580903-ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๔.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580903 _ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู สันติอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 14
พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 3 ก ันยายน 2558 แรม 5 ค่ำ เดือน 9 ปีมะแม ที่สันติอโศก วันนี้ก็คึกคักดี น ักเรียน มารอก่อน ก่อนจะได้บรรยายต่อเมื่อวานนี้ ก็ตอบ sms ก่อน หลายคนก็ขอบคุณ นมัสการมา ก็ขอตอบรวมๆ กันโดยเฉพาะ พล.ร.ต.มินทร์ ก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษมา
0824883xxx SALUTE TO PORKRU ASOKER SIR RADM MINT 0845481xxx อภิธรรมที่เขาเรียนกันทั่วไปเป์นโลกุตรไหม พ่อครูว่า ...ตอบเลยว่าไม่เป็น เพราะต้องสัมมาทิฏฐิคำว่า กายก่อน ในโลกุตรธรรม 37 ข้อแรกคือ กายในกาย ปฏิบัติแล้วจะเกิดเป็นโลกุตรผล เป็นบุคคล 8 แล้วก็นิพพานอีก 1 รวมเป็นโลกุตระ 9 เขาเรียนกันแต่ปริยัติ ท่องได้ เห็นความสัมพันธ์เป็นปฏิสัมพันธ์กัน แต่ไม่เข้าใจความลึกของอภิธรรม ตั้งแต่คำว่า กาย คำว่า จิต คำว่า รูป คำว่า นาม เขาไม่ได้เข้าใจสภาวะเช่นนั้น เรื่องแรก รูป 28 เขาก็รู้ท่องได้หมด แต่เขาได้ปฏิบัติว่า ตอนนี้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นปสาทรูป 5 แล้วมันโคจรรูป 5 เมื่อใด สัมผัสแล้วเกิดเหตุปัจจัย ปรากฏเป็นภาวรูป แล้วให้พิจารณาตัวภาวรูปนี่แหละคือ "กาย" แล้วก็วิเคราะห์วิจัย กายนี้เป็นต้นไป 3/9/2558 18:35:34
กายในกายก็ไปหาเวทนา เวทนาก็ไปหาจิต หาธรรม แล้วภาคปฏิบัติก็ปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 มีอปัณณกปฏิปทา ในจรณะ 15 กระทบแล้ววิจัยกาย อ่านของจริงไม่ใช่ไปอยู่ในตัวหนังสือที่ท่องจำแม่น แต่แม้ปริยัติไม่คล่องแต่ปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 เจริญ มีอินทรีย์พละได้ ต้องเข้าใจสภาวะการปฏิบัติ ต้องมีปัญญาถึงธรรม ทุกอย่างเป็นธรรมะหมด แล้วธรรมะเขาก็ว่าเกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป ตลอดเวลา พูดอย่างปรมัตถ์สูงเลยแต่ไม่เป็นโลกุตระ แม้ข้อ 1 เลย กาย หรือ สังโยชน์ข้อ 1
อ่านต่อ
คือสักกายะ ที่เป็นเอโก ปฏิบัติโดยตน เป็นปัจจัตตัง รู้องค์ประชุมรูปนามที่สัมผัสกัน เป็นสังขารธรรมตัวแรกของสังขาร ในกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร
ต้องวิจัย กายสังขาร ก็ไปเป็นจิตสังขารแล้วค่อยเกิดวจีสังขาร ดับที่วจีสังขารเสร็จก็เริ่มต้นเป็นผล การเริ่มนิโรธคือที่วจีสังขารแล้วจะเริ่มเกิดก็รวมที่จิตสังขาร เรามีสัปปุริสธรรม 7 ที่จะอภิสังขารออกไปภายนอก รวมจิตออกเป็นกายสังขาร วจีสังขารเกิดตัวท้าย แต่ตอนกิเลสตายนั้น วจีสังขารดับเป็นตัวแรก
0893867xxx ชีวิตมีกรรมเป็นเหตุฤาเกิดขึ้นเพราะกรรมเป็นเหตุคือกัมมมูล! พ่อครูว่า … อันเดียวกันนะสองประโยคนี้ การกระทำกรรมก็เกิด กัมมพล ( พ ลัง) คือว่า กรรมดี กรรมชั่ว กุศลกรรม (มีสองนัย กุศลกรรมโลกียะ กับกุศลกรรมโลกุตระ) ส่วนกรรมโลกุตระนั้นเป็น ปุญญะหรือบุญ ซึ่งกรรมนั้นละเอียดมีทั้งกุศล อกุศล อยู่รวมกันในนั้น ก้อนไหนจะมากกว่ากัน พลังกัมมพลหรือพลังของชั่วและดี อันไหนจะมากกว่ากัน สรุปให้ฟังเลย ถ้าไม่เป็นโลกุตรธรรมนั้นบอกได้ยากว่า กรรมชั่วหรือดีจะมากกว่ากัน แต่ตอบได้ว่าชั่วมากกว่าดี เพราะว่าคนไม่รู้จักกิเลส เช่นทำดีเอาหน้านี้ก็ชั่วแล้ว พลังชั่วจะมากกว่า ถ้าไม่มีโลกุตระที่จะมาตัดพลังเสริมชั่ว ก็เลิกชั่วไปเรื่อยๆ แต่ดีนี่ พลังดีมันอยู่ นอกจากอยู่แล้วยังมีพลังไปทำชั่วหายไป แล้วพลังชั่วไม่ได้หายไปนะ แต่กลายเป็นพลังดีทดแทนเสริม เป็นพลังดีเพิ่มอีก อัตราก้าวหน้โลกุตระ เป็นอุภยถะ มีอัตราก้าวหน้ากว่าโลกีย์มากมาย 3/9/2558 18:46:46
เอาง่ายๆ ว่าคุณมาทำงานสังคมสงเคราะห์ให้แก่วัน คนหนึ่งบอกว่าเอาแรงไปทำงานได้เงินมาทำทาน กับอีกคนหนึ่งบอกว่ามาเอาแรงมาทำให้เลยไม่ต้องอ้อม อันนี้เป็นพลังงานที่มากกว่ากันซับซ้อน เพราะว่าคุณไปทำงานเอาเงินก็เอาเปรียบเขาแล้ว ก็ลดทอนพลังหลายชั้นนะ แต่ถ้าทำแล้วได้เลย ไม่มีอะไรมาเปื้อน ทำทันทีบริจาคทันที ไม่มีอะไรหักลบเลย จะมีพลังปฏิภาคทวีหลายชั้น ปฏิสัมพัทธ์ระดับ คูณหรือยกกำลังเลย
เมื่อโลกุตระหยุดพลังชั่วพลังบาปได้ ก็มีแต่สร้างกำแพงพลังแห่งความดีได้ไกลได้มากขึ้น ได้หนาขึ้น พลังชั่วที่จะมาเล่นงานเราก็เบาลงลดลง แต่ทางโลกียะได้ยาก วิบากตามทันได้ วิบากบุญหรือบาปไม่หายไปไหนเลยนะ ศาสนาพุทธกรรมไม่มีหาย ศาสนาอื่นให้ล้างบาปได้ เช่นให้บาทหลวงล้างบาป แต่ บาทหลวงบางคนก็ไม่บริสุทธิ์อีก แม้พ ระพุทธเจ้า ท่านก็ไม่ไปล้างบาปให้ใคร ของตนเองต้องจัดการทำเอง แม้เป็นพ ระพุทธเจ้า ก็มีวิบากตามทันได้เบาบางอยู่ 3/9/2558 18:50:23
เราได้เข้าใจถึงคำว่า ชาติ ที่พ ระพุทธเจ้า แบ่งเป็น ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ทุกอย่างที่เกิดมาเรียกว่า "ชาติ" แล้วทุกอย่างก็เรียกว่าธรรมะ คือสิ่งที่ทรงไว้ แล้วเราก็จัดการกับธรรมะหรือชาติที่เราหมายจะกำจัด ให้จิตสะอาดขึ้นเป็นอัตตา
( 83 ) "ชาติ 5" นั้น มีภาวะของ "อธิจิต" อย่างไร? ไฉน? การปฏิบัติธรรมของพุทธ ต้องเรียนรู้ "ธรรม" ที่เป็น "ชาติ" อยู่ คือ "ธรรมชาติ" ทั้งปวงนั่นเอง แล้วจัดการกับ "ชาติ" เฉพาะที่ตนเองหมายจะ "ดับ" แล้วทำให้ "ชาติ" นั้น "ดับ" "จิต" ที่เหลือก็จะเป็น "ชาติ" ใหม่ ที่สะอาดขึ้นไปตาม แต่ละขั้นๆ
เมื่อ "ชาติ" นั้น "ดับ" โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เพราะ "ชาติ" ตัวนั้น ก็หมดสิ้นไปแล้ว "ภพ" ก็ดับ อิทัปปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาทคือ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา จึงดับตามไปตลอดสายก็มี "ชาติ" ที่เป็น "ภพ" เกิดขึ้น มี "ภพ" ที่เหลืออุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชาใหม่ ที่สะอาดไปจาก "ชาติเก่า" แล้ว เป็น " ผู้มีชาติใหม่ " ขั้นหนึ่ง
แล้วผู้ปฏิบัติก็ "ดับชาติ" ตัวอื่นต่อไปอีกๆๆๆ จนกว่าจะหมดสิ้น "ชาติ" ของอกุศลจิตที่มีอยู่ในตนของแต่ละคน เป็นผู้มี " การเกิดใหม่ในโลกุตร " จนกระทั่งถึงที่สุด "ชาติ" ใหม่สุดก็คือ " อภินิพพัตติ " "ชาติ 5" คือ ชาติ สัญชาติ (ชาติเก่าที่ยังทำงานเองเกิดเองเป็นสัญชาตญาณอยู่ในตน) โอกกันติ (ความหยั่งลงของภาวะที่เกิดซึ่งเป็นจุดกลางการหยั่งลงของความเกิด)
ธรรมดาก็หยั่งลงเป็นโลกียะ แต่ถ้าสามารถทำให้ "เกิด" เป็นโลกุตรธรรมหยั่งลงได้ " หน่วยการเกิดใหม่ " ก็เรียกว่า "ภพ" ชาติ "ภพ" ที่สูงขึ้นๆ ถึงขั้นสุดก็เรียกว่า "อภินิพพัตติ"
"ชาติ" จะสะอาดขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิจริง "ธรรม" (ความทรงอยู่ของจิต) จึงจะสะอาด จาก "พลังงาน" ที่เราจะไม่ให้มีอยู่ใน "อัตตา" ที่เป็น " จิตนิยาม" ของเราอีก ถึงขั้นสุดท้ายในความเป็น " จิตนิยาม" ของเรา เราจึงจะสิ้นความเป็น "ชีวิตินทรีย์" แห่งความเป็น "ชีวะ" บริบูรณ์ไปทะลุขั้น "อนุสัย" เป็นที่สุด
( 84 ) ความเป็น "อนุสัย" ที่มี " นัยสำคัญยิ่งนักของจิตนิยาม" ถ้าทำได้ถึงขั้น " ดับชีวิตินทรีย์ " ของชีวะขั้น " จิตนิยาม" สำเร็จ ก็ถึงขั้น " ดับอาสวะ " ได้ เป็น " เอกัคคตา " สู่ความเป็น " ปุริสินทรีย์ " (ปุงลิงค์) แต่ยังไม่หมดสิ้น "อนุสัย" ที่สุดท้าย ก็เหลือ "พลังงาน" อยู่ในสภาพเสมอเหมือน "พีชนิยาม" อย่างมีนัยสำคัญ คือ ไม่ทำบาปทั้งปวงได้แล้ว จะมีพลังงานสร้างสรรยิ่งใหญ่กว่าพีชะหลายเท่ามาก แล้วไม่ทำบาปทั้งปวงเหมือนพีชนิยาม แต่พีชนิยามทำกุศลไม่ได้เท่าจิตนิยาม
ผู้ทำได้ถึงอนาคามีดับกามภพ เหลือรูปราคะ อรูปราคะ ก็ไล่ดับไปเรื่อยๆ กามภพหมดแล้วก็ยังสัมผัสกับภายนอก อนาคามีที่ได้ระดับไม่เป็นภัยต่อโลก เหมาะสมจะเป็นนายกฯ เป็น รมต. เป็นปลัดกระทรวง ยิ่งเป็นอรหันต์ อุภโตภาควิมุติ ก็จะยิ่งทำงานผลิต อาตมาว่า คนทั้งโลกฟังไม่ออกหรือไม่เข้าใจ เช่นเศรษฐกิจแบบคนจน หรือขาดทุนของเราคือกำไรของเรา
โสดาบันยังไม่เก่งถึงอาสวะ แต่ถ้าตัวหยาบที่เราละมาแล้วก็พอเข้าใจได้ แต่ยังไม่มีอธิวจนะไปเรียกชื่อได้ เพราะพลังหยั่งลึกของโสดาบันยังไม่ถึง ยิ่งไม่ได้ยินพยัญชนะก็ยาก แต่พวกเราก็ได้ยินพยัญชนะก็เข้าถึงง่าย แต่ผู้เข้าถึงนิโรธได้ก็นับแต่อนาคามี ดับก็คือนิโรธ อยู่เหนือกามภพได้ แต่การดับภพ ไม่ได้หมายถึงเข้าไปนั่งสมาธิดับในภวังค์ คำว่า สมาธิ นิโรธไม่ได้เห็นแจ้งได้ง่ายๆ
" อกุศลจิต " ที่เราดับได้นั้นไม่มี "พลังงาน" ไม่เกิดเป็น "พลังงาน" อกุศลนั้นอยู่ในจิตเราอีก เพียง "อาสวะ" เท่านั้นดับหมดสิ้น เป็น "จิต" ที่ไม่มีการแตกตัวขยาย " ตัวตนของอกุศลจิต " อีกเท่านั้น จึงเหลือแต่ "อนุสัย" ตัวปลาย เป็น "อนุสัย" ชนิดที่มีแต่ " คุณค่าประโยชน์ " ซึ่งมีแรงมีพลังงานมากตามคุณสมบัติของ "อนุสัย" แต่ละคนที่มีปริมาณและคุณภาพ นี้คือ ผู้สามารถ "ดับชาติ" ของ "อาสวะ" ในตนเท่านั้น เป็นอรหันต์ขั้นปัญญาวิมุติ ก็ไม่มีอาสวะแล้ว แต่ยังมี "อนุสัย" ที่เหลือ " อาสัย " อยู่ ซึ่งไม่เป็น " ธรรม 2" แล้ว (ปุงลิงค์ = เอกกัคคจิต = เอกบุรุษ)
อาสวะ คือจิตที่ยังแผ่ขยายตัวเหมือนยีสต์ สิ้นอาสวะ คือมันหยุดแตกตัวแต่ยังไม่ตาย ก็แล้วแต่บารมีของแต่ละคนที่มีกิเลสเหลือ ตัวกิเลสตายไป แต่พลังงานที่เหลือกลับมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ยิ่งใสยิ่ง แอคทีฟ แข็งแรง อนุสัยตัวที่ล้างกิเลสไปได้ ที่มันทำชั่ว ล้างแล้วก็เหลือตัว "สย " ตัวเหลือน้อยเป็นพลังงานกุศล ตัวประเสริฐยิ่งดีเลย ถ้าไม่ติดในความหมายพยัญชนะ อนุสัย นิสัย วิสัย ถ้าลดอนุสัยได้ก็จบที่อนุสัย เป็นอรหันต์แล้วหมดอนุสัยเลย
ของพุทธนี้ได้รู้โลก มีสัปปุริสธรรมเจริญด้วย
" ปัญญาวิมุติ " นี้ยังสามารถทำความดับ "พลังงาน" ขั้นต่อไปให้สู่ " ความเป็น กลางที่ไม่มีเพศ " (นปุงสกลิงค์) อีกได้ เป็นขั้น " ดับอนุสัย " ที่เป็นพลังงานอกุศลขั้นละเอียดลึกกว่า "อาสวะ" อีกขั้นหนึ่งสู่ความเป็นผู้ " อุภโตภาควิมุติ "
สุดท้ายก็จะเหลือ " ชีวานุปาทิ " ที่จะเรียกว่าเป็น "อนุสัย" ที่อาศัย ซึ่งสะอาดบริสุทธิ์จาก " กิเลสาสวะ " สัมบูรณ์ ทำงานอยู่กับชีวิตของอรหันต์ขั้น " อุภโตภาควิมุติ " ซึ่งเป็น " อมตบุคคล " ก็สำคัญมั่นหมายกันให้คมๆ ชัดๆ แม่นๆ ตรงๆ เถิด
จนกว่าท่านจะทำ " ปรินิพพานเป็นปริโยสาน " แก่ตนสุดท้ายเอง " พลังงานอกุศล " ของ "อาสวะ" ก็ดี ของ "อนุสัย" ก็ดี จะมีภาวะถูกกำจัดไปอย่างหมุนรอบเชิงซ้อนที่สลับไปมาซับซ้อน เหลื่อมกันอยู่ ซึ่งละเอียดเกินสามัญที่จะรู้ได้ง่ายๆ แต่เรียนรู้ได้ มีภาวะเป็นไปได้จริง เราจะเรียนรู้จากการสัมผัสกันตั้งแต่ " ธรรม 2" ที่เรียกในภาษาธรรมว่า "กาย" ไปจนกระทั่งมากกว่า 3 ปรุงแต่งกันอยู่ ซึ่งต้องมี " นามธรรม " เป็น "ธาตุรู้" ที่จะ " รู้ตาม เห็นตาม " (ชานโต ปัสสโต) พลังงานจริงนั้นๆ ไปตลอด ได้มากขึ้นๆ
ผู้จะรู้นั้นรู้ได้ด้วย อาการ แล้วเรียกชื่อมันได้ อธิวจนะมันได้ อย่างนี้โทสะ อย่างนี้ราคะนะ มันใกล้กันมาก รักกับชังมันใกล้กันมาก อย่างหนังไทยมันตบจูบๆ ยากที่จะแยกเหลือเกิน แล้วจะรุนแรง หรือโรแมนติกกันแน่ปนกันไปหมด มันยาก รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ นามคือญาณปัญญาที่เข้าไปรู้รูป ทำของเราผู้เดียวส่วนตนๆ อย่าไปแปล เอโก ว่า คนเดียวเดี่ยวๆ เท่านั้น ต้องรู้ นามรูปปริเฉท คือตัดกรอบแต่ละปริเฉทของเราเอง จะเอากว้างหรือน้อยก็แล้วแต่เรา ต่อมาก็จะรู้ ปัจจยปริคหญาณ มีเหตุปัจจัยให้เข้ามาปฏิบัติ มี สัมมสนญาณ เห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในรายละเอียดมีวิปัสสนาญาณอีก 6 ก็อ่านได้ วิปัสสนาญาณ 9 มีอีก 4 . ( 1 ) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดกิเลส เห็นความเสื่อมไปของกิเลส ชาติ ชรา มรณะ สุข ทุกข์ เวทนาต่างๆ แต่ละคนก็จับคู่กันเป็นนางเอกพระเอก ผู้ร้ายกันมาไม่รู้กี่คู่ บางทีชาติหนึ่งมีหลายคู่นะ เสร็จแล้วมีผู้ร้ายนางร้าย มีผู้ช่วยพระเอก ผู้ช่วยผู้ร้ายอีกมากมาย นิยายหนังเรื่องใหญ่ใช้คนเป็นหมื่นเป็นพัน เป็นแสนคนนะตัวละคร 5. ( 2 ) ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย 6 . ( 3 ) ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7 . ( 4 ) อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย บางคนไม่ได้จริง ก็ทิ้งมาปุบปับ แต่ว่ามารู้ทีหลังว่าไม่ไหว ก็มีได้ พระพุทธเจ้าให้ทำไปตามลำดับแต่อย่าให้ช้าเกินการ 8 . ( 5 ) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 9 . ( 6 ) มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) 10 . ( 7 ) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น 11 . ( 8 ) สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉย ต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย 12 . ( 9 ) สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็น ไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม 7 ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ 13 . โคตรภูญาณ ญาณรู้หัวต่อ ตัดโคตรขึ้นสู่อาริยภูมิ โคตรภูบุคคล โคตรภูบุคคลและโคตรภูจิต คนที่ตัดโคตรบุคคล เช่นคนตั้งใจมาบวช ตัดโคตรฆราวาสมาเป็นนักบวชเป็นต้น นี่คือโคตรภูบุคคล เป็นอุปสัมบัน 14 . มัคคญาณ ญาณรู้ภาวะของอริยมรรคแต่ละขั้นๆ 15 . ผลญาณ ญาณรู้ผลสำเร็จแห่งการเป็นพระอาริยะ 16 . ปัจจเวกขณญาณ ญาณหยั่งรู้ทบทวนตรวจสอบ มรรคผล และบริบทแห่งความสำเร็จทุกอย่าง
( 85 ) "ธรรมชาติ" นี้แลถ้า "ดับชาติ" ในตนได้ก็แก้ "ธรรม" ผู้ปฏิบัติต้องสามารถอ่าน " รูปกาย นามกาย " ของความเป็น "ชาติ" ที่เป็น " ธรรม 2" ปรุงแต่งกันขึ้น และสามารถจัดการกับ "พลังงาน" ที่ "ชาติ" อยู่ทั้งหลายให้ " ดับและเกิด " ได้จริง ด้วย " อาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส" สำเร็จ จึงจะเห็น " ความดับ ความเกิด " กันจริงๆ ซึ่งก็ต้องเข้าใจภาวะแห่ง " ความเกิด 5 " (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) แล้วผู้ปฏิบัติก็จัดการกับการเกิดขั้น " จิตในจิต " นี้ให้เป็น " นิพพัตติ อภินิพพัตติ " จนถึงขั้นบริบูรณ์ให้ได้
" ความเกิด " (โอปปาติกโยนิ) ต้องมี "อาการ" ของจิตถึงขั้น "ภพ" จึงจะเข้าขั้น " โลกุตรธรรม " ผู้ศึกษาธรรมะมาถึงขั้นเชื่ออย่างกระจ่างแจ้งสนิทแน่แล้วว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนก็คือ " ธรรมะเท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป " แล้วก็หลงว่าตนจบแล้ว บรรลุแล้วอยู่กับตรรกะแค่นี้ นั่นยังไม่ใช่การบรรลุใดๆ เลย หลงปล่อยวางกันแค่ " ได้รู้แจ้งเห็นจริง " กันอยู่แค่ขั้นนี้เท่านั้น แล้วหลงว่าตนได้ " เข้าถึงธรรม " แค่นี้ ก็ยังหลงผิดอยู่แท้
นั่นมันแค่ขั้น " รู้ยิ่งเห็นจริง " เท่านั้น ยังไม่ได้กำจัด "อัตตา" ด้วยการปฏิบัติให้ " เข้าถึงหรือบรรลุธรรม " (อุปสัมปัชชติ) จนกระทั่งจิต เจตสิกของตน " เกิดเข้าสู่ภพใหม่โลกุตระ " (นิพพัตติ) ถึงขั้น " เข้าถึงพร้อมแล้ว" เป็นผู้บรรลุแล้ว (อุปสัมปันน) ของตน แต่อย่างใด
ต้องปฏิบัติจนสามารถเกิดปัญญามี " นามรูปปริเฉทญาณ " กันจริงๆ แล้วจึงจะเกิด " โสฬสญาณ " ที่เป็นจริงมีจริง เป็นลำดับ ไม่ใช่มีแค่ "ปัญญา" แค่เห็นแจ้งลึกจริงแล้วอยู่ โดยไม่มี " สภาวธรรม " ที่เกิดที่เป็นให้ตน " รู้จักรู้แจ้งรู้จริง " ตาม " ญาณ 16" นั้นครบครันเป็นขั้นเป็นตอนละเอียดลึกยิ่งนัก จนกระทั่งมี "ญาณ" ของตนเห็น " ความปล่อยวาง " (มุญจิตุกัมมยตญาณ) ในจิตของตนอย่างมี " รูปกาย นามกาย " ยืนยันแก่ตนโทนโท่โต้งๆ หลัดๆ เป็นผู้ "ดับชาติ" สำเร็จได้จริง จึงจะเป็นผู้แก้ "ธรรม" เปลี่ยนแปลง " ธรรมในธรรม " ของตนได้จริง
( 86 ) ต้องเริ่มมี "โลกุตรธรรม" ตั้งแต่เห็นความเป็น " กาย" ต้องปฏิบัติจนรู้จักรู้แจ้งรู้จริง " องค์ประกอบของรูปนาม " ตั้งแต่ "สักกาย" ซึ่งเป็น " กายของตน " อย่างสัมมาทิฏฐิ จึงจะชื่อว่ามี " วิปัสสนาญาณ " พ้นสังโยชน์ ข้อที่ 1 แล้วได้พิจรณา " กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม " อันเป็น "โลกุตรธรรม" ใน " สติปัฏฐาน 4 " ข้อ 1 - 2 - 3 - 4 เจริญขึ้นไปตามลำดับดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "โลกุตรธรรม" นั้นก็คือ โพธิปักขิยธรรม 37 นี้แล (ดูในพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620)
ถ้าแม้น "อาการ" ของจิตยังไม่เปลี่ยนแปลงสภาพจาก " เคหสิตเวทนา " ที่เป็นโลกีย์ ซึ่งผู้ปฏิบัติขณะนั้นต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโดย " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอยู่ " หลัดๆ โทนโท่ทีเดียว กล่าวคือ มีองค์ประชุมของ " รูป " (ภาวะ " ที่ถูกรู้ " อยู่ในขณะนั้นก็คือ " ตัวตน " ของกิเลส) กับ " นาม " (ภาวะของ " ธาตุรู้ที่เรากำลังรู้ " อยู่ในขณะนั้น คือ "ญาณ" ) เรียก " องค์ประชุมของรูปกับนาม " นี้ว่า "กาย"
" รูป " คือตัวกิเลส (ก็คือจิตตน) " นาม " คืออธิปัญญา (ก็คือจิตตน) ซึ่งต่างก็เป็น "จิต" ของเราเองนั่นเอง ทั้งรูป ทั้งนาม
"รูป" กำลังเป็น " ภาวะที่ถูกรู้ " อยู่ในขณะนี้ มี "อาการ" ให้เรา "เห็น" (ปัสสติ) อยู่โทนโท่ โต้งๆ หลัดๆ
ซึ่งก็คือ "เห็น" (ปัสสติ) " ตัวตนของกิเลส " (พลังงานจิตที่เป็นอกุศล) อย่างเป็นภาวะแท้ ด้วย "ปัญญา" ขั้นปรมัตถสัจจะ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น "กาย" ของจิตที่เป็น " องค์ประกอบของรูปกับนาม " ชัดๆ
และ "นาม" ในขณะนี้ก็คือ "สัญญา" ที่กำลังทำหน้าที่กำหนดรู้ภาวะนั้นๆ อยู่หลัดๆ และความรู้ที่รู้แจ้งขึ้นไปอีกเจริญจาก "สัญญา" ก็คือ ธาตุรู้เจริญจาก "สัญญา" พัฒนาขึ้นเป็น " ปัญญา ปัญญินทรีย์ " ฉะนี้เอง คือ การเห็น "ธรรมกาย" อันเป็นกระบวนการของธรรมะ ที่กำลัง " เป็นไป " (ภวันติ) ของเราผู้กำลังเห็นอยู่โทนโท่ และ "อาการ" ต่างๆ ของกระบวนธรรม ก็กำลังเจริญพัฒนาใน "ธรรม" แท้ๆ จริงๆ ตามพุทธภาวะ (ความปรากฏอยู่จริงของพุทธ) ผู้ปฏิบัตินี้ จึงกำลังเป็นผู้ "เห็น" กายของพุทธ อย่างเป็นสัจจะ อันเป็น " ปรมัตถธรรม " แท้ๆ
ผู้นี้กำลังเห็น "ธรรมกาย" ได้คือ เห็น (ปัสสติ) " องค์ประชุมของรูปนาม " ทั้งในความเป็น " เคหสิตเวทนา 18" ที่เป็น "กาย" ของ "ธรรม" แล้วปฏิบัติ " มรรคอันมีองค์ 8" อยู่อย่างสัมมาทิฏฐิ และทั้งสามารถ " แก้กรรม " ให้เกิดเป็น " เนกขัมมสิตเวทนา 18" สำเร็จแท้ ซึ่งเป็นการ " แก้กรรม " ทั้ง 4 ให้ " สัมมา " ได้จริงสัมบูรณ์ นั่นคือ การ " แก้กรรม " จาก " มิจฉาสังกัปปะ มิจฉาวาจา มิจฉากัมมันตะ มิจฉาอาชีวะ " ให้เป็น " สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ " ได้จริง สำเร็จบริบูรณ์ ซึ่งทั้ง " สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ " นั้นล้วนคือ " กรรม " ทั้ง 4 องค์มรรค
โดย " ดับกิเลส " ที่เป็น " ต้นเหตุ " ให้เกิด " อกุศลกรรม " ทั้งหลาย ได้ จนกระทั่งสามารถ " ดับสมุทัยอาริยสัจ " นั้นๆ อยู่อย่างเห็น " แจ้ง " (สัจฉิ) ความเป็น " นิโรธอาริยสัจ " แท้ ถึงที่สุดสัมบูรณ์ เป็นจริง
( 87 ) จึงจะเห็น "ธรรมกาย" ที่เห็น " พระพุทธเจ้า " สัมบูรณ์ นี่คือ การ "แก้กรรม" ด้วย " การกระทำ " (กรรม) ของเราเอง แก้จาก " อกุศลธรรม " โดยทำให้เป็น " กุศลธรรม " ที่เข้าข่าย "โลกุตรธรรม" ถึงที่สุด อย่างเห็นๆ กันทีเดียวซึ่งเป็นการทำ " บุญ " คือ ชำระกิเลส (ปุนาติ) อันคือ " บาป " จากสันดานของตนได้จริง มีภาวะจริงให้เห็น รู้แจ้งเห็นจริงอยู่โทนโท่
ฉะนี้แลคือ "ธรรมกาย" แท้ๆ หรือ " พรหมกาย " ที่ตรงกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าที่ว่า " ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต " ซึ่งต้อง " ตนเอง " เท่านั้นที่มี " การกระทำ " (กรรม) ให้ตนได้คนอื่นไม่มีใครบังอาจ "แก้กรรม" อย่างเป็นจริงเช่นนี้ให้ใครได้เด็ดขาด
กว่าจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง " ตัวตนของกิเลส " ก็มิใช่ง่าย กว่าจะใช้วิธี " ปหาน 5" (วิกขัมภนะ ตทังคะ สมุจเฉทะ ปฏิปัสสัทธิ นิสสรณะ) สำเร็จถึงขั้นสุด " นิสสรณปหาน " ก็ยากแสนยาก
( 88 ) "ธรรมกาย" ที่แท้ของพุทธ คือ การเกิดของธรรม "ธรรม" ต่างๆ ที่กำลังเกิดในตัวผู้ปฏิบัติ กำลังเป็น กำลังเห็น กำลังแจ้งความเป็น " พุทธสัจจะ " อยู่โต้งๆ นี้แหละคือ " ปรมัตถธรรม " ที่ชื่อว่า " ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต " เป็น "ธรรมกาย" หรือ " พรหมกาย " ที่เกิดโลกุตรธรรมแท้จริง ซึ่งเป็นอาริยธรรมของพุทธตามสัมมาทิฏฐิ
ถ้าแม้นเห็น " ตัวตนของกิเลส " อยู่โต้งๆ ว่า มันยังไม่ลดลงยังไม่จางคลายลง ยังไม่ดับไปก็คือ มันยังคงเป็น " เคหสิตเวทนา " อยู่ สภาวธรรมที่ " เกิดจริง เป็นจริง " ทั้ง " ความเกิดของจิต " ทั้ง " ญาณทัสสนวิเศษของผู้ปฏิบัติ " เห็นสภาวะต่างๆ นั้นอยู่หลัดๆ ทีเดียวที่เรียกว่า " วิปัสสนาญาณ " (การเห็นความจริงยิ่ง) และกำลังทำ " มโนมยิทธิ " (การทำฤทธิ์ทางใจ ฤทธิ์นี้คือฤทธิ์ในการชำระกิเลส ไม่ใช่ฤทธิ์นอกรีตคำสอนพระพุทธเจ้า)เป็น " อุตตริมนุสสธรรม " แท้ ข้อที่ 1 ของ " วิชชา 8" เป็นการทำ " การเกิด " ของจิต ชื่อว่า " โอปปาติกโยนิ " ตามพระอนุสาสนี
ต่อเมื่อ "เห็น" ว่าเราปฏิบัติมีผล " การกำจัดกิเลส " ลดลง จางคลายลง หรือดับไปได้ นั่นคือ "อาการ" ของผลธรรมที่เราสามารถทำได้ผล จึงชื่อว่า ผู้เนกขัมมะ คือ บรรลุผลที่เป็น " เนกขัมมสิตเวทนา " นี้คือ การเห็น " กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม " ที่เป็น "โลกุตรธรรม" สัมมาทิฏฐิแท้จริงแล้ว
( 89 ) "ธรรมกาย" แท้ของพุทธ ไม่ใช่แค่การสร้าง "ภพ" การทำ "ธรรมกาย" ให้เกิด "อาการ" ใสๆ ในภวังค์ ที่ทำๆ กัน สอนๆ กันทั้งหลายนั้น คือ การสร้าง "ภพ" สร้าง "ชาติ" อยู่ในภวังค์ หรือ การทำสมาธิหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ใดก็ตาม ปั้นภาพ ปั้นรูปขึ้นสำเร็จในจิตภวังค์นั้น ล้วนเป็น " มโนมยอัตตา " ทั้งสิ้นไม่ใช่ "มโนมยิทธิ" เขานึกว่าเผยแพร่ธรรมะแล้วสอนแบบนี้ไปทั่วโลก แท้จริงทำลายธรรมะของ พระพุทธเจ้า ไปสร้างภพชาติแล้วก็บอกว่าเป็นธรรมะ ใสเข้าไปเจอ พระพุทธเจ้า ได้อีกนั่น
หากทำได้สำเร็จเห็น " ความใส " ในภวังค์ก็ดี หรือเห็นภาพที่เกิดอื่นๆ ใดๆ ก็ดี จนถึงขั้นเห็น " พระพุทธเจ้า " ในพุทธเกษตรปานนั้นก็ตาม ล้วนคือ "สัญญา" กำหนดหมายของคนผู้ทำสัญญาณเอง จนสามารถทำได้สำเร็จด้วยจิต ก็เป็น " มโนมยอัตตา " (รูปที่สำเร็จด้วยใจ) ทำให้เกิดภาวะนั้นๆ มีขึ้นได้ในใจของตน เป็น " นิมมาน " (การเนรมิต,การสร้าง,การประดิษฐ์) จาก " ทิฏฐุปาทาน " (ความยึดมั่นในทิฏฐิ) ของตน จนเป็น จนมีขึ้นได้สำเร็จ (ฉะนี้เองคือ ผู้ได้นิมมานรดีจากการสร้างเอง)
"การเกิด" แบบนี้เป็นการทำให้ปรากฏขึ้นในจิตได้เช่นกัน แต่เป็น " การเกิดของจิตในจิต " ที่ยังไม่มีเหตุปัจจัยครบองค์ประกอบของรูปกับนาม หรือครบองค์ประกอบของการ " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย " กระทั่งมี " กายสักขี " (มี "กาย" เป็นสักขีพยานอยู่โทนโท่) บริบูรณ์ [พระไตรปิฏก เล่ม 36 ข้อ 42 และเล่ม 31 ข้อ 491-498]
เพราะเป็นการปฏิบัติที่ยังมิจฉาทิฏฐิ ทำได้แค่เป็น "การเกิด" ของ " โลกียจิต " ที่สร้าง " มโนมยอัตตา " ขึ้นมาได้สำเร็จใน "ภพ" (ภวังค์) ด้วยความรู้ขั้น "สัญญา" เท่านั้น ยังไม่ "เห็น" ด้วยปัญญา จึงยังไม่ใช่ "การเกิด" ที่เป็น "การเกิด" ที่เรียกว่า "ภพ" เป็นการเกิดแค่ " โอกกันติ " ที่ยังหยั่งลงเป็น " โลกียจิต " ของปุถุชนอยู่
" นิพพัตติ " คือ "การเกิด" ของ " โลกุตรจิต " ตั้งแต่เริ่มเกิด กระทั่งถึงขั้นสูงสุด อันเป็นขั้น " นิพพาน " กันทีเดียว
ถ้า "การเกิด" ขั้นนิพพัตตินี้แหละ เจริญขึ้นๆ ถึงขั้น "อภินิพพัตติ" ก็คือ " การเกิดของโลกุตรจิตขั้นสูง " ที่สูงขึ้นถึงขั้นสุดนิพพาน
ผู้นั้นจึงจะเป็นผู้เจริญใน " อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา " มี " เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ " ครบ " วิมุ ต ติญาณทัสสนะ " สัมบูรณ์
(90) การเกิดของ "ธรรม" คือการเกิดของ "จิต" ในปัจจุบัน " การตาย " ของร่างกาย แล้ว "จิต" ก็ไม่มีร่างกาย นั้นคือ "พลังงาน" ที่เป็น " จิตนิยาม" มันไม่มีบทบาททำงานอยู่ในร่างกายที่ตายไปนี้แล้ว จะเรียกว่า " จิตวิญญาณ " มันออกไปจากร่าง (สรีระ) ก็เรียกกันอยู่ และนับว่าเป็น "การเกิด" ชนิดหนึ่งซึ่งเข้าใจอย่างนี้กันอยู่ทั่วไป
แต่ "การเกิด" แบบนี้ ศาสนาพุทธไม่ศึกษา ไม่เสียเวลาไปนำมาพูดมาอธิบาย มาเรียนรู้ เพราะมันเป็นเรื่อง " อดีต " เป็นเรื่องของ " ผลวิบาก " ที่เสร็จไปแล้ว มันแก้ไขไม่ได้แล้ว ขืนไปงมโข่งหลงอยู่กับเรื่องที่แก้ไขไม่ได้อยู่อย่างนั้น มันก็เป็น " มิจฉาทิฏฐิ " ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง " อดีต 18 และอนาคต 44" ไว้ใน " ทิฏฐิ 62" นั่นเอง ว่า มันเป็น " มิจฉาทิฏฐิ " อยู่ทั้งนั้น
ทำความเข้าใจในความเป็น " อดีตกับอนาคต " ให้ได้เถิด แล้วหยุดเสีย อย่าไปหลงงมโข่ง " ปฏิบัติ " อยู่กับภาวะที่เป็น " อดีต " กับภาวะที่เป็น " อนาคต " ให้ " อวิชชา " (โง่) กันอยู่ให้เสียเวลาเลย
ไม่ว่า " อดีต " หรือแม้ " อนาคต " ก็เช่นกัน เปรีย
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive