09 บทที่ 3 Bunniyom.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา การวิจัยการพัฒนามนุษย์เรื่อง “การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ”นั้น มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา เพื่อบูรณาการหลักพุทธธรรมในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก เพื่อเสนอแนวทางและการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ “รูปแบบการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ” การศึกษาในบทนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาถึงกระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยหลักไตรสิกขา อันประกอบด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา และหลักธรรมที่ใช้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ ได้แก่ บุญกิริยาวัตถุ 10 สาราณิยธรรม 6 และอปริหานิยธรรม 7 เป็นหลักธรรมที่ใช้เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคน ให้เป็นคนที่เจริญ ให้เป็นคนที่ประเสริฐ ด้วยการลดละความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นความเจริญที่มีศีลเป็นประมุข มีศีลเป็นประธานแห่งความถึงพร้อมของกุศลธรรมทั้งหลาย เป็นความเจริญที่ลดละกิเลสไปตามล าดับ บรรลุธรรมไปตามล าดับ เกิดมรรคผลไปตามล าดับ เข้าถึงความเป็นพระอริยะไปตามล าดับ การศึกษาในบทนี้ เป็นการศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา ที่ปรากฏในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท โดยผู้วิจัย ได้ก าหนดประเด็นในการศึกษาไว้ ดังนี้ 3.1 กระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยศีล 3.2 กระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยสมาธิ 3.3 กระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยปัญญา 3.4 หลักธรรมที่ใช้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ 3.5 สรุป 3.1 กระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยศีล โลกและสังคมทุกวันนี้ อุดมไปด้วยปัญหา เต็มไปด้วยความทุกข์ ความยาก ความล าบาก และความเดือดร้อน ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้
อ่านต่อ
เกิดจากพฤติกรรมของคนทุศีล ละเมิดศีล บุคคลที่ยังทุศีล ละเมิดศีลอยู่ ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา พฤติกรรมที่ล่วงละเมิดนั้น มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ ส าเร็จแล้วด้วยใจ ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนที่อยู่ในสังคมของคนมีศีล จะมีปกติสังวรในศีล การประพฤติผิดศีลหรือล่วงละเมิดศีล ย่อมไม่มี ย่อมไม่ปรากฏ ดังนั้น คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม จึงอยู่ 107 ร่วมกันอย่างอบอุ่นและมีความสุข แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น คนที่มีศีล คนที่ไม่ละเมิดศีล มีจ านวนน้อย แม้ว่าคนมีศีลจะมีน้อย แต่ว่าคุณค่าของศีลนั้น กลับมีคุณค่าอย่างมากมายมหาศาล เป็นคุณค่าที่มีความวิเศษอยู่ในตัวของมันเอง ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงได้รวบรวมเนื้อหาสาระที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยศีลเอาไว้อย่างรอบด้านและมีความชัดเจนอยู่ในบริบทที่น าเสนอ มีขั้นตอนการศึกษาภาคปริยัติ ที่ต้องเรียนรู้ไปตามล าดับ มีขั้นตอนการปฏิบัติ ที่ต้องเรียนรู้อย่างชาญฉลาด รู้จักวิเคราะห์วิจัยธรรมะได้อย่างลึกซึ้ง มีสัมมาทิฏฐิ มีมรรคาปฏิปทา มีสัมมาปฏิบัติปฏิบัติแล้วเกิดมรรคผล เกิดความเป็นอริยะ เข้าถึงความเป็นอริยบุคคลได้จริง มรรคาในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยศีล ที่จะได้ศึกษาเรียนรู้ แล้วน าไปประพฤติปฏิบัติกัน มีดังนี้ 3.1.1 ความหมายของศีล 1) ความหมายของศีล ในทัศนะของนักวิชาการ มีดังนี้ “ศีล” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 หมายถึง ข้อบัญญัติทางพระพุทธศาสนาที่ก าหนดการปฏิบัติทางกายและวาจา เช่น ศีล 5 ศีล 8, การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย1 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ให้ความหมายว่า “ศีล” คือ ความประพฤติดีทางกายและวาจา, การรักษากายและวาจาให้เรียบร้อย, ข้อปฏิบัติส าหรับควบคุมกายและวาจาให้ตั้งอยู่ในความดี, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ปกติมารยาทที่ปราศจากโทษ, ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกายวาจาให้ดียิ่งขึ้น, ความสุจริตทางกายวาจาและอาชีพ2 พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ให้ความหมายศีล ในทางปฏิบัติไว้ว่า คือ การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกายและวาจา ให้ปราศจากความมัวหมอง และศีลเป็นเหตุให้คนอยู่กันเป็นปกติ ไม่เบียดเบียนกัน ไม่ฆ่ากัน ไม่ลักขโมยของกันและกัน เป็นต้น ท าให้เกิดความสงบสุขในสังคม และจัดเป็นบุญอย่างหนึ่ง เรียกว่า สีลมัย บุญที่เกิดจากการรักษาศีล คือ เมื่อรักษาศีล ก็ชื่อว่า ได้ท าบุญ3 กล่าวโดยสรุปได้ว่า ศีล หมายถึง ข้อปฏิบัติในการฝึกหัดกาย วาจา ให้ดียิ่งขึ้น ความสุจริตทางกาย วาจา และอาชีพ การงดเว้นจากการประพฤติผิดทางกาย วาจา ให้ปราศจากความมัวหมอง 2) ความหมายของศีล ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก มีดังนี้ ความหมายของศีล มีปรากฏอยู่ในพระสุตตันปิฎก หลายที่ หลายแห่ง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย และสะดวกแก่ผู้ศึกษา ผู้วิจัยจึงได้น ามารวมรวมไว้ในที่นี้ แล้วก าหนดเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1ราชบัณฑิตยสถาน, “พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554”, 25 เมษายน 2563, http://www.royin.go.th/dictionary/. 2พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ 23, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ผลิธัมม์, 2558), หน้า 394. 3พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์, พิมพ์ครั้งที่ 3, (กรุงเทพมหานคร : ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม, 2551), หน้า 966. 108 (1) ความส ารวม ความระวัง ความไม่ก้าวล่วง ในสิกขาบททั้งหลายนั้น นี้เป็นศีล4 (2) เจตนา เป็นศีล เจตสิก เป็นศีล ความส ารวม เป็นศีล ความไม่ล่วง เป็นศีล5 (3) การละปาณาติบาต เป็นศีล เวรมณี การงดเว้น เป็นศีล เจตนา เป็นศีล สังวร เป็นศีล การไม่ล่วง เป็นศีล6 (4) การละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค การละกิเลสที่หยาบ ๆ ด้วยสกทาคามิมรรค การละกิเลสที่ละเอียดด้วยอนาคามิมรรค การละกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค การละนั้น ๆ เป็นศีล เวรมณี เป็นศีล7 (5) ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร เป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง เป็นที่ประชุมแห่งเจตนา อันเกิดในความเป็นอย่างนั้น ชื่อว่า ศีล เพราะอรรถว่า ส ารวมและไม่ก้าวล่วง ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ ชื่อว่า ศีล ส ารวมและไม่ก้าวล่วง กามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ...ความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ...ถีนมิทธิด้วยอาโลกสัญญา ...อุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ...วิจิกิจฉาด้วยการก าหนดธรรม ...อวิชชาด้วยญาณ ...อรติด้วยความปราโมทย์ ...นิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ...วิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ...ปีติด้วยตติยฌาน ...สุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ...รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ...อากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ...วิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญา ยตนสมาบัติ ...อากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ...กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ...กิเลสหยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค กิเลสละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่า ศีล ส ารวมและไม่ก้าวล่วงกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ชื่อว่า ศีล8 กล่าวโดยสรุปได้ว่า ศีลเป็นมรรคาแห่งการปฏิบัติ ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และบั้นปลาย เป็นมรรคาที่จะก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ ผู้ที่เป็นชาวพุทธจะต้องตระหนักและตื่นรู้ คือ ต้องรู้ว่า อะไรเป็นเหตุให้เราเสื่อมหรือตกต่ าอยู่ ทั้งต้น กลาง ปลาย เมื่อรู้เหตุแห่งอบายแล้ว ก็จะต้องตั้งศีล ก าหนดศีลขึ้นมา เพื่อความส ารวมและไม่ก้าวล่วง เริ่มตั้งแต่การส ารวมและไม่ก้าวล่วงศีล 5 ไปจนถึงการส ารวมและไม่ก้าวล่วงกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค จะเห็นได้ว่า การส ารวมและไม่ก้าวล่วง คือ มรรคา ของผู้ปฏิบัติ จากที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่า เนื้อศีล หรือตัวศีล อยู่ที่การส ารวมและไม่ก้าวล่วง เป็นมรรค เป็นตัวปฏิกิริยา เป็นตัวปฏิบัติ เป็นพลังงานพิเศษ มีหน้าที่ช าระล้างกิเลส ให้หมดไปจากจิตสันดาน ด้วยการสมาทานศีลแต่ละข้อ ๆ อย่างผู้มีปัญญา เมื่อท าข้อที่ 1 ได้แล้ว ก็ท าข้อที่ 2, 3, 4 ไปเรื่อย ๆ 4ขุ.ม. 29/81/60. 5ขุ.ปฏิ. 31/89/34. 6ขุ.ปฏิ. 31/90/35. 7ขุ.ปฏิ. 31/91/36. 8ขุ.ปฏิ. 31/89/34. 109 ตามความพร้อมของแต่ละคน ซึ่งต้องกระท าไปตามล าดับ ส่วนค าว่า การละก็ดี การงดเว้นก็ดี การสังวรก็ดี ฯลฯ ก็มีนัยส าคัญเฉกเช่นเดียวกันกับค าว่า ส ารวมและไม่ก้าวล่วง 3.1.2 อริยศีลขันธ์ในพระพุทธศาสนา ในยุคแรกที่พระพุทธเจ้าประกาศศาสนา พระองค์จะตรัสอยู่เป็นประจ าว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นธรรมนูญของพุทธ เป็นศีลแม่บท เป็นศีลหลักที่พุทธบริษัททั้ง 4 ในธรรมวินัยนี้ จะต้องศึกษา เรียนรู้ ให้เกิดความเข้าใจให้ได้อย่างถ่องแท้ จึงจะสามารถประพฤติปฏิบัติให้ถึงซึ่งความสิ้นทุกข์ได้ ผู้ใดปฏิบัติได้ ผู้นั้นย่อมเกิดปัญญา เป็นปัญญาที่รู้แจ้ง รู้รอบ รู้ทั่ว รู้ชัด และเข้าถึงสัจธรรมของชีวิตได้อย่างแท้จริง จุลศีล มัชฺฌิมศีล มหาศีล ดังกล่าว มีบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 ทุกสูตร อริยศีลขันธ์นี้ เป็นศีลที่น าไปสู่ความเป็นอริยะ เป็นที่ตั้งแห่งความบริสุทธิ์ เป็นที่ตั้งแห่งการส ารวมสังวร แห่งการไม่ก้าวล่วง อริยศีลขันธ์นี้ เป็นกระบวนการ (มรรคา) แห่งการปฏิบัติ เพื่อรู้ธรรมที่ควรรู้ เพื่อละธรรมที่ควรละ เพื่อดับธรรมที่ควรดับ เพื่อท าให้แจ้งธรรมที่ควรท าให้แจ้ง ด้วยการละ ด้วยการเว้นขาด จากกิเลสและอกุศลธรรม (บาป) ทั้งปวง จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ที่เป็นมรรคาแห่งการปฏิบัติ เพื่อน าไปสู่ความพ้นทุกข์ มีดังนี้ 1) จุลศีล : เป็นศีลที่ยอด ที่เลิศ มีทั้งแนวกว้าง แนวลึก มีตั้งแต่หยาบจนถึงละเอียด เป็นศีลที่ภิกษุในพุทธศาสนา ต้องละ ต้องเว้นขาดให้ได้ มี 26 ข้อ ดังนี้9 (1) ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (2) เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (3) เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (4) เธอละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่ค าจริง ด ารงค าสัตย์ มีถ้อยค าเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (5) เธอละค าส่อเสียด เว้นขาดจากค าส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อ ให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่ค าที่ท าให้คนพร้อมเพรียงกัน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (6) เธอละค าหยาบ เว้นขาดจากค าหยาบ กล่าวแต่ค าที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่ พอใจ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 9ที.สี. 9/103/59. 110 (7) เธอละค าเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากค าเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่ค าที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่ค ามีหลักฐาน มีที่อ้าง มีที่ก าหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (8) เธอเว้นจากการพรากพืชคามและภูตคาม (9) เธอฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล (10) เธอเว้นจากการฟ้อนร า ขับร้อง ประโคมดนตรีและดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล (11) เธอเว้นขาดจากการทัดทรงประดับ และตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอมและเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว (12) เธอเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ (13) เธอเว้นขาดจากการรับทองและเงิน (14) เธอเว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ (15) เธอเว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ (16) เธอเว้นขาดจากการรับสตรีและกุมารี (17) เธอเว้นขาดจากการรับทาสีและทาส (18) เธอเว้นขาดจากการรับแพะและแกะ (19) เธอเว้นขาดจากการรับไก่และสุกร (20) เธอเว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา (21) เธอเว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน (22) เธอเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ (23) เธอเว้นขาดจากการซื้อการขาย (24) เธอเว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด (25) เธอเว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวง และการตลบตะแลง (26) เธอเว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจ า การตีชิง การปล้น และกรรโชก แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 2) มัชฌิมศีล : เป็นศีลที่ขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยชี้ชัดลงไปว่า นักบวชของศาสนาอื่นที่มีมาก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ ประพฤติอย่างหนึ่ง นักบวชของพุทธ ประพฤติอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแตกต่างและไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง มัชฌิมศีล เป็นศีลที่ภิกษุในสมัยพุทธกาล ประพฤติปฏิบัติกันได้จริง ๆ มัชฌิมศีลที่เป็นมรรคาแห่งการปฏิบัติ มีอยู่ 10 ข้อ ดังนี้10 10ที.สี. 9/104-113/61. 111 (1) ภิกษุเว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคามและภูตคามเห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต่ล าต้น พืชเกิดแต่ผล พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ครบห้า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (2) ภิกษุเว้นขาดจากการบริโภคของที่ท าการสะสมไว้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการบริโภคของที่ท าการสะสมไว้เห็นปานนี้ คือ สะสมข้าว สะสมน้ า สะสมผ้า สะสมยาน สะสมที่นอน สะสมเครื่องประเทืองผิว สะสมของหอม สะสมอามิส แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (3) ภิกษุเว้นขาดจากการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศลเห็นปานนี้ คือ การฟ้อน การขับร้อง การประโคมมหรสพ มีการร า เป็นต้น การเล่านิยาย การเล่นปรบมือ การเล่นปลุกผี การเล่นตีกลอง ฉากภาพบ้านเมืองที่สวยงาม การเล่นของคนจัณฑาล การเล่นไม้สูง การเล่นหน้าศพ ชนช้าง ชนม้า ชนกระบือ ชนโค ชนแพะ ชนแกะ ชนไก่ รบนกกระทา ร ากระบี่กระบอง มวยชก มวยปล้ า การรบ การตรวจพล การจัดกระบวนทัพ กองทัพ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (4) ภิกษุเว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทเห็นปานนี้ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นก าทาย เล่นสกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถน้อย ๆ เล่นหก คะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถน้อย ๆ เล่นธนูน้อย ๆ เล่นเขียนทายกัน เล่นทายใจ เล่นเลียนคนพิการ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (5) ภิกษุเว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่เห็นปานนี้ คือ เตียงมีเท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าท าเป็นรูปสัตว์ร้าย ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ท าด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ท าด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาดขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้าย มีสีหะและเสือ เป็นต้น เครื่องลาดขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน 16 คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ท าด้วยหนังสัตว์ ชื่อ อชินะ อันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีท าด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 112 (6) ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบการประดับตกแต่งร่างกายอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบการประดับตบแต่งร่างกายอันเป็นฐานแห่งการแต่งตัวเห็นปานนี้ คือ อบตัว ไคลอวัยวะ อาบน้ าหอม นวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ ประเทืองผิว ผัดหน้า ทาปาก ประดับข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้า ใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้ขรรค์ ใช้ร่ม สวมรองเท้า ประดับวิจิตร ติดกรอบหน้า ปักปิ่น ใช้พัดวาลวิชนี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้ามีชาย แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (7) ภิกษุเว้นขาดจากติรัจฉานกถา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบติรัจฉานกถา เห็นปานนี้ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอ ามาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องน้ า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ า เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (8) ภิกษุเว้นขาดจากการกล่าวถ้อยค าแก่งแย่งกัน เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายกล่าวถ้อยค าแก่งแย่งกันเห็นปานนี้ เช่นว่า ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงท่านรู้จักทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิด ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยค าของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์ ค าที่ควรจะกล่าวก่อน ท่านกลับกล่าวภายหลัง ค าที่ควรจะกล่าวภายหลัง ท่านกลับกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ าชองมาผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้แล้ว ข้าพเจ้าข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (9) ภิกษุเว้นขาดจากการประกอบทูตกรรมและการรับใช้ เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบทูตกรรมและการรับใช้เห็นปานนี้ คือ รับเป็นทูตของพระราชา ราชมหาอ ามาตย์ กษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีและกุมารว่า ท่านจงไปในที่นี้ ท่านจงไปในที่โน้น ท่านจงน าเอาสิ่งนี้ไป ท่านจงน าเอาสิ่งนี้ในที่โน้นมา ดังนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (10) ภิกษุเว้นขาดจากการพูดหลอกลวงและการพูดเลียบเคียง เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังพูดหลอกลวง พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาลาภด้วยลาภ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง 3) มหาศีล : เป็นศีลที่กล่าวถึง“เดรัจฉานวิชา”เป็นอันมาก มีอยู่ด้วยกันหลายมิติ ที่เกิดอยู่ มีอยู่ ที่เกิดจริง มีจริง และนักบวชในศาสนาอื่น ก็อาศัยเดรัจฉานวิชาเหล่านี้ เป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย เป็นเครื่องมือส าหรับเลี้ยงชีพของตน เพื่อยังชีพของตน โดยแท้จริงแล้ว ศาสนาพุทธไม่มีเดรัจฉานวิชา นักบวชของพุทธ ต้อง“เว้นขาด”จากเดรัจฉานวิชาให้ได้ การเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วย 113 ติรัจฉานวิชา เป็นข้อปฏิบัติของภิกษุ และเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า พุทธแท้ ๆ ไม่มีเดรัจฉานวิชาโดยเด็ดขาด มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 7 ข้อ ดังนี้11 (1) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างสมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ท านายฝัน ท านายลักษณะ ท านายหนูกัดผ้า ท าพิธีบูชาไฟ ท าพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ท าพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ท าพิธีซัดร าบูชาไฟ ท าพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ท าพิธีเติมเนยบูชาไฟ ท าพิธีเติมน้ ามันบูชาไฟ ท าพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ท าพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัตว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (2) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (3) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาองค์นี้จักมีชัย พระราชาองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุนี้ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (4) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง 11ที.สี. 9/114-120/64. 114 จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (5) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความส าราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนน ค านวณ นับประมวล แต่งกาพย์โลกายศาสตร์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (6) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม ร่ายมนต์พ่นไฟ ท าพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง (7) ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจ าพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ท าพิธีบนบาน ท าพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ท ากะเทยให้กลับเป็นชาย ท าชายให้กลายเป็นกะเทย ท าพิธีปลูกเรือน ท าพิธี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive