580902-ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๑๓ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.26 MB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580902 _ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู สันติฯ ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 13

พ่อครูว่า...วันนี้ วันพุธที่ 2 ก ันยายน 2558 ที่สันติอโศก ก็เขาฝาก ปชส. งานประชุมมังสวิรัติ เอเชีย แปซิฟิก ครั้งที่ 7 และงานเทศกาลมังสวิรัติ 2558 "กินสะอาด กินถูกธรรมชาติ"

งานนี้ก็มีผู้รู้ทั้งไทยและเทศ รวม 50 กว่าคน ที่จะมาบรรยายให้ความรู้ เขาจัดมาเป็นครั้งที่ 7 แล้ว ผู้สนใจก็เชิญ อาตมาก็ประชาสัมพันธ์ให้ เรื่องมังสวิรัติก็เป็น บุญญาวุธหมายเลข 1 อาตมาว่าเป็นเรื่องสำคัญมากเลย เพราะว่ามีคุณค่าประโยชน์ทั้งด้านจิตภาพ และกายภาพ ทางกายภาพนี้ มีทางเศรษฐกิจดีขึ้น และสองก็ทางสุขภาพดีขึ้น ส่วนทางจิตวิญญาณมีอีก 2 อย่าง

1 . เราเกิดจิตเมตตาได้ลดกิเลส เป็นสำคัญเลย ลดกิเลสนี่ เพราะคนไม่กินมังฯ แท้จริงคือกิเลสมันไม่ยอม มันติด แล้วก็อ้างกลัวสุขภาพเสีย แต่ทุกวันนี้ทางวิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์แล้วว่า กินมังฯ ทำให้สุขภาพดี แม้หมอกินเนื้อสัตว์แท้ๆ ยังแนะนำคนไข้ให้กินมังฯ เลย ที่สำคัญจุดสำคัญของอาตมาคือลดกิเลส ส่วนทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจก็จะประหยัดจะดีแน่

พระพุทธเจ้าว่า อาหารคือ ข้าวสุ ก ขนมสด นี่ก็คืออาหาร เป็นมังสวิรัติแน่นอน คุณอย่าไปกินข้าวกับทองหยิบทองหยอดก็แล้วกัน มีไข่ ตอนนี้อาหารมังสวิรัติเผยแพร่ไปทั่ว แม้แต่อีสานเมืองอุบลฯ ก็ปรากฏว่าคึกคักมาก

มี sms ก่อนเข้ารายการหน่อย _ 0893867xxx ทำไมพ่อครูบรรยายธรรมที่ปฐมอโศกทีไรภาพสดุดเสียงหายทุกที? _ 0893867xxx แปลกใจเวลาพ่อครูเทศน์ที่สันติอโศก ราชธานีอโศก ศรีษะอโศก ทะเลธรรมอโศก ภูผาฟ้าน้ำฯ ภาพเสียงปกติทุกที่!มีแต่ที่ปฐมอโศกไม่ปกติบ่อย _ 0893867xxx คนเขาตั้งใจฟังธรรมอยู่ดีๆ มีมารผจญมีคนขัดขวางการฟังธรรมทำผู้ฟังผจญอุปสรรคในการศึกษาธรรม อยากทร

อ่านต่อ

าบมารคนนั้นบาปไหม? จะประสบเคราะห์กรรมใด? _ 0857308xxx สะกิดใจคำที่พ่อครูว่า แม้นิพพานก็ไม่น่าพึงใจ _ 0818557xxx กราบนมก.ท่านพ่อ ดีใจมากค่ะที่ วันนี้ท่านพ่อจิบน้ำด้วย _ 0893867xxx คนประมาทมักไม่กลัวกรรมที่ตนเองกระทำเพราะคิดว่ากรรมคงมาไม่ถึงตัว! แต่ ผลของกรรมโดยมากมักจะมาถึงตนโดยไม่ทันตั้งตัวแทบทั้งนั้น เอวัง! _ 0893867xxx ชาติที่พ่อครูสอนคือชาติเก่าที่เราเป็นอยู่ในโลกโลกียะที่เต็มไปด้วยกิเลส จมอบาย! พอมาปฏิบัติธรรมละกิเลส เลิกอบายดับอวิชชาได้เกิดมาในชาติใหม่ฤาโลกโลกุตระถูกไหม? _ 0893867xxx การฟังธรรมพ่อครูบ่ได้ช่วยให้จิตตนหมดสิ้นกิเลส! แต่ ธรรมท่านช่วยให้ตนรู้ว่า เมื่อโลภโกรธหลงกิเลสเกิดขึ้นในจิตตนรู้ว่าตนจะดับ กิเลสนั้นด้วยวิธีที่ท่านสอนมาจนดับเองได้ทุกขณะที่กิเลสเกิด _ 0845481xxx ธรรมะที่พ่อท่านสอนหาเรียนที่ไหนไม่ได้แล้ว มีที่นี่ที่เดียว อโศก พ่อครูว่า...อาตมาก็ว่าใช่นะ เผยแพร่ไป 45 ปี ก็เดินทางได้นิด แต่ไม่ท้อ เพ ร าะท้อไม่มีอยู่ในสารบบของอาตมา สะกดอย่างไรคำว่าท้อ สะกดไม่เป็นเหมือนกับคนที่สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น อาตมาเคยมีม็อตโต้ว่า ผู้ที่ชนะทั้งโลกถึงที่สุดแล้ว แต่เขาทำไม่ได้ตรงที่เขาแพ้ไม่เป็น

เรื่องชาติ เรื่องธรรมชาติ คำว่าชาติ เป็นคำเรียกการเกิดรวมๆ ทั้งรูปธรรม นามธรรม รวมไว้หมด

สัญชาติ คือแต่ละคนที่มีธาตุสัญญา หรือแต่ละเดรัจฉานก็มีสัญชาติญาณ คือการเกิดที่มีการเกิดประจำ เป็นของเก่า ติดจิตนิยามไว้ เกิดแล้วสั่งสมเป็นเผ่าพันธุ์ ติดตัวมา โดยไม่ต้องรู้ต้องคิด เกิดมาก็มีสัญชาติ แล้วก็ค่อยรู้ตัว ก็คงพอเข้าใจสัญชาติญาณ

โอกกันติ คือปัจจุบันธรรมที่มีการเกิดโดยกรรม กรรมนี่คือการเกิด เริ่มดำริคิดก็เกิดแล้ว จนคิดเป็นรูปร่างเรื่องราว จนออกไปเป็นวาจา องค์รวมเลย เป็นนัจจะ คีตะ วาทิตะ โดยจิตออกไป เป็นกรรมเต็มรูป แล้วกรรมที่เป็นอวิชชาโลกีย์ก็มีกิเลสเป็นตัวการ เป็นกัปตันใหญ่ของแต่ละคน จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ มันจัดการเราให้ทำทุกกรรม แล้วหยั่งลงไปเป็นโอกกันตะ หยั่งลงเป็นสัญชาติ ชาติโลกีย์ก็เป็นของตน ตนเองก็มีอันนี้เป็นสมบัติ ต้องรับมรดกของตนไป เป็นทายาทของตน แบ่งใครไม่ได้ คนอื่นเขาไม่ได้ทำกรรมด้วยกับเราจะแบ่งไปได้อย่างไร แล้วก็เบี้ยวไปว่า กรรมเป็นนามธรรม แบ่งกันได้ ไปโน่น แต่อย่างความดีนี่ ใครทำก็เป็นความดีของคนนั้น แบ่งกันได้อย่างไรไม่เหมือนแบงค์นะ แล้วหลอกกันว่าแบ่งบุญบาปหลอกกันเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วว่าเอาบุญมาขาย ว่าเป็นของดี อาตมาว่าแค่หลอกแค่นี้ล่ะ บาปกันท่วมท้นในสังคม ต่างคนต่างหลอกก็โง่ไง แค่นี้ก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีการเจริญ ก็เรียกว่าบุญต้องได้วิมาน 2/9/2558 19:00:02

จริงมันเป็นวิบากบาป ถ้าไม่รู้โลกุตระไม่เป็นบุญหรอก แต่เอาคำว่าบุญไปหลอกเพราะเป็นคำที่สูง เอาชื่องามๆ ไปหลอก เอาสิ่งที่คนไม่รู้มาหลอก ปั้นรูปร่างวิมานในจิตไป น่าสังเวชใจ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสัจจะแต่ส่งเสริม เสริมเรื่องที่ไม่จริงกันทำไม

ผู้ใดมาเรียนรู้ธรรมะ มี Road map คือโพธิปักขิยธรรม 37 หรือย่นย่อเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ก็มาปฏิบัติ ทำใจในใจ (มนสิกโรติ) เป็นทำได้เป็นโยนิโสมนสิการ ถึงที่เกิด นี่คือใจ หทยรูป ใครจับตรงนี้ได้คนนี้เข้าโลกุตระแล้ว มันเร็วนะ ปสาทรูป กระทบโคจรรูป เกิดตรงที่ หทยรูป นั่นแหละ ใครอ่านรู้อ่านทัน คนนั้นรู้ หทยรูป แล้วก็มารู้ชีวิตของมัน เป็นชีวิตินทรีย์ ก็มาแยกที่ชีวิตนี้ ที่เป็นสัตว์โอปปาติกะ 2/9/2558 19:04:04

เรียนรู้ตามหลักสัตตาวาส 9 (วิญญาณฐ ิ ติ 7 ) ข้อที่ 1 เห็นกายต่างกัน สัญญาต่างกัน ในขณะมีพลัง จิตนิยาม พอมันเกิดธาตุ จิตวิญญาณเป็นนามธรรม สัมผัสแล้วเกิดชาติ ก็จับอ่านอาการได้ เป็นองค์รวมของรูปกับนาม ตาเรากระทบสิ่งที่เป็นเหตุภายนอก ข้างนอกเป็นวัตถุ ตาเรามีโคจระ สัมผัสเกิดรูปภายใน เราก็อ่านอันนั้นออก เรียกว่าเห็น "กาย" คือสักกายะ คือองค์ประชุมของรูป นาม ต้องมีนามนะ ย้ำแล้ว กายต้องมีนามธรรมด้วย เป็นธาตุแห่งองคาพยพ ทั้งรูปและนาม มีอาการ 32 ด้วย นี่เป็นชีววิทยาของพระพุทธเจ้า แล้วทำไมท่านเรียกว่า อาการ เพราะมันมีนามธรรมร่วมด้วยทั้งนั้น ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง หากทำไม่ถูกต้องอวัยวะเจ้าการก็เสื่อม ไม่สมดุล ตับไตไส้พุงทั้งนั้น ทั้งอาการ 32 ถ้ามันอยู่ในร่างกายเรา มันมีอาการที่กระทบต่อความเป็นอยู่เรา แม้อุจจาระก็หนึ่งในอาการ ถ้ายังอยู่ในร่างกายเราก็มีบทบาท แม้รอที่จะทิ้งออกมาพอหลุดออกมาไม่ใช่กายแล้ว ถ้ายังอยู่ในร่างกายก็ยังนะ 2/9/2558 19:08:17

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง (นับเอาผิวข้างนอก) อันนั้นไม่เป็นกาย มันไม่รับรู้สึกแล้ว พระพุทธเจ้าให้แยกกายแยกจิต เขาไม่ทำการแยกได้ ไม่รู้ว่าต้องพิจารณาตอนไหน ส่วนที่ยังเชื่อมกับประสาทมีการปรุงแต่งก็เป็นกาย แต่ถ้าไม่ปรุงแต่งก็ไม่เป็นกาย ไม่มีนามธรรมเข้าไปร่วม แล้วอาการที่ 33 คือจิต คนก็อยากได้สวรรค์ แต่ว่าแท้จริงคือนรกอยู่กับคุณตลอดเวลา ตั้งแต่ทุกอาการกิริยา เอี้ยวแขน ไกวขา อันนี้บิดหน่อยก็เป็นสวรรค์ หายใจโล่งหน่อยก็สวรรค์ ทุกอิริยาบท สวรรค์น้อยๆ อยู่ในวงฟ้อนรำนี่หมดเลย ที่มันพอใจบำเรอใจโดยอวิชชา จนปรุงแต่งกันลงทุนรอน แรงงาน โฆษณาจนคนหลงเชื่อ หลงแย่งกันซื้อ ได้มาเสพก็ โอ้โห ! ถ้าไม่ได้เสียดายตายเลย ได้มาแล้วไม่เสียชาติเกิด นี่คือเทวดา ท่านเรียก เทวดา ขิฑฑาปโทสิกะ เทวดาหลงรื่นเริงบันเทิง จนถึงหยาบใหญ่เลย พระพุทธเจ้าอธิบายในทิฏฐิ 62 พระไตรฯ ล. 9 ท่านตรัสถึง เทวดา ขิฑฑาปโทสิกะ (เทวดาวัตถุนิยม) กับเทวดา มโนปโทสิกะ (เทวดาจิตนิยม) หลงปฏิบัติธรรมแต่แบบมิจฉาทิฏฐิ คำว่า ปโทสิกะคือเป็นโทษ ไม่ใช่เป็นสุขแต่อย่างใดแต่เขาหลงกัน ส่วนมโนปโทสิกะ ก็หลงจนขนาดเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งก็ดีนะ แต่เป็นเหมือนผีบุญ 2/9/2558 19:16:00

พระพุทธเจ้าแบ่งเป็นพวกไประลึกถึงแต่อดีตที่ผ่านไปแล้ว กับที่ปรุงไปในอนาคต มีทั้งเอาอันเก่ามาปรุงกับปรุงสิ่งใหม่มาเลยก็ได้ เป็นอดีตกับอนาคต หรืออดีตกับอนาคตด้วยกันเลย นั่งสมาธิแล้วระลึกไปในอดีต อนาคตก็ได้ ทั้งอดีตและอนาคตเป็นความฝันทั้งสิ้น มีปัจจุบันเท่านั้นที่จริง นั่งสมาธิมีสายจิตนิยมกับวัตถุนิยม อย่างเช่นธรรมกาย ถ้าธรรมกายนี้ เขายังล่าบริวารได้เมืองไทยบรรลัยจักรจริงๆ ขออภัยอาตมาไม่ได้ตั้งตนเป็นศัตรูหรอก มันดูเหมือนไม่หยาบเหมือนเชิงกามหรือโทสะ ได้แต่ทางวัตถุอะไรฟรุ้งฟริ้งปรุงแต่ง คนก็ชอบ แล้วเอาให้มาปฏิบัติศีล ก็ดี แต่เอาดีนิดหนึ่งมาล้วงกินตับไตไส้พุง บางคนปลูกตับไต ตนเองไม่ทันก็หมด ตายเลย พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า เขาอาศัยอดีต อนาคต กับปัจจุบัน

อดีต 18 อนาคต 44 แม้ปัจจุบัน 5 ก็อยู่ในอนาคต เพราะทุกปัจจุบันคืออนาคตที่เดินทางมาถึง ทิฏฐธรรมนิพพาน 5 จึงรวมในนี้ นิพพานกับกามหรือ ฌาน 1 - 4 ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ แล้วพระพุทธเจ้าปฏิบัติอย่างไม่เอาอดีตกับ อนาคต มาเ กี่ยว เพราะฉะนั้นขาดผัสสะ จะปฏิบัติธรรมได้ไม่มี ขาดผัสสะแล้วปฏิบัติธรรมไม่มีฐานะที่มีได้ จะปฏิบัติให้ตายก็ไม่ได้ ถ้าไม่รู้เวทนา 2/9/2558 19:24:26

ผัสสะนี่แหละจะเกิดตัณหา ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา ก็ทำวิภวตัณหาไม่เป็นต้องทำให้หมดกามหมดภพ เขามีแต่สร้างภพจมภพไปเรื่อยๆ อาตมาก็สงสาร แม้จบสูง ดร. เฉลียวฉลาดมีทุนทางสังคมก็ถูกหลอก การไม่รู้ก็ไปหลงเทวดา วัตถุนิยมกับ จิตนิยม ที่เรียกว่าเทวดาแท้จริงคือสัตว์นรก นรกปหาสะ นรกรื่นเริงบันเทิงใจ พอใจน้อยพอใจมาก ทั้ง 62 ที่มิจฉาทิฏฐิ แต่ท่านแยกให้เรียนรู้ปัจจุบัน เป็นทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ คนไม่เข้าใจก็เอา 5 อย่างนี้มาทำแบบมิจฉาทิฏฐิ เช่นเสพกามให้มากๆ จะบรรลุเป็นต้น พวกนักตรึกนักคิดค้นก็อยู่กับอดีต กับปัจจุบัน 2/9/2558 19:27:32

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในประดาความเห็นไม่มีเกินนี้แล้วในทิฏฐิ 62 นี้ ในมหาจักรวาลนี้ ประมวลแล้วคนก็ยึดทิฏฐิ 62 แม้นิพพานก็หลงปัจจุบันกัน 5 ทิฏฐธรรมนิพพานนี้อยู่ แค่นั่งสมาธิหลับตาไม่มีปัจจุบันในทวาร 6 ไม่มีเวทนา 6 ในปฏิจจสมุปบาท ท่านให้ปฏิบัติ ผัสสะ 6 เวทนา 6 ทางทวาร 6 ตัณหา 6 อุปาทาน 4 ชาติ 5 นี้ทั้งนั้น ชาติ 5 อย่าง จะเป็นกามหรือฌานต้องเกิดในปัจจุบัน ก็หลงเป็นสุขในกาม สุขในฌานทั้ง 4 เพราะเขาว่าพระพุทธเจ้าว่า นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เขาก็ว่าสุขสิ ตั้งแต่สุขน้อยๆ จนสุขมากๆ ไคลแมกซ์ ซึ่งก็คือวิปลาส 4 คือ สิ่งที่เป็นทุกข์ว่าสุข สิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง สิ่งที่ไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน สิ่งที่ไม่น่าพึงใจว่าเป็นสิ่งน่าพึงใจ อยู่ในทิฏฐิ ในจิต ในสัญญา คือวิปลาส 3 คือคนนอกอาริยสัจ คนใดยังไม่อรหันต์ก็คือวิปลาสอยู่ทั้งสิ้น คนทั่วไปเขาว่า ต้องบ้ามากๆ ถึงวิปลาส แต่ที่จริงเหมาหมด ไม่ว่าวิปลาสน้อยใหญ่ก็วิปลาสหมด ตราบใดยังไม่เป็นอรหันต์ 2/9/2558 19:36:13

เห็นว่าไม่ใช่ของงามเลยก็เห็นว่าเป็นของงาม จะงามน้อยงามมากก็แล้วแต่ ทั้งที่ไม่น่าพึงได้พึงเป็นเลย แล้วไปหลงว่าเป็นสุข แม้ที่สุดจะเป็นอรูปสักเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อผู้ใดอ่านกายในกาย ตีกรอบให้ตัวเองมีหลักศีล แล้วปฏิบัติกำหนดกรอบของเราไว้ เช่นจะไม่ฆ่าสัตว์ เกี่ยวกับสัตว์เมื่อไหร่ เราไม่ไปทำร้ายหรือจะรักก็ตาม ท่านไม่พูดเรื่องรักก่อนที่จะไปรักหรือชังก็ไม่ถูกทั้งนั้น แต่เอาหยาบที่สุดคืออย่าไปฆ่าเขา แล้วก็อย่าเบียดเบียนทำร้ายเขา แต่ถ้าต้นๆ ไม่เรียนตั้งแต่ไม่ฆ่าเขาก็จะไปเรียนอันอื่นได้อย่างไร เมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัย อย่างน้อยก็คนกับสัตว์ สัมผัสแล้วเกิดชอบหรือชัง ข่าวมีทุกวัน ฆ่ากันจังเลย 2/9/2558 19:38:32

ปฏิบัติธรรมสำรวมใจ จับกิเลสให้ทัน พอจับทันแล้วก็หยุดให้ทันใช้ปหาน 5 พอรู้ว่าตัวจิตตัวนี้มันร้ายแล้วก็ทำตรงนี้ให้ชัด แม้มีอย่างอื่นอีกมาก แต่เราตัดกรอบแค่นี้ ปริตตังแค่นี้ เอาอบายภพก่อนเป็นต้น ปฏิบัติกายตั้งแต่ สัตตาวาสข้อที่ 1 มันเป็นสัตว์โอปปาติกะ เป็นนามธรรม มีพฤติกรรมมีชีวิต มีพลังงานอันนี้ทำงานในจิต เมื่อกระทบแล้วถ้ามันแรง อยากฆ่า ก็อ่านให้ทัน ศีลข้อที่ 1 อยากทำร้าย ให้ทัน ไม่ทันก็ออกทางกาย ทางวาจา พั๊ วพ๊ะ ตูมตาม ถึงตายเลย อ่านอันนี้ ถ้าเผื่อว่าไม่เรียนรู้เลย กายของคุณก็เป็นกายสารพัดกาย สัญญาก็กำหนดไปสารพัด กำหนดหมายนั้นมีสองอย่าง กำหนดหมายบวกตัณหา กับกำหนดหมายบวกเรียนรู้

หรือหนึ่งรู้ไม่เรียน สองเรียนรู้ กำหนดหมายอย่างนี้ๆ ก็เป็นความปรารถนาต้องการ แม้ไม่ต้องการแต่เมื่อสัมผัสแล้วก็กำหนดหมาย มันใช้เป็นสัญชาติ อยู่แล้ว คำว่าสัญาชาตินี้ มีตัวกำหนดหมายรู้ใส่ใจสำคัญมั่นหมายในสิ่งนั้นสิ่งนี้ เกิดเป็นชาติ 2/9/2558 19:42:49

ผู้จะกำหนดหมายก็กำหนดเรียนรู้ไม่ใช่ว่าไปตามใจมัน มันอยากก็ทำเลย อยากฆ่าก็ฆ่าเลย อยากกินอยากเอามาก็กินก็เอามาเลย อย่าให้มีทั้งผลักและดูด เป็นกามกับพยาบาท อาการมันอย่างไรต้องกำหนดสัญญาให้รู้

แต่พวกที่เรียนรู้ผิดๆ ก็ไปกำหนดหมายต่างๆ กัน กายต่างกันสัญญาต่างกัน สัตว์นรกสวรรค์จึงมีมากมายหลากหลาย แม้จะกำหนดให้เหมือนกันอย่างไรแต่ก็จะไม่เหมือนกันสารพัด อาจคล้ายกันได้แต่ไม่เหมือนเกิดเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยสร้างมาหลอกกัน เต็มโลกมหาศาล เห็นแล้วบ้าได้ที่เลย พวกศิลปินนี่เขาต้องคิดใหม่นำคนอื่น ให้คนอื่นคิดตามไม่ทัน เป็นคนสร้างสิ่งทับถมโลกไป

ศิลปะนั้นถ้าเป็นมงคลอันอุดมคือศิลปะ แต่ถ้าเป็นข้าศึกแก่กุศลคืออนาจาร เช่นถ้าคุณเขียนภาพคนเปลือยแล้วทำให้คนกิเลสหดคือศิลปะ ส่วนคนที่เขียนภาพเปลือยแล้วคนกิเลสขึ้นก็เป็นอนาจาร อาตมายกให้ ปิกัสโซ่ ที่เขียนภาพนู๊ด รูปคิวบิซึ่ม เขียนแล้วบิดเบี้ยวไปหมด แต่เขาก็เป็นอย่างโลกๆ หลายอย่าง แต่อันนี้เป็นส่วนที่เป็นอภิธรรมของเขา 2/9/2558 19:52:39

ถ้าสัมผัสแล้วรู้สึกดีก็เป็นศิลปะ อาจเป็นโลกุตระหรือกัลยาณธรรม ศิลปะอาตมาแบ่ง 5 ระดับ ลามก ราคะ อันนี้มีเยอะในสังคมเลย ล่อให้เกิดราคะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ สาระ ธรรมะ โลกุตระ

โอกกันติเป็นตัวปัจจุบัน ที่ต้องอ่านต้องเจียรจิตให้เป็นโลกุตรธรรมได้ ถ้าทำได้เป็นเริ่มเป็นนิพพัตติ ถ้ายิ่งทำให้โลกุตรธรรมเจริญมากขึ้นเท่าใด ก็เป็นอภินิพพัตติ สูงสุดก็เป็นนิพพานเลย

โอกกันติก็แบ่งเป็นสอง เป็นโลกุตระได้เมื่อมีความรู้ปัญญาสัมมาทิฏฐิ แล้วเกิดที่ปัจจุบันไม่เกิดในอดีตกับอนาคต แล้วก็เกิดผลจริง ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าจึงปฏิบัติปัจจุบัน อดีตกับอนาคตไม่พานิพพาน เรียนรู้ได้แต่ไม่ต้องมุ่นกับมัน รู้เป็นเครื่องเคียงองค์ประกอบเท่านั้น ทิ้งอดีตอนาคตไม่ได้แต่ปัจจุบันเป็นตัวหลัก ขาดปัจจุบันแล้วไม่มีทางบรรลุนิพพาน คุณไปนั่งหลับตาก็ตัดทางนิพพานเลย เพราะขาดปัจจุบัน ตั้ง 5 ทวารตัดปัจจุบัน แล้วไปนั่งเข้าภวังค์ในภพก็แต่อดีตกับอนาคตใช้แต่สัญญา ไม่มีทางบรรลุธรรมพระพุทธเจ้า 2/9/2558 19:58:44

การศึกษาสัตตาวาส 9 คือฐานแห่งการปฏิบัติกับสัตว์โอปปาติกะ จนเหลืออายตนะ 2 คือ อสัญญีสัตตายตนะ กับเนวสัญญานาสัญญายตนะ ถ้าคุณยังเหลือเนวสัญญานาสัญญายตนะก็ไม่จบ ต้องทำให้เหลือแต่อสัญญีสัตตายตนะ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิในอสัญญีสัตตายตนะ ไปแปลว่าไม่มีสัญญาก็เท่ากับ ดับสัญญา มันก็อันเดียวกับเนวสัญญานาสัญญายตนะหรืออสัญญีสัตว์

อสัญญีสัตว์ไม่ใช่อสัญญีสัตตายตนะ คำว่าอสัญญีสัตว์ไม่มีอาตนะ เป็น สัตตาวาสตัวที่ 5 แก้ไขยากมาก

เนวสัญญานาสัญญายตนะคือยังเป็นสัตว์ตัวที่ 9 ในสัตตาวาส 9 แต่ อสัญญีสัตตายตนะไม่ใช่สัตว์ตัวที่ 5 ของสัตตาวาส แต่อสัญญีสัตตายตนะ คือทำสัญญาให้หมดบรรลุพ้นอวิชชาสวะ จนความไม่รู้ไม่มีเหลือเลย จะไม่รู้ไม่ได้ต้องรู้ให้ถ้วนครบ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงใช้สัญญากำหนดหมาย จนพ้นสัญญาเวทยิตนิโรธ 2/9/2558 20:03:09

สัญญาเวทยิตนิโรธไม่ใช่ไปดับสัญญาดับเวทนาอีก ก็จบเห่เลย

อย่างที่ผู้สอนธรรมะบางท่านออกทีวี ว่าอะไรๆ ก็เป็นธรรมะ ... มันก็ได้แต่แบบสมถะแบบนี้ ปฏิบัติธรรมต้องรู้เวทนา มีผัสสะเป็นสมุทัย แล้วแก้โลกียธรรมให้เป็นโลกุตรธรรม ให้เต็มสภาพเต็มรูป นั่นละใช่เลย ถ้ายังเข้าใจอันนี้ไม่ได้จริง ไม่เป็นตัวจริงเลย ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรต่อ ชาติที่เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรฯ ล. 10 ข. 60 เป็นธรรม 2 ที่ปรุงแต่งกันขึ้น อ่านธรรมะออกรู้จักกายของสัตว์ โดยเฉพาะมันเป็นสัตว์นรกสัตว์เปรตสัตว์เดรัจฉาน คือจิต เจตสิกทั้งนั้น มันเป็น ก็อ่านอาการ กำหนดนิมิตมันได้ พลังงานนี้เกิดอยู่แล้วก็กำจัดความเกิดนี้ได้ ถ้ากำจัดได้ก็เริ่มต้น รู้กายในกาย กายในกายก็คือ เวทนา จิต ธรรม 2/9/2558 20:10:59

การปฏิบัติแก้กรรม คือการปฏิบัติธรรมของเราไปแก้ธรรมะ แก้จากอกุศลธรรมเป็นกุศลธรรม แก้อาการสัตว์นรกให้ดับให้ไม่มีให้สูญ ให้ดับสนิทจนไม่เกิดอีก อสังกุปปัง อย่างเที่ยงแท้ถาวร นิจจัง ทุวัง สัส ส ตัง เมื่อเราสามารถแก้ธรรมะถึงขั้นเห็นแจ้งจริง รู้ว่าทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไป โดยตรรกะเราก็รู้ แล้วจะปฏิบัติทำไม แต่คุณไม่รู้จักการยึดไว้ (อุปาทายติ) ที่ยึดจนอภินิเวส (บ้านเรือนตั้งหลักแหล่งเป็นวิมาน ปราสาทวังเวียงเลย อายุล้านปี หลายล้านปีเลย) ยึดมั่นถือมั่นเต็มที่เลย ถ้าเราเองสามารถแก้ธรรมะโดยการปฏิบัติกรรม เรียนรู้ความประพฤติที่เกี่ยวข้องกับทุกอย่าง ในมรรคองค์ 8 ก็มาเรียนแต่ สังกัปปะ 7 2/9/2558 20:14:03

ตั้งแต่เริ่มเกิดรู้สึก จะรู้ทันได้ต้องมีสติ รู้ทัน รู้แล้วเอามาวิจัยได้ มีสราค สโทส สโมห นี่แหละ ที่เป็นอาการ ราคะ โทสะ ก็จัดการมันด้วยวิกขัมภนะด้วยการกดข่ม ระงับด้วยตรรกะ ความรู้นะ เหตุผล ว่ามันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตน เดี๋ยวมันก็เกิดก็ดับไป เป็นตรรกะ ทำใจว่างๆ เบาๆ มีสติๆ โดยไม่ได้เดินสติอย่างมีสติสัมผัสแล้วก็มีสัมปชัญญะต่อ รู้สัมปชานะ รู้แยกแยะ กำจัดมันเป็น สัมป ัช ชติ จนเผาไหม้มันด้วย เป็นสัมปัชชลติ ไหม้สลายราคะ หรือไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มันร้อนแรงอย่างไร แต่พลังงานฌานพลังปัญญาเราร้อนแรงกว่าสลายไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ 2/9/2558 20:16:26

มีวิปัสสนาญาณ 9 ก็มีที่แยกแยะปัญญาอีก ท่านอรรถกถาจารย์เก่งก็ ต่อหัวอีก 3 หางอีก 4 ก็เป็นวิปัสสนาญาณ 16 ก็ตั้งแต่ ปัจจัยปริคคหญาณ มีเหตุปัจจัยให้เข้ามาปฏิบัติ มี สัมมสนญาณ เห็นความเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ในรายละเอียดมีวิปัสสนาญาณอีก 6 ก็อ่านได้ วิปัสสนาญาณ 9 มีอีก 4 . ( 1 ) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความเกิดกิเลส เห็นความเสื่อมไปของกิเลส ชาติ ชรา มรณะ สุข ทุกข์เวทนาต่างๆ 5 . ( 2 ) ภังคานุปัสสนาญาณ ญาณตามเห็นความสลายไปของสังขารธรรม ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย 6 . ( 3 ) ภยตูปัฏฐานญาณ ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว.. เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป 7 . ( 4 ) อาทีนวานุปัสสนาญาณ ญาณอันคำนึงเห็นโทษ ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย บางคนไม่ได้จริง ก็ทิ้งมาปุบปับ แต่ว่ามารู้ทีหลังว่าไม่ไหว ก็มีได้ พระพุทธเจ้าให้ทำไปตามลำดับแต่อย่าให้ช้าเกินการ 8 . ( 5 ) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ญาณเห็นความน่าเบื่อ หน่ายในกิเลส เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย 9 . ( 6 ) มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณรู้เห็นการเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ ภัยเหล่านั้น (อตัมมยตา) 10 . ( 7 ) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ญาณพิจารณาทบทวนถึง การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้ ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น 11 . ( 8 ) สังขารุเปกขาญาณ ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย 12 . ( 9 ) สัจจานุโลมิกญาณ หรืออนุโลมญาณ ญาณอันเป็น ไปโดยอนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม 7 ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ 2/9/2558 20:24:53

จนมันไม่มีอาการของสัตว์อกุศลอีกเลย พอมันหมดก็ปฏิบัติรักษาผลอีก เนกขัมสิตอุเบกขาก็ยิ่งเก่ง เป็นอเนญชาภิสังขารขึ้นเรื่อยๆ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว แข็งแรง เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา มากขึ้นเรื่อยๆ แล้วทำงานกับสังคมได้มีสัปปุริสธรรม 7 ก็ทำงานกับสังคมอีก พอได้คุณสมบัตินี้ก็เป็นพหูสูตร ในศรัทธา 10 ศรัทธาต้องมีศีล ให้เกิดผล เป็นอวิปฏิสาร ปมุชชะ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นพหูสูตรมีความจริงมากขึ้นก็สอนคนได้ สอนไม่เก่งก็สอนทีละคน สอนเก่งขึ้นก็เข้าสู่บริษัท แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท ทรงวินัย ยินดีในเสนาสนป่าคือ มียินดีในความสงบจากกิเลสเป็นวัตร อยู่ป่าหรืออยู่เมืองก็สวบจากกิเลส แต่ถ้าให้อยู่ป่าก็นิยมอยู่ ออกป่าเพื่อเราจะได้ดูว่าเราห่วงโลกธรรมไหม จะฟุ้งซ่านหาเมืองไหม

พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลีว่า อย่าเข้าป่าเลย ป่าจะเอาใจเธอไปเสีย ไม่จมก็ลอย ต้องมีคุณธรรมระดับที่ไปอยู่ได้ ไปเพื่อเช็คผล ว่าฟุ้งซ่านหาเมืองไหม หรือว่าติดป่า ถ้าไม่เข้าใจก็ติดป่าจมอยู่ในป่าเลย อาตมานั้นยินดีในป่า แต่ ไม่ติดป่า อาตมาไม่มีคดีไปยึดป่าเลย เรามีแต่สร้างป่าในเมือง ไปยึดป่าช้าเลย ป่าช้ามันแล้งแล้วเราก็ไปปลูกป่าให้ แล้วเขาจะเอาคืนเราก็คืนให้ อย่างที่ศีรษะอโศกเราก็คืนให้ แต่สุดท้ายเขาดูแลไม่ไหวก็ให้เราดูแลต่ออีก

จบ....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน