210110-159 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน159-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ012.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน 1-202 (ปี 19-20-21)MP3 ถอดเสียงแล้ว รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์192 KB
วันที่แก้ไข17 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

อังคารที่ 10 มกราคมพุทธศักราช 2521 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกครามทำวัดต่อที่เราได้บรรยายการค้าอยู่ในสูตรที่โลจิสติกส์ชมเชยพระพุทธองค์ถ้าเราได้มาถึงจุดที่กำลังจะสรุปสำหรับของคำชมของคนนี้และคำบรรยายหรือคำแปลในเนื้อความพวกนี้เป็นภาษาไทยเนี่ยเมื่อเราได้บรรยาย พิสดารโดยพร้อมบรรยายพิสดารออกไปให้ฟังถึงว่าปฏิภาคนี้นี่เปรียบตนเองไปแล้วแล้วก็มีเหตุผลอ้างกับตัวเองว่าตัวเองเชื่อถือเลื่อมใสพระพุทธองค์เพราะเหตุมีเครื่องยืนยัน 4 ประการจึงเชื่อมั่นในรัตนตรัย 3 แต่ผมก็ได้แจกแจงรัตนตรัย 3 ให้ฟังส่วน 4 ประการซึ่งยืนยันนั้นไม่ได้ย้ำมากนักและตอนท้ายที่คำเจรจาหรือคำบรรยายบอกต่อไปอีกว่าพระสมณโคดมย่อมให้บรรพชาแต่บัณฑิตทั้งหลายเหล่านั้นบัณฑิตเหล่านั้น บวชแล้วในธรรมวินัยนั้นเป็นผู้หลีกออกสู่ที่สงัดไม่ประมาทมีความเพียรเผากิเลสมีตนส่งไปในสมาธิอยู่เป็นปกติไม่นานเลยก็ทำให้แจ้งได้ทันทีที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันไม่มีพรหมจรรย์อื่นยิ่งกว่าอันเป็นที่ปรารถนาของกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มีเรียนได้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงสุขอันเกิดแต่พรหมจรรย์นั้นแล้วแลอยู่ท่านเหล่านั้นได้พากันกล่าวว่าท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ยเราไม่ขยี้หัวใจของ เอาอีกต่อไปเราไม่ขยี้หัวใจของเราอีกต่อไปก่อนหน้านี้พวกเราไม่เป็นสมณะก็ปฏิญาณว่าตัวเองเป็นสมณะไม่เป็นพราหมณ์ก็ปฏิญญาตัวเองว่าเป็นพราหมณ์ไม่เป็นอรหันต์ก็ปฏิญญาตัวเองว่าไม่เป็นอรหันต์บัดนี้พวกเราเป็นสมณะแล้วบัดนี้พวกเราเป็นพราหมณ์แล้วบัดนี้พวกเราเป็นอรหันต์แล้วดังนี้เออเนื้อความชั่วนี้มีมาถ้าเราจะขยายสู่กันฟังจะเน้นสู่กันฟังจะได้ประโยชน์มาก ตั้งแต่ขอชี้ประเด็นที่เขาแปลมาเป็นภาษาไทยจากบาลีตอนแรกที่บอกว่าเมื่อออกบวชตามพระสมณโคดมพระโคนมย่อมให้บรรพชาแก่บัณฑ

อ่านต่อ

ิตเหล่านั้นคือผู้มีปัญญาเห็นเข้าใจชัดและก็เชื่อมั่นออกมาบวชเหมือนอย่างพวกคุณตามออกมาบวชเมื่อบัณฑิตเหล่านั้นท่านบวชแล้วในธรรมวินัยนั้นไม่มีปัญญาไปเลยว่าเป็นผู้ลีออกสู่ที่สงัดถ้าฟังดีๆแล้วจะเห็นว่าความหมายมันบอกรักรอบไว้เลยว่าบวชแล้วต้องออกสู่ที่ออกสู่ที่สงัด คำว่าที่สงัดนี้ความจริงคำนามคำว่าสงัดหรือคำว่าเป็นคำนามอันหมายเอาสงัดเนี่ยด้วยความสงบสงัดความที่เป็นที่ที่จะให้มันเบามันบางมันไม่ได้หมายความเอาแต่เพียงว่าที่ที่หมายถึงที่แต่การหลีกออกคำว่าปลีกออกจะมีบาลีแน่ๆนอนๆชัดเจนพอดีออกดีออกเว้นออกเว้นขาดลาออกพรุ่งนี้มีบาลีมีความหมายอย่างนี้เยอะแยะมากมาย เงินออกบวชด้วยคำว่าบวชนี่ก็เป็นคำว่าเว้นออกแล้วรีบออกแล้วรีบออกเว้นออกเข้ามาบอกว่าชนะบรรพชาเหมือนกันคำในบาลีมีความหมายลีกออกเว้นออกขาดออกจากรากออกละล้างเลิกอะไรพวกนี้มีความหมายนัยยะขยายกันเหมือนกันมีระยะอันเดียวกันเยอะทีนี้เมื่อมีขอบเป็นผู้ดีออกสู่คำว่าที่คำว่าความคำว่าของอะไรพวกนี้มันเป็นการแสดงถึงความเป็นนามคำนามไม่ใช่นามหรือลูกมันแสดงถึงสภาพที่ปะรูปไม่มีตัวตนเป็นชัดเด่นด้วยซ้ำ คำว่านามเรียกอัดรูปแต่มีชื่อบ่งบอกเท่านั้นเองว่าสภาพนี้มันจะช่วยให้เกิดความสงบหรือความสงัดเพราะจะใช้คำว่าความเป็นนามธรรมโดยตรงความสงัดความสงบฟังดูดีๆเป็นคำนามนั่นแหละยิ่งยืนตัวเข้าหาตนยิ่งยืนเติมเข้ายืนยืนยันเข้าหาจุดสำคัญเพราะผู้ใดเป็นผู้สงัดหรือผู้สงบได้แล้วมีเจโตไม่รู้ปัญญาวิมุตอันยิ่งแล้วผู้นั้นก็หมดเรื่องที่หมดเรื่องของหมดเรื่องสิ่งหมดเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องอื่นๆใดๆ ถ้าอยู่ได้หมดเพราะท่านมีความสงัดท่านเป็นผู้สมัครผู้สงบตามที่เราเคยอธิบายสู่กันมาแล้วเล่าสู่กันฟังมาแล้วว่าสถานที่ก็ดีอาหารก็ดีบุคคลก็ดีหรืออะไรที่เป็นสิ่งแรกแวดล้อมอยู่พอดีมันก็เป็นธรรมดาธรรมชาติเป็นเรื่องของธรรมชาติในโลกแต่เราเหนือธรรมชาติเราเหนือธรรมชาติเราเห็นอะไรเป็นธรรมะเป็นธรรมดาเป็นธรรมดาเราอยู่กับธรรมชาติได้อย่างธรรมดาเราอยู่ได้อย่างเป็นผู้สบายเมื่อเราจะเป็นผู้สบายเราก็เป็นผู้สบายและคนทุกคนก็ต้องการสบายและต้องทำความสบายนั้นให้แก่ตนจะอยู่ในสภาพอย่างไรก็ปรับตนอยู่กับ ภาพธรรมชาติอย่างนั้นอย่างนั้นเราอยู่เหนือธรรมชาติธรรมชาติไม่มีฤทธิ์ที่จะทำอะไรเราได้อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่สูงสุดเพราะว่าในจังหวะที่จะต้องปฏิบัติตนนั้นสมัยพระพุทธเจ้าเขามีความเข้าใจกันว่าจะต้องปีกตนออกสู่ที่สงัดก่อนเพื่ออาศัยสภาพแวดล้อมนั้นช่วยให้ตนได้สงบระงับโดยพอสมควรเพื่อเสพความสงบเมื่อไม่มีอะไรกวนมากเราก็จะรู้สึกยุ่งน้อยวุ่นน้อยก็จะค่อยยังชั่วขึ้นสติสตางค์ก็อยู่กับตัววุ่นวายก็น้อยฟุ้งซ่านก็อาจจะมีตามจริตของแต่ละคู่เมื่อห่างสิ่งที่ตัวเองติดภาษีที่ตัวเองเคยสัมผัสสัมผัสเป็นความสุขโลกีย์รสก็ ฟุ้งซ่านก็หัดมรณะความฟุ้งซ่านเขาจึงนั่งทำกสิณกันจดจ่อในอะไรอันนึงผูกจิตไว้อย่าให้มันฟุ้งซ่านไปหาโลกีย์อารมณ์ที่เราติดเพราะออกมาอยู่ในที่สงัดอันห่างที่ที่มีวัตถุกามก็จึงได้พยายามใช้วิธีจัดจิตหัดควบคุมจิตมันควบคุมจิตไว้ได้พอสมควรแล้วท่านไม่อาจอ่านผิดที่มันสงบนั้นน่ะมันสบายก็เห็นรถของวิมุติรถหรืองูสวัดที่สงบลงแล้วมันสบายกว่าลดลงขี่ยักษ์ที่เราเคยอดีตอร่อยสู้ซากเพลินพูดว่าเป็นรถทางโลก มนุษย์น้อมจิตให้เห็นรถเป็นรุ่นพี่มดที่รถหรือเป็นสุขอย่างสงบระงับนี้ให้ได้เมื่อมันเห็นจริงเกิดจิตจริงก็อยู่ได้ก็ค่อยยังชั่วขึ้นแล้วก็จะพิจารณาซ้ำซ้อนขึ้นไปอีกสู่ความผิดยึดในอารมณ์อื่นเมื่อเราจิตสงบเห็นรสชาติอย่างนั้นแล้วเสนาสนะที่ว่าที่มันให้เราว่างนั้นน่ะมันก็สบายแล้วแล้วก็ต้องไปรู้ฐานรู้ภูมิที่เพิ่มขึ้นอีกจะจนติดอยู่ที่นั่นอีกก็เป็นหน้าประจำทำหน้าจะลึกลงลึกลงจนสู่บาดาลแต่ดีนะรู้สงบแล้วชักเปลี่ยนเปลี่ยนจากโลกีย์รถมาเป็นวิมุตติขี่รถหรือว่าเป็น สงบระงับแล้วเดี๋ยววันหน้าเป็นผู้ประเสริฐชั้น 1 แต่ยังไม่แท้ยังไม่มั่นคงยังไม่จริงจังเพราะว่ารู้ยังไม่มีอาจจะรู้บ้างสำหรับเมื่อเวลาเราทบทวนระลึกถึงเป็นบุพเพนิวาสานุสติญาณถึงเหตุปัจจัยถึงรสชาติเดิมๆที่เราเคยหลงรถโลกียะแล้วก็น้ำมันใจแน่ใจด้วยปัญญาว่าโอ้อย่างนั้นเราเทียบเคียงแล้วสู้วิมุติรถไม่ได้สู้ความสุขอันสงบระงับนี่ไม่ได้มันก็จะพอไปพอมาตามความนึกคิดแต่แรงของการสัมผัสมันมีแล้วถ้าเกิดว่าเราได้สัมผัสกับโลกหรือโลกิยะที่เราเคยบ้างใน วันที่เห็นว่าควรสัมผัสแม้จะแน่ใจถ้าเป็นโอกาสเราก็ลองดูเราจะได้เข้าใจว่าการสัมผัสที่ว่างจิตสุญญตาจิตไม่มีอารมณ์โลกอารมณ์โกรธไม่มีอารมณ์ดูดอารมณ์ผลักมันเป็นจริงจะเห็นจิตว่างโดยสัมผัสจริงไม่ใช่คำนวณต้นดาวหรือว่ามันจำเป็นจำใจมันว่างเพราะมันไม่มีมันว่างเพราะมันไม่ได้ผัสสะมันว่างเพราะมันไม่ได้ทุกทีแต่ก็เป็นสิ่งที่เราเคยมันก็จึงเป็นแต่เพียงว่ามันจำยอมแต่ถ้าเกิดว่าไม่ได้มันแตกจริงแล้วเราจะเห็นชัดเจนว่าคือจิตมันไม่มีอารมณ์จริงๆมีสติสัมปชัญญะก็ตามเพราะเผลอตัวแต่ไปสัมผัสอยู่ก็ตามถ้า เป็นอัตโนมัติแล้วแม้เราไม่ได้ตั้งสติไปสัมผัสมันก็ไม่มีอารมณ์ความเคยชินที่เป็นเจโตยังไม่วิมุตตกตะกอนอยู่มันหมดถ้าความเคยชินที่เป็นเจโตที่ยังไม่วิมุตแท้สัมผัสโดยไม่มีสติมันจะวับเลยทันทีมันจะปรุงปั๊บขึ้นไปเป็นอัตโนมัติเลยถ้าเผื่อว่าผู้ใดสติดีดึงสติกลับมาเท่านั้นก็สามารถเด็ดขาดตัดได้ด้วยปัญญาและสติถ้าไม่มีปัญญาแย่ถ้ามีปัญญารู้ตัดได้เลยถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่รู้สัมผัสแล้วเกิดรถเกิดชาติเกิดอารมณ์ก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไงไม่มีปัญญารู้จิตรู้เจตสิกไม่มีปัญญาเข้าใจอารมณ์หรือทำอารมณ์ต่างๆ มันก็ไม่สามารถที่จะหักห้ามจิตหรือว่าจะปรับเปลี่ยนจิตทั้งๆที่บางทีเรามีปัญญารู้ธรรมารมณ์จับจิตจับเจตสิกได้แล้วมันปรุงขึ้นมาบางทีนี้เรายังห้ามแรงเจโตที่มันเคยชินพยายามทำให้มันเบามันคลายมันอ่อนมันหยุดลงมันยังทำไม่ค่อยได้เลยสำหรับผู้ที่เจโตยังไม่มีกำลังพออินทรีย์ภาระของจิตยังไม่แรงพอห้ามไม่อยู่เพราะงั้นเราจึงจะต้องเช็คเจโตวิมุติปัญญาวิมุติทั้ง 2 ส่วนให้ได้จริงไม่เช่นนั้นแล้วไม่ขาดไม่เช่นนั้นแล้วก็ไม่แน่แต่สิ่งใดที่ไม่ควรจะไปแตะต้องแน่เดี๋ยวปัญญาจริงแล้วแล้วมันจำเป็นจะต้องไปเช็คไปแต่ไม่ต้องไปสมุดก็ไม่ต้อง ยิ่งสิ่งใดเรายังไม่เคยเราไม่เคยเกิดรถเกิดชาติกับสิ่งนั้นเลยไม่เคยไปสัมผัสไม่เคยไปวุ่นวายไม่เคยไปติดใจอย่าไปหักอย่าไปฝึกมาอีกอย่าไปแตะไม่ต้องไปหลงตามโลกเขาต้องเข้าใจด้วยปัญญาวันนั้นโลกคนที่เขาไปติดเป็นคนซวยคนที่เขาได้ไปสัมผัสสัมผัสแล้วไปหลงไหลเราไม่ติดไพ่เราไม่ติดเหล้าจะไปลองติดดูแล้วจะเลิกก็โง่ตายหรือไงยักษ์ที่เราไม่เคยเป็นวุ่นวายเรารู้ว่าโลกเขาก็หลงโลกเรารู้สังขารและโลกทุกอย่างเป็นสังขารในโลกเขาปรุงก็แต่งมาหลอกกันแต่เราก็ไม่สนุกไม่ค่อยติดไม่ไปมีโลภะโทสะไม่เป็นราคะไม่ต้องวุ่นวายอะไรไม่เห็นว่ามันจะเป็นหน้าเพลินอะไรทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอย่างนั้นแหละคนหลง มันไม่มีสุขสดอะไรหรอกว่ากันจริงมันมีแต่ความสงบความเบาความว่างความง่ายกับความทำงานบทบาทกิริยาบางทีก็หนักถ้าเราเรียกภาษาว่ามันหนักมันมากมันแรงมันก็หนักก็มากแรงถ้าสิ่งใดนั้นสิ่งนั้นที่เรากำลังกระทำอยู่ด้วยบทบาทเพราะมันหนักมันมากมันแรงแต่ถ้ามันเป็นการผลิตการสร้างการก่อสิ่งที่ดีเหมาะสมแล้วดีแล้วเราทนได้เราก็ทำมันหนักก็ได้มันแรงก็ได้มันมากก็ได้เราก็ทำกันและกันก็ผลิตอยู่กระทำอยู่ส่งเสริมสร้างสรรค์อยู่มันก็เจริญเป็นผู้สร้างสรรค์ด้วยจิตเราก็รู้เท่าทันว่าเราเคยพยายามใช้แรงจิตปรุงใช้แรงจิตสร้างใช้แรง คิดอ่านกกอยู่กายก็ทำอาจจะต้องใช้ทั้งวาจาภาษาประกอบด้วยการสร้างก่อนนั้นก็เป็นจริงที่เรารู้ว่าการงานหรือการกระทำหรือกรรมมันเป็นกุศลนี่เป็นความดีอันนี้มันดีดีแล้วชอบแล้วควรแล้วเหมาะสมจะทำแล้วปัญญาเรารู้เราก็ทำเหนื่อยเราก็พักแต่ก่อนนี้เราโง่กว่านี้เหนื่อยบางทีลิ้นจะห้อยจะไปหลงโลกเขาหลอกว่าอร่อยน้ำมันนะสนุกนะเป็นโลกีย์รสเหล้ายังถูกนั้นหลอกให้เราไปลิ้นห้อยทำเลยเรื่อยๆยิ่งกว่าทำงานหรือสร้างสรรค์ด้วยในขณะที่เราทำงานเราสร้างสรรค์ให้มันหนักหน่อยมันเมื่อยหน่อยเมื่อยนิดหน่อยก็จะหยุดแล้ว เป็นอย่างนั้นแต่ถ้าว่าไปถูกโลกีย์รสมันๆน่ะเอาคว้าเอาติดใจถูกก็ยั่วอายุมากก็ยังทำเลยเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไงก็ยังอุตส่าห์พยายามสู้อดสู้ฟื้นพลังมีข้างในเท่าไหร่ก็เอาขนเอาพลังข้างในไอ้ที่เป็นคนดังอยู่ในโกดังอยู่ในอะไรที่มันมีอยู่ในตัวบ้างอุตส่าห์เอาพลังภายในที่มันมีออกมาใช้ๆๆๆๆจะให้มันหมดเนื้อหมดตัวด้วยซ้ำไปแต่ทำงานไม่ขนออกมาอย่างนี้หรอกพลังในพลังภายในผมเมื่อยนิดเมื่อยหน่อยผ่านจะหยุดเอาแล้วก็ยังงี้ก็เลือกว่าคนที่ไม่เข้าใจสภาพจริงทั้งๆที่ทำดีแท้ๆกลับไม่ทำ ทำให้โลกีย์เอารถไปสร้างบทบาทพิเศษไปติดอันนั้นเมื่อยหอบแทบตายอย่างที่เคยยกตัวอย่างอย่างคนลงไปเตะฟุตบอลในสนามโถแรงจะไม่มีแล้วกำลังภายในมีเท่าไหร่ก็พยายามเค้นมันออกมาใช้ๆๆจะแย่อยู่แล้วมันจะเปรี้ยวจะหมดอยู่แล้วควักไปทุนรอนเก่าที่สะสมไว้เป็นต้นทุนข้างในมีเท่าไหร่ออกมาใช้ๆจนจะหมดถ้าเขาบอกว่ายังไม่จบเกมยิ่งจะแพ้เขายิ่งควักออกมาใส่ใหญ่เลยเนี่ยแล้วก็มันมันสนุกมันจะเอาชนะเขาแล้วว่ามันเป็นโหลที่เขาหลอกผมที่เขาชมเชยก็เก่งนะอะไรต่างๆนานาก็ตามแล้วก็เขาทำสุดท้ายแล้วก็ฟรีเพลียบำรุงไปก่อนก็หมดแล้วก็เปรียบเทียบมา กันใหม่อีกจ่ายไปอีกไม่ได้มีค่าอะไรเลยอย่าไปเตะบอลเตะบอลเอาชนะเขางี้มันสูญเสียแรงงานเหล่านั้นเอามาสร้างสรรค์เอามาทำสิ่งที่ควรก่อควรเกิดเอาไปกวาดถนนให้ลิ้นห้อยยังจะเข้าท่ากว่าว่ากันจริงหรือเอาไปปลูกไปสร้างไปทำงานที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ชาติแท้จริงยังดีกว่ามาหลอกไอ้เรื่องเล่นหัวไอ้เรื่องเพราะหลานแท้ๆไม่เข้าท่าอะไรมีแต่ได้ชนะเก่งที่เป็นวิธีการที่เอาชนะเขาโดยการเลี้ยงลูกเก่งมีกำลังเก่งมีไหวพริบอะไรต่ออะไรไปเฉยๆแค่นั้นไว้พี่เก่งอย่างอื่นก็ดีเก่งการช่วยเหลือคนอื่นดีๆเก่งการเอาเปรียบเขาได้เป็นดีอะไรกันอย่างนี้ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือมีนัยยะคลายกันถ้าผู้ใดเข้า ใช้ได้แล้วก็จะไม่มีปัญหาเลยว่าชีวิตนี้มันก็คือการงานกับการพักคำที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าไม่พักไม่เพี้ยนจึงสูงยอดยิ่งลึกซึ้งยิ่งเห็นได้ถึงเถอะแล้วเราก็จะอยู่กับการเพียรและก็การพักหรือเราไม่พักเราไม่เพี้ยนตามบทบาทซึ่งเคยแปลกลับให้ฟังว่าไม่พักก็คือการเพียรไม่เพียรก็คือการพักจริงๆนี่มันแปลเป็นภาษาไทยง่ายๆทำอย่างบาลีก็เคยแปลให้ฟังแล้วสันติภาพสันติธรรมเราไม่พอก็คือเรากระทำต่อไปอยู่ว่าเราเข้าใจในเรื่องขอบเขตของความพอเราไม่ต่ออายุเป็นอายุก็คือ พอเราหยุดเราไม่เพิ่มอิทธิบาทเราพักล่ะไม่ต้องเข้าใจให้ได้อานาอยู่ห่างเราไม่ต่ออายุอะนะบอกอายุเราไม่ต่ออายุเราไม่เป็นอายุเราไม่เพิ่มอายุอายุอายุของศาสนาอายุของพระอายุของปลาอายุของผู้รู้นี้ย่อมรู้ว่าก็คืออิทธิบาทไม่ใช่ตัวสำคัญมีฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสาเป็นตัวสร้างก่อแท้ๆเพราะเราไม่ต่ออายุก็พักถ้าจะสร้างจากเกาะก็ต่ออายุไปปีนี้จะตายอยู่โกเราจะสร้างจะก่อจะทำขนาดไหนก็ทำแม้เมื่อยพอทนได้ถ้าเราเห็นว่ามันจำเป็นหรือว่าสมควรก็ทำที่ไปหลงโลกเขาหลอกจะตายโง่จะตายยังอุตส่าห์ลิ้นห้อยได้ กำลังภายในมาใช้จ่ายจะตายได้แต่เวลาทำดีแท้ๆแม่จะควักภายในออกมานิดหน่อยกำลังภายในออกมาใช้นิดๆหน่อยๆไม่เอาหยุดแล้วมันคนฉลาดหรือคนโง่เฉพาะกำลังภายในมาทำสิ่งที่เป็นกุศลสิ่งดีเยอะแยะไม่กล้าคว้าไม่กล้าควักแต่ถูกก็เลิกเขาหลอกเอาอามิสมาล่อเป็นรถเป็นชาติแบบโลโก้เป็นโลกีย์รสเป็นกามสุขัลลิกานุโยค ภายในประชาชนจะขาดจะขาดจริงๆปั๊มไม่ทันนี่พยายามมองให้ลึกซึ้งนะที่อธิบายซึ่งเขาไม่รู้หรอกเพราะไม่รู้จักสรีระไม่รู้จักวิญญาณไม่รู้จิตของเขาเลยเขาทำไปโดยอัตโนมัติที่มันหลงก็ไม่รู้เพราะถ้าคนเราทำงานเนี่ยเราก็รู้กำลังเราเมื่อยพอเพียงที่จะทำอยู่แล้วก็เห็นว่ามันเป็นความจำเป็นสำคัญก็ทำได้ถ้าผู้ใดเห็นว่าดีมันทำได้มันอยู่ที่จิตเราจะปล่อยหรือเปล่าจิตเราจะทำหรือเปล่าจิตเราจะเพิ่มอิทธิบาทจะเร่งให้มันหรือเปล่าถ้าจิตเราจะเร่งให้มันมันเร่งได้ถ้าจิตเราไม่เร่งให้มันนะมันก็ไม่เอามันอยู่ที่เราต่างหากเพราะเราเองเราเข้าใจแล้ว ไปกุศลเป็นสิ่งดีแล้วเร่งให้มันดีกว่าไปถูกมอมเมาแรกในอามิดให้เข้าเรื่องนี่เป็นตัวจิตที่ทำงานและตัวจิตพักความสงบหรือความสงัดด้วยความรักนั้นผู้หญิงออกได้ก็หมายความว่าไม่มีโลภะโทสะโมหะไม่มีความหลงผิดเป็นความเข้าใจที่ถูกอย่างที่ว่าการเพียรก็เป็นของดีการพักก็เป็นของดีมันดีด้วยกัน 2 ส่วนในโลกเรายังมีตัวตนอยู่เรายังมีสมมติสัจจะมีรูปคั้นน้ำคั้นมีรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็นตัวบุคคลก็เป็นตัวบุคคลตามสมมติส่วนเรานั้นมีธรรมะเป็นตัวนำมีธรรมะเป็นตัวยอดปัญญาขับเคลื่อน ไปกัปตันขับเคลื่อนเราพร้อมตัวปัญญาขับเคลื่อนวันนี้ควรมีเป็นสัมมาชอบแล้วดีแล้วเป็นการสร้างสรรค์ก็จะทำการสร้างสรรค์นั้นเมื่อมันสมควรจะพักก็จงพักตามหมอตามสมมันทักกันไม่มากนักหรอกคนเราน่ะมันพักกันไม่มากหรอกเพราะมันมีพรรคอยู่ในตัวอยู่แล้วไม่มีพรรคอยู่ในตัวอยู่แล้วในที่สุดในทุกอย่างมันมีต้องพักคุณจะยกอะไรขึ้นคุณไม่ยกตลอดกาลแล้วคุณจะต้องมีปล่อยอยู่ตลอดเวลาหายใจเข้าคุณเลยต้องมีหายใจออกคุณเอามาคุณจะต้องมีปล่อยทิ้งอยู่ตลอดเวลาแหละเป็นเรื่องธรรมดาธรรมดาต้องเขียนให้ได้เพราะฉะนั้นมันจึงมีพรรคแซมอยู่ในตัว คนเราจะมีบทบาทการงานมากกว่าการพักเห็นบทบาทส่วนพระเป็นแฟนอยู่ในตัวมันจึงไม่ค่อยเห็นบทบาทของมันเพราะถ้าผู้ใดยิ่งรู้ละเอียดไปจนกระทั่งถึงจิตมีจิตพักแซมอยู่ในตัวจิตที่เพียรมีการทำแล้วก็มีการพักแทรกอยู่ในตัวบทบาทก็คือการเกิดการดับที่แทรกอยู่ในตัวหนึ่งคนเราสมมติที่มีชีวิตอยู่ก็คือตัวที่กำลังมีเกิดอยู่ถ้าตายแล้วดับรูปนามขันธ์หมดเลยก็เป็นตัวตายตายแล้วมีตัวชีวิตน้อยเพราะถ้าจะอธิบายแบบศาสตราเพราะคนที่เราตายแล้วเนี่ยจิตวิญญาณมันไม่มีสุรภามันไม่มีสภาวะที่กล้าสภาวะอยากไม่มีดินไม่มี ถ้าไม่มีลมไม่มีไฟไม่มีมีแต่วิญญาณธาตุมีแต่สภาพละเอียดสภาพอ่อนสภาพน้อยไม่มีสภาพกล้าสภาพอยากสภาพใหญ่ตามสภาพของมนุษย์ชมพูทวีปหรือมนุษย์ที่อยู่กับโรคเข้าธรรมดามันก็ไปทำอะไรไม่ได้มันจะมีพรรคมากกว่าทำเพราะฉะนั้นกำลังที่จะทำให้เต็มที่เหมือนจะมีไม้มีมือมีดินมีหินมีเอ่อดื่มน้ำไฟลมมีแท่งมีก้อนเป็นสุภาพรเนี่ยมันทำไม่ได้ทำไม่ได้ยืดยากอ่อนบางหญ้ามันจะไปหวังอะไรในสภาพจิตวิญญาณแบบสัตว์ๆนะอย่าไปหวังเลยพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าผู้ที่สามารถที่จะตรัสรู้ได้เป็นอิสระพรหมจริยาวาส ก็คือมนุษย์ชมพูทวีปคือผู้ที่ได้รูปนามขันธ์ 5 ที่เต็มนี้สุรภานี่แหละนี่พุทธตรัสรู้ตัดที่นี่โลกกายาวานาคือกว้างศอกพร้อมสัญญาและจ่ายนี้เรียกว่าอิทัปปัจจยวาโสจะเป็นพูดถึงซึ่งพรหมจรรย์ได้นี่แหละดีที่สุดมีสุรภาวงศ์มีภาวะที่บริบูรณ์สุระกล้าแข็งเต็มอย่าไปอยู่ในสภาพบกพร่องถ้าไปอยู่ในสภาพบกพร่องไม่ได้แม้อยู่ในสุราษฎร์ธานีต้องมีสติมันโตต้องมีสติให้แข็งแรงและสภาพมนุษย์ชมพูทวีปนี้แหละเป็นมนุษย์ที่จะตรัสรู้จงเข้าใจชมพูทวีปเป็นจริงอย่าไปเข้าใจว่าชมพูทวีปคือเข้าไปพูดถึงเคือง บ้าอินเดียเป็นเมืองชมพูทวีปน่ะมันโม้เอาเดี๋ยวนี้ถ้าจะบอกชมพูทวีปแล้วอยู่เมืองไทยถ้าจะตีขุมไปเอาสถานที่มาประกอบแล้วก็ไม่อธิบายเป็นแบบนามธรรมหรือแบบธรรมอธิษฐานและอธิบายแบบบุคลาธิษฐานเอาตัวตนสถานที่บุคคลเราเขาเดี๋ยวนี้เมืองไทยคือชมพูทวีปอินเดียจากทุกกำลังทับถมอินเดียไม่ใช่เมืองชมพูทวีปไม่ใช่เมืองสีชมพูไม่ใช่เมืองที่จะมีสภาพที่จะมีรังสีของความเจริญคือพลังศรีแห่งความที่จะฉลาดเข้าไปกระทํา ไม่ใช่ดูถูกเมืองอินเดียเมืองอินเดียเป็นเมืองเคยมีมาก่อนเป็นเมืองที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์บรมศาสดาของเราประสูติตรัสรู้และอยู่ที่นั่นโดยเป็นถิ่นฐานด้วยถ้าจะว่าไปแล้วเหมือนกับบ้านเก่าของเราเราไม่ได้ดูถูกบ้านเก่าเหมือนเราไม่ได้ดูได้ดูถูกพ่อแม่พ่อแม่เป็นบ้านเก่าของเราเราอาศัยเกิดมาเราไม่ได้ดูถูกพ่อแม่ฉันใดเราไม่ได้พูดดูถูกอินเดียฉันนั้นแต่กำลังพูดถึงสภาพความเป็นจริงว่าเป็นสภาพมันตกต่ำมันเป็นอย่างนั้นทุกอย่างมีเสื่อมไปเป็นธรรมดาที่ผู้ที่พูดถึงลักษณะเสื่อมแล้วเราจะช่วยเขาได้เหมือนกันสำหรับผู้มีปัญญาจะช่วยได้คนใน เมียก็จะช่วยคนในประเทศไหนก็จะช่วยแต่ขณะนี้เราอยู่อย่างนี้มันมาอาศัยถิ่นถิ่นนี้ที่นี้มาตกอยู่ในสภาพนี้เราก็ต้องรู้ความเป็นจริงตามความเป็นจริงแล้วเราก็ช่วยตนแล้วทำได้แล้วเราจะไปช่วยผู้อื่นได้เมื่อเราช่วยตนได้ก็ไปช่วยผู้อื่นได้ชมพูทวีปจึงอยู่ในเมืองไทยนี่แหละคนในไทยนี่แหละผู้ใดตรัสรู้ยืนยันว่าเราเป็นอรหัตผลมีอรหันต์เราจะยืนยันเราจะเห็นจริงเราจะเห็นจริงแล้วทำได้จริงๆด้วยจงพูดทวีปจึงน่าจะหมายเอาประเทศมาเอาสถานที่ผมก็ขอยืนยันว่าเมืองไทยเมืองไทยในประเทศอินเดียเองแม้แต่เขาต้องยอมรับความจริงว่าแม้แต่พุทธศาสนา ก็ไม่ได้หยั่งลงในประเทศเขานี่เขาต้องรับความจริงเพราะฉะนั้นเราพูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าไปดูถูกแต่พูดตามลักษณะที่เป็นแล้วเป็นจริงอยู่เมืองไทยมีพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เป็นคนอินเดียเองนี่แหละที่ยังอยู่ยังอุ่นอยู่ยังมีชีวิตอยู่ชมพูนี่หมายความว่ามีชีวิตชมพูเนี่ยจะมาภูตะธรรมแปลว่ามีชีวิตมีจิตมีวิญญาณมีความเจริญชีวิตณจิตคือความเจริญความเกิดความก้าวหน้าอยู่นี่อย่างพยัญชนะให้ฟังแต่สภาพมีชีวิตอยู่เนี่ยพุทธศาสนามีชีวิตอยู่ในเมืองไทยและพุทธศาสนาจะ แต่ละบุคคลโลกอันกายาวันนั้นคือความสะอาดด้วยมนุษย์ชมพูทวีปก็คือมนุษย์ผู้มีชีวิตชมพูทวีปที่มีสติมันโตมนุษย์ผู้ใดมีชีวิตของสติปั่นพรั่งพร้อมแข็งแรงสติปัญญาอันยอดนอกจากมีสติมันโตแล้วก็รู้จักสุราของเรามีรูปนามขันธ์ 5 อันเต็มที่พระพรหมก็จริยะวาโสโลกนี้แหละจะเป็นที่อยู่ของพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลยจงกระทำขอชมภูทวีปยุโรปเข้ามาแล้วก็มาหาตัวบุคคลแต่ละคนนี่แหละคือแท่งชมพูทวีปลึกเข้าไปกว่านั้นเอง นุชแท้ๆจิตชมพูทวีปคือจิตที่มีสติมีสุรภาพร้อมแล้วแล้วก็เป็นผู้ที่เรียนรู้สามารถกระทำตนให้เป็นให้เป็นผู้ที่ถึงขั้นปริกกะหาว่ามนุษย์อุทยานซ่อนอยู่ในมนุษย์ชมพูทวีปนั้นเองมนุษย์อุตตรกุรุทวีปก็คือจิตที่มันไม่สูงขึ้นมนุษย์ศักดิ์ก็คือจิตนั่นแหละจิตสูงนั่นแหละสูงขึ้นสูงขึ้นจนอริสาหมดหวง เกาะเกี่ยวนะโมหมดทุกข์แท้จริงเป็นจิตที่ไม่ได้หลงจิตนะโมจิตที่ไม่หลงจิตจิตที่ไม่ไม่สงสัยในจิตในวิญญาณได้มากๆเป็นจิตที่มีปัญญายอดรู้เท่าทันกิเลสตัณหาและจิตแท้รู้ความจริงตามความเป็นจริงหมดเป็นผู้ที่สั่งเกิดสั่งตายเร็วกว่านี้จะตายจึงเรียกว่ามนุษย์โลกุตระรู้ให้ชัดรู้เหตุจริงแล้วก็ทำให้จริงแล้วควรจะพิสูจน์ยืนยันมันไม่ใช่ไปอ่านมาจากที่อื่นผมพูดนี่ผมก็ฟังมาเขาบรรยายกันในอีกอย่างหนึ่งผมยังไม่เคยได้ ได้ฟังใครบรรยายมนุษย์อุจจาระครุฑทวีปปัญญาอย่างนี้มนุษย์ชมพูทวีปอเมริกาทุกคนที่เขาอยากได้ยินได้ฟังมามากพอสมควรจะวิ่งอยู่อินเดียอย่างนี้เป็นต้นแต่ผมบอกไม่เบียดเบียนไม่เจอแต่ก่อนนี้อินเดียจริงเดี๋ยวนี้มันไม่อินเดียแล้วผมก็ไม่กำหนดถ้าในอินเดียจะมีคนที่รู้พุทธแท้ปฏิบัติตนอยู่ในประเทศอินเดียในอินเดียก็มีมนุษย์ชมพูทวีปมนุษย์คนนั้นแหละเขาเป็นถ้ามีมากคนก็มีมากคนอยู่ที่อินเดียอยู่ที่ไหนก็ได้อยู่เมืองไทยก็ได้แต่เดี๋ยวนี้ผมยืนยันว่าผมเห็นอยู่เข้าใจอยู่ชี้ตัวได้อยู่ว่ามนุษย์ชมพูทวีปหรือมนุษย์ทวีปมันมีอยู่ที่เมืองไทยเดี๋ยวนี้ ก็ต้องยืนยันเมืองไทยถ้าไปอินเดียผมเห็นมนุษย์อินเดียว่าเป็นมนุษย์อุจจาระๆด้วยผมจะยืนยันด้วยแต่นี่ผมยังไม่เคยไปยังไม่เคยเจอเดาเอามันโง่เดาเอาน่ะมันยังไม่จริงถ้าเห็นจริงสัมผัสจริงรู้จริงผมจะยืนยันด้วยแต่ตอนนี้ผมอยู่เมืองไทยเห็นเมืองไทยจริงก็เอาจริงนี่ก่อนที่ไหนก็ไม่ว่าไม่ได้ไปดูถูกใครประเทศไหนก็สามารถจะบรรลุได้จะเป็นมนุษย์อุจจาระก็รู้ทวีปได้เราจะต้องทำความสงบสงัดลงในจิตนั้นเองเป็นตัวผู้สงัดเองให้ได้เพราะผู้ใดที่ยึดเอาสถานที่อยู่ก็ต้องอาศัยสถานที่ขัดเกลาและก็คืออธิบายแล้วว่าสถานที่ ขัดเกลานั้นไม่ใช่จะว่าจะเป็นสถานที่ที่เราติดใจเมื่อเวลาเราจำเป็นจะต้องออกไปที่ว่างออกไปที่สงบก่อนก็เอาถ้าสมควรว่าอย่างนั้นเป็นประโยชน์เป็นการขัดเกลาถ้าติดที่สงบขึ้นมาแล้วเป็นกิเลสอีกไม่เอาต้องมาอยู่ที่ติดต้องไม่เอาสิ่งที่มันก่อกิเลสราคะให้แก่เราแล้วเราก็จะต้องอยู่เสนาสนะที่มันขัดเกลาเราได้ที่ใดก็แล้วแต่ที่เราต้องมีปัญญารู้เพราะฉะนั้นจะดูอรัญญาวาสสีได้ทั้งนั้นบางคนไม่จำเป็นจะต้องออกที่สงัดที่ที่มันว่างๆเปล่าๆไม่มีอะไรมากเพราะอินทรีย์พระดีมีสติปัฏฐานแท้สามารถรู้เท่าทันทวารทั้ง 5 ทั้ง 6 สระเขาก็รู้สัมผัสเขาก็รู้เท่าทันมีอินทรีย์พละแข็งจับจิตเป็นมีอานาปานสติแท้ยืนยันปฏิบัติมีสติลมหายใจเข้าออกทุกเวลาสัมผัสแล้วก็ปฏิบัติได้รู้กายรู้เวทนารู้จิตรู้ธรรมารมณ์ปรับเปลี่ยนปรับปรุงอยู่ได้จริงนั่นแหละยิ่งมีประโยชน์แท้เพราะเป็นปัจจุบันน่ะทำยืนยันตอบมีชีวิตอยู่เหนือสิ่งที่กำลังผัสสะที่แท้ๆเพราะโลกนี้จะร้อนโลกนี้จะเย็นโลกนี้จะทุกข์โรคนี้จะสุขอะไรก็ตามเราก็อยู่อยู่เหนือโลกที่มันทุกข์เป็นสุขที่ได้สบายถ้าเราสามารถชนะมันจริงจึงเป็นผู้สงบอยู่ได้เพราะการประพฤติปฏิบัติจึงจะอยู่ ที่สงัดหรือสงบก็ตามจะอยู่ในที่ที่ไม่สงัดไม่สงบตามประสาเรียกนะว่าภาษาเรียกว่าสถานที่นั้นมันสงบสงบก็ตามบุคคลผู้ที่สามารถอยู่ในที่เหล่านั้นปฏิบัติตนให้เกิดความสงบสงัดเกิดความระงับได้จริงก็เป็นผู้ที่มีออกสู่ความสงัดอยู่เสมอฟังดูดีๆอยู่ในป่าจะทำจิตให้เราสงบสงัดได้ก็เอาอยู่ในบ้านทำจิตของเราสู่ความสงบสงัดได้เป็นพวก Report สู่ความสงบสงัดทั้งนั้นมีความสุขคือจิตมันลีกออกจิตมันไม่ ไม่ไปจะได้ยุ่งกับไอ้วุ่นวายนั้นได้ดีกว่าลูกอีกเข้าเราใช้เป็นภาษามีของแล้วรีบเข้าก็ตามคือมันออกได้ล่ะหลีกเข้าได้หรือหลีกพ้นได้มันพ้นพ้นความไม่สงบไม่สงัดมันรีบออกจากความยุ่งความวุ่นความทุกข์อะไรก็ตามมันมาสงบสงัดระงับสบายนิ่งเฉยเบาว่างอยู่ได้กระทบต่อก็รู้ตามปัญญาตามจิตวิญญาณจะจบอันนี้ยุ่งอันนี้วุ่นอันนี้ร้อนอันนี้หนาวอันนี้สุกอันนี้ทุกสิ้นโลกเพราะเรารู้สมุดโลกโลกโลกโลกโลกโลกเป็นอย่างนั้นเรารู้เท่าทันซะแล้วเราไม่วุ่นกับโลกซะแล้วโล่ต้องยืนยันแต่ก่อนจิตของเรานี่แหละเป็นตัวโรคใหญ่ที่มีโรค สัมผัสปั๊บหรือแม่ไม่สัมผัสก็วิ่งเอาวอนอะไรโหยหาฟุ้งออกไปหานั่นแหละมันเป็นโรคเดี๋ยวนี้มันไม่มีโรคแม้สัมผัสเดี๋ยวนี้หรือไม่สัมผัสก็ไม่ฟุ้งออกไปหาไม่มีอุจจะระอยู่ที่ไหนก็ตามใครไม่ย่อมไม่รู้กับเราขี่จรวดออกไปแล้วจิตมันวิ่งออกไปแล้ว ไปสู่อะไรก็ตามที่เรายังหลงห่วงหาอาวรณ์รักใคร่ติดยศมีบ้างไหมมีมากหรือมีน้อยตรวจอ่านถ้าไม่มีอารมณ์ฟุ้งซ่านอย่างนั้นมันอยู่ที่นี่มันก็อยู่ถ้าเราจะมีงานการทำก็เอางานเป็นกสิณก็ได้มันก็อยู่ที่นี่ทำไปไม่ใช่ทำงานนี่เป็นกระสินธุ์ทำงานในทุกคนก็ต้องเอาใจใส่ต่องานทำไปทำไปเผลอเลื่อยไปแล้วทำงานอยู่ตรงแว๊บไปแล้วมีหรือเปล่าถ้ามันไม่มีมาอยู่กับงานสมาธิเออทำงานไปคิดได้แล้วก็อยู่นี่ไปสบายมีปิติมีสุขมีอุเบกขามีวิตกวิจารณ์มีการรั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน