07 บทที่ 1 Bunniyom.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 1 บทน ำ 1. ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ การพัฒนาคุณภาพของมนุษย์ มีความส าคัญในทุก ๆ ระดับ ตั้งแต่ระดับจุลภาค คือ บุคคล ครอบครัว ไปจนถึงระดับมหภาค คือ สังคม ชุมชน หรือระดับองค์การต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า คน หรือองค์การ จะประสบความส าเร็จได้ สิ่งที่ส าคัญที่สุด ก็คือ มนุษย์ การพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพและให้มีประสิทธิภาพมากยิ่ง ๆ ขึ้น จึงเป็นสิ่งจ าเป็นและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์เป็นงานที่ยุ่งยากและซับซ้อน ซึ่งจะต้องจัดการดูแลให้ถูกต้อง ถูกธรรม และด าเนินการอย่างมีเหตุมีผล ตลอดเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการพัฒนาที่อยู่ภายใต้อุดมการณ์ของทุนนิยม อยู่ในกรอบแนวคิดของอารยธรรมตะวันตก ที่เน้นเรื่องทุน และให้ความส าคัญกับทุน โดยมีรากฐานความคิดเกี่ยวกับมนุษย์ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาจากหลายแนวคิด เช่น แนวคิดการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างบูรณาการ กล่าวไว้ว่า ในบรรดาปัจจัยการผลิตทั้งหมด ทรัพยากรมนุษย์ ถือได้ว่า เป็นปัจจัยที่ส าคัญและมีคุณค่ามากที่สุดขององค์การธุรกิจ เหตุผลที่ส าคัญ ก็คือ ทรัพยากรอื่น ๆ ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางกายภาพ ทุนทางเทคโนโลยี ทุนทางข้อมูลข่าวสาร สารสนเทศต่าง ๆ เมื่อน ามาใช้ในกระบวนการผลิต อย่างดีที่สุดก็สามารถคงสภาพเดิมไว้ได้ หรือค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลา ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ต่างกับทรัพยากรมนุษย์ เมื่อน ามาใช้ในระบบการผลิต ย่อมสามารถเพิ่มมูลค่าได้ จากการพัฒนาทักษะของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง 2 ลักษณะ คือ ทักษะในการผลิต และทักษะชีวิต1 หรือแนวคิดพฤติกรรมองค์การ ที่กล่าวไว้ว่า พฤติกรรมองค์การ เป็นการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ ทัศนคติ ค่านิยม ความสามารถในการรับรู้ การเรียนรู้ของคน ผลการปฏิบัติงานข
อ่านต่อ
องคนในองค์การ โดยใช้ทฤษฎี วิธีการ และหลักการของศาสตร์สาขาต่าง ๆ เช่น จิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ทั้งนี้เพื่อให้องค์การสามารถท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ2 เป็นต้น จะเห็นได้ว่า แนวคิดทั้ง 2 มีทั้งแนวคิดที่เหมือนกันและต่างกัน แต่ละแนวคิดต่างก็มีปัญหาอยู่ในตัวเอง การพัฒนาดังกล่าว เป็นการพัฒนาที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานและรากฐานของสังคมไทย ท าให้การพัฒนาประเทศ ขาดความสมดุลในทุก ๆ มิติ ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทยทั้งสิ้น 1สุภาวดี ขุนทองจันทร์, การบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างบูรณาการ, (กรุงเทพมหานคร : บริษัท วี.พริ้นท์ (1991) จ ากัด, 2559), หน้า 35. 2นิติพล ภูตะโชติ, พฤติกรรมองค์การ, ครั้งที่ 3 (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2559), หน้า 2. 2 การพัฒนาตามระบบทุนนิยม จะก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้า ทั้งด้านวัตถุ ด้านเทคโนโลยี ด้านเศรษฐกิจและสังคม และก่อให้เกิดความก้าวหน้าด้านโครงสร้างทางกายภาพอย่างเป็นรูปธรรม เช่น มีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตมโหฬาร มีตึกรามบ้านช่องที่สวยงามและทันสมัย มีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและล้ าสมัย สามารถแสวงหาสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย และตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้อย่างรวดเร็ว การที่ระบบทุนนิยมยึดครองโลกได้ส าเร็จ ก็เพราะว่า มีปรัชญาที่สนองตอบต่อความต้องการของกิเลสและตัณหา ได้อย่างกว้างขวางและทั่วถึง ผู้ที่อุดมไปด้วยกิเลส ย่อมยินดีแนวทางทุนนิยม นอกจากนี้ยังมีลัทธิบริโภคนิยม ที่โฆษณาและประชาสัมพันธ์ กระตุ้นผู้บริโภคอยู่เป็นระยะ ๆ ให้ซื้อสินค้าและบริการ เพื่อน ามาบ ารุงบ าเรอกามคุณ 5 ไม่ว่าจะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ให้ได้เสพสมใจ ยิ่งเอร็ดอร่อยมาก ยิ่งเพลิดเพลินมาก ยิ่งเสพ ยิ่งติดกันมาก ๆ ทุนนิยมถือว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะท าให้เศรษฐกิจเจริญ ส่งผลให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบายเพิ่มยิ่งขึ้น มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ความเจริญทางด้านวัตถุ ด้านเศรษฐกิจและด้านเทคโนโลยีที่มีอยู่นั้น กลับท าให้ปัญหาสังคมเกิดขึ้นตามมาอย่างมากมาย โดยเฉพาะคนจน คนด้อยโอกาส และคนที่ดิ้นรนเพื่อจะเป็นคนรวยแล้วสู้เขาไม่ได้ ต้องพ่ายแพ้อย่างหมดตัว ผลก็คือ เกิดความทุกข์ ความยาก ความล าบาก กระจายไปทั่ว หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่ยั่งยืน3 สิ่งที่เดินควบคู่ไปกับระบบทุนนิยม ก็คือ การแสวงหาก าไร ทุกคนจะมีแนวคิดคล้าย ๆ กัน คือ ท าอย่างไรจึงจะมีก าไรสูงสุด ส่วนหายนะที่เกิดขึ้นกับคนและสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลมาจากความมั่งคั่งร่ ารวย จะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้ใส่ใจมากเท่าที่ควร ผลกระทบที่เกิดขึ้นและมิอาจปฏิเสธได้ ก็คือ ภาวะแห่งการขูดรีด ภาวะแห่งการเอารัดเอาเปรียบ เกิดการผูกขาดปัจจัยการผลิต โดยชนชั้นนายทุนและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เกิดการแข่งขันในกลุ่มนายทุนอย่างไร้ขอบเขต จนเป็นเหตุแห่งความได้มาซึ่งความไร้เสถียรภาพ และน าไปสู่ความตกต่ าทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง จิตส านึกทางสังคมของปัจเจกชนตกต่ าลงไปเรื่อย ๆ กลุ่มทุนทุกวันนี้ มีพัฒนาการที่เลวร้ายมากยิ่งขึ้น กลายพันธุ์มาเป็นกลุ่มทุนการเมือง ท าให้เกิดการครอบง าการใช้อ านาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งในระดับนโยบาย การเมือง เศรษฐกิจและสังคม มีการข่มขู่ ขูดรีด ทุจริต คอรัปชั่น ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย แม้จะท าทุจริตกันอย่างเห็น ๆ ก็ไม่มีใครสามารถท าอะไรได้ ตราบใดที่อ านาจรัฐยังอยู่ในมือ หากมนุษย์ยังคงหลงใหลในมายาคติของระบบทุนนิยม และหากแนวโน้มในอนาคตยังเป็นอยู่เช่นนี้ ความพินาศ ความฉิบหาย อันเป็นผลมาจากสงครามแห่งการขูดรีด การเอารัดเอาเปรียบ การต่อสู้แย่งชิงในกรรมสิทธิ์เหนือปัจจัยการผลิต จะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและยากที่จะหลีกเลี่ยง4 3ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544), (กรุงเทพมหานคร : ส านักนายกรัฐมนตรี, 2540), หน้า 10. 4จิ้งเซี่ยงฝ่าซือ, ระบบสังคมบุญนิยมในศตวรรษที่ 21, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : บริษัท ฟ้าอภัย จ ากัด, 2546), หน้า 77. 3 ด้วยเหตุดังที่กล่าวมานี้ จึงมีการอันเชิญปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์และการบริหารประเทศ โดยให้ความส าคัญกับการพัฒนาที่สมดุล ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดยยึดหลักทางสายกลาง ตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติต่อประชาชนคนไทยตลอดระยะเวลาหกทศวรรษที่ผ่านมา5 ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1) เบื้องต้นของการพัฒนา ต้องเริ่มที่คน เอาคนเป็นตัวตั้ง โดยยึดหลักผลประโยชน์ของประชาชน การมีส่วนร่วมตัดสินใจของประชาชน โดยในการด าเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริทุกโครงการ มีหลักยึดที่ส าคัญ คือ ประชาชนทุกคนต้องได้รับประโยชน์จากโครงการ และคนส่วนใหญ่ต้องรู้จักเสียสละ ดูแลช่วยเหลือคนส่วนน้อย ยึดหลักคุ้มค่ามากกว่าคุ้มทุน หรือขาดทุน คือก าไร ขาดทุน คือ การให้ การเสียสละ ก าไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน 2) ยึดหลักภูมิสังคมที่มีความแตกต่างกัน โดยการพัฒนาตามแนวพระราชด าริ ในแต่ละภูมิภาคและแต่ละท้องถิ่น จะต้องมีกระบวนการศึกษาและวางแผน ที่สอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ พื้นฐานเดิมทางสังคมวิทยา ที่ค านึงถึงการด าเนินวิถีชีวิตของคนในสังคมหนึ่ง ๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อและศาสนา ประเพณี เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมในสังคมนั้น ๆ โดยสร้างความรู้ความเข้าใจของคนในพื้นที่ ต่อหลักการและประโยชน์ของการพัฒนา ข้าราชการก็ต้องยึดหลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เพื่อให้การวางแผนและการด าเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชด าริ สามารถแก้ปัญหาและสอดรับกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่มากที่สุด 3) การพัฒนาที่เข้มแข็ง ต้องระเบิดจากข้างในก่อน แต่ละคน ต้องรู้จักการพึ่งตนเอง ต้องรู้จักประมาณตนเอง การด าเนินการแต่ละเรื่อง ต้องกระท าด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และท าตามล าดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานความเป็นอยู่ของประชาชนและครอบครัว ให้พอมี พอกิน พอใช้ก่อน โดยใช้วิธีการที่ประหยัดและถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อพัฒนาตนเองได้เข้มแข็งและเป็นอิสระแล้ว ก็ควรที่จะมีการรวมหมู่รวมกลุ่มกัน ดูแลเอาใจใส่กัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลช่วยเหลือกันและกัน เพื่อสร้างสังคม สร้างชุมชน ที่ตนได้อยู่ ที่ตนได้อาศัย ให้เป็นชุมชนที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป จะเห็นได้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นฐานมาจากหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ที่สอนให้คนพึ่งตนเอง มีภูมิคุ้มกันทางด้านศีลธรรม คุณธรรม และจริยธรรม ที่เข้มแข็ง ด้วยเหตุที่หลักธรรมของพุทธ สอนคนให้ลดกามุปาทาน ลดทิฏฐุปาทาน ลดความเห็นแก่ตัว ลดความลุ่มหลงมัวเมาในโลกียสุข6 ดังนั้น ปรัชญาของพุทธศาสนา จึงไม่ถูกใจ ไม่โดนใจ มนุษย์ปุถุชนคนโลกีย์ที่อยู่ในโลกในสังคมมากนัก เพราะหลักธรรมของพุทธ ขัดหรือแย้งกับวิถีชีวิตของปุถุชน ที่ยัง 5คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, หลักการทรงงานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพมหานคร : ส านักนายกรัฐมนตรี, 2550), หน้า 4. 6พุทธทาส, คู่มือมนุษย์, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์พระพุทธศาสนา ธรรมสภา, 2559), หน้า 61. 4 ปรารถนาความสุขอย่างโลกีย์ ที่เรียกว่า สุขัลลิกะ ซึ่งเป็นสุขหลอก ๆ เป็นสุขชั่วคราว เป็นสุขเท็จ ไม่ใช่สุขที่แท้จริงของชีวิต สุขที่แท้จริง คือ สุขที่เกิดจากการลดละกิเลส และการช าระชะล้างกิเลส สุขที่แท้จริง ต้องใช้บุญช าระ เพราะบุญมีความหมายชั้นส าคัญสูงสุดว่า “เป็นเครื่องช าระชะล้างซึ่งบาปและกิเลสต่าง ๆ”7 การล้างกิเลส เป็นกิจของชาวพุทธ ที่แสวงหาความดับทุกข์ เป็นกิจที่ปฏิบัติแล้ว ท าให้จิตวิญญาณสะอาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น จนเข้าถึงสภาวะของนิพพาน คือ สภาวะของจิตที่หมดกิเลส สูญจากกิเลส ว่างจากกิเลส ไม่มีตัวตนของกิเลส เป็นอนัตตา อันเป็นเป้าหมายที่พุทธบริษัทจะต้องศึกษา ฝึกฝน อบรม และพากเพียรประพฤติปฏิบัติให้รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง เพื่อให้เข้าถึงความเป็นพุทธะ คือ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เพื่อให้เข้าถึงความจริงอันประเสริฐของชีวิต โดยด าเนินตามหลักมรรคมีองค์ 8 ซึ่งเป็นทฤษฎีเอก ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ที่เป็นไปเพื่อความหมดจดแห่งทัศนะ ไม่มีทางอื่น ท่านทั้งหลายจงด าเนินไปตามทางมรรคมีองค์ 8 นี้เถิด เพราะทางมรรคมีองค์ 8 นี้ เป็นที่ยังมารและเสนามารให้หลง เมื่อท่านทั้งหลายด าเนินไปตามทางนี้แล้ว จักท าที่สุดแห่งทุกข์ได้8 เพื่อบรรลุอุดมการณ์ดังกล่าว พุทธศาสนิกชนต้องกล้าปฏิวัติตัวเอง เหมือนเช่นที่พระพุทธเจ้าได้ทรงกระท ามาแล้วเมื่อครั้งพุทธกาล คือ 1) ล้มล้างความเชื่อถืองมงายในเรื่องพิธีธรรมอันเหลวไหลต่าง ๆ เช่น การบูชายัญ การท ายัญพิธีที่หวังพึ่งอ านาจสิ่งศักดิ์จากภายนอก ยัญพิธีที่เบียดเบียนชีวิต ที่กระท าโดยไม่ค านึงถึงความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์และสัตว์ 2) หักล้างระบบความเชื่อถือเรื่องวรรณะ 4 คือ พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร ที่จ ากัดสิทธิเสรีภาพและโอกาสในการบรรลุธรรมของคน พระองค์ทรงตั้งคณะสงฆ์ขึ้น และเปิดโอกาสให้คนทุกวรรณะได้เข้ามาบวช เมื่อบวชแล้ว ทุกคนอยู่ในสถานะเป็นพระเหมือน ๆ กัน ไม่มียศชั้นวรรณะอีกเลย 3) พระองค์ทรงสอนพุทธธรรมด้วยภาษาสามัญ ด้วยภาษาท้องถิ่น เพื่อให้คนทุกชนชั้น ทุกระดับการศึกษา ได้รับประโยชน์จากธรรมะอย่างทั่วถึง ตรงกันข้ามกับศาสนาพราหมณ์ ที่ยึดความศักดิ์สิทธิ์ของคัมภีร์พระเวท และจ ากัดความรู้ชั้นสูงไว้ในวงแคบ ๆ เฉพาะพวกของตน 4) พระองค์ทรงปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ที่จะท าเวลาให้สูญเสียไปกับการถกเถียงปัญหาเกี่ยวกับการเก็งความจริงทางปรัชญา ซึ่งไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ด้วยวิธีแสดงเหตุผลทางค าพูด ถ้าใครถามปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ พระองค์จะยับยั้ง แล้วแนะน าให้ปฏิบัติ ผู้ที่มีสัมมาปฏิบัติ ย่อมล่วงทุกข์ไปตามล าดับ ย่อมเข้าถึงความจริงนั้น ๆ ด้วยตัวของตัวเอง 5) พระองค์น าบัญญัติภาษาที่ใช้กันอยู่แต่เดิมมาอธิบาย ขยายความ แยกแยะ แจกแจง ให้แจ้งชัดด้วยปัญญาว่า อะไร ดี-ชั่ว ถูก-ผิด เป็นกุศล-เป็นอกุศล เป็นบุญ-เป็นบาป เพื่อให้พุทธศาสนิกชนที่ได้รับฟัง เกิดความรู้ เกิดความเข้าใจ และเกิดปัญญา พุทธศาสนิกชนที่มีสัมมาทิฏฐิ ย่อมเกิดสัมมาปฏิบัติ มีมัชฌิมาปฏิปทา ปฏิบัติมรรคอันมีองค์ 8 เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์และความดับทุกข์ได้เหมือน ๆ กัน9 7พุทธทาส, บุญที่แท้จริง, (กรุงเทพมหานคร : หจก.แอลซีพี ฐิติพรการพิมพ์, 2558), หน้า 15. 8ขุ.ธ. 25/30/35. 9พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), พุทธธรรม ฉบับปรับขยาย, พิมพ์ครั้งที่ 40, (กรุงเทพมหานคร : ส านักพิมพ์ผลิธัมม์, 2557), หน้า 6-8. 5 แม้ว่าโลกจะเจริญก้าวหน้ารวดเร็วก้าวไกลขนาดไหนก็ตาม ก็ยังคงมีคนกลุ่มเล็ก ๆ อยู่คณะหนึ่ง ที่เรียกตนเองว่า ชาวอโศก มีวิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนขัดเกลา มีความเป็นอยู่อย่างมนุษย์ทวนกระแส ประกาศตนว่า เป็นชาวพุทธ เป็นพุทธบริษัท ให้ความส าคัญกับหลักพุทธธรรมที่มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก โดยเชื่อกันว่า ก่อนที่จะถือศีล ปฏิบัติศีล ต้องส ารวจดูว่า เรามีอบายมุขอะไร ที่ต้องลดละให้ได้ก่อน เมื่อค้นพบสิ่งที่เป็นอบายแล้ว ต้องรีบก าจัดออกให้เร็วที่สุด สิ่งที่กล่าวมานี้ ชาวอโศกถือว่า เป็นกรรมฐาน เป็นเบื้องต้นที่ต้องน ามาพิจารณาบ่อย ๆ เมื่อก าจัดอบายได้แล้ว ก็ให้น าศีล 5 มาพิจารณา แล้วถามตัวเองว่า พร้อมที่จะถือศีลข้อไหนก่อน เมื่อก าหนดว่า จะถือศีลข้อไหน ก็ให้ตั้งสัจจาธิษฐานว่า ต้องเอาจริง ตายเป็นตาย คนที่เอาจริงเท่านั้น จึงจะลดกิเลสได้ บรรลุธรรมได้ เข้าถึงความจริงอันประเสริฐได้ แนวคิดดังกล่าว เป็นแนวคิดของสมณะโพธิรักษ์ ผู้น าชาวอโศก ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งชุมชนชาวอโศก มีการปฏิบัติธรรมตามแนวทางพุทธศาสนาที่ชัดเจน สามารถน าไปเทียบเคียงกับหลักธรรมในพระไตรปิฎกได้ เป็นแบบอย่างเรื่องความถูกต้อง ทั้งในหมู่นักบวชและฆราวาส ชาวอโศกจะเรียกสมณะโพธิรักษ์ว่า “พ่อครู” ท่านมีเมตตาจิตสูงมาก ท่านมุ่งมั่น ทุ่มเท อบรม แนะน า สั่งสอน เพื่อช่วยคนที่ยังมีกิเลส ให้ลดกิเลส ท่านไม่เน้นปริมาณ จะมีคนมากหรือน้อย ไม่ใช่ประเด็นส าคัญ ส าคัญอยู่ที่ว่า ผู้ที่มาต้องมีสัมมาทิฐิ ปฏิบัติแล้ว ลดกิเลสได้จริง การท างานของสมณะโพธิรักษ์ จะเป็นไปในเชิงท้าทายให้มาพิสูจน์ มีการขัดเกลาในระดับที่เข้มข้น จึงเกิดหมู่กลุ่มที่มีคุณภาพ มีการน าทฤษฎีมรรคมีองค์ 8 มาปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา ท าให้เกิดบุคคลากรที่มีมรรคผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีการขยายขอบเขตการท างานกว้างขึ้น พัฒนาเป็นกิจกรรมต่างๆ เรียกในชื่อว่า บุญนิยม เช่น ชุมชนบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม การศึกษาบุญนิยม การสื่อสารบุญนิยม เป็นต้น10 ชุมชนบุญนิยมของชาวอโศก เป็นชุมชนที่เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้ปฏิบัติธรรมที่มีศรัทธา ซื้อที่ดินร่วมกัน สร้างที่อยู่อาศัยร่วมกัน มีข้อตกลงร่วมกัน และอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ชุมชนแรกของชาวอโศกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2527 คือ ชุมชนบุญนิยมปฐมอโศก จังหวัดนครปฐม ประชากรของชาวอโศก ได้ศึกษาเรียนรู้จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม จึงสร้างแนวทางในการอยู่ร่วมกันที่เหมาะสมส าหรับการด ารงชีวิต โดยอาศัยหลักธรรมทางพุทธศาสนาเป็นพื้นฐาน วิถีชีวิตของคนในชุมชน จะเน้นการพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สมาชิกชุมชนจะถือศีล 5 เป็นอย่างต่ า กินอาหารมังสวิรัติ ไม่มีอบายมุข ไม่เลี้ยงสัตว์ ปฏิบัติตนตามแนวทางบุญนิยม คือ ลดละกิเลส เสียสละ เอื้อเฟื้อแบ่งปัน สมาชิกชุมชนจะแบ่งหน้าที่กันท าตามความรู้ความสามารถและตามความเหมาะสม เพื่อท างานให้กับส่วนกลางของชุมชน โดยไม่มีค่าตอบแทน กรณีที่ต้องการคนช่วยท างาน ชุมชนชาวอโศกจะมีการประกาศขอแรงงานไปช่วยท างาน หรืองานที่ต้องใช้คนจ านวนมาก ในท านองของการลงแขกอยู่เสมอ11 10จิ้งเซี่ยงฝ่าซือ, ระบบสังคมบุญนิยมในศตวรรษที่ 21, อ้างแล้ว, หน้า 56. 11รินธรรม อโศกตระกูล, “การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน เพื่อการพึ่งตนเองตามแนวคิดของชาวอโศก”, วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต, (ภาควิชาการศึกษานอกโรงเรียน : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), 2546, หน้า 74-75. 6 ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมานี้ ท าให้ผู้วิจัยเกิดความสนใจ ใคร่รู้ ใคร่เรียนรู้ ใคร่ศึกษาค้นคว้า แนวทางการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก โดยเน้นไปที่ชุมชนของชาวอโศก ซึ่งเป็นชุมชนที่มีอัตลักษณ์และพึ่งตนเองได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ชุมชนชาวอโศกพัฒนาคุณภาพมนุษย์อย่างไร บูรณาการหลักธรรมค าสอนในพระพุทธศาสนาอย่างไร จึงท าให้เกิดระบบบุญนิยมขึ้นในประเทศไทย ระบบบุญนิยมมีความส าคัญอย่างไร จึงท าให้ชุมชนชาวอโศกประสบความ ส าเร็จในการด าเนินชีวิตทั้งด้านกายภาพ และทั้งด้านจิตวิญญาณ ผลการวิจัยครั้งนี้ จะเกิดข้อมูลที่ส าคัญและมีคุณค่าอย่างยิ่งส าหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการแนะน า ส่งเสริม และสนับสนุน ให้ประชาชนได้น าระบบบุญนิยมไปใช้บูรณาการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดคุณค่าและคุณประโยชน์ต่อไป 1.2 โจทย์ในกำรวิจัย 1. แนวคิดการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเป็นอย่างไร 2. หลักพุทธธรรมที่เหมาะสมกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชุมชนชาวอโศกเป็นอย่างไร 3. การบูรณาการหลักพุทธธรรมในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเป็นอย่างไร 4. รูปแบบการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการเป็นอย่างไร 1.3 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก 2. เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ตามแนวพระพุทธศาสนา 3. เพื่อบูรณาการหลักพุทธธรรมในการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก 4. เพื่อเสนอแนวทางและการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ “รูปแบบการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ” 1.4 ขอบเขตของกำรวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเรื่องการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ ผู้วิจัยมีขอบเขตที่จะศึกษา ดังนี้ 1.4.1 ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การศึกษาค้นคว้าข้อมูลในแนวคิดทฤษฎีการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก และการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ในพระพุทธศาสนา โดยศึกษาข้อมูลด้านพระพุทธ 7 ศาสนาในชั้นปฐมภูมิ (Primary Sources) ได้แก่ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง และข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources) อรรถกถา (พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย) ต าราวิชาการ วารสารวิชาการ วิทยานิพนธ์ เอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ รวมถึงเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ในพระพุทธศาสนา ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับระบบบุญนิยม จะศึกษาจากหนังสือ วารสาร หนังสือพิมพ์ เอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ รวมถึงเว็บไซต์ที่สามารถอธิบายการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกได้ จากการค้นคว้าข้อมูลทั้งหมด สามารถอธิบายขอบเขตเนื้อหาของแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก และขอบเขตเนื้อหาด้านพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ได้ ดังต่อไปนี้ 1) ขอบเขตเนื้อหาด้านแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก (1) ความเป็นมาของชุมชนชาวอโศก (2) แนวคิดเกี่ยวกับระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก (3) แนวทางการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงอุดมการณ์บุญนิยม (4) ระบบบุญนิยมน าไปสู่การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ทั้ง 4 ด้าน (5) ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาชุมชนชาวอโศก 2) ขอบเขตเนื้อหาด้านพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ของชุมชนชาวอโศก (1) หลักไตรสิกขา หมายถึง กระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา (2) หลักพุทธธรรมที่ใช้สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ หมายถึง บุญกิริยาวัตถุ 10, สาราณิยธรรม 6 และอปริหานิยธรรม 7 เป็นหลักธรรมที่เสริมหนุนท าให้งานดุษฎีนิพนธ์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 1.4.2 ขอบเขตด้ำนผู้ให้ข้อมูลส ำคัญ ผู้ให้ข้อมูลส าคัญและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นการเก็บข้อมูลภาคสนามแบบเจาะจง ผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนา จ านวน 2 รูป/คน คือ 1. สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ 2. ดร.ใจเพชร กล้าจน ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักวิชาการ จ านวน 2 คน คือ 1. ผศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล 2. อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ในระบบบุญนิยม จ านวน 6 คน คือ 1. ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ 2. ดร.กฤษฎา ให้วัฒนานุกูล 3. ดร.สม นาสอ้าน 4. ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี 5. พญ.กานดา ศักดิ์ศรชัย 6. พล.ต.ดร.ณรงค์ คงบ ารุง 2) การสนทนากลุ่ม (Focus Group) เป็นการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญในระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก ที่มีประสบการณ์อยู่ในชุมชนชาวอโศกไม่น้อยกว่า 20 ปี จ านวน 5 รูป/คน 8 1.5 วิธีด ำเนินกำรวิจัย ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ ผู้วิจัยได้มีวิธีด าเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1.5.1 การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Documentary Research) จากเอกสารขั้นต้น (Primary Sources) และขั้นรอง (Secondary Sources) คือ 1) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Sources) คือ การศึกษาค้นคว้าและเก็บข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับงานวิจัย 2) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Sources) เป็นการส ารวจเอกสาร (Review Literature) โดยใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าเก็บข้อมูลจากต ารา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร บทความ วิทยานิพนธ์ เว็บไซด์ และงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ที่ได้ศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์มาแล้ว อันเป็นที่ยอมรับกันในวงวิชาการและผู้ทรงความรู้โดยทั่วไป 1.5.2 วิเคราะห์กระบวนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกและพุทธธรรม เพื่อการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ในพระพุทธศาสนา โดยศึกษาจากข้อมูลปฐมภูมิ และทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย 1.5.3 จัดท าร่างรูปแบบการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศก โดยบูรณาการร่วมกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ในพระพุทธศาสนา 1.5.4 เก็บข้อมูลภาคสนามเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ทรงคุณวุฒิในประเด็นต่าง ๆ ทั้งด้านแนวคิด ทฤษฎีการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ ด้านพระพุทธศาสนา เพื่อให้ได้ทิศทางที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในด้านทฤษฎี ด้านพุทธธรรม และประเด็นการบูรณาการ 1.5.5 ท าการสรุปผลโดยวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันระหว่างผลที่ได้จากการวิจัยเอกสารและผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิ 1.5.6 จัดการสนทนากลุ่ม (Focus Group) เพื่อน าความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่มมายืนยันผลการวิจัยเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก และอภิปรายในประเด็นต่างๆ เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น 1.5.7 ได้รูปแบบการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ด้วยระบบบุญนิยมของชุมชนชาวอโศกเชิงพุทธบูรณาการ แนวทางในการน าองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ โดยน าเสนอรายงานผลการศึกษาในรูปแบบพรรณาต่อไป 9 1.6 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้ 1.6.1 เอกสำรที่เกี่ยวข้อง สมณะโพธิรักษ์ จากหนังสือ “โลกาภิวัตน์สู่บุญนิยม” สรุปได้ว่า ระบบทุนนิยม ยังไม่มีทฤษฎีใดที่ล้างกิเลสหรือท าลายกิเลสได้จริง แม้จะรู้ว่าการเสียสละเป็นสิ่งที่ดี แต่จะให้มาเสียสละ ก็ท าไม่ได้ เพราะใจไม่จริง จิตยังไม่เป็นภราดรภาพ จิตยังขี้โลภ เห็นแก่ได้ เพราะไม่เรียนรู้การลดละกิเลส จึงไม่เกิดญาณทัสสนะวิเศษแท้ แต่ผู้แสวงหาบุญนิยม จะไม่บริโภคอย่างหลงเอร็ดอร่อย สนุกระเริง กลายเป็นบริโภคมาก บริโภคฟุ่มเฟือย ทิ้งๆ ขว้างๆ ผู้แสวงหาบุญนิยม จะมีญาณปัญญารู้เท่าทันการบริโภค การกิน การใช้ การอาศัยในชีวิต จึงต้องเรียนรู้ตน ฝึกฝนตน ลดกิเลสในตนลงมาให้ได้จริงๆ คนที่เข้าถึงบุญนิยม จะมีภูมิโลกุตระ ยินดีเสียสละอย่างรู้ ๆ คือรู้ว่า เราต้องเสียสละให้ได้ เมื่อเสียสละแล้ว ก็ต้องมีธาตุรู้ คือรู้ว่า กิเลสลดได้จริงๆ ลดได้จนกลายเป็นคนเสียสละ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ12 สมณะโพธิรักษ์ จากหนังสือ “สัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์ ภาค 3 ชาวอโศกเพื่อมวลมนุษยชาติ” สรุปได้ว่า การศึกษาบุญนิยม มีตั้งแต่อนุบาลจนถึงอุดมศึกษา เป็นการศึกษาตลอดชีวิต เป็นการศึกษาที่เป็นไปเพื่อการลดละกิเลส ชาวอโศกมีปรัชญาการศึกษาว่า ศีลเด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive