2. บทที่-1 P.1-19.pdf

โฟลเดอร์PDF
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์159 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา แนวคิดพุทธศาสนากลาววา มนุษยมีทางใหเดินอยู 2 ทาง คือ ทางเสื่อมหรือทางเจริญ การบริหารทรัพยากรมนุษยแนวพุทธมีหลักการคําสอนในสัปปุริสธรรม 7 “ธัมมัญูสูตร” ธรรมของ ผูมีความเห็นถูกตรง เปนมนุษยหรือบุคคลใดที่เปนผูเดินตามกระแสหรือเปนผูเดินทวนกระแสถาเปนผูเดินไปตามกระแสคือบุคคลยอมเสพ “กาม” ทั้งหลายและยอมกระทํากรรมอันเปนบาปสวนผูเดินทวนกระแสเปนบุคคลไมเสพ “กาม”และไมกระทํากรรมอันเปนบาปแมจะมีทุกขบางแตประพฤติพรหมจรรยใหบริสุทธิ์บริบูรณไดนี้เราเรียกวาบุคคลผูเดินทวนกระแส (พระไตรปฎก “อนุโสตสูตร” เลมที่ 21 ขอ 5) เนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทฤษฎีการทําใหทันสมัย (Modernization Theory) เกิดขึ้นไดสรางความเจริญทางวัตถุและสิ่งของตางๆมากมายทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่ขึ้นชื่อวาเปนประเทศกําลังพัฒนาไดรับความเจริญกาวหนาทางเศรษฐกิจอยางมาก ประชากรโลกฟนตัวขึ้น ไมอดตายดวยการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไปอยางกาวกระโดดทําใหผูคนในโลกไดรับผลการกระทํานั้นอยางเลี่ยงไมได สรางความบกพรอง ผิดพลาดและเสียหาย ที่สงผลกระทบทางลบตอจิตใจของมนุษยใหเกิดความ หดหู สิ้นหวัง แตกราว เสื่อมถอยในทุกมิติที่สัมพันธกันของมนุษยชาติในปจจุบัน ประชากรโลกตองพึ่งพาแบบถูกครอบงํา มีการขูดรีด ขมเหง ทํารายโดยมีศูนยกลางที่ถูกจัดตั้งขึ้นและตั้งตนเปนใหญ เหมือนผูหวังดี แตหากินบนคําวา “ชวยเขา” เขามาเพื่อมุงแสวงหาและกอบโกยผลประโยชนที่เห็นไดอยางชัดเจนในชวงทศวรรษที่ 1950 ที่ทําใหผูคนในโลกสับสนทั้งแนวคิดและวิถีดําเนินชีวิตซึ่งสัจจะความจริงของมนุษยชาติตองการพัฒนาสูความเจริญทั้งวัตถุและสภาพจิตใจที่สมดุลสอดคลองไปดวยกัน และในชว

อ่านต่อ

ง 20 ปที่ผานมาประเทศไทยเปนหนึ่งที่มีนโยบายสําคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ 8 (2540–2544) ไดกําหนดใหคน (มนุษย) เปนจุดเปาหมายหลักของการพัฒนาประเทศ เปนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย (Human Resource Development) เนนการพัฒนาแบบบูรณาการและองครวมอยางเปนระบบกลาวไดวา การบริหารทรัพยากรมนุษยเชิงระบบจําเปนมากกับการพัฒนาประเทศอันเปนองคประกอบปจจัยที่สัมพันธตอการขับเคลื่อนงานใหสําเร็จตามเปาหมายที่วางไว ในปจจุบันรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนประเทศชาติดวยพลังสามัคคีของคนในชาติ มากกวาการพึ่งพาแคระบบวัตถุนิยม เหมือนอยางในอดีตที่ผานมาและไดพัฒนาขึ้นมาเปนลําดับ ๆ ให 2ความสําคัญกับเหตุปจจัยตาง ๆ ที่มีบทบาทและสัมพันธกันและกันอยางเปนระบบ ตามหลักการบริหารทรัพยากรมนุษยแนวพุทธ ดังนั้นการสรางศักยภาพของพลเมืองจิตอาสาที่เขมแข็งจึงถือวาเปนหนาที่สําคัญอยางหนึ่งในการพัฒนาประเทศ ตามกรอบยุทธศาสตรแหงชาติ 20 ป (พ.ศ. 2560–2579) โดยมีการเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจแหงชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560–2564) เพื่อความตอเนื่องและเปนไปได องคการและหนวยงานตาง ๆ ไดเห็นถึงความสําคัญและมีสวนชวยในการสรางคนดีใหเกิดขึ้น ขจัดความขัดแยงและแขงขัน ซึ่งองคการแสวงหาผลกําไรเปนองคการที่มีการแขงขันสูง ตองการความรวดเร็วและไดเปรียบจึงจะอยูไดทุกอยางมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาทั้งธุรกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยีและตาง ๆ ไดสงผลกระทบเปนองครวมทั้งภายนอกและภายใน การบริหารจัดการตาง ๆ ตองพรอมปรับตัวอยูตลอดเวลา (ปริญญา หรุนโพธิ์ 2559: 1) สวนองคการไมแสวงหากําไรนั้นเรียกวา Non–profit Organization หมายความวาเปนองคการ มูลนิธิ สมาคม สหภาพและพรรคการเมืองเปนตน ที่จัดตั้งขึ้นมาทําหนาที่หรือทํากิจกรรมเพื่อประโยชนของสวนรวมมิใชเฉพาะกลุมและไมใชองคการของรัฐ (สํานักสถิติแหงชาติ 2556: 4) องคการไมแสวงหากําไรเปนองคการที่แตกตางมีการบริหารจัดการแบบผสมผสานของภาครัฐและภาคเอกชน โครงสรางขององคการไมชัดเจนและยืดหยุนตอองคประกอบเชนมีบริหารจัดการดูแลที่อาศัยอาสาสมัครเขามาทํางาน และมีผูบริหารองคการตองเปนผูนําการเปลี่ยนแปลงในปจจุบันนี้องคการไมแสวงหากําไรทั่วไปยังตองพึ่งพาเงินทุนจากผูอื่น (Lohmann 2007: 437–444) จึงมีปญหาอุปสรรคในการดําเนินการขององคการ ระบุไววาสวนใหญเปนเรื่องเงินทุนในการสนับสนุนจากภาครัฐและผูบริจาค รวมทั้งขาดเจาหนาที่และอาสาสมัคร ที่จะเขามาทํางานอยางเสียสละ (สํานักงานสถิติแหงชาติ 2556: 10) นอกจากนี้มีแรงกดดันจากเจาของเงินทุนหรือมีการแขงระดมเงินทุนเพื่อทํางานและตอบสนองในภารกิจที่ทํา ซึ่งการบริหารงานขององคการไมแสวงหาผลกําไรตางจากองคการอื่น ๆ คือการบริหารจัดการองคการนอกจากมีโครงสรางรูปแบบไมชัดเจนแลวการบริหารจัดการบุคคลยังไมคอย มีประสิทธิภาพเพียงพอ เพราะไมมีรูปแบบที่มาตรฐาน ทําใหการแกปญหาบุคลากรในหนวยงานสวนรวมในองคการมีการติดขัดไมราบรื่น (ปริญญา หรุนโพธิ์ 2559: 23–25) และที่สําคัญคุณลักษณะของผูนําองคการนั้นตองเปนคนเสียสละ ซื่อสัตย และมีรับผิดชอบอยางสูง ตองโปรงใส ไมทุจริตคอรรัปชั่น เมื่อทํางานเกี่ยวกับสาธารณกุศลใหบริการดานการกุศลและการดําเนินงานบริหารองคการตองสามารถตอเนื่องไดมีความชัดเจน เพราะการบริหารงานอยูกับความสมัครใจ และผูบริหารยังเปนหนึ่งในอาสาสมัครที่สมัครใจในการเขามาทํางาน ภารกิจหลักตองขับเคลื่อนงานไปใหถึงเปาหมายอันสูงสุด (ปาณัสมชฎา 3ศุภจักรวัฒนา 2554: 54) จึงไมสามารถปฏิเสธไดวาทั้งผูบริหารองคการ นักพัฒนาทรัพยากรมนุษยขององคการและผูเกี่ยวของทุกฝายในองคการตองหันมารวมกันบริหารจัดการหนวยงานตาง ๆ ดําเนินงานอยางสอดคลองและเปนระบบ แตสวนใหญการบริหารจัดการบุคลากรขององคการยังไมเปนระบบ การใชเงินทุนยังคงตองพึ่งพาผูอื่นเพื่อลงทุนทํางานตาง ๆ เมื่อไมมีทุนทรัพยไวขับเคลื่อนชวยผูคน การทํางานคอนขางลําบาก คนมาเสียสละชวยมีนอยเพราะหลาย ๆ องคการที่ดําเนินการดานสาธารณกุศล หรือสาธารณะประโยชนมีผูเสียสละมาชวยงานยังตองการคาแรงเพื่อเลี้ยงชีพ แมจะไดก็ไมมากมายอะไร องคการไมมีพลังมากพอที่จะดึงดูดคนที่พรอมจะเสียสละกาย-ใจไดอยางเต็มที่ เพราะองคการไมแสวงหากําไรสวนใหญยังตองการความชวยเหลือจากผูอื่นอยู พึ่งตนเองยังไมไดจึงไมสามารถเสียสละทํางาน เพื่อสาธารณะประโยชนหรือเพื่อผูอื่นไดอยางเต็มที่เชนกัน ไดมีการสํารวจองคการเอกชนไมแสวงหากําไรทั่วประเทศประมาณ 76,685 แหง คนทํางานในองคการ ไดแก พนักงานประจํา พนักงานชั่วคราว อาสาสมัคร นักบวชในศาสนาตาง ๆ ที่ไดรับเงินประจําตําแหนง และคนทํางานแตไมไดรับเงินเดือน เชน ภิกษุ สามเณร แมชี หมอสอนศาสนา เปนตน โดยทั่วประเทศมีคนทํางานประมาณ 985,781 คน ดานคาตอบแทนแรงงานของพนักงานและอาสาสมัครขององคการเอกชนที่ไมแสวงหากําไรทั่วประเทศพบวามีมูลคาทั้งสิ้นประมาณ 28,170.50 ลานบาท หรือโดยเฉลี่ย 42,985 บาทตอคนตอป ซึ่งองคการประเภทการกุศลหรือองคการดานศาสนาก็เปนหนึ่ง ในองคการไมแสวงหากําไร (สํานักงานสถิติแหงชาติ 2556: 5–7) ดังนั้นการบริหารจัดการจะตองมีความละเอียดออนรอบคอบ โปรงใส เพราะจะกระทบทางดานจิตใจจะเกี่ยวโยงตอความเชื่อและศรัทธา ของผูคนจึงตองระมัดระวังการถูกตีความวาเปนธรรมพาณิชยได (วุฒิชัย อารักษโพชฌงค 2559: 3) พระพุทธเจาทรงมีปณิธาน (Determination) หรือความมุงมั่นเปน “พุทธปณิธาน” ตราบเทาที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไมเฉียบแหลม ไมไดรับการแนะนํา ไมแกลวกลาไมเปนพหูสูต ไมปฏิบัติธรรมสมควรแกธรรม พระองคจะไมปรินิพพาน แสดงใหเห็นถึงจิตวิญญาณที่แกลวกลาอาจหาญ มุงมั่นจริงใจเสียสละเพื่อผูอื่นอยางไรเงื่อนไข มุงสรางคนดีมีศีลใหเกิดขึ้นเพื่อสามารถชวยเหลือซึ่งกันและกันพุทธศาสนานั้นเปนศาสนาของผูรูแจงเปนศาสนาที่เชื่อมั่น ในศักยภาพของมนุษยวาทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจไปสูความเปนมนุษยที่สมบูรณพรอมไดดวยความเพียรของตนหลักธรรมคําสอนจึงมุงสอนใหมนุษยหลุดพนจากความทุกขทั้งปวงในโลกดวยปญญา และอยูกับความทุกขอยางรูเทาทันตามความเปนจริง โดยมีวัตถุประสงคสูงสุดคือการหลุดพนจากความทุกขทั้งปวงจากวัฏจักรเวียนวายตายเกิดเฉกเดียวกับที่องคพระศาสดาทรงหลุดพนไดดวยกําลังสติปญญาและความเพียรซึ่งเปนผูหลุดพนในฐานะของมนุษยปุถุชนมิใชเทพเจา หรือทูตของพระเจาองคใด (พระพรหมคุณาภรณ 4(ป.อ.ปยุตโต) 2555: 15) คือ สามารถทําไดดวยตน และในความเชื่อทางศาสนานั้นไดมีการสนับสนุนใหเกิดการสงเสริมเรื่องงานอาสาสมัคร จิตอาสาขึ้น ประชากรสวนใหญในประเทศไทยนับถือพุทธศาสนา ชาวพุทธทั่วไปมีความเชื่อในเรื่องกฎแหงกรรมหรือวิบากกรรม บุคคลใดกระทําความดียอมไดรับผลดี ซึ่งความเชื่อเหลานี้นําไปสูพฤติกรรมของมนุษยในการเปนผู “ให” (สรณีย สายศร 2556: 23) จิตอาสาหรือจิตสาธารณะเปนความสํานึกสาธารณะ (Public Consciousness) หรือเปนความสํานึกทางสังคม (Social Consciousness) ที่เปนการรับรูและคํานึงถึงสิ่งที่เปนประโยชนตอสวนรวมรวมกันกับผูอื่น โดยมีความสัมพันธกันเปนกลุมเดียวกัน (ราชบัณฑิตยสถาน 2532: 81-82, 389) และการดํารงชีวิต มีสุขภาพที่ดีสมดุล พอดี เบาสบาย อยูอาศัยที่ปลอดภัยและเหมาะสมกับพื้นที่ คิดตามหลักพุทธ คือ ความพอดี (กมลพร อุดมธรรมรักษ 2557: 16) จิตอาสาหรือจิตสาธารณะเปนคุณลักษณะที่แสดงออกถึงการไมหวังสิ่งใด และมีสวนรวมในกิจกรรมหรือสถานการณที่กอใหเกิดแตประโยชนกับผูอื่น ชุมชน และสังคมดวยความเต็มใจและกระตือรือรน (ชัยวัฒน สุทธิรัตน 2552: 17) มีการสรางจิตอาสาเปนกระบวนการฝกใหรัก เมตตาผูอื่น เสียสละ ยอมสละตนเพื่อรับใชและชวยเหลือผูอื่นที่มีความเดือดรอน ดวยพรหมวิหาร 4 คือความเมตตา กรุณา มุทิตาอุเบกขา (มิชิตา จําปาเทศรอดสุทธิ และชลดา ทองทวี 2552: บทสังเขป) และจิตอาสาเปนผูทําดีและชวยเหลือผูอื่นโดยไมจํากัดเชื้อชาติ ศาสนา เปนผูฝกละวางตัวตนและหัดรักและเกื้อกูลแบงปนผูอื่น สรางกุศล ไดสุขทางใจ ไมหวังสิ่งตอบแทน (กัญธิชา เผือกเจริญ 2556: 18) เปนหนึ่งในคุณสมบัติพระโสดาบันขอที่ 4 คือ “จาคะ” เปนการสละออกทั้งวัตถุและลางกิเลสของตนลดความยึดมั่นเห็นแกตัว ไมมีกิเลสจิตใจสะอาดผองใสไมขุนมัว พรอมเขาใจผูอื่นและชวยเหลือผูอื่นไดอยางดี (พระพรหมคุณาภรณ (ปอ.ปยุตโต) 2555: 61) ทําดีอยางเต็มใจ มีจิตที่เปนสุข เปนการยกระดับปญญาและจิตสํานึก สูการอยูรวมกันในสังคมที่ดี เปนจิตมีคุณธรรมและรักสงบ สันติ (พระไพศาลวิสาโล 2548: 5) แตการเปนจิตอาสาไดชวยผูคนได ตองสามารถพึ่งตนเองได ศาสนาพุทธมีหลักแหงการพึ่งตนเอง เปนการพัฒนาตนเองอยางเปนลําดับ ๆ จากเบื้องตน ทามกลาง และบั้นปลาย ฝกฝนเรียนรูอยูกับวิถีชีวิตอยางเรียบงายไดอยางเปนสุข สงบ คอย ๆ พัฒนาจิตใจ ใหกาวสูการปฏิบัติตนตามพระธรรมอันเปนที่พึ่งอันประเสริฐ ยกระดับจิตของตนใหกาวสูการพึ่งตนอยางมั่นคง คือหลุดพนจากการครอบงําของกิเลสมาสูความอิสระ (พระมหายุทธนานรเชฏโฐ 2556: 2) อันเปนลักษณะของมนุษยพัฒนาคือ พึ่งตนเองไดอยางอิสระเสรี สามารถทํางานไดดวยตนเอง (สรวิชญ ดวงชัย 2561: 2–5) บุคคลที่พึ่งพาตนเองไดเปนเรื่องสําคัญ เปนบุคคลที่แสดงออกถึงความพยายามที่จะใชความรู ความสามารถที่ตนมีอยูกระทําสิ่งใด ๆ ใหสําเร็จดวยตนเอง (พระครูนิวิฐปญญากร (ตุพงศารักษ) 2555: 8) ยืนยันไดวาการพึ่งตนทางพระพุทธศาสนานั้น บุคคลควรเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง ไมหลงติดยึด 5หรืองมงาย เคารพในความดีของมนุษยดวยกัน จึงเปนบุคคลที่พึ่งตนเองได (พระพรหมคุณาภรณ (ปอ.ปยุตโต) 2555: 15) เพราะการพึ่งตนไดของคนไทยจะสามารถพัฒนาสังคมไทยใหเจริญไดในศาสนาพุทธมีเสนอมุมมองเชิงปฏิบัติและมุมมองที่นาสนใจเกี่ยวกับการประยุกตใชแนวทางการจัดการองคการที่เหมาะสม เปนมุมมองทางพุทธศาสนาการพึ่งตนคือความพอประมาณความไมเที่ยงความเชื่อในตัวตนที่ไมยึดในตน มีศีลหาและมีเสนทางเดินมรรคองค 8 ตลอดจนการมีวินัยในตนเองมีมุมมองรวมของการสรางทีม การเสียสละเพื่อประโยชนที่ดีโดยทั่วไปอยางเคารพซึ่งกันและกัน (Weerasinghe, Thisera and Kumara 2014: 93–112) การพัฒนาคนตองมีทั้งแนวลึกในระดับบุคคลหรือชุมชนและระดับแนวกวางสังคมหรือโลก ยุทธศาสตรที่สําคัญคือการมีเปาหมายชีวิตคนที่ไมมีทุกขดวยการมีศีล การเปลี่ยนตนเองโดยใชกิจกรรมทางโลกเปนเครื่องมือพัฒนาทางจิตวิญญาณทางธรรม มีกระบวนการขัดเกลา ความรักและพลังหมูกลุมในระดับสังคม พลังยุทธศาสตรที่สําคัญคือพลังเครือขายแหงความรักและการทําประโยชนสูสังคม และในระดับโลกจะเกิดมวลพลังเครือขายแหงความรักของประเทศตาง ๆ ทั่วโลก อันเปนภูมิปญญาบูรณาการบนพื้นฐานคิดพุทธปรัชญาที่เลือกในการพัฒนาสังคมไทย (สุวิดา แสงสีหนาท 2549: 490–500) และตองพรอมรับมือกับวิกฤตการณที่เกิดขึ้น เรียนรูสิ่งใหม ๆ ปรับปรุงไมหยุดหยอนเพื่อเกิดสังคมที่เขมแข็งและมีการบริหารที่มีวิสัยทัศนที่กวางไกล มีมุมมองโลกทันสมัยและชัดเจนที่สามารถเอาหลักธรรมคําสอนในพระไตรปฎกที่มีมาหลายพันปมาปรับมาใชมาบูรณาการและประยุกตใหเหมาะสม ใหเกิดดุลยภาพพึ่งตนของจิตอาสาในสังคมที่พัฒนาสูความเปนอาริยะ ใหเปนแผนดินคนดีมีศีลมาอยูรวมกันทําประโยชนตนและทําประโยชนผูอื่น ไดอยางเสมอสมาน สมดุล ปรองดอง ขับเคลื่อนและทํางานไดเต็มศักยภาพเปนสิ่งที่พึงกระทํา (มยุรี อนุมานราชธน 2544: 8) ขณะเดียวกันควรกําหนดคุณสมบัติดานการมีอุดมการณ ดานปฏิบัติงาน และองคการ ควรทําใหเกิดความรูสรางกระบวนการจิตอาสา และเผยแพรความรูเกี่ยวกับจิตอาสาเขาสูกระบวนการพัฒนาทรัพยากรมนุษยใหแทรกซึมเขาสูแผนงานของทุกองคการ จะกอเกิดทุนทางสังคม เกิดการเคลื่อนไหวและเครือขายที่ดีทางสังคม (ปทิตตา จารุวรรณชัย 2561: 42) ซึ่งการศึกษาการดําเนินบริหารจัดการองคการมีความสําคัญตอคนในองคการเพราะการบริหารที่ดีจะทําใหการทํางานขององคการสําเร็จ กอเกิดความสามัคคีในหมูคณะ โดยผูบริหารตองทํางานดวยการใชการบริหารอยางเปนระบบ ประสานสอดคลองกันในหมูกลุมรวมกัน ในองคกร และทุกหนวยงานยอยตองรับรูหนาที่การงานปรับสูการทํางานที่เปนทีม ชวยเหลือเกื้อกูลกันเปนหนึ่งเดียว (กิตติศักดิ์ ศิวินา 2557: 24) ในการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุคลากรนั้นตองเริ่มตั้งแตสรรหาบุคคลเขาทํางานดูแล รักษาคนจนพนออกจากตําแหนง (สมพงษ เกษสิน 2550: 10) และยังมีกระบวนการสรางเสริมศักยภาพบุคลากรใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางดียิ่งขึ้น เชน การอบรม การประชุม 6การไปดูงาน การใหการสนับสนุนการศึกษา (อภิญญา มีมาก 2555: 24) และจุดประสงคฝกอบรมพนักงานคือใหจิตอาสาดวยกันไดรูจักการทํางานเปนทีมโดยเนนแบบองครวมและใหความสําคัญดานจิตวิญญาณเปนการฝกอบรมที่จําเปนมากในการสรางคุณภาพชีวิต (Brad 2016: 31) ซึ่งการเขารับการฝกอบรมตาง ๆ เปนการสรางความสามารถ ทักษะ และความรูตลอดจนทัศนคติที่ดีตอตนเองและองคการองคการตองใหความรู มีการอบรมสรางเสริมศักยภาพบุคลากรอยูเสมอเพื่อองคการจะไดคงอยูและดําเนินกิจการไดเต็มศักยภาพ (สาวิถี สิงหสา 2556: 17) องคการแพทยวิถีธรรมมีแรงบันดาลใจ (Inspiration) เดินตามรอยบาทพระศาสดาและมีปณิธานอันแนวแนที่จะทํางานเพื่อสวนรวม ไดเปดศูนยเรียนรูสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เปนการแบงเบา เอาภาระ ชวยบรรเทา แกไขความเจ็บปวยของผูที่หมดหนทางไปในการรักษาดูแลตนเองที่เจ็บปวยทรมานมีทุกขทั้งดานรางกายและทุกขทางดานจิตใจ การเปดอบรมสุขภาพพึ่งตนนั้นมีผูปวยเดินทางมาเขารับการอบรมมากขึ้นทุก ๆ ป การชวยเหลือใหขอมูลการดูแลสุขภาพไมเพียงพอเปนการบรรเทาความเจ็บปวยของสุขภาพ แตจิตอาสาตองรอบรูเรื่องตาง ๆ รอบตัวเพราะทุกวันนี้โลกมนุษย มีปญหาที่ซับซอนพัวพันกันในหลายมิติองคการแพทยวิถีธรรมมีการบริหารจัดการอบรมจิตอาสาดวยพระธรรมคําสอนสรางสังคมจิตอาสา พัฒนาจิตอาสา ดวยโครงการฝกอบรม สุขภาพพระไตรปฎก ซึ่งผูเขารับการฝกอบรมไดฝกบําเพ็ญลด ละ ลางกิเลสไปดวยดูแลสุขภาพไปดวย ทําใหสามารถชวยตนเองไดดีระดับหนึ่ง ใครมีโอกาสจะเดินทางมาฝกอบรมเพิ่มเติมสามารถทําไดเปนจุดสําคัญขององคการแพทยวิถีธรรมที่มีกระบวนการกลั่นกรองบุคลากรกอนตัดสินใจจะสมัครมาเปนจิตอาสาในเบื้องตน เปนการผานการขัดเกลาจิตใจมาเปนระยะ ๆ มีผลตอการเขามาเปนจิตอาสาองคการไมมีนโยบายสะสมหรือระดมเงินทุน เมื่อไดทรัพยสินสิ่งของมาจะถูกสะพัดออกไปใชใหเกิดคุณคาและประโยชนสูงสุดจะหาเลี้ยงตนเอง พึ่งตนเองไดเปนหลักดวยการนําหลักพุทธธรรมมาเปนแนวทางในการดําเนินชีวิตจิตอาสาขององคการซึ่งในการบริหารมีความจําเปนที่ตองจัดการบุคลากรในองคการ ตองมีกระบวนการสรางบุคลากรจิตอาสาเพื่อเปนการเพิ่มศักยภาพการพึ่งตนใหเกิดประโยชนสูงสุด ปรับการจัดการบริหารงานบุคคลใหเหมาะสม ใหจิตอาสาสามารถดึงศักยภาพตนเองมาใชใหเกิดประโยชนสูงสุดควบคูกันไปแรงจูงใจของจิตอาสามีสวนสําคัญคือ อยากชวยผูอื่นใหพนทุกข (ใจเพชร กลาจน 2559: 779–780) อีกดานหนึ่งกลาววา อาสาสมัครหรือจิตอาสามีแรงจูงใจหลักจากการเคารพในสังคมการทําหนาที่ทางศาสนาและศีลธรรม และอิสระในการใหบริการในยามวางของจิตอาสาถือเปนหัวใจสําคัญของแนวคิดเปนจิตอาสาหรืออาสาสมัครที่ดี (Scheela 2010: 38) และแรงจูงใจของจิตอาสาหรืออาสาสมัครนั้นลวนเพื่อความ 7พึงพอใจสวนตัวพึงพอใจและสนใจในองคกรที่ตนอยูมีความรูสึกของความสําเร็จและความปรารถนา ที่จะชวยเหลือผูอื่น (Bhiri and Lunga 2014: 75) ผูวิจัยไดลงพื้นที่สํารวจเบื้องตนที่สวนปานาบุญ โดยทําการสํารวจและสัมภาษณ พูดคุยกับเจาหนาที่จิตอาสาหลายทาน ทราบถึงปญหาตาง ๆ ที่ตองแกไข เชน องคการแพทยวิถีธรรมขาดการบริหารงานบุคลากรอยางมีขั้นตอนตอเนื่องและเปนระบบ การสื่อสารระหวางองคการกับจิตอาสาในการดําเนินการทํางานติดขัด การสรางกระบวนการกลุมหรือทํางานเปนทีมไมชัดเจนนี้ คือ จุดออนในระบบการทํางาน แตจุดแข็งเชิงระบบงานขององคการแพทยวิถีธรรมนั้นเปนองคการมูลนิธิดานสาธารณะประโยชน ที่ไมพึ่งพาเงินทุนจากรัฐบาลหรือองคการเอกชนใด ๆ จะพึ่งพาตนเองและอยูรอดปลอดภัยมาไดดวยหลักพื้นฐานการบริหารงานทรัพยากรมนุษยแนวพุทธที่มีการปฏิบัติตามหลักคุณธรรมและจริยธรรมเปนกิจวัตรประจําวัน และหลักการใหญขององคการแพทยวิถีธรรมคือขับเคลื่อนสืบสานพระพุทธศาสนา มีความคาดหวังไดจิตอาสาที่พึ่งตนไดที่มีคุณลักษณะบุคคล “วรรณะ 9” ที่พระพุทธเจาทรงตรัสไวในพระไตรปฎก คือเปนมนุษยนาเลื่อมใส นายกยองและนาสรรเสริฐ คือ 1) เปนคนเลี้ยงงาย 2) บํารุงงาย 3) มักนอย กลาจน 4) สันโดษ ใจพอ 5) ขัดเกลา 6) กําจัดกิเลสดวยศีลเครง 7) อาการนาเลื่อมใส 8) ไมสะสม และ 9) ปรารภความเพียร ยอดขยัน ทั้งหมดเปนมาตรฐานแหงความดีงามเปนอุดมคติ ของมนุษยในสังคมเปนสิ่งดี สิ่งเลิศสูงสุดที่ควรกระทํา เปนแนวทางสูการเปนบุคคลในอุดมการณ ขององคการแพทยวิถีธรรม ผูวิจัยไดศึกษา บริบทพื้นที่สวนปานาบุญ 4 ศูนย จาก 9 ศูนย คือ ภาคเหนือ ที่สวนปานาบุญ 8 จังหวัดแพร ภาคกลางสวนปานาบุญ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี ภาคใตสวนปานาบุญ 2 นครศรีธรรมราช และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สวนปานาบุญ 1 จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งหลักการบริหารบุคคลากรขององคการแพทยวิถีธรรม ของสวนปานาบุญ 4 ศูนย เหลานี้มีหลักการเหมือนกันแมบริบทพื้นที่จะตางกัน ไมวาจะเปนลักษณะภูมิประเทศ อากาศ ลักษณะนิสัยใจคอ อาหารการกิน การดําเนินชีวิต วัฒนธรรม กฎระเบียบ กฎเกณฑ ตาง ๆ ในศูนยหรือเครือขายที่มีความตาง แตจิตอาสาสามารถพัฒนาตนเองเขาสูจุดศูนยรวมรวมกัน ดวยหลักการบริหารทรัพยากรมนุษยแนวพุทธ ใหไดเกิดคุณคาและประโยชนสูงสุด สวนพื้นที่ทําการทดลองคือ “ภูผาฟาน้ํา” จังหวัดเชียงใหม มีพื้นที่ประมาณสามรอยกวาไร อันเปนพื้นที่แหงใหมที่องคการแพทยวิถีรรมไดรับเขามาเปนศูนยอีกแหงหนึ่ง ที่จะสามารถทําประโยชนพัฒนาจิตใจ รางกายในดานสุขภาพ พึ่งตนและดํารงชีวิตดวยกสิกรรมไรสารพิษ ที่จะตองอนุรักษและพัฒนาตอไป “ภูผาฟาน้ํา” ยังไมไดมีการรับคัดเลือกการเปนจิตอาสาประจําในพื้นที่แหงนี้ 8จึงเหมาะควรมากที่องคการแพทยวิถีธรรมจะมีการพัฒนารูปแบบระบบการบริหารใหดีขึ้นใหเพียงพอกับอัตราการเพิ่มจิตอาสามากขึ้น ๆ อยางตอเนื่องและรวดเร็ว ซึ่งลักษณะสําคัญของระบบที่ดีในการจัดการพัฒนาบุคลากรตองเปนการทํางานรวมกันเปนคณะของบุคคลที่เกี่ยวของในระบบนั้นๆเปนการแกปญหาโดยการใชวิธีการทางวิทยาศาสตร มีการใชทรัพยากรที่มีอยูอยางเหมาะสมเปนการแกปญหาใหญดวยการแบงออกเปนปญหายอย ๆ เพื่อสะดวกในการแกปญหาอันจะเปนผลใหแกปญหาใหญไดสําเร็จมุงใชการทดลองใหเห็นจริงเลือกแกปญหาที่พอจะแกไขไดและเปนปญหาเรงดวนกอน (สํานักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีการจัดการองคความรูระบบ (สป.วท.)) ดังนั้นการบริหารงานเชิงระบบตองมีองคประกอบการบริหารบุคลากรที่สําคัญเชนแนวคิดการบริหารระบบ การจัดการทรัพยากรมนุษย การจัดการบริหารบุคลากร การสรางศักยภาพบุคลากรมาบูรณาการรวมกับการบริหารทรัพยากรมนุษยแนวพุทธ ที่มีแนวคิดดานการพึ่งตนของจิตอาสา เพื่อกอเกิดรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบที่มีคุณภาพดังนั้นผูวิจัย มีความประสงคจะพัฒนารูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตน จิตอาสาแพทยวิถีธรรมใหมีประสิทธิภาพและไดประสิทธิผลยิ่งขึ้น เพื่อสรางสรรคพัฒนาบุคลากรจิตอาสาที่ตองทํางานเพื่อพระพุทธศาสนา มีศักยภาพในการชวยคนไดดวยใจที่เปนสุข องคการแพทยวิถีธรรม มีสโลแกนวา “งานลมเหลวไดแตใจลมเหลวไมได” จึงจะเปนการบรรลุธรรมขั้นสูง อันเปนเปาหมายสูงสุดของพุทธะ โดยองคการอยูไดและคนในองคการก็อยูดีมีสุข เปนบุคคลที่ดีมีคุณภาพ ประหยัด เรียบงาย มีภูมิคุมกันสามารถอยูในโลกที่แปรปรวนตลอดเวลาไดอยางเบิกบานใจและชวยผูคนอื่น ๆ ไดอยางเต็มที่เต็มใจ เต็มกําลัง อันเปนตัวอยางที่ดีกับคนในสังคม ยุคสังคมคนรูตื่นจะเกิดขึ้นเต็มแผนดิน ประเทศ มีความมั่นคงยั่งยืนในคุณธรรมและศีลธรรม คนไทยมีความสุขเผื่อแผเกื้อกูล และเปนการรวมพลคนดี เปนกลุมพลเมืองดีจิตอาสาที่จะเปนสวนรวมในการพัฒนาประเทศและสืบสานพระธรรมคําสอน ทางพุทธศาสนาใหดํารงคงไวสืบไป วัตถุประสงคของการวิจัย 1. ศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทย วิถีธรรม 2. พัฒนารูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม 9 3. ประเมินรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม ความสําคัญของการวิจัย 1. ไดสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม 2. ไดรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม 3. ไดประเมินรูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสา แพทยวิถีธรรม ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development Research) โดยใชระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนจิตอาสาแพทยวิถีธรรม เก็บรวบรวมขอมูลเชิงคุณภาพและ เชิงปริมาณผูวิจัยกําหนดของเขตการวิจัย ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารงานเชิงระบบโครงการสรางศักยภาพพึ่งตนของจิตอาสาแพทยวิถีธรรม 1. แหลงขอมูล ไดแก พระไตรปฎกตําราฉบับหลวง (สยามรัฐ) เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของ 2. ผูใหขอมูลหลัก (Key informants) แบงออกเปน 2 กลุม ผูใหขอมูลหลักกลุมที่ 1 เปนกลุมที่อยูในขบวนการคัดเลือกจิตอาสา เลื่อนระดับแบงเปน 4 ระดับ คือ ระดับเริ่มตน คือ ระดับจิตอาสาคบคุน เลื่อนระดับที่สอง คือ ระดับจิตอาสาเตรียม เลื่อนระดับที่สาม คือ ระดับจิตอาสาจร และเลื่อนระดับที่สี่ คือ ระดับจิตอาสาประจํา เลือกกลุมเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) มาจาก 4 ศูนย ในการเก็บขอมูลโดยวิธีการสัมภาษณธรรมะเชิงลึก (In-de

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

PDF6. ส่วนหลั P.300-338.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF5. บทที่ 4 P.142-273.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF4. บทที่ 3 P. 123-141.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF3. บทที่-2 P.20-122.pdf
25 สิงหาคม 2564
PDF010 บทที่ 4 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF09 บทที่ 3 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF08 บทที่ 2 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF07 บทที่ 1 Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF03 บทคัดย่อ Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF01 ปก Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563
PDF013 ภาคผนวก Bunniyom.pdf
28 กันยายน 2563