201102-133 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน133-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ010.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน 1-202 (ปี 19-20-21)MP3 ถอดเสียงแล้ว รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์166 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพุธที่ 2 พฤศจิกายนพุทธศักราช 2520 พระจันทร์นี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์และอบรมทำวัตรเช้าณพุทธสถานสันติอโศกดังต่อไปนี้เราฟังที่บรรยายความที่พูดฟังปริยัติคือไปถ้าตั้งใจฟังจริงๆมันก็ติดใจเวลาเราไปเรามาเวลาเราเป็นเวลาเราอยู่ รถติดตัวเราก็มีสติระลึกรู้สำนึกมันก็อยู่ใกล้เมื่อมันมีสติระลึกรู้อยู่กับที่ตัวสำนึกอยู่ใกล้เมื่อเวลาผัสสะหมดเวลาที่เราจะมีอะไรเข้ามาเป็นเหตุเป็นปัจจัยมันก็จะตอบหรือมันก็จะบอกตัวเราออกมาได้ง่ายตามที่เราได้รู้ปริยัติอาจจะได้รู้บัญญัติมากๆมันใกล้มันได้รู้มากรู้จริงรู้ซ้ำมันอยู่ใกล้มันก็จะได้ขายความหรือว่าได้ทำปฏิกิริยาให้เราอ่านให้เรารู้ได้เร็วขึ้น ไฟขึ้นการปฏิบัติธรรมอย่างแบบฤาษีแผนที่สมัยก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเกิดมีนั่งหลับตากันโดยใช้วิธียึดคำคนนักประหารใช้วิธีที่จะทำความสงบโดยการหลีกเลี่ยงออกห่างจะทำการหลอกใช้วิธีการลบคราบแผ่นดินๆซึ่งก็เป็นกรรมวิธีที่ง่ายๆใครๆก็รู้ได้มันเป็นวิธีง่ายรู้ได้ง่ายใครก็เห็นชัดเป็นวิธีพลาดกิเลสไม่ใช่ วิธีพรากกิเลสกรรมวิธีนี้เป็นกรรมวิธีที่เกิดมาแล้วก็ยังครองอยู่ได้นานแม้สมัยพระพุทธเจ้าอยู่ก็ยังครองแล้วก็จะกระทำกันตามๆกันมาอยู่แม้สมัยพระพุทธเจ้ายังเป็นอยู่ยังมีอยู่การฆ่ากิเลสก็มีตามแนวทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนและการพลาดกิเลสหรือการที่ลบจากกิเลสห่างจากกิเลสออกไปใช้เวลานานออกไปออกไปเฉยๆเนี่ยก็ยังมีอยู่จริงๆมันก็เป็นอุปการะอย่างนึง จะเป็นการช่วยเหลือช่วยเหลือให้เราไม่คลุกคลีได้เหมือนกันแต่ถ้าพูดกันตามตรงแล้วล่ะก็ระบบของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับระบบเก่าเนี่ยมันขัดกันพระพุทธเจ้าเป็นนักสู้ระบบของพระพุทธเจ้าเป็นยอดนักรบโดยอาศัยสติมีความระลึกรู้มีความสำนึกที่อยู่พร้อมพรั่งแล้วก็รู้วิธีการอ่านจิตโดยตรงเลยรู้วิธีการปรับเปลี่ยนจะเล่นกับจิต

อ่านต่อ

ให้จิตเรียนไปสู้ไปใช้ปัญญาเขาอ่านปัญญานี้ไม่อ่านอะไรอ่านวิธีการของจิตอ่านรูปจิต เย็นจิตรแปลอังกฤษอย่างชัดๆเลยมีหูมีหัวกัดฟันกันฆ่ากันต่อหน้าต่อตาลักษณะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากรรมวิธีของพระพุทธเจ้าเรียกว่าสติปัฏฐานที่เป็นเอกลักษณ์โคนี่และวิธีการอย่างนี้คือมีสติแล้วก็ซึ่งซึ่งหน้าและเจอกิเลสสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายใจกิเลสรับรู้เท่าทันกันทันทีแล้วก็พิจารณาก็เลยว่าความจริงเป็นยังไงความแฝงเป็นยังไงจิตเป็นอย่างนี้แล้วก็มีกิเลสเข้าไปผสมเป็นอาคันตุกะเป็นอย่างนี้เลือกจากเวียงทิ้งออกแล้วเปลี่ยนเรื่องออกทันที ซึ่งๆหน้าไม่หลบไม่พรากไม่หนีจากไม่ทำไม่ห่างกิเลสต้องไปประจันหน้ากับกิเลสมันขัดกันมันตรงกันข้ามกันถึงจะเห็นว่าระบบของพระพุทธเจ้ากับระบบของฤาษีชีไพรสมัยก่อนต่างกันอย่างนี้แล้วมันแน่ใจเพราะมันรู้กิเลสเป็นอย่างนี้เป็นอย่างนี้ตามความเป็นจริงจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จิตที่ไม่มีกิเลสเข้าครอบงำเป็นอย่างนี้เป็นอย่างนี้ชัดๆมันต่างกันจิตที่มีกิเลสกับจิตที่ไม่มีกิเลสต่างกันอย่างไรก็อ่านรู้ด้วยปัญญาหารู้ได้ปัญญาทำเปลี่ยนไปจางลง เบาลงสู้ได้แล้วดีขึ้นแล้วเหลืออนุสัยหรืออาสวะก็รู้หมดอนุสัยหมดอาสวะก็รู้รู้อย่างแรงอย่างปรางอย่างอ่อนถ้าอย่างนี้เป็นกิเลสหยาบอย่างนี้แรงมากชัดเป็นพิธีกรกิเลสอย่างนี้กิเลสขนาดระดับกลางกิเลสที่ขนาดยังมีลักษณะยังพอไม่แรงจัดเราทำให้อ่อนลงมาได้บ้างแล้วอย่างนี้เป็นอย่างไรทำลงไปให้อ่อนจางคลายราคะลงไปทำแต่ปัญญาให้เห็นแจ้ง ไม่เข้าใจปรับเปลี่ยนมันลงไปรีโมทจะยังวิราคะแล้วแต่ชื่ออะไรก็เยอะแยะแม้แต่จาคะก็ได้ดับลงไปจนเหลืออนุสัยอาสวะนี่ก็รู้ว่าอนุสากิเลสเหนือสุดท้ายอ่อนบางน้อยรู้ยากหลบอยู่ซุกซ่อนจับยากเป็นอะลูกทีนี้เราก็รู้กูเห็นจริงๆของใครเป็นของใครณปัจจุบันทำก็จะต้องเข้าใจและรู้ชัดถ้าไม่รู้ชัดมันไม่จริงจังระบบของศาสนาฤาษีเดียรถีย์ไม่ได้จับรู้เป็นปัญญาญาณอ่านชัดเป็นสติ สมนึกมีความรู้สึกเต็มมีสติเต็มสำนึกชัดรู้จับหูจับหัวเห็นหน้าเห็นตาเห็นหน้าตาตัวเล็กตัวใหญ่ตัวขนาดละเอียดอะไรเห็นไม่มีศาสนาของฤาษีเดียรถีย์ยิ่งนั่งหลับตายิ่งสติมันตกยิ่งเข้าเพราะว่ากำลังของสติยิ่งน้อยเวลาไปอยู่ข้างในมันไม่ชัดๆแต่หลับตานั่นแหละกิเลสมันก็น้อยเพราะว่าเวลาไปหัดทำกินข้าวเอาจิตเข้ามารวมกันเป็นแบบสะกดจิตเป็นแบบสุดๆเพลงตัดสินเพลงนั้นเพลงนี้เพลงลูกแก้วเพลงอะไรเหมือนกันหมดน่ะเอามารวมไว้กี่สัปดาห์รวมไว้ที่ลมหายใจอะไรต่างๆพวกนี้มันมีระบบ ไหนๆก่อนสมัยพระพุทธเจ้าเกิดเพลงลมหายใจแล้วก็มันอ่อนๆแล้วก็ร่วมคือเพลงจากเสียงลมหายใจนี่คือกสิณลมเพลมเข้าเนี่ยตัดสินลมแต่เขาไม่เข้าใจเขาไปนึกว่าตัดสินไหวอยู่ข้างนอกมันไม่ไหวหรอกมันข้างนอกถ้าตัดสินลงไปอยู่ข้างนอกมันเป็นกฐินบินลูกสาวไอ้นี่เป็นความรู้สึกผิดเพ่งลมหายใจมันก็สิ้นลมที่เขาเรียกว่าอนาคตก็ทำกันอย่างที่เขาเข้าใจกันแต่เราก็ได้อธิบายกันจนละเอียดอ่อนแล้วก็อาณาปานสตินั้นแต่เขาฤาษีก็ไปตัดสินลงแต่ของพระพุทธเจ้าก็ลืมตากันดื้อๆเนี่ยอานาปานสติมีสติ ขอบเขตของชีวภาพอย่างแท้จริงแล้วถ้าเผื่อว่าผู้ใดได้เรียนรู้อย่างระบบด้วยวิธีกรรมวิธีสติปัฏฐานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเสด็จเดียวแน่วแน่จะจางเพราะอ่านกันด้วยสามัญสำนึกมีสมุดเต็มมีสติเป็นร้อยมีความรู้สึกเต็มร้อยรู้ตัวรู้ตนตาก็รู้หูก็รู้จมูกลิ้นกายมีเหตุปัจจัยอย่างไรรู้ภายนอกเป็นภายนอกจับไปถึงจิตภายในเป็นภายในคือจิตในจิตก็รู้อารมณ์ของจิตก็รู้แยกไปจนกระทั่งเวทนาก็รู้สัญญาก็รู้สังขารก็รู้วิญญาณก็รู้วิญญาณสะอาดหรือยังปราศจาก ค้านหรือยังหรือมีสังขารแปลเป็นสังขารที่เราอยู่เหนือมันหรือว่ามันมีสังขารที่มีกิเลสผสมรู้เป็นวิสังขารหรือยังหรือว่าแค่เป็นสังขารที่ตามด้วยอวิชชาหรือว่านำด้วยอวิชชาถ้ามีวิชาแล้วเราก็รู้ตัวตนเราจะประสมปนปรุงจะตกจะแต่งจะสร้างจะก่อเราก็อยู่เหนือการสร้างห่อนั้นอยู่เหนือสังขารนั้นอย่างเก่งถ้าจะปรุงก็ปรุงอย่างคุณยาที่สังขารที่สังขารไม่วันไว้เป็นการปรุงอย่างไม่มีวันไม่ไหวไม่ได้ปรุงอย่างที่เรียกว่าไปพ่ายแพ้ปรุงเป็นบาปเป็น กิเลสอะไรไม่ใช่ลุงอย่างคุณยาที่สังขารหรืออเนชาที่สังขารปรุงอย่างเก่งลักษณะของวิสังขารนี่คือปรุงอย่างที่ไม่เป็นบาปวิแปลว่าไม่รู้ยังไม่เป็นอภิญญาที่สังขารไม่มีบาปปรุงอย่างนี้ไม่มีบาปรู้ว่าไม่มีไม่ได้เป็นไปเพื่อการชั่วต่ำไม่ได้ทำเพื่อตัวเพื่อตนแล้วแต่ระดับของบุคคลที่ไม่ได้ที่รู้จริงเห็นจริงไม่ได้ปรุงเพื่อตัวเพื่อตนไม่ได้ปรุงเพื่อกิเลสโลภะโทสะโมหะแต่เราปรุงเพื่อประโยชน์ปลูกเพื่อผู้อื่นปลูกเพื่อการกระทำที่มันเป็นการเกิดเรารู้การเกิดเราทำการเกิดโดยเจตนา เรามีความรู้อยู่เป็นพี่ชายอย่างแท้จริงและเก่งเท่าไหร่ก็เป็นแล้วแต่ที่เอาใช้กับพระพุทธองค์ใช้อิทธาภิสังขารปรุงอย่างเก่งสิทธาที่สำคัญในความสามารถอย่างเก่งแล้วก็ปรุงวิญญาณเราก็รู้สังขารเราก็รู้สัญญากำหนดหมายเราก็รู้เรากำหนดเอาขนาดนี้อย่างนี้เป็นอย่างนี้กำหนดรู้ไปหมดว่าไม่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลสเวทนามีสุขมีทุกข์อย่างไรรู้ว่าเราทำนี้จะต้องทำอย่างประมาณถ้าทนไม่ได้ทรมานแม้ตนจะขาดอัจฉริยะมาตรฐานในโลกรู้ว่าอย่างนี้ทรมานตนมากไม่น่าทนมีปัญญารู้เพราะว่าทนไปก็ไม่เข้าถ่าย ดูแล้วไม่เข้าท่าในการเสียผลเป็นการเสื่อมโทรมแต่นี่น่าทนเพราะมันเป็นความดีเป็นบุญเป็นกุศลเราก็น่าทนเราก็ทนได้เพราะเรารู้ดีทนเพื่อดีแล้วเราก็ยังทนได้ไม่ได้ทรมานใจไม่ได้ทรมานกายเป็นไปเพื่อความขัดเกลาในขณะที่เป็นเสขะคนอยู่จะต้องอดต้องทนต้องอดทนต้องข่มต้องฟื้นต้องขัดต้องกล่าวต้องสู้มีความพากเพียรแล้วก็ทนหรือทนเพราะว่ามีเป็นของดีเป็นประโยชน์เกื้อกูลไปคิดกับประโยชน์เป็นเพราะผมชนะหินตายะเป็นพหูชนะสุดท้าย เหตุการณ์อนุเคราะห์โลกเป็นการอนุเคราะห์โลกเป็นการเกื้อกูลโลกเกื้อกูลหมู่ชนทั้งมวลแล้วก็ทำเพื่อสิ่งเหล่านั้นเราไม่ได้เห็นแก่ตัวลักษณะอย่างนี้จะต้องเข้าใจชัดเจนถึงคุณลักษณะของมันจริงๆมีที่เราเราเป็นเรามีเราได้และเราก็จะเป็นคนที่มีค่าเป็นคนที่ดีเพราะคำว่าสูญญตาคำว่าไม่มีคืออะไรมันก็ชัดมันเป็นไปโดยละเอียดไปโดยรู้แจ้งเข้าใจชัดเร็วลืมตาปฏิบัติและก็มีปริยัติมีปฏิบัติมีปฏิเวธแต่สมัยแบบ สีเดียรถีย์นั้นน่ะปริยัติไม่ค่อยมีมีแต่ปฏิบัติพระศาสนาฤาษีเราจะสังเกตได้ไม่ค่อยมีปริยัติไม่ก็มีบรรยายไม่เคยมีสาธยายไม่ค่อยมีทำความเข้าใจด้วยเชิงปัญญาทำสัมมาทิฏฐิเป็นองค์มรรคองค์แรกให้รู้เหตุรู้ผลให้รู้ข้อรู้ความไม่มีทฤษฎีนำเป็นแผนที่ไม่ค่อยมีทางปฏิบัติพวกที่ฤาษีขี่ไปมีแต่ปฏิบัติและปฏิบัติมีกรรมฐานตายเอ้าเป็นนั่งหลับตาเข้าเป็นเพลงโน่นเพลงจะรู้เองอะไรอย่างงี้ไม่ออกมีแต่กรรมฐานตายกรรมฐานบทเดียวใช้ตลอดตายถ้าผู้ใดภาคเรียนมีปัญญาค่อยค้นคิด เคาะแล้วก็พยายามรับรู้ไปต่างๆนานาก็จะพอได้แต่ก็ช้าส่วนมากไม่ได้ส่วนมากก็ตายเปล่าไปติดสงบเพราะการนั่งแล้วถ้าเผื่อว่าจิตมันรวมนิ่งไม่เป็นเดรัจฉานวิชาไม่เป็นอะไรแล้วมันก็ได้สงบอ่านความสงบได้เมื่อเวลาเรารวมจิตไว้ไม่ให้มันไปยุ่งเกี่ยวกับอะไรทั้งหมดมันก็อ้างว่าสบายดีเหมือนกันก็ได้ติดสงบจิตว่างงานว่างเป็นไอ้เด๋อไปตลอดชีวิตทำคนเป็นแท่งหินทำคนเป็นไม่มีค่าไม่มีอะไรไม่มีการงานไม่มีสัมมากัมมันโตสัมมาวาจาสัมมาอาชีโวมีชีวิตเหมือนไม่มีชีวิตน่ะ เซื่องซึมกรุศรีสวัสดิ์ไม่เอาภาระใครว่างๆเป็นว่างเหมือนกันดูว่างๆไม่มีประโยชน์อะไรรอวันตายมีกินแล้วก็นั่งยืนเดินนอนการงานไม่มีไม่มีสัมมากัมมันตะศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเน้นกรรมมันโตกัมมันตะกรรมแปลว่าการงานแต่ว่าการกระทำอันตะแปลว่าที่สุดต้องเน้นเป็นที่สุดกรรมนี่แหละกรรมมันต่างกันมันเป็นกรรมกรหีกรรมฐานอย่าโทรกลับมาอยู่นี่กรรมพันธุ์ทุกข์กัมมะปฏิจจะระโนดนี่คือกรรมมันต่างการงานอาจ แยกออกเป็นกรรมกรแห่งกรรมทายาโทกัมมะโยนิกัมมะพันธุกัมมะปฏิเสธระโนดการงานและการกระทำเป็นที่สุดมันแยกออกว่าใครทำดีๆนะดีที่พวกนี้ก็มีเป็นของแท้ของจริงเกิดที่ใครขอบคุณนะแย่งกันไม่ได้ชิงกันไม่ได้แบ่งกันไม่ได้แจกกันไม่ได้การกระทำของใครของคนนั้นคนนี้ทำกายกรรมของคนนี้ก็เป็นของคนนี้คนนี้ไปตีเป็นชั่วไปตีเขาเจ็บไปตีเขาแตกก็เป็นคนคนนี้คนนี้ไปช่วยเหลือเกื้อกูลคนนี้เขาเป็นของคนนี้แบ่งกันไปทำเสร็จปั๊บทำปุ๊บก็เสร็จปั๊บไปในตัวดีก็เป็นดีทำ กรรมทายาทโทและกรรมนี้ก็เป็นมรดกด้วยกรรมนี้เป็นทายาทธรรมนี้เป็นความสั่งสมไว้เป็นทุนทำดีก็เป็นทุนดีทำชั่วก็เป็นทุนชั่วเหมือนใส่ออมสินเรียกว่ากรรมฐานอย่าโทรตัวเองรับของตัวเองรักของตัวเองของตัวเองกลับมาทายาโทรกลับมาทายาทตัวเองไปรับทายาทของตัวเองไม่ใช่เราทำแล้วคุณรักไม่ใช่คำว่าทายาทโทกลับมาโยนนิกกรรมนี่แหละเป็นตัวเกิดถือว่ากรรมเป็นตัวเกิดกายกรรมวจีกรรมก็ออกจากเราก็เป็นเราเป็นเกิดที่เรากรรมที่ ไม่ใช่ไปเอาจากท้องพ่อท้องแม่คลอดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่เป็นตัวเกิดไม่ใช่ถ้าไม่ได้สอนคลอดจากท้องพ่อท้องแม่เป็นตัวเกิดถ้าไปเอาตัวนั้นเป็นนิพพานไม่รู้เรื่องกันไปรอตายเน่าแล้วก็ไปแล้วก็ไปคอยเธอทั้งพ่อทั้งแม่ไปรอดูว่าโอ้ตายไปแล้วจะไปเกิดอีกหรือเปล่าถึงจะนิพพานไม่งั้นเลยไม่รู้เรื่องกันถ้าเอากรรมนี่เป็นตัวเกิดการกระทํา ถ้ามีกุศลแฝงอยู่ถ้ามีกุศลร่วมด้วยดีนะสวัสดีเป็นกุศลเป็นมหากุศลย่อมเป็นมหาวิทยาลัยวิบากยิ่งเป็นมหากิจอ่านรู้จิตเป็นจิตและสักแต่ว่ากิริยาจิตเราไม่มีอาการที่เป็นสุขเวทนาทุกขเวทนาเป็นอัดทุกข์ก็สุขเป็นอุเบกขาอุเบกขาเวทนานั่นแหละคือฐานนิพพานเรารู้ว่าเป็นกุศลออกมาเป็นภายนอกกายกรรมเป็นภายนอกก็เป็นกุศลออกมาทางจีนก็เป็นกุศลสิ่งที่เกิดเป็นกุศลทั้งสิ้นอยู่แล้วเราก็ไม่ได้หลงกุศลพร้อมกันนั้นจิตของเราก็เป็นอุเบกขาเวทนาจิตของเราเป็นฐาน จิตของเราจิตวางๆๆไม่มีกิเลสว่างจากกิเลสแน่แล้วก็รู้ดีเห็นดีเข้าใจสิ่งที่ดีเรียกว่าปิติเห็นดีรู้ดียินดีถ้าเรียกโดยทวารหูก็เรียกว่ายินเรียกโดยทวารตาก็เรียกว่าเห็นเรียกโดยทวารใจก็เรียกว่ารู้รู้นี่ดีเห็นไม่ดีเห็นอยู่รู้อยู่ได้ยินอยู่ยินดีอยู่เข้าใจดีนี่ชัดๆเพราะงั้นเราเกิดกรรมดีอยู่แล้วก็มิติอยู่มีปิติอยู่มีตัวเกิดปิติเหน็บแปลว่าลูกปิดตาแปลว่าพ่อมันเกิดย้อนมาเกิดตามขึ้นมาอีกเป็นตัวอย่างต่อไปอีกเป็นตัวยาวออกมาอีกตัวนำ ตรวจผลตรวจระบบต่อมาก็เป็นปิติถ้าเผื่อว่าจะให้แยกเป็นแบบเล่นพยัญชนะเล่นสระแล้วเราก็ปิดตาบวกอาอิถึง 3 รอบเป็นไตรลักษณ์อันนึงก็เลยผิดๆมันเกิดมาอีกเกิดมามากสืบต่อไปอีกตั้ง 3 รอบเป็นต้นอันนี้ก็ไม่เคยพูดไม่เคยอธิบายสู่ฟังแล้วผู้ใดที่ยังที่รู้ได้ชัดการเกิดอย่างนี้ก็รู้จักกรรมมาอยู่นี่ไม่เป็นหลงไม่เกิดตายแบบจากท้องพ่อท้องแม่เกิดตายแบบเนื้อหนังมังสาถ้าไปมัวเข้าใจถ้าเกิด ตายอย่างนั้นศาสนาพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่กรรมไม่นิยมศาสนาพระพุทธเจ้าเป็นศาสนากรรมไม่นิยมศาสนาที่เน้นที่กรรมเป็นศาสนาเน้นกิจกรรมไม่ใช่ศาสนาที่เป็นเน้นเอาเทวะเน้นเอาจิตวิญญาณมีตายและจิตวิญญาณล่องลอยเป็นเทวดาเทมาพูดเป็นสัตว์นรกเป็นเทวดาพูดในจิตวิญญาณลอยไปลอยมาเหมือนระบบเดิมๆสมัยที่ท่านศาสนาเก่าๆเขาถือว่ามีจิตวิญญาณล่องลอยตามกระแสตามกันมาไม่ดับเป็นสัดทิฐิระบบของพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้นเขาบอกว่า เป็นกรรมกรพิจารณามาถึงกรรมไม่ใช่ไปพิจารณาเป็นเทวะเกิดแล้วก็เป็นองค์เทวะดีขึ้นแต่ก็รู้เทวะศาสนาพุทธเจ้ารู้เทวะเป็นเทวดานี้จิตวิญญาณอยู่ที่เรานี่เป็นโปรประปาติดกับเราก็รู้โอปปาติกะตัวนี้สี่หูฉลามพิทยาคมนี้โอปปาติกะโยนิรู้โยนิ 4 แล้วก็กลับมาโยนนี้รู้ไปว่าฉลาดเกิดมาอย่างหยาบใหญ่แล้วรู้ไหมการเกิดอย่างที่เกิดที่มีมดลูกเกิดจากท้องพ่อท้องแม่เป็นชราผู้ชายโยนนี้ก็รู้ เกิดมาเป็นไข่ก่อนแล้วค่อยมาฟักออกเป็นตัวทีหลังก็รู้ว่าการเกิดอย่างนี้เป็นเรื่องของลูกเรื่องของความอยากเกิดที่ละเอียดเข้าไปเป็นสังเสทชะโยนิและเป็นโอปปาติกะโยนิก็รู้หนังสือพระญาติโยมนี้เกิดมาละเอียดเป็นน้ำทำน้ำเน่าเป็นสัตว์เล็กไม่ต้องไปพิจารณาถึงเป็นใครแต่ตัวออกก็ได้หรือเป็นน้ำเหนือนั้นใครนี้ก็เป็นการเกิดจากสัตว์โลกหรือสัตว์เล็กที่เป็นตัวอะไรที่มันแตกตัวรวมกลุ่มรวมก้อนกันออกมาอย่างหยาบก็อย่างละเอียดก็รู้แม้ที่สุดโอปปาติกะอยู่นี่การเกิดที่เกิดแต่วิญญาณหรือจิตเกิดทันทีเกิด ก็ชั่วได้ทันทีเกิดดีก็ดีได้ทันทีสะอาดก็สะอาดได้ทันทีเดี๋ยวนี้ไม่กินเวลาไม่กินสถานที่อยู่ที่จิตของเราเดี๋ยวนี้แต่จิตวิญญาณอ่านรู้จิตวิญญาณนี้มันเกิดดีหรือเกิดชั่วต่างชาติเน้นที่ตัวเปล่าๆมันเน้นที่นี่เพราะฉะนั้นโยนิอันที่เป็นโอปปาติกะหรือจิตวิญญาณนี้ไม่จำเป็นไม่ใช่ไม่เกี่ยวศาสนาพระพุทธเจ้าสอนจิตนั้นเองให้พิจารณาจิตอาสาจิตออกนั่นแหละตัวผู้ว่าราชการเพราะอนาคตเป็น รู้จิตชัดมีสำนึกรู้ในรู้จิตในจิตรู้ธรรมารมณ์และชัดเจนสสโสดาสกิทานั้นเป็นแต่เพียงเลิกจากกรรมหยาบเลิกจากสิ่งที่ยังชั่วทำตามมีชีวิตอยู่กับชาวโลกทุกทีอยู่กับอะไรต่ออะไรไปได้พอสมควรจะจับจิตในจิตตัวเองทีเดียวไม่ค่อยชัดจะจับก็จับได้แต่พวกกิเลสต้นกิเลสหยาบกิเลสละเอียดจริงๆมันก็ยังไม่ชัดเจนบอกตัวเองว่าโสดาบันจะบอกตัวเองว่าเป็นโสดาบันก็ไม่ค่อยชัดทีเดียวสติขาดจะบอกตัวเองเป็นสัตว์ที่ทาก็ไม่ค่อยชัดทีเดียวอันนาทาจึงจะบอกได้ชัด นาคาบอกโสดาบอกสกิดหาได้อย่างชัดและธนาคารก็ย่อมรู้ถึงอรหัตผลอย่างชัดขึ้นไปอีกอนาถาเป็นตัวอุปปาติกะเป็นตัวรู้จิตแท้พระพุทธเจ้าจึงเรียกพระอนาคามีอุปปาติกะหรืออุปปาติกะแทนคำว่าพระอนาคามีเยอะอยู่ในพระไตรปิฎกกษัตริย์ว่าเป็นผู้อุปปาติกะจะเป็นตัวเรียกว่าเป็นพระอนาคามีเป็นต้นก็คือผู้ที่รู้กรรมที่เป็นถึงขั้นโอปปาติกะโยนิชัดยุคการเกิดชัดแล้วก็การเกิดของจิตวิญญาณไม่ใช่เป็นการเกิดของรูปอย่างของเนื้อหนังมังสาของอะไรต่ออะไรที่มัน ยังตื้นอันนี้เป็นการรู้อย่างละเอียดผมเป็นการรู้ที่สำคัญจะต้องใช้สำนึกใช้สติดีๆถึงจะจับที่จะอ่านชัดเจนมันไม่แข็งแรงสติมันไม่เต็มสติไม่มีอินทรีย์พละมันไม่ชัดมันไม่เก่งไม่อาจรู้ได้ง่ายมันก็จะกลับมาอยู่นี้เราก็จะรู้กรรมพันธุ์ทุกข์เราจะเข้าใจการงานหรือการกระทำที่มันทำให้เกิดได้อย่างดีสั่งสมลงเป็นเผ่าเป็นพันสะสมลงเป็นทาย ย้อนกลับไปเป็นทายาทก็ได้เราจะรู้การกระทําไม่ใช่เกิดแบบโลกีย์ไม่ใช่เกิดแบบยังหลงวนเป็นวัฏจักรเสพสุขพระสมใจไม่ใช่แต่เกิดเป็นเทวดาเพราะว่าจิตมันสะอาดลงจริงเดือนละกิเลสออกจริงเกิดจริงลักษณะของจิตตกปลาติดกันเป็นเทวดาหรือ เทวะที่เป็นเทวะเพราะกิเลสหลุดออกเปลี่ยนจิตออกมาสู่สภาพที่มันสะอาดขึ้นจากกิเลสได้จริงไม่ใช่เป็นดีใจเริงใจร่าเริงปิติยินดีชื่นใจแบบปิดสมใจในการปรุงแต่งชอบใจในการปรุงการแต่งโอ้เราทำอย่างนี้เพราะเราไปเข้าใจว่าถ้าได้ทำอย่างนี้แล้วมันอร่อยให้เป็นระบำได้เต้นรำแล้วก็อร่อยไม่ได้ขัดสีได้สัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้ทางตาหูจมูกลิ้นกายสมที่เราวาดเอาไว้เรายึดเอาไว้ว่าถ้าได้อย่างนี้สมที่เราตั้งเป้ามันอร่อยมันเพลิดเพลินสมใจแล้วก็ได้ความสุขเพลิดเพลินเป็นโรคขี่รถ อยากให้สมมติเทพอันนี้เทพอุบัติเทพตัวจริงเป็นจิตวิญญาณที่เราได้สะอาดลงขึ้นสะอาดไปเรื่อยๆจนสะอาดที่สุดเขาเรียกว่าวิสุทธิเทพบริสุทธิ์หมดจดแล้วหมดจดจำตั้งมั่นหรือว่ายังไม่ตั้งมั่นหมดจดยังตั้งมั่นเป็นสมาธิเป็นสมาธิสั้นมีประสิทธิภาพหรือมีพื้นฐานนะถอนคืนได้ไม่ใช่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตั้งมั่นนั้นอีกว่าเป็นของเราไม่ใช่ถึงได้แล้วก็ไม่ต้องลงว่าเป็นของเราได้แล้วได้จริงเป็นกรรมแล้วทำ เป็นอัตโนมัติทำได้แค่คล่องเป็นภาษีเป็นอัตโนมัติด้วยความแคล่วคล่องเป็นความเด็ดขาดในตัวแล้วก็ไม่จำเป็นหรอกมันเป็นเองเราสั่งสมลงเป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นเรื่อยๆเรียกว่าพันธุเป็นการกระทำที่ถูกเป็นการล้างจานขึ้นไปเรื่อยเป็นพันทุกพันธุ์สะอาดแต่ว่าเกิดจากการเกิดจากการกระทำจะทำจริงเป็นการงานการงานที่เราปฏิบัติจริงเมื่อเป็นพันทุกข์แล้วเสร็จก็ทำทวนไปทวนมาเรียกว่ากรรมปฏิสนธิ จะทำทวนไปทวนมาปฏิแปลว่าทวนไปทวนมาทวนขึ้นทวนลงทวนสูงทวนต่ำทบทวนทั้งอ่านทวนทั้งรู้สึกทวนทวนรู้สึกทบทวนเสมอนึกคิดเสมอไตร่ตรองเสมอสัมผัสก็รับรู้เสมอทวนอ่านทวนคิดทวนกับทฤษฎีทวนกับปริยัติปฏิบัติประกอบการทบทวนไปมาหมดจนเราแน่ใจว่านี่เราพึ่งได้เราเพิ่งคิดอย่างนี้ได้จิตวิกฤตดีเรามีจิตอันดีมีพันธุ์อันดีมีสกุลที่สั่งสมลงไปแล้วก็สกุลกันดีเป็นเผ่าพันธุ์อันดีถ้าเป็น ต้นทุนอันดีที่เราสั่งสมลงเราพึ่งอันนี้เรียกว่าสรณะรหัสพึ่งวันนี้หัดธุรกิจที่เราได้กระทำดีแล้วสะอาดแล้วมั่นคงแล้วมีทั้งยานมีทั้งวิมุตมีทั้งปัญญามีทั้งความสะอาดหลุดร่อนจากกิเลสออกจริงปัญญาเราก็รู้ว่าการเป็นอยู่การเกี่ยวข้องการใช้เหตุปัจจัยปัญญารู้ไปจนกระทั่งถึงความสะอาดของจิตวิมุติลงร่อนลงร่อนลงเป็นวิมุตติญาณทัสสนะรู้ชัดถึงนอกถึงในการเกี่ยวข้องกับวัตถุเกี่ยวข้องกับบรรยากาศเกี่ยวข้องกับทุกๆอย่างเป็นปัจจัยและจิตของเรา เพลงอ่านนอกอ่านในแชทสะอาดเราพึ่งความสะอาดบริสุทธิ์เราพึ่งความดีความเด็ดขาดเราพึ่งความเป็นยานเป็นวิมุตเราพึ่งนิพพานเราเพิ่งธรรมะอันสูงเมื่อเรามีที่เราก็เป็นตัวเราเรียกว่าอัตราตามภาษาตามบัญญัติและเราก็พึ่งตัวเราท่านถึงเรียกว่าอัตตาหิอัตโนนาโถหรือเราพึ่งตนพึ่งตนที่เป็นจิตสูงจิตที่มีที่พึ่งเกษมเป็นปฏิกรรมซึ่งการกระทำของตนที่จะทำจนกระทั่ง เกิดสรณะที่พึ่งในตนสถานะอย่างนั้นเราเรียกว่าธรรมะสรณะหรือพุทธศาสนาเราทำขึ้นมาเรื่อยสร้างขึ้นมาเรื่อยพุทธาภิเษกขึ้นมาเรื่อยเรียกว่าสังขละเป็นกลุ่มเป็นหมู่เรียกว่าสังขะเป็นกลุ่มในตัวเรามีโสดาคุณมีสติถ้าคุณมีอนาถามีคุณมีอรหันต์ตัวเราเรียกว่าสังฆังสังฆคุณหาในวันสำคัญหรือสังฆรัตนะพึ่งอันนี้การดำเนินชีวิต 2 องค์อื่นเป็นคนตัวคนในแบบนอกพอได้มาดูนอกองค์นี้องค์นี้บอกธรรมะบอกคำสอนบอกกรรมฐานบอกวิธี บอกสีบอกการกระทำให้แก่เราได้เราก็ไปฝึกฝึกกระทำเมื่อเราก็ทำก็เกิดสั่งสมขึ้นมาเป็นพันมีเริ่มมีเป็นของเราเริ่มสั่งสมเป็นทายาทเลิกทำได้เกิดได้ชัดจนสั่งสมเป็นพันเป็นเผ่าเป็นตระกูลเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นที่พึ่งทำสวนแล้วสวนเราเป็นกรรมมาพิจารณานี้เราเพิ่งทำเราเพิ่งพูดเราจะรู้ตัวพุทธเกิดพุทธธรรมพุทธาภิเษกขึ้นที่เราเองแจ่มชัดเราก็เป็นตัวพุทธซึ่งเราไม่อาจหาว่าเราเป็นเจ้าพุทธะเพราะว่าเราไม่ใช่เจ้าเราไม่ได้เป็นคนสร้างวิธีการเราไม่จำเป็นคน สร้างระบบเราไม่ได้เป็นคนนำเราทำตามด้วยอนุแปลว่าตามเราจึงเป็นอนุพุทธก็ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ทำมาก่อนเป็นผู้สร้างแบบเมื่อก่อนแล้วเราก็มาทำตามเราก็ได้บ้างแล้วก็เป็นพุทธะเหมือนกันที่ท่านเรียกว่าพระพุทธเจ้าก็เพราะว่าท่านเองท่านเป็นเจ้าเป็นเจ้านี้มีเยอะมีมากมีใหญ่หรือเป็นผู้นำใหญ่หรือว่าจากเราเป็นอนุรักษ์เป็นพุทธมณฑลเป็นผู้ตามเราจึงเป็นอนุพุทธะได้อย่างนี้ได้สิ่งนี้แท้และผู้ที่เห็นจริงเป็นจริงเกิดจริงมีจริงจะเป็นมนุษย์ธรรมจริงรู้เห็น เจนยังไม่สงสัยเป็นญาณที่รู้ชัดเป็นญาณทัศนะเป็นญาณวิเศษเป็นอัมรานทัศนะวิเสโสเป็นญาณปัญญาที่รู้อย่างแจ่มแจ้งเห็นจริงในตัวไม่ใช่ไปท่องป่ามาไปท่องอ่านมาเอามาพูดมาบ่นเฉยๆก็ไม่พอจะต้องพิจารณาตามปฏิบัติตามจนเกิดจริงมีจริงเป็นจริงเทียบเคียงกันได้อย่างชัดทะลุแจ้งเป็นปฏิเวธธรรมและจึงจะเป็นความบริบูรณ์เมื่อเราพูดมาถึงสุดท้ายว่าก็คือสิ่งที่เราได้เป็นสิ่งที่เราได้อยู่ ที่เราได้มีท่านละเอียดสุดเรียกว่าสุดทาวาสสุทัศน์ความบริสุทธิ์สูงสุดเรียกว่าความเก่งสูงสุดความเกิดฉันสุดพระพุทธแปลว่าจิตขั้นสุดท้ายคือสังโยชน์เบื้องปลายเราจะต้องรู้ซึ่งยอดบุญปลายเรียกว่ารู้จักคุณเห็นสว่างแจ้งเรียกว่าอุดขัดเบาะจริงสิ่งที่เป็นพระเรียกว่าสุดพระเนี่ยเพราะมีอันนี้จริงนะมันมีนะ ต้องมีอันนี้ต้องมีอุตสาหกรรมนี้แปลว่าเหนือหรือลอยหรือเบื้องบนคือจิตนี่เองจิตชั้นสูงชั้นเหนือชั้นยอดชั้นบนสุดฉันเหลือชั้นบนสุดเรียกว่าสุทธะมีสิ่งนี้จึงมีแยกมาสับอุทธัจจะก็อุทยานอาจจะแปลว่าเห็นแจ้งเราจะต้องเห็นแจ้งสิ่งนี้ชัดลึกสุดท้ายอุทยานเขาก็มานะนั่นก็รวมแต่ว่าจิตทั้งหมดเป็นสังโยคอันที่ 8 ไปสุดยอดวันที่ 8 ติดทั้งหมดจากรายละเอียดจนกระทั่งเหลืออันละเอียดต้องเลยอยู่อันเหลืออันบนเป็นพุทธอันบนสุดท้ายแล้วจิตเหมือนกันแต่จิตอันบนจิตอันละเอียดจิตอันเหนือจิตอันบางเบายอดปลายจริงๆเรามีจิตอย่างนี้เราครองความเป็นอย่างนี้เรียกว่าอาวาสเป็นที่อยู่ที่เป็นที่ครองเรียกว่าอาวาสจึงเรียกว่าสุดทาวาสถึงเรียกว่าสุดท้ายถ้าเผื่อว่าเป็นพรมก็จะหลงในสุดท้ายว่าไม่รู้ตัวความไม่รู้ตัวนั้น เรียกว่ายังมีอวิชชามีความดีแล้วก็ไม่รู้ตัวว่าตัวมีความดีไม่รู้ตัวว่าสิ่งนี้ก็เป็นแต่สักว่าสิ่งนี้จิตที่เป็นพุทธเจ้าว่าจิตที่สะสมสิ่งที่ดีจิตที่แต่ก่อนจะดีแต่ไม่รู้ตัวเองว่าก่อดีแล้วตัวเองก็ติดอยู่ที่ตัวดีนี่ไปเรื่อยๆพร้อมมีเมตตาก็ดีมีกรุณาก็ดีเหมือนที่ตาก็ดีหรือแม้แต่มีอุเบกขามีจิตที่เธอว่าเราสบายแล้วก็ติดอยู่ที่นั่นนี้เป็นอารมณ์ที่สูงสุดของจิต ต้มยำพรมสุขรู้จักไร่อารมณ์อย่างเป็นแบบอธิบายชั้นช่อของพรหมมาต่างๆนานาตั้งแต่ปริศนาพรหมมหาพรหมไล่ผมมาเรื่อยเป็นแบบแบ่งชั้นที่เคยแบ่งสู่ฟัง 11 ชั้น 16 ชั้น 11 ชั้นก็มาถึงอสัญญีพรหมที่ LINE เป็นหมวดหมวดหมวดละ 30 บาทแท้จริงมันก็มีแต่ประวัติศาสตร์ ได้ปล่อยอย่างรู้ปุโรหิตตาแปลว่าปล่อยออกสอนเขาเป็นปุโรหิตเป็นครูวันที่ 15 แปลว่ายึดไว้ได้แล้วเกิดสิ่งที่ตนปริฉัตรเกิดได้รอบอยู่ที่ตนยึดไว้ไม่ให้ใครก็ไม่เป็นปุโรหิตถ้าให้เขาก็เป็นปุโรหิตแปลว่าสอนแต่ยังติดความสอนติดความเป็นครูติดความเป็นอาจารย์ติดใหญ่เป็นมหาพรหมทั้งคู่มหาพรหมนั่นแสดง 1 แสดงการของโลกใบของตัว 2 เอาออกไปแล้วก็ไปซ้อนติดใจติดสรรเสริญติดตัวตนติดมานะก็เป็นมหาแปลว่ายายจะใหญ่แบบไหนยายแบบปฏิสัมพันธ์ก็นี่แหละเป็นตัวรากเหง้าของผมถ้าเราลาออกได้แล้วรถออกได้รถก็ได้เราก็ดีขึ้นเป็น ปริตาพารู้ตัวว่าเป็นพรหมมีประมาณน้อยปริตาพาชักรู้ชัดเจนขึ้นเรียกว่าอัปปมานาภามีประมาณมากมีประมาณหาประมาณมิได้มากขึ้นเรารู้ตัวมากขึ้นยังประมาณมิได้แต่ว่ามากขึ้นรู้บ้างเล็กน้อยพอดีตาแบบว่ามีประมาณน้อยอับประมาณนภาแปลว่าปีประมาณมากหรือหาประมาณมิได้มันมากบางทีนับไม่ไหวนับไม่ได้นับไม่ถูกอ่ะประมาณอาภาทำได้อย่างนี้แหละลดลงคือรู้ตัวนั้นเองไม่ใช่ผู้อื่นรู้ตัวว่าเป็นเพราะผมยังไงดีผมเป็นจิตสูงบอกแล้วไปอุบัติเหตุเป็นที่สุดที่เทพเป็นความดีเป็นกุศลเป็น ที่สะอาดไม่ใช่สมมติเทพเป็นเทพชั้นเกิดเป็นเทพชั้นธรรมธรรมะทำให้เป็นจิตโอปปาติกะที่สะอาดขึ้นมาศาลขึ้นมาเรื่อยเป็นอยู่แล้วก็รู้ความเป็นอยู่อย่างนี้สูงขึ้นมาเรื่อยเป็นปริตตาอภัสราหมายความว่ามันเป็นความดีที่เราเห็นชัดสว่างอภัสราออกแสงออกเรืองรู้ชัดสว่างไสวตัวเราเป็นเองตัวเราเห็นเองชัดที่เราหรือเราเป็นคนอื่นเห็นออกมามีรังสีมีรัศมีดูรู้แหมนี่เป็น มีธรรมะมีรัศมีมีรังสีมันไม่ใช่รูปมันเป็นอรูปมันเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนแต่มันก็แสดงบอกได้ทั้งสภาพองค์ประกอบมีลักษณะมีคุณลักษณะต่างๆสัมผัสเข้าแล้วรู้เลยนี่เป็นผู้ที่สูงเรียกว่าพรหมผู้มีคุณธรรมมีจนเห็นชัดจึงเรียกว่าอภัสรามีจน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน