าเป็นของชีวิต ถือว่า เป็นขยะ เป็นสิ่งที่รกรุงรัง ต้องเอาออก ต้องสละออก เป็นคนมักน้อย รู้จักพอ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ประพฤติตนเป็นคนเลี้ยงง่าย คือ กินง่าย อยู่ง่าย แต่ไม่มักง่าย คนที่ไม่โลภมาก ไม่มักมาก ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักการให้ การเสียสละ เป็นคนที่น่าเคารพ น่าบูชา เป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่อง และการสรรเสริญ”15 จะเห็นได้ว่า คนที่น่าเคารพ น่าบูชานั้น จะเป็นคนว่านอนสอนง่าย เป็นคนพัฒนา ไม่ดื้อ ไม่เลี่ยง ไม่ตะแบง ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาแต่ใจตัว กิเลสไม่มาก แต่ถ้ามีกิเลสมาก จะชอบตะแบง ชอบดื้อ ชอบเลี่ยง เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัว พัฒนายาก ชาวอโศกเห็นโทษภัยของกิเลส เพราะท าให้ทุกข์ ท าให้พัฒนายาก จึงฝึกฝนตนเอง ให้เป็นคนมักน้อย คือ ท างานได้มาก สร้างผลผลิตได้มาก แต่เอาไว้น้อย ๆ แม้ที่สุด เราหาได้มาก ๆ เราก็สละออกมาก ๆ ได้ด้วย ขณะที่เสียสละ ก็ท าใจในใจ ให้สละออกๆ เป็นบุญกิริยาวัตถุที่ส าเร็จด้วยทาน เพราะเราได้จัดการปฏิบัติตนให้รู้จักพอ และมีจิตสันโดษจริง คือ จิตมันพอจริง ๆ เรามักน้อย ไม่สะสม นี่คือ จิตที่ได้ล้างกิเลส เป็นความจริง ที่เราท าได้จริง ๆ สอดคล้องกับณรงค์ คงบ ารุง ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ความสันโดษ หมายถึง ใจพอ ใจที่มีอาการพอจริง ๆ”16 เมื่อเราได้ฝึกตน ปฏิบัติตน ให้มีน้อย จนกระทั่งใจมีอาการบรรลุความพอ นี่แหละคือ จิตที่มีคุณสมบัติสันโดษ 14ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม, วันที่ 9 มิถุนายน 2562. 15สัมภาษณ์, สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ, วันที่ 25 พฤษภาคม 2562. 16สัมภาษณ์, พลตรี ดร.ณรงค์ คงบ ารุง, วันที่ 4 มิถุนายน 2562. 181 คือ ใจมันพอ เราต้องฝึกให้มันดีขึ้นไปอีก คือ มีน้อยก็พอ น้อยลงได้อีก ก็พอ ค าว่า สันโดษนี้ ต้องสัมพันธ์กับคุณสมบัติของความมักน้อยด้วย เป็นปฏิสัมพันธ์ที่ต่างช่วยกันและกันให้เจริญขึ้น ๆ อริยบุคคลของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่โสดาปัตติมรรคไปจนถึงอรหัตมรรค จะมีการขัดเกลาตนเองอยู่เสมอ ๆ ตราบใดที่กิเลสยังมีอยู่ จะไม่หยุดขัดเกลาตนเอง ผู้ที่เป็นเสขบุคคล จะรู้ว่า ถ้ายังมีกิเลสอยู่ ก็ยังทุกข์อยู่ จะทุกข์มากหรือทุกข์น้อย ก็ชื่อว่า ทุกข์ การพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ ถ้ายังไม่ถึงที่สุดของการพัฒนา ก็คงต้องพัฒนาต่อไปจนถึงที่สุด สอดคล้องกับสงกรานต์ ภาคโชคดี ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ที่สุดของการพัฒนา ก็คือ ความพ้นทุกข์ จะพัฒนามนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ มนุษย์ที่ได้รับการพัฒนานั้น ต้องลดทุกข์ของตนเอง ในแต่ละระดับ ๆ ให้ได้ จนหมดทุกข์ เมื่อแต่ละคนพัฒนาตนเองจนหมดทุกข์ได้ ทุกข์นั้นก็ไม่มี เมื่อไม่มีทุกข์ จิตก็สะอาดบริสุทธิ์”17 ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ ต้องขัดเกลากิเลสต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น ศีล มิจฉามรรค มิจฉาผล นิวรณ์ 5 อุปกิเลส 16 เป็นต้น ให้หมดไปจากจิต ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้ ต้องปฏิบัติไตรสิกขา สอดคล้องกับใจเพชร กล้าจน ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ผู้ที่จะพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ต้องมีสัมมาทิฏฐิในการล้างบาป คือ ต้องรู้จักการท าใจในใจ และพิจารณาให้เห็นวิบากแห่งปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปวาจา อภิชฌา พยาบาท และมิจฉาทิฏฐิว่า เป็นกรรมที่ชั่วร้าย เป็นบาป ผู้ที่รู้จักบาป ผู้ที่รู้จักวิบากแห่งบาป จะมีศรัทธา มีหิริโอตตัปปะ และพากเพียรปฏิบัติไตรสิกขา เพื่อละลดบาปต่าง ๆ เหล่านี้”18 คนมีวรรณะของพระพุทธเจ้า จะเป็นคนไม่สะสม มีการไม่สะสมทั้งวัตถุสมบัติ ทั้งทรัพย์สินศฤงคาร และทั้งกองกิเลส ผู้ที่เข้าใจสัจจะแล้ว จะหยุดโลภโมโทสัน จะไม่ไปหอบเอามาให้มาก ๆ ให้มันทุกข์ ให้มันเป็นภาระ เพราะรู้ว่า ยิ่งได้มามากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งต้องไปเอาเปรียบเขามามากเท่านั้น เมื่อได้มาแล้ว ก็ต้องหอบต้องหวง ต้องขี้เหนียว ต้องหอบเอาไว้ ไม่ให้มันกระดิก กิเลสมัจฉริยะ ตระหนี่ถี่เหนียว ก็ตกผลึก แน่นหนาขึ้น กิเลสมหัปปิจฉะ มักมาก ก็โตขึ้น หนาขึ้น หยาบคายขึ้น สิ่งที่ได้ ก็คือ เงินและวัตถุสมบัติ ที่ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ พร้อมกับวิบากบาป ที่เป็นอบาย ทุคติ วินิบาต และนรก ชาวอโศกเห็นภัยในวัฏฏะสงสารข้อนี้ จึงบ าเพ็ญบุญกิริยาวัตถุด้วยการทาน การให้ และไม่สะสม สอดคล้องกับการสนทนากลุ่ม ที่ให้สัมภาษณ์ว่า “บุญกิริยาวัตถุส าเร็จด้วยทาน หมายถึง การทาน เป็นเบื้องต้นของการให้ทางวัตถุ ส าเร็จการให้แล้วด้วยวัตถุ เป็นความดี เป็นกรรมกิริยาที่ดี เป็นกุศลกรรม การให้วัตถุเป็นทาน ต้องให้ด้วยจิตที่บริสุทธิ์ เมื่อกิริยาของกาย มีการให้ มีการเอาออก สละออก ปล่อยออก กิริยาของใจ ที่เรารู้ได้ สัมผัสได้ เป็นนามธรรม ก็ต้องมีการสละออก ปล่อยออก ไปด้วย ถึงจะเรียกได้ว่า บุญกิริยาวัตถุส าเร็จด้วยทานทั้ง 2 ส่วน คือ ทั้งกายและใจ ถึงจะตอบได้ว่า การทานที่ให้แล้ว มีผล เกิดผล และส าเร็จผล ค าว่า มีผล หมายถึง มีการช าระกิเลสเป็นผลส าเร็จ”19 17สัมภาษณ์, เภสัชกรสงกรานต์ ภาคโชคดี, วันที่ 8 มิถุนายน 2562. 18สัมภาษณ์, ดร.ใจเพชร กล้าจน, วันที่ 7 มิถุนายน 2562. 19ข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม, วันที่ 9 มิถุนายน 2562. 182 ภาพที่ 4.1 กระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้านการพัฒนาตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ คือ เกิดอิสรภาพที่แท้จริงขึ้น ทั้งชุมชน กล่าวโดยสรุปได้ว่า กระบวนการพัฒนาตนเองของชาวอโศก จะใช้การบูรณาการร่วมกันระหว่างระบบบุญนิยมของสมณะโพธิรักษ์ และหลักพุทธธรรมตามแนวพระพุทธศาสนา เป้าหมายหลักของการพัฒนา ก็คือ เพื่อช าระกิเลสและช าระบาป ให้ถึงที่สุด จะช าระกิเลส ช าระบาปได้ ก็ด้วยการก าหนดเป้าหมายของกิเลสที่จะช าระให้ชัดเจน เมื่อชัดแล้ว ก็ตั้งศีล สมาทานศีล ปฏิบัติปฏิปทาในศีล ด้วยการส ารวม ด้วยการละ ด้วยการงดเว้น ด้วยการเว้นขาด เป็นการปฏิบัติปฏิปทาอย่างมีสัมมาทิฏฐิ มีวิตกวิจาร มีธรรมวิจัย แยกแยะกิเลสอยู่ตลอดเวลา แล้วใช้บุญช าระกิเลส ด้วยการท าใจในใจให้แยบคาย ด้วยการท าอาการของใจให้มีลักษณะช าระออก ๆ เมื่อบุญช าระกิเลสออกจากจิตสันดานได้จนสะอาดหมดจดแล้ว จิตย่อมสะอาดบริสุทธิ์ จิตย่อมปราศจากกิเลส เมื่อกิเลสตายเกลี้ยงสูญสิ้นสนิทแล้ว จิตย่อมหลุดพ้น จิตย่อมเป็นอิสระ ไม่เป็นทาสของกิเลสอีกต่อไป นี้คือ อิสรภาพที่แท้จริง ที่เกิดจริง เป็นจริง และมีอยู่จริง ๆ ในชุมชนของชาวอโศก ดังภาพที่ 4.1 โดยสัจจะแล้ว กิเลสระบบบุญนิยม ศีล สมาธิ ปัญญา องค์ประกอบของระบบบุญนิยม 1. ความหมายและสารัตถะของบุญนิยม 19 ประการ 2. นิยามแห่งความเป็นบุญนิยม 11 ประการ 3. อุดมการณ์สูงสุดของบุญนิยม 7 ประการ 4. การพัฒนาตนเองตามหลักวรรณะ 9 5. แนวทางปฏิบัติที่น าไปสู่อุดมการณ์บุญนิยม ก็คือ ทฤษฎีสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ด้านการพัฒนาตนเอง เกิดอิสรภาพ ทั้งชุมชน หลักธรรมที่ผู้วิจัยน ามาสนับสนุน 1. บุญกิริยาวัตถุ 10 2. สาราณิยธรรม 6 3. อปริหานิยธรรม 7 ผลลัพธ์ คือ การบูรณาการ ร่วมกัน น าไปสู่ การช าระกิเลส 183 ส่วนไหนที่ช าระได้แล้ว ก็ไม่ต้องช าระอีก กิเลสส่วนไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive