580901-ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ยอดนิยายของโลกฯ ๑๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580901 _ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู สันติฯ ยอดนิยายของโลกฯ 12
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 1 ก ันยา ย น 25 58 ที่สันติอโศก วันนี้ก็มีลูกศิษย์คนหนึ่งมาแสดงตัว เคยสอนเขาตอนเป็นมัธยม ตอนนี้อายุเขา 65 ปีแล้ว ไม่เจอกันตั้ง 50 ปี เขาแต่งงานกับฝรั่งซึ่งก็ผ่านไป เรื่องราวคนต่างๆ ลูกศิษย์ที่เคยสอนก็อายุตั้ง 70 แล้วก็มี อาตมาก็ปาเข้าไปตั้ง 81 ปีแล้ว อาตมา ภาคภูมิใจในชีวิตที่ได้อยู่ ได้ทำประโยชน์ การทำประโยชน์ที่ภาคภูมิใจ คืออาตมาทำงานฟรี จึงถือว่าประโยชน์เต็มๆ คนในโลกทุกวันนี้ทำงานไม่ฟรี นอกจากไม่ฟรีแล้วเป็นหนี้ด้วย คนรวยๆ เป็นหนี้ทั้งนั้น มองทางโลก การได้โลกธรรมได้เงินทองมากมาย กอบโกยสะสมไว้นี่ มันเป็นส่วนเกินที่ไปเอาเปรียบเอารัดคนอื่นเขา จริงๆ แล้วไม่เอาเปรียบก็ได้ คนที่รวยด้วยบารมีก็มี แต่ส่วนใหญ่เอาความฉลาดความได้เปรียบมาให้รวยกว่าเก่าอีก เพราะอวิชชา แม้จะทำสุจริต ไม่ต้องพูดถึงคนโกงเลย บาปอัตราสูงขึ้น แม้ไม่โกง มันก็ยังเอาเกิน ยิ่งโลกทุนนิยม สร้างค่าเอาเปรียบเอารัดสูงมากเกินควร ช่วงห่างระหว่างการได้เปรียบห่างไกลเลย คนพื้นฐานค่าอยู่ที่ 0 แล้ววิธีการทางโลกไปตั้งราคาให้ตัวเองกัน ราชการก็ตั้งราคาให้ตัวเอง ได้ขึ้นเงินเดือนกัน ไม่มีลด มีแต่เพิ่ม แต่ประชาชนรากหญ้าอยู่ที่ 0 เท่านั้น ไม่ต้องสงสัยคนระดับล่างเป็นหนี้ 1/9/2558 18:37:23
วันก่อน เขาถามกันว่าตำรวจไม่มีใครไม่เป็นหนี้กัน ไม่มีใครยกมือเลย เป็นหนี้ถ้วนหน้าเลย พวกตำรวจระดับไม่ได้สูงอะไร นี่ขนาดตำรวจเป็น ขรก. นะ ได้เปรียบกว่าคนสามัญทั่วไปแล้ว ตำรวจยังมีเงินเดือนประจำแล้ว เมืองไทยไม่ถึงกับค้างเงินเดือนยังจ่ายให้ ขรก. ได้ ขรก. มีเงินแน่ แต่ว่า คนทั่วไปก็เป็น 0 ถ้าขายไม่ได้ก็ได้กินได้ใช้เท่านั้นเอง 1/9/2558 18:39:34
อ่านต่อ
อาตมาว่าอาตมาภูมิใจ นอกจากไม่ได้เงินเดือนหรือได้เปรียบใคร อาตมาพอมีบารมีก็ไม่ได้ไปเอามาเลย ทำงานไม่เคยคิดค่าตัวเลย ไม่ต้องพูดถึงโกงทุจริตเลย ไม่มี จึงทำงานอย่างสบาย ภาคภูมิใจ มีปัญญา รู้ค่าของตน ว่าตนมีค่า คนทางโลกทำงานแล้วรับเงินเดือน บางคนได้เป็นล้านต่อเดือน ห่างจากคนล่างๆ ที่ได้ 300/ วัน นี่ก็ขั้นต่ำ แต่ไม่ใช่ว่าจะได้ทุกคนนะ แต่ทางโน้นเป็นล้านเลย แม้แต่แค่ ขรก. ก็เป็นแสนหรือหลายหมื่นต่อเดือน 1/9/2558 18:41:17
การไม่ได้เข้าใจว่าการได้อะไรตอบแทนมา คือการลดค่าของตนเองออกทั้งสิ้น ชีวิตของคน ไม่ว่าศาสนาไหน คือทาน ชีวิตของคนจะ "มีค่า" ก็อยู่ที่การได้ "ให้" แม้แต่ให้วัตถุ ก็ให้ แต่จิตยังไม่รู้ว่าได้ลดกิเลส ให้แล้วจิตตนต้องให้ด้วย ไม่ใช่ว่า ยึดถือว่าเป็นคุณค่าของตน ดีไม่ดีตั้งเป้าว่าต้องได้ตอบแทนเมื่อไหร่ ก็เสร็จเลย เป็นการยึดตัวตนตลอดกาล ไม่เข้าใจว่าจิตวิญญาณต้องทำใจอย่างไร ทำใจอย่างไรไม่มีค่า จึงทำตนหมดค่าไปตลอด ลัทธิทุนนิยมสอนให้คนไร้ค่าอยู่ทั้งนั้น เพราะเอาคืนมาหมด เอาเกิน เอาเปรียบเอารัด เขาหลงว่าเป็นการเจริญก้าวหน้า เป็นการเจริญแบบโลกๆ เขาไม่เข้าใจกัน แม้เข้าใจก็ไม่ง่ายที่จะทำ อย่างชาวอโศกมีเท่านี้ ทำงานมา 45 ปี จะถึงหมื่นหรือเปล่านะที่ทำงานฟรี 1/9/2558 18:43:49
แต่แม้มีน้อยก็มีได้จริง แม้ยุคคนกิเลสหนา ยังทำได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้า ที่ต้องเข้าใจชัดเจน อย่างในหลวงเราที่อาตมาบอกแล้ว ว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ไม่ได้พูดเล่นนะ ไม่ใช่ แล้วจะมาสอนให้เอาแบบคนจน มาขาดทุนของเราคือกำไรของเราไม่มีหรอก คนธรรมดาพูดไม่ได้ แล้วท่านก็ตรัสอย่างสำคัญด้วย ท่านจะตรัสต้องระวังอย่างมากด้วย ไม่ใช่เรื่องเล่นนะ ทรงกล้าหาญมาก ทรงกล้าหาญจริงๆ 1/9/2558 18:46:10
เขาฟังแล้วไม่เข้าใจกันหรอก แม้จะเข้าหูก็ตาม อาตมาเห็นใจนะไม่ได้เข้าใจกันง่ายๆ มันแบบคนจน แล้วขาดทุนคือกำไร จะเจริญได้อย่างไรให้ทำทั้งประเทศเลย ทำแบบคนจน บริหารแบบคนจน ขรก. เขาคงเกาหัวกัน มันไม่ใช่มึน มันไม่เข้าใจ แล้วจะเข้าถึงหรือบรรลุอย่าหวัง พวกคุณนี่ทะลุมาได้ ไม่ใช่ธรรมดา
อย่างพระพุทธเจ้าหรือพระอาริยะที่มีบารมีแต่พระองค์ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้นั้น ผู้ที่เป็นอาริยะจะมีพลังพิเศษ กุศลพิเศษที่แม้ว่าทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ก็จะลดลง บรรเทาลงกว่าปุถุชน คือผู้ปฏิบัติธรรมโลกุตระจะมีภาวะซ้อน คือภาวะของอาริยบุคคลหรือโลกุตรบุคคล ปฏิบัติธรรมละกิเลสได้จะเป็น อุภยัตถะ แม้แต่โลกีย์ก็ทำให้คนอายุยืนยาวกว่าปกติได้บ้าง ถ้าทำกุศลพอ ไม่หาโรคภัยใส่ตัวก็อายุยืนยาวได้ แต่ยิ่งโลกุตระจะมีพลังงานซ้อน อาตมาก็ถึงบอกว่าจะอธิบายได้ไหมนี่มันยาก มีภาวะซ้อน 1/9/2558 18:50:50
ที่รู้ถึงนิยามชีวิต 5 จึงมาประกอบโลกุตรกรรมหรือโลกุตรธรรม ที่ละเอียด ถึงพลังงานระดับพีชะ หรือจิตที่มีพลังพิเศษ ที่จะต่ออายุได้ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ถ้าท่านไม่ตั้งใจตาย เราจะอยู่ให้เกินกว่า กัป ก็ได้ พูดอย่างสบายๆ ธรรมดาๆ มันจริง แต่อาตมาไม่เก่งขนาดมั่นใจเชื่อมั่นว่าจะต่ออายุได้ขนาดนี้ๆ แต่ท่านกำหนดได้เลย ว่าจะต่อไปอีกเท่าไหร่ ให้มากกว่า ลี ชุงยุน ก็ได้ เป็น กัป หรือเกินกว่า กัป ก็ได้ คือพลังงานพิเศษ 1/9/2558 18:52:37
โลกีย์เขาก็ต่ออายุได้ใช้อุปกรณ์ช่วย ใช้เครื่องมือ หัวใจเทียม ปอดเทียม ทำงานสังเคราะห์พลังงานให้ เขาทำได้ แต่ทางโลกุตระก็ควบคุมได้ ทุกข์ที่ดับคือ ทุกขอาริยสัจ อรหันต์บางคน ทุกขอาริยสัจ แต่ก็มีทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ อย่าง พระพาหิยทารุจีริยะ หรือ พระโมคคัลลานะ ก็ต้องตาย แต่อรหันต์ดับเฉพาะ ทุกขอริยสัจ
ทุกข์นั้นอยู่ที่เวทนา มีเวทนา 108 เป็นตัวหลักของการศึกษาเพื่อไปสู่นิพพาน ถ้าเข้าใจเวทนาไม่ได้ รู้รายละเอียดไม่สมบูรณ์ไม่มีนิพพาน ในทิฏฐิ 62 นี่ ท่านขยายความไปสรุปลงที่เวทนา ต้องมีทิฏฐิเข้าใจว่าทุกอย่างรวมลงที่เวทนา เหตุแห่งเวทนาต้องมีผัสสะเป็นเหตุ (สมุทัย) จึงเกิดเวทนา ตามปฏิจจสมุปบาท แล้วทุกอย่างรวมลงที่เวทนา แม้แต่ทิฏฐิ 62 ก็รวมลงที่เวทนา ใครที่อ่านเวทนาในเวทนาไม่สมบูรณ์ ไม่มีทางเป็นอรหันต์ 1/9/2558 18:57:17
เวทนา คือความรู้สึก คืออารมณ์ ความไม่รู้สึก นัยสำคัญต่างๆ ของโลกีย์ ความต่างของโลกีย์กับโลกุตระ ผู้สามารถควบคุมพลังงานเหล่านั้นจะควบคุมอาการ 32 ได้ต่อเนื่องกันทำปฏิกิริยากันได้ ควบคุมได้ ส่วนที่ยังเป็นพีชะของคนก็ไม่มีเวทนา อาการ 32 ของพีชะยังไม่มีหรอก พลังงานพีชะที่อยู่ในคนก็ไม่มีเวทนา ไม่ทุกข์ไม่สุข ถ้าพลังงานจิตตกลงไปถึงพีชะก็ไม่มีเวทนา ไม่รับรู้สึกได้
อย่างอรหันต์ทำให้ตนเป็นพีชนิยามได้ ก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนาได้ จะมีพลังงานเหลือที่ไม่ต้องบำเรอตน มีพลังงานสร้างสรรได้อีกเยอะเลย คนมีสิ่งวิเศษแต่เอาไปใช้ฉิบหาย ผลาญพร่าทำลาย ใช้เสียหาย ไม่ได้ประโยชน์เป็นการทำลาย ต้องศึกษาคำสอนพระพุทธเจ้าให้รู้จักจิตนิยาม จึงเอามาใช้คืนได้ จนเอามาใช้ได้จริง พระพุทธเจ้าต้องถือว่า ท่านทำพลังงานปรมาณูได้ ถึงขั้นอะตอม 1/9/2558 19:02:19
" ทุกข์ " ที่ดับ จึง " ดับ " เฉพาะ " ทุกขอาริยสัจ " เท่านั้น อันเป็นทุกข์ทาง " จิตนิยาม " แท้ๆ เป็น " เจตสิกทุกข์ " ส่วน " กายิกทุกข์ " หรือทุกข์ที่เกิดจาก " สรีระ " ซึ่งยังเป็น " พีชนิยาม " มันก็ยังไม่มี " เวทนา " มันจึงไม่รู้สึกสุข หรือทุกข์หรอก แม้ " พลังงานที่ตกลงไปถึงความเป็นพีชนิยามในตัวคน " (เช่น คนที่ " จิต " ตกลงไปถึงขั้น " มนุษย์พืช " เป็นต้น หรือถูกฉีดยา ถูกวางยาสลบ แม้จะยังไม่ตายก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีเวทนา) หรือพวกที่ทำเจโตสมถะ ก็กดข่มพลังงานตรงนี้ไปได้เหมือนกันไม่รู้สึกทุกข์สุข แต่ไม่ใช่เจโตวิมุตินะ ถ้าเรียกในนามสมาธิก็แค่ มิจฉาสมาธิหรือสมาธิชั่วคราว คำว่ามิจฉาหรือสัมมานั้น อันที่ผิดไปจากพุทธอันนั้นคือมิจฉา ไม่ใช่ว่าทุกอย่างคือมิจฉาทิฏฐิหมด มิจฉาคือไม่ถูกต้องตรงสัมมาทิฏฐิของพุทธ ไม่ใช่ว่าผิดไปจากที่ตนเข้าใจก็มิจฉาทิฏฐิหมด 1/9/2558 19:05:30 แม้ " ทุกขอริยสัจ " จ ะดับไปได้หมดสิ้นแล้วในผู้นั้น แต่ความเป็นคนยังอยู่ มันก็ยังเหลือ " ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ " อันเกิดอยู่ 6 ประเภท เป็นต้นนั้นไง ที่มันก็ยังมี " ชาติ " คือ " การเกิด " อยู่ ยังไม่สูญหมดเกลี้ยง ต้องรู้ตัวตนของกิเลส แล้วกำจัดให้ถูกตัวตน ไม่ใช่แค่สมถะไว้ ต้องรู้ถึง กาย เวทนา จิต ธรรม อ่านออก รู้ถึงกายในกาย เวทนาในเวทนา ลึกถึงจิตในจิต เข้าถึงธรรมในธรรม แล้วสงบจนเที่ยงแท้ยั่งยืนตลอดไปนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ส่วนความรู้สึกทั่วไปๆ ก็รู้เหมือนคนสามัญ ไม่ใช่ดับความรู้สึกไปหมด ไม่ได้หนีเลย รู้เหมือนเขาแต่ท่านไม่มีเคหสิตเวทนาที่เป็นอารมณ์โลก ท่านไม่มีความรู้สึกแบบรสโลกีย์แล้ว 1/9/2558 19:09:30
ซึ่งเป็นความไม่รู้สึก คือไม่มีเวทนาของผู้มีโลกุต ร ะแท้ๆ ผู้มีอย่างนี้จึง ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ละเอียดลึก กว่าเข้าใจตื้นๆ ที่ดับสัญญาดับเวทนาใน สัญญาเวทยิตนิโรธ แบบฤาษีเข้าใจกันนี่ เฉพาะส่วนที่เป็นโลกียรส อันเฉพาะ เป็นเนกขัมมสิตเวทนา อันออกจากอารมณ์แบบเคหสิตะ แต่ยังร่วมตามความรู้สึกที่มีอยู่ตามธรรมชาติเหมือนคนอื่นเขา รู้เหมือนคนอื่นแต่ไม่ต้องหนีเข้าป่าเขาถ้ำ
อย่างโสดาบัน อบายมุขที่เขาฉายกันอยู่ทุกวัน เขาติดมือถือกัน เป็นโรคชนิดหนึ่ง ตายเพราะอันนี้ก็มีแล้วเป็นโรคเช่นกัน เขาก็รู้เราก็รู้ เราพ้นโลกีย์แล้วบรรลุ มีคุณสมบัติ อุเบกขา 5 ประการแล้ว ก็อยู่กับโลกได้ แต่ถ้ายังไม่ได้เราก็ฝึกฝนไป มันจะค่อยได้ไปตามลำดับ
ก็มาทำความเข้าใจดีๆ กับผู้ทีได้แค่เจโตสมถะ การนั่งสมาธิหลับตาทุกวันนี้มีแต่เจโตสมถะ หรือลืมตาใช้สติ ให้รู้ นิ่งเฉย แล้ววางๆ มีสติก็สมถะทั้งนั้น เพราะไม่ได้วิจัยถึงเหตุแห่งทุกข์ แล้วทำให้มันมี วิปัสสี อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี กิเลสมันอยู่กับเรานานมันก็จัด พอเราลดมันได้มันไม่เที่ยง มันไม่อยู่กับเรานาน ไม่มาบ่อย มันไม่เที่ยงคือไม่เที่ยงอย่างจางคลาย อนิจจัง จางคลายไม่เท่าเดิม อนิจจังมีสองทางคือแบบหนาขึ้น อ้วนขึ้นมากกว่าเก่า กับแบบที่ลดลงได้ จางคลายลงได้ มันชัดๆ ทิศทางไม่ปิดแปลก ต้องจริงอย่างนี้เลย อ่านออกเห็นจริง 1/9/2558 19:15:16
ตัวแรกเห็นความไม่เที่ยง ก็มีได้ทุกข์คน ไม่อยู่กับคุณตลอดเวลาแต่คุณให้อาหารมันอยู่เรื่อยมันเลยโตขึ้น เราก็หยุดให้อาหาร มันอยากไม่ให้มัน ดื้อๆ ง่ายๆ เลย ไม่อย่างนั้นก็ให้มันเรื่อย เราต้องลดก่อน อรติ วิรติ เวรมณี ละเว้นลดขาด จนกระทั่งเราสัมผัส ตอนแรกมันแรงก็อย่าเห็นเลย อยู่ไกลๆ ไม่งั้นไม่ไหว จนกว่าเราจะทำได้ แม้จะมีน้ำเราก็เอายางมันออกได้สามารถขึ้น ชาวโลกีย์ ไม่รู้สึก ที่เป็นวิธีสมถะ เพราะประสาทถูกสะกดจิตไว้ ส่วนชาวโลกุตระไม่รู้สึก เพราะกำจัดกิเลสอกุศล บาปไดั ออกไปได้จากจิตแท้จริง ชาวโลกุตระจึงหมดอกุศลจิตได้อย่างแท้ๆ แต่ในเวทนายังรับรู้ได้เหมือนคนทั่วไปทุกประการ 1/9/2558 19:17:42
( 83 ) " ชาติ 5" นั้น มีภาวะของ " อธิจิต " อย่างไร? ไฉน? การปฏิบัติธรรมของพุทธ ต้องเรียนรู้ " ธรรม " ที่เป็น " ชาติ " อยู่ คือ " ธรรมชาติ " ทั้งปวงนั่นเอง แล้วจัดการกับ " ชาติ " เฉพาะที่ตนเองหมายจะ " ดับ " แล้วทำให้ " ชาติ " นั้น " ดับ " " จิต " ที่เหลือก็จะเป็น " ชาติ " ใหม่ ที่สะอาดขึ้นไปตาม แต่ละขั้นๆ เมื่อ " ชาติ " นั้น " ดับ " โศก ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เพราะ " ชาติ " ตัวนั้น ก็หมดสิ้นไป แล้ว " ภพ " ก็ดับ อิทัปปัจจยาการในปฏิจจสมุปบาทคือ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา จึงดับตามไปตลอดสาย ก็มี " ชาติ " ที่เป็น " นิพพัตติ " เกิดขึ้น มี " ภพ " ที่เหลือ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ อายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา ใหม่ ที่สะอาดไปจาก " ชาติเก่า " แล้ว เป็น " ผู้มีชาติใหม่ " ขั้นหนึ่ง แล้วผู้ปฏิบัติก็ " ดับชาติ " ตัวอื่นต่อไปอีกๆๆๆ จนกว่าจะหมดสิ้น " ชาติ " ของอกุศลจิตที่มีอยู่ในตนของแต่ละคน เป็นผู้มี " การเกิดใหม่ในโลกุตระ " จนกระทั่งถึงที่สุด " ชาติ " ใหม่สุดก็คือ " อภินิพพัตติ " " ชาติ 5" คือ ชาติ สัญชาติ (ชาติเก่าที่ยังทำงานเองเกิดเองเป็นสัญชาตญาณอยู่ในตน) โอกกันติ (ความหยั่งลงของภาวะที่เกิด ซึ่งเป็นจุดกลางการหยั่งลงของความเกิด) ธรรมดาก็หยั่งลงเป็นโลกียะ แต่ถ้าสามารถทำให้ " เกิด " เป็นโลกุตรธรรมหยั่งลงได้ " หน่วยการเกิดใหม่ " ก็เรียกว่า " นิพพัตติ " ชาติ " นิพพัตติ " ที่สูงขึ้นๆ ถึงขั้นสุดก็เรียกว่า " อภินิพพัตติ " " ชาติ " จะสะอาดขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติที่สัมมาทิฏฐิจริง " ธรรม " (ความทรงอยู่ของจิต) จึงจะสะอาด จาก " พลังงาน " ที่เราจะไม่ให้มีอยู่ใน " อัตตา " ที่เป็น " จิตนิยาม " ของเราอีก ถึงขั้นสุดท้าย ในความเป็น " จิตนิยาม " ของเรา เราจึงจะสิ้นความเป็น " ชีวิตินทรีย์ " แห่งความเป็น " ชีวะ " บริบูรณ์ไปทะลุขั้น " อนุสัย " เป็นที่สุด
( 84 ) ความเป็น " อนุสัย " ที่มีนัยสำคัญยิ่งนักของจิตนิยาม ถ้าทำได้ถึงขั้น " ดับชีวิตินทรีย์ " ของชีวะขั้น " จิตนิยาม " สำเร็จ ก็ถึงขั้น " ดับอาสวะ " ได้ เป็น " เอกัคคตา " สู่ความเป็น " ปุริสินทรีย์ " (ปุงลิงค์) แต่ยังไม่หมดสิ้น " อนุสัย " ที่สุดท้าย ก็เหลือ " พลังงาน " อยู่ในสภาพเสมอเหมือน " พีชนิยาม " อย่างมีนัยสำคัญ คือ ไม่ทำบาปทั้งปวงได้แล้ว " อกุศลจิต " ที่เราดับได้นั้นไม่มี " พลังงาน " ไม่เกิดเป็น " พลังงาน " อกุศลนั้นอยู่ในจิตเราอีก แม้อนุสัยของอรหันต์ก็เป็นอนุสัยที่มีประโยชน์นะ แม้อนาคามี นี่ก็ไว้ใจได้แล้วที่จะให้ไปบริหารประเทศได้ ให้ไปทำงานกับต่างประเทศ แม้เป็นนักธุรกิจก็เป็นการค้า แบบ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ไปค้าขายก็ไปขาดทุนให้เขา เพราะประเทศไทยพึ่งตนเองไม่รอดจึงต้องอาศัยเงินต่างประเทศมาเลี้ยงตน นี่คือความล่มจมของประเทศไทย แล้วก็ไปหาวิธีคิดเอาเงินจากเขามาก็คือคิด GDP ไปเอาเปรียบเขา แต่ที่จริง ความเจริญคือ เราขาดทุนให้แก่ต่างประเทศเท่าไหร่ นี่คือความเจริญเป็น GDP อาตมาถึงว่าขายหน้าที่จะไปเอาเงินจากการท่องเที่ยง แต่ก็เห็นใจว่าต้องพึ่งพาอย่างนั้นอยู่ ถ้าคนจะมาเที่ยวในประเทศเราต้องให้เหมือนกับภูฏาน ที่เลือกคนมาเที่ย ว ประเทศได้ แม้เขาไม่ร่ำรวยแต่เขารวยสิ่งประเสริฐนะ เมืองไทยเรามีพลเมืองกว่าจะเจริญโลกุตระประชากรก็ถึงร้อยล้านคนแน่ เป็นอัตราก้าวหน้า ปฏิภาคทวีแน่นอน ทิศทางที่เราพาเจริญไม่ใช่เรื่องตื้น ผู้ที่พึ่งตนเองได้แล้วก็เป็นที่พึ่งแก่ผู้อื่น เป็นอัตตาหิ อัตโนนาโถ เป็น พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) ต้องมาเดินตามในหลวง ร. 9 ที่ให้มาเอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรานะ 1/9/2558 19:41:53
สุดท้ายก็จะเหลือ " ชีวานุปาทิ " ที่จะเรียกว่าเป็น " อนุสัย " ที่อาศัย ซึ่งสะอาดบริสุทธิ์จาก " กิเลสาสวะ " สัมบูรณ์ ทำงานอยู่กับชีวิตของอรหันต์ขั้น " อุภโตภาควิมุติ " ซึ่งเป็น " อมตบุคคล " ก็สำคัญ เพียง " อาสวะ " เท่านั้นดับหมดสิ้น เป็น " จิต " ที่ไม่มีการแตกตัวขยาย " ตัวตนของอกุศลจิต " อีกเท่านั้น จึงเหลือแต่ " อนุสัย " ตัวปลาย เป็น " อนุสัย " ชนิดที่มีแต่ " คุณค่าประโยชน์ " ซึ่งมีแรงมีพลังงานมากตามคุณสมบัติของ " อนุสัย " แต่ละคนที่มีปริมาณและคุณภาพ นี้คือ ผู้สามารถ " ดับชาติ " ของ " อาสวะ " ในตนเท่านั้น เป็นอรหันต์ขั้นปัญญาวิมุติ ก็ไม่มีอาสวะแล้ว แต่ยังมี " อนุสัย " ที่เหลือ " อาสัย " อยู่ ซึ่งไม่เป็น “ ธรรม 2" แล้ว (ปุงลิงค์ = เอกกัคคจิต = เอกบุรุษ) (อนุคือน้อย ,สยะ คือตน)
อนุสัยตัวต้นนี้หนาหนัก พอเริ่มต้นก็เกาะตัวเป็น กลละ เป็นนิสัย เป็นวิสัย เป็นอนุสัย แล้วเราไล่ดับจนเหลืออนุสัย เป็นตัวน้อยแต่ฤทธิ์มาก เป็นกุศลเป็นฤทธิ์วิเศษที่ดีมากด้วย เป็นชีวานุปาทิ (ชีวะ และอุปาทิ)
" ปัญญาวิมุติ " นี้ยังสามารถทำความดับ " พลังงาน " ขั้นต่อไปให้สู่ " ความเป็นกลางที่ไม่มีเพศ " (นปุงสกลิงค์) อีกได้ เป็นขั้น " ดับอนุสัย " ที่เป็นพลังงานอกุศลขั้นละเอียดลึกกว่า " อาสวะ " อีกขั้นหนึ่งสู่ความเป็นผู้ " อุภโตภาควิมุติ " ผ่านวิมุติสู่อมตบุคคล เหลือตัวภาษาว่าเป็นอนุสัยเท่านั้น มั่นหมายกันให้คมๆ ชัดๆ แม่นๆ ตรงๆ เถิด 1/9/2558 19:48:04 จนกว่าท่านจะทำ " ปรินิพพานเป็นปริโยสาน " แก่ตนสุดท้ายเอง " พลังงานอกุศล " ของ " อาสวะ " ก็ดี ของ " อนุสัย " ก็ดี จะมีภาวะถูกกำจัดไปอย่างหมุนรอบเชิงซ้อนที่สลับไปมาซับซ้อน เหลื่อมกันอยู่ ซึ่งละเอียดเกินสามัญที่จะรู้ได้ง่ายๆ แต่เรียนรู้ได้ มีภาวะเป็นไปได้จริง เราจะเรียนรู้จากการสัมผัสกันตั้งแต่ " ธรรม 2" ที่เรียกในภาษาธรรมว่า " กาย " ไปจนกระทั่งมากกว่า 2 ปรุงแต่งกันอยู่ ซึ่งต้องมี " นามธรรม " เป็น " ธาตุรู้ " ที่จะ " รู้ตาม เห็นตาม " (ชานโต ปัสสโต) พลังงานจริงนั้นๆ ไปตลอด ได้มากขึ้นๆ พวกที่คิดแต่ตรรกะไม่มีวันเห็นการตายการเกิดของจิตหรอก ต้องมาปฏิบัติแบบมีผัสสะ สัมผัสจริง แล้วเห็นความเกิดของกิเลสจริงแล้วทำให้มันดับได้ด้วยสามารถจริง ไม่ใช่ไปเดาเอา ตามตรรกะว่าจิตมันเกิดดับตลอดเวลา อ าจารย์ ไหนพูดเช่นนี้ก็ขี้โม้ ที่เห็นได้ก็บางคน คือเขาปั้นมโนมยอัตตา ว่าเกิดดับๆ มันปั้นจิตมาหลอกตนเอง ไม่ได้เห็นด้วยตน ตากระทบรูปแล้วมีอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส แต่ก่อนมันแรง แต่ตอนนี้กระทบแล้วไม่เกิดกิเลสหรือเกิดเราก็ดับได้ เหลือรูปราคะ อรูปราคะ จนสิ้นสังโยชน์ 1 จึงเห็นความเกิดความดับของจิตได้จริง มันเป็นนามธรรมมากเลยนะ
( 85 ) " ธรรมชาติ " นี้แลถ้า " ดับชาติ " ในตนได้ก็แก้ " ธรรม " ผู้ปฏิบัติต้องสามารถอ่าน " รูปกาย นามกาย " ของความเป็น " ชาติ" ที่เป็น " ธรรม 2" ปรุงแต่งกันขึ้น และสามารถจัดการกับ " พลังงาน " ที่ " ชาติ " อยู่ทั้งหลายให้ " ดับและเกิด " ได้จริง ด้วย " อาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส" สำเร็จ จึงจะเห็น " ความดับ ความเกิด " กันจริงๆ เช่นเราอยากหรือโกรธ หรือรัก มันแรงมันเบาอย่างไร รักกันจนปานจะกลืนกินเป็นต้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจภาวะแห่ง " ความเกิด 5" (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) แล้วผู้ปฏิบัติก็จัดการกับการเกิดขั้น " จิตในจิต " นี้ให้เป็น " นิพพัตติ อภินิพพัตติ " จนถึงขั้นบริบูรณ์ให้ได้ " ความเกิด " ของจิต (โอปปาติกโยนิ) ต้องมี " อาการ " ของจิตถึงขั้น " นิพพัตติ " จึงจะเข้าขั้น " โลกุตรธรรม " ผู้ศึกษาธรรมะมาถึงขั้นเชื่ออย่างกระจ่างแจ้งสนิทแน่แล้วว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนก็คือ " ธรรมะเท่านั้นที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป " แล้วก็หลงว่าตนจบแล้ว บรรลุแล้วอยู่กับตรรกะแค่นี้ นั่นยังไม่ใช่การบรรลุใดๆ เลย หลงปล่อยวางกันแค่ " ได้รู้แจ้งเห็นจริง " กันอยู่แค่ขั้นนี้เท่านั้น แล้วหลงว่าตนได้ " เข้าถึงธรรม " แค่นี้ ก็ยังหลงผิดอยู่แท้ นั่นมันแค่ขั้น " รู้ยิ่งเห็นจริง " เท่านั้น ยังไม่ได้กำจัด " อัตตา " ด้วยการปฏิบัติให้ " เข้าถึงหรือบรรลุธรรม " (อุปสัมปัชชติ) จนกระทั่งจิต เจตสิกของตน " เกิดเข้าสู่ภพใหม่โลกุตระ " (นิพพัตติ) ถึงขั้น " เข้าถึงพร้อมแล้ว" เป็นผู้บรรลุแล้ว (อุปสัมปันน) ของตน แต่อย่างใด ต้องปฏิบัติจนสามารถเกิดปัญญามี " นามรูปปริจเฉทญาณ " กันจริงๆ แล้วจึงจะเกิด " โสฬสญาณ " ที่เป็นจริงมีจริง เป็นลำดับ ไม่ใช่มีแค่ " ปัญญา " แค่เห็นแจ้งลึกจริงแล้วอยู่ โดยไม่มี " สภาวธรรม " ที่เกิดที่เป็นให้ตน " รู้จักรู้แจ้งรู้จริง " ตาม " ญาณ 16" นั้นครบครันเป็นขั้นเป็นตอนละเอียดลึก ยิ่งนัก จนกระทั่งมี " ญาณ " ของตนเห็น " ความปล่อยวาง " (มุญจิตุกัมยตญาณ) ในจิตของตนอย่างมี " รูปกาย นามกาย " ยืนยันแก่ตนโทนโท่โต้งๆ หลัดๆ ไม่ใช่แค่พูดเอา ตามตนเข้าใจโดยตรรกะ แต่นี่ต้องเห็นของจริงในจิตตน ปล่อยวางได้จริงเลย เป็นผู้ " ดับชาติ " สำเร็จได้จริง จึงจะเป็นผู้แก้ " ธรรม " เปลี่ยนแปลง " ธรรมในธรรม " ของตนได้จริง จนกระทั่งแก้ธรรมะมาเป็นโลกุตระ เริ่มโลกุตระตั้งแต่ กายในกาย รู้จัก เป็นจุดเริ่มต้นโดยสัมผัส หากไม่รู้จัก แต่ไปสัมผัสคนนี้ไหม ก็ว่ารู้จักแค่ชื่อ จริงๆ ไม่เคยพบกันเลยไม่รู้จักกันหรอก รู้จักแต่ชื่อเสียง เช่นรู้จักไอสไตน์ไหม? ...ก็อาจรู้จักจากประวัติ แต่ว่าของพุทธรู้จักคือได้สัมผัส รู้แจ้งคือรู้มากขึ้นๆ แล้วรู้จริงคือรู้จบ โดยทำให้แจ้งเพิ่มขึ้นๆ คือ สัจฉิกตา คือเสร็จกิจแล้ว
( 86 ) ต้องเริ่มมี " โลกุตรธรรม " ตั้งแต่เห็นความเป็น " กาย " ต้องปฏิบัติจนรู้จักรู้แจ้งรู้จริง " องค์ประกอบของรูปนาม " ตั้งแต่ " สักกาย " ซึ่งเป็น " กายของตน " อย่างสัมมาทิฏฐิ จึงจะชื่อว่ามี " วิปัสสนาญาณ " พ้นสังโยชน์ ข้อที่ 1 แล้วได้พิจรณา " กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม " อันเป็น " โลกุตรธรรม " ใน " สติปัฏฐาน 4" ข้อ 1 - 2 - 3 - 4 เจริญขึ้นไปตามลำดับดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า " โลกุตรธรรม " นั้นก็คือ โพธิปักขิยธรรม 37 นี้แล (ดูในพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620) ทำตามปริเฉทหรือปริตตัง หรือขอบเขตที่เรากำหนดจะทำ เช่น เราเอาแค่ ศีล 5 เราก็มีชีวิตอยู่ประจำวัน เช่นเราไม่กินเนื้อสัตว์ แต่เขากินเนื้อสัตว์กันอยู่เป็นนิจ ก็เคยสาธายายไว้แล้ว ว่าเอาสัตว์มาฆ่าให้พระกินก็ได้บาปมิใช่บุญเป็นอันมาก เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ ก็ดูจิตเรา เราเกิดอาการจิตอยากทำร้ายไหม อย่ามาอ้างว่าเอามากิน สัตว์แต่ละตัวมันเกิดมากับวิบาก มันเกิดมาสร้างวิบากกับใช้วิบาก สัตว์ตัวเล็กเซลล์เล็กๆ ก็ไม่ได้ทำบาปกรรมอะไรมากไม่รู้มากก็สร้างชีวะของมันมา จนกว่ามันจะมีมากขึ้นก็เป็นตัวตนมากขึ้น ชีวิตสัตว์ก็สร้างตัวเอง ในระดับหนึ่งกิเลสจะมากมีบาปมีภัยแล้ว กิเลสมันมี แล้วก็ต้องเวียนวน เป็นบาปเป็นบุญ ก็หมุนเวียนนับชาติไม่ถ้วน กว่าจะมาเป็นคน เป็นเวไนยสัตว์ที่สอนได้ เราก็มาย้อนดูว่าอะไรดีชั่วเกาะตัวเป็นอนุสัย เราก็มาทำลายอย่างพระพุทธเจ้าพาทำ อย่าทำลายสิ่งข้างเคียง แยกเอาตัวสัตว์หรือตัวโจรมาฆ่าเลย อย่างโจรอยู่ในเมืองไทย เราจะเผาเมืองไทยหมดได้อย่างไร โจรมันอาจหนีไปเสีย คนอื่นตายหมดไม่ได้ 1/9/2558 20:13:24
วิปัสสนาตัวแรกคือรู้สังโยชน์ รู้สักกายะ รู้กายในกาย เป็นโลกุตระ มี 37 ก็คือโพธิปักขิยธรรม นั่นเอง ถ้าแม้น " อาการ " ของจิตยังไม่เปลี่ยนแปลงสภาพจาก " เคหสิตเวทนา " ที่เป็นโลกีย์ ซึ่งผู้ปฏิบัติขณะนั้นต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโดย " สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอยู่ " หลัดๆ โทนโท่ทีเดียว กล่าวคือ มีองค์ประชุมของ " รูป " (ภาวะ " ที่ถูกรู้ " อยู่ในขณะนั้นก็คือ " ตัวตน " ของกิเลส) กับ " นาม " (ภาวะของ " ธาตุรู้ที่เรากำลังรู้ " อยู่ในขณะนั้น คือ " ญาณ " ) เรียก " องค์ประชุมของรูปกับนาม " นี้ว่า " กาย " คือรู้โจร จับโจรให้ถูกตัวเลย เริ่มต้นที่เรารู้ตัวโจร สักกายะตัวแรกคือเรามี นามรูปปริเฉทญาณ ในปริเฉทนี้ใน ศีล 5 นี้เป็นต้น ให้พอเหมาะกับเรา เราเริ่มรู้องค์ประกอบรูปนาม เรียกว่าองค์ประชุมรูป นามนี้ว่ากาย " รูป " คือตัวกิเลส (ก็คือจิตตน) " นาม " คืออธิปัญญา (ก็คือจิตตน) ซึ่งต่างก็เป็น " จิต " ของเราเองนั่นเอง ทั้งรูป ทั้งนาม " รูป " กำลังเป็น " ภาวะที่ถูกรู้ " อยู่ในขณะนี้ มี " อาการ " ให้เรา " เห็น " (ปัสสติ) อยู่โทนโท่ โต้งๆ หลัดๆ มันไม่มีหนวดเครารูปร่างนะ เป็นนามธรรมแต่เราสัมผัสได้ เช่นจิตกำลังอยากอยู่หลัดๆ เลย เห็นหัวปลีสีชมพูนี้ก็อยากได้ อ่านเห็นเลย มันไม่ใช่ของเรา เราเอามาก็ผิดศีล ข้อ 2 อย่าวิสาสะ นะ อย่าขโมยนะ ก็อ่านอาการที่อยากมีอยากได้อยากเป็นจริงๆ นี่คือภาวะปฏิบัติธรรม ของ พระพุทธเจ้า ตอนนี้คือ เห็นตัวตนกิเลส ซึ่งก็คือ " เห็น " (ปัสสติ) " ตัวตนของกิเลส " (พลังงานจิตที่เป็นอกุศล) อย่างเป็นภาวะแท้ ด้วย " ปัญญา " ขั้นปรมัตถสัจจะ รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " กาย " ของจิตที่เป็น " องค์ประกอบของรูปกับนาม " ชัดๆ และ " นาม " ในขณะนี้ ก็คือ " สัญญา " ที่กำลังทำหน้าที่กำหนดรู้ภาวะนั้นๆ อยู่หลัดๆ และความรู้ที่รู้แจ้งขึ้นไปอีกเจริญจาก " สัญญา " ก็คือ ธาตุรู้เจริญจาก " สัญญา " พัฒนาขึ้นเป็น " ปัญญา ปัญญินทรีย์ " ฉะนี้เองคือ การเห็น " ธรรมกาย " อันเป็นกระบวนการของธรรมะ ที่กำลัง " เป็นไป " (ภวันติ) จะให้กิเลสมอดไหม้เป็นขี้เถ้า ของเราผู้กำลังเห็นอยู่โทนโท่ และ " อาการ " ต่างๆ ของกระบวนธรรม ก็กำลังเจริญพัฒนาใน " ธรรม " แท้ๆ จริงๆ ตามพุทธภาวะ (ความปรากฏอยู่จริงของพุทธ)
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive