350409 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 12 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350409 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 12/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 12/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์
สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 สมณพราหมณา : พ่อท่านว่า… เราได้เจอ ได้รู้ ได้เห็น ได้เข้าใจ คำว่า ได้เห็น หรือว่า ได้เข้าใจ เป็น “ทิฏฐิ” คำว่า “ทิฏฐิ” นี่ ถ้าคนที่ได้เห็นแค่ทิฏฐิ ก็มีน้ำหนักของความเชื่อ หรือมีปัญญา มันก็ไม่ถึงปัญญินทรีย์ ไม่ถึงเป็นปัญญาพละ ความเชื่อก็ไม่เชื่อถึงศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นนะ เราจะเห็น โดยเฉพาะที่อาตมาเกริ่นมาแต่ต้นแล้วว่า ถ้าไม่ได้เห็นพระ ในข้อ 10 ไม่เห็นสมณพรามหณ์ ผู้ดำเนินไปชอบ ปฏิบัติชอบ ถึงขั้นเป็นพระอาริยะ และจะต้องเป็นพระอาริยะที่ประกาศด้วยนะ ไม่ใช่พระอาริยะธรรมดา ประกาศหรืออธิบายให้เราแจ้งได้ สัจฉิกัตวา ให้เราปฏิบัติ ให้เราประพฤติ ให้เราถึงขั้นรู้ตาม เห็นตาม (ดู สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ 10 ในภาคผนวก) 3 ทิฏฐิสูตร - มิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตร อัตตานุทิฏฐิสูตร : รู้หรือเห็น ก็ได้เน้นให้ฟังแล้วนะ เอาในมิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตร อัตตานุทิฏฐิสูตร เอามาอ่าน มาอธิบายขยายความให้ฟังแล้วว่า ต้องเห็น-ต้องรู้ อย่าง ปัสสันโต ชานันโต เห็นอยู่ รู้อยู่ (เทศน์ 3 ทิฏฐิสูตร ใน 350406 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ ตอนที่ 9/13 ) เห็นอยู่-รู้อยู่ ในชนิดที่จะพ้นมิจฉาทิฏฐิอย่างไร ก็พยายามวิเคราะห์ ให้เห็นสภาพที่ลึกซึ้ง เจาะเข้าไปจนกระทั่งถึงจุดที่ว่า มิจฉาทิฏฐิ แม้เราจะยังไม่เป็นพระอาริยะ เราก็ชื่อว่า เราพ้นมิจฉาทิฏฐิ มันถึงขนาดไหน เพราะฉ
อ่านต่อ
ะนั้นคนในโลกนี้ ที่เขาบอกว่า เขาสัมมาทิฏฐิ นั้น มันใช่ไหม เราจะเข้าใจดีขึ้น จะเข้าใจดีขึ้น หรือเราเองเคยเป็นนักศึกษา เป็นนักปฏิบัติธรรม เป็นผู้ที่ได้เอาใจใส่ในธรรมะมาขนาดนี้ มาถึงวันนี้ หรือมาถึงงานนี้แล้วนี่ เราได้เคยเข้าใจ เราได้เคยรู้ ได้เคยอะไรมานี่ เราจะชัดขึ้น หรือเพิ่งชัดขึ้น อ๋อ สัมมาทิฏฐิจริง ๆ นี่ไม่ใช่ธรรมดาเลย แท้ ๆ เราก็ยังมิจฉาทิฏฐิมาสะตั้งเท่าไหร่ สัมมาทิฏฐิจริง ๆ ต้องถึง “ขั้นปรมัตถ์” : จะถึงจุดสัมมาทิฏฐิจริง ๆ มันจะต้องถึง “ขั้นปรมัตถ์” จริง ๆ ถึงขั้นที่จะต้องรู้อยู่-เห็นอยู่ มีญาณ มีชานโต มีปัสสโต มีญาณ มีชาน มีการเห็น การรู้ “เห็น” คำนี้ ภาษาโลกก็คือ ลูกนัยน์ตาเห็น แต่ภาษาธรรมนั่น มีญาณเห็น เห็นสภาพปรมัตถ์ จิต เจตสิก เห็นอาการ ลิงคะ นิมิต เห็นสิ่งที่เป็นเครื่องหมายรู้ เรารู้ว่า นี่โลภ นี่โกรธ นี่หลง แล้วนี่กิเลส นี่ตัณหา นี่อุปาทาน อาการอย่างนี้อุปาทาน อาการอย่างนี้ตัณหา รู้อาการอย่างนี้เป็นเรื่องของสิ่งที่จะต้องจัดการกับมัน แค่รู้ แค่เข้าใจมันไม่พอ จะต้องเห็นจริงๆ ว่า อ๋อ ไอ้ตัวนี้ จับมั่นคั้นตายตัวนี้ แม้ว่ามันจะยังไม่ได้ลด เราทำมันไม่ลด เรายังไม่ได้ทำให้ลดได้ แต่ก็เห็นความไม่เที่ยง เข้าใจถึงความไม่เที่ยง รู้ว่า อนิจจัง มันไม่เที่ยง กิเลสมันไม่เที่ยง แต่มันหนาขึ้น ๆ เป็นปุถุชน ตัวใดก็ตัวนั้น เห็นตัวใดก็ตัวนั้น อาการใดก็อาการนั้น ที่เรายังสู้มันไม่ได้ ที่เรายังทำลายมันไม่ได้ ตัวนั้นล่ะมันเป็นปุถุ ปุถุชน เป็นคนโลก ๆ เป็นลักษณะโลก แต่เราจะพ้นมิจฉาทิฏฐิได้เหมือนกัน พ้นมิจฉาทิฏฐิได้ แต่ยังไม่พ้นสักกายทิฏฐิ : พ้นมิจฉาทิฏฐิ แต่ยังไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ยังไม่ก้าวย่างเข้าหาอาริยมรรค ยังไม่มีอาริยผล ยังไม่ได้ฆ่ากิเลสนั้นลงเลย ยังไม่ได้เดินทางเลย ยังไม่ได้มีอาริยคุณ ยังไม่ได้มีสาระของอาริยคุณสักนิดเข้าไป เพราะเรายังไม่ได้ฆ่ากิเลส ฆ่ามันยังไม่ลง แม้ฆ่ามันลงก็เริ่มต้นจะได้ล้ำเข้าไปในเขตอาริยะแล้ว ได้เดินเข้าไปในเขตบ้าน เขตรั้วอาริยะเข้าไปแล้ว เสร็จแล้วเราออกมาจากบ้านอาริยะอีก ถอยกลับอีก ก็แสดงว่า เราทำกิเลสนี้ มัน เออ คราวนี้ ก็พอได้ลดได้บ้าง จางลงไปหน่อย คราวต่อมา เท่าเก่าอีก ดีไม่ดี มากกว่าเก่าขึ้นอีก ไม่เที่ยง อนิจจัง ไม่เที่ยง รู้อนิจจัง แต่ทำไมยังไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิ ? : คำว่า “อนิจจัง” ที่เคยเรียนมานี่ มันไม่เป็นอนิจจังที่เราไปเข้าใจเอาเท่านั้น เออ...อะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง เข้าใจ อะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไป เดี๋ยวเกิด เดี๋ยวแก่ เดี๋ยวเจ็บ เดี๋ยวตาย เดี๋ยวไม่อยู่อย่างนั้น ไม่ทรงอยู่อย่างเดิม เราก็เข้าใจอย่างนั้น แล้วเราใช้พอบรรเทา ว่าเราอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย เราอย่าไปติดยึดเลย เราอย่าไปหวังหรืออย่าไปปักใจเอาว่า มันจะอยู่อย่างนี้คงทน มันจะได้อย่างนี้เสมอ ๆ เลย ก็พอบรรเทาใจนะ พอคลายใจ พอไม่ทุกข์ร้อน พอไม่กิเลสโลภ กิเลสเกาะติดยึด อยากได้มาเป็นของตัวของตนมากนัก ก็ใช่ แต่มันยังไม่ใช่อนิจจังของปรมัตถ์ ยังไม่ใช่อนิจจังของตัวเนื้อแท้ของจิต เจตสิก รูป หรือกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่เป็นตัวสมุทัยอาริยสัจ ที่เรากำลังรู้มั่นคั้นตาย จับมันแม่นมันมั่น แล้วมันก็ไม่เที่ยงอย่างที่เห็นชัดๆ ตรงตามมิจฉาทิฏฐิสูตร มันไม่เที่ยง แต่มันยังไม่ถึงขั้น วิราคานุปัสสี (ดู อนุปัสสี 4) ยังไม่ถึงขั้นเห็นมันลดลง จางคลายลง แต่มันไม่เที่ยง มันโตขึ้น ๆ พ้นมิจฉาทิฏฐิ แต่ยังไม่พ้นสักกายะ ยังไม่พ้นตัวตนที่มันโตนี่เล็กลงๆ ยังไม่พ้นสภาพที่ทำให้เล็กลงได้ เส้นขีดคั่นความเป็นปุถุชนกับความเป็นอาริยะ ถ้าเราทำให้เล็กลงได้ เราก็พ้นสักกายะ พ้นตัวโต พ้นตัวกายพ้นตัวใหญ่ตัวนี้ พ้นการที่มันเป็นตัวใหญ่ ทำให้มันไม่เที่ยง ทำให้มันไม่คงเดิม แต่ให้มันเล็กลงได้ ๆ เล็กลงได้จริงเท่าไหร่ เราก็เป็นอาริยะจริงเท่านั้น เพราะฉะนั้นความเป็นปุถุชน กับความเป็นอาริยะ อยู่ตรงขีดนี้ ความเป็นปุถุชนที่ยังล้างออกไม่หมด : กิเลสใด อันใด คุณจะมีกิเลสเท่าไหร่ ก็ตามใจเถอะ คุณจะเก่งทำกิเลสไปให้หมด ตัวไหนก็แล้วแต่ ต่อให้หมดไป เหลือกิเลสตัวเดียว คุณก็เป็นปุถุชนอยู่ตัวเดียวนั่นแหละ ต่อให้ทุก ๆ ตัวคุณหมดไปแล้วนะ เป็นพระอาริยเจ้าในระดับพระโสดาฯ สกิทาฯ ขึ้นไปเป็นพระอรหันต์ด้วย ให้เป็นพระอรหัตผลด้วย หมดทุกตัว แต่อีกตัวหนึ่ง กิเลสเรื่องหนึ่ง อย่างหนึ่งของคุณยังเป็นปุถุชนอยู่ คุณก็ยังมีความเป็นปุถุชนอยู่ในอาริยะอยู่นั่นแหละ ฟังให้ชัดนะ เพราะฉะนั้นความเป็นปุถุ คือหนา ก็กิเลสตัวนี้มันยังหนาขึ้น ก็เห็น แล้วคุณรู้ คุณแจ้ง คุณชัดว่า เออ อันนี้เป็นปุถุ อันนี้มันหนาขึ้น ๆ มันไม่ใช่เบาบางลง จางคลายลง ไม่ได้เล็กลง ตัวตนของมันยังโตขึ้น ๆ คุณอ่านรู้นี่แหละ พ้นมิจฉาทิฏฐิ แม้มันโตขึ้น คุณอ่านรู้ ต้องเข้าใจให้จริง มีปัญญา มีความฉลาดเฉลียว มีความรู้ ที่รู้ว่า อ๋อ มันหมายอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ มันคืออย่างนี้ ให้ชัดว่า นี่คือความเป็นปุถุ นี่คือความเป็นอาริยะ ความเป็นอาริยะ คืออย่างไร : อาริยะ บอกแล้วว่า คือผู้ที่สงบ สมณะ หรือ อาริยะนี่ เป็นผู้ลดกิเลสให้จางให้คลายลงมา จางคลาย จนกระทั่งหมด จนกระทั่งดับสนิท ก็เป็นอรหัตผล เป็นตัวสมบูรณ์ เป็นตัวจบ จนปฏินิสสัคคะ จนสลัดคืนได้ จนอยู่กับมันอย่างหมดปัญหา ปฏินิสสัคคะ กับกิเลสตัวที่ทำจบได้จริง : จะเป็นไปกับเขาก็ยังได้เลย จะเหมือนคนทางโลก ๆ เขามีกิริยากาย วาจา แต่ใจของคุณตัวที่จบ ตัวที่ตาย ตัวที่ไม่เกิดอีกนั้น มันก็ไม่เกิดกิเลสนั้น แต่คุณจะทำเป็นเหมือนกับคนโลก ๆ เหมือนกับเกิดกับเขา คุณก็สังขารปรุงขึ้นมายังได้เลย เป็นเหมือนอย่างเขาเป็น หัวเราะเหมือนอย่างเขาหัวเราะ อร่อยเหมือนอย่างเขาอร่อย แต่ใจจริงของคุณ ก็ไม่ได้ติด ไม่ได้ยึดอะไร ก็อร่อยนั้นจริง ๆ นะ คุณจะรู้ความจริงของความจริงเอง ถ้าเรายังอร่อยอยู่ เราก็คือ ยังไม่จืด ยังไม่สิ้น ยังไม่ดับสนิท ยังไม่สะอาดสนิท คุณก็ต้องตรวจของคุณเอง ญาณตรวจความจริงของคุณเอง ถ้าคุณจืดสนิทแล้ว สะอาดสนิทแล้ว ดับสนิทแล้ว มันก็สนิทของคุณเอง คุณก็รู้ด้วยญาณ ใครจะหลอกเราไม่ได้ เหมือนเราหลอกตัวเอง เพราะฉะนั้นเราจะหลอกตัวเอง หรือจะไม่หลอกตัวเอง ก็เรานั่นแหละ เราจะต้องมีญาณจริงๆ หลงนึกว่าตนบรรลุสมบูรณ์แล้ว : หลงได้ หลงผิดได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่เอาผิดในคนหลงผิด นึกว่าตัวหมด นึกว่าตัวสะอาด นึกว่าตัวดับสนิทแล้ว นึกว่าตัวเป็นพระอรหันต์ เป็นอรหัตผลแล้ว หลงได้ หลง ก็คือความไม่ถูกต้องอยู่นั่นแหละ ยังบกพร่อง ยังไม่สมบูรณ์จริง แต่เราหลงว่าเราสมบูรณ์ เป็นได้ ความหลง เราก็ต้องรู้ว่า เออ ไอ้นี่ หลงนะ (ทีแรก)เราแน่ใจอย่างนี้จริง ๆ นะ แต่เสร็จแล้วมารู้ทีหลังว่า โธ่ เรายังไม่หมด เรายังไม่ดับสนิทจริง มันหลงไป มันเข้าใจผิดไป เราก็จะรู้ของเราเอง ในขณะที่เราหลงนั้น เราก็ไม่รู้ นึกว่าเราเป็นจริง ๆ แต่เมื่อเรามารู้แล้วว่าเราหลง เราก็ต้องยอมรับตัวเอง คนที่รู้แล้ว ..ในขณะที่ไม่รู้จริง ๆ หลงจริง ๆ พระพุทธเจ้าบอกแล้ว ไม่เอาผิด ไม่เอาอาบัติ ไม่ปรับอาบัติอะไรคนนั้น ...คุยโม้โอ้อวด หลงจริง ๆ เลย ว่าฉันเป็นพระอรหันต์ ฉันเป็น…ดีไม่ดี บอกว่า ฉันเป็นพระศรีอาริย์ไม่ใช่อรหันต์ธรรมดา ฉันพระศรีอาริย์ จะมากู้โลกนี้ จะมาช่วยโลกนี้นะ เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่เลยนะ ถึงขนาดนั้นก็ได้ ถ้าเขาหลงจริง ๆ ก็หลงจริง ๆ แต่เมื่อตัวเองนี่แหละ บอกแล้วว่า ใครจะหลอกเรานี่ ไม่ได้เท่าเราหลอกตัวเอง ถ้าเรารู้แล้วว่า โถ เราไม่ใช่หรอกนะ มันก็จะเข้าใจ ยิ่งเรียนปรมัตถ์อย่างนี้ เราจะต้องชัดเจน ต้องซื่อสัตย์ โอ๊ เราหลง เราไม่ใช่ คนนี้ ถ้าขืนรู้ว่าตัวเองหลง มันไม่ใช่หรอก เราไม่ใช่ นี่กิเลส กำลังโผล่มานี่ อาการเราก็รู้ ยิ่งเรียนไปก็ยิ่งจะรู้กิเลส ฐานโสดาคุณ-ฐานสกิทาคุณ : คนที่เรียนฐานโสดาคุณ ก็เริ่มรู้ว่ากิเลสคืออะไร ฐานสกิทาคุณ ก็เริ่มรู้ความจริงว่า อ๋อ อย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้แหละกิเลส ลักษณะอย่างนี้จางคลาย จางคลายยังไม่หมด มันเป็นสังโยชน์อยู่ นั่นเริ่มต้นมันพอได้ลดน้อยลง แต่ก็ยังมีฤทธิ์ มีแรง มีวิชชา มีเจโตปริยญาณ เจโตปริยญาณ 16 : รู้ว่า นี่มันเป็นโลภ โกรธ หลง เออ ทำให้มันลดลงได้นะ แต่มันยังลดลงมาไม่ดีเลย แค่ ”สังขิตตัง-วิกขิตตัง” แค่ยังกดๆ ดันๆ อึดๆ อัดๆ ก็พอได้ แต่ แหม มันไม่ได้โล่งได้โปร่งอะไรเลย หรือยังกระเส็นกระสาย ยังจับไม่ติด เป็นวิกขิตตังจิตตัง ที่ว่าไปแล้ว (ดู เจโตปริยญาณ 16 ในภาคผนวก) ก็ทำให้มันดีขึ้น เป็น ”มหัคคตะ” แต่ถ้ามันไม่ดีขึ้น มันไม่เจริญขึ้น ก็เป็น ”อมหัคคตะ” มันยังไม่ได้ เรายังไม่เก่ง เรายังไม่เจริญ ก็พยายามจนได้ จนเป็น จนดีขึ้น เป็นมหัคคตะ เจริญ ๆ ขึ้น จนดี เออ ดี ดีอย่างน่าพอใจ มันเจริญขึ้นเรื่อย แต่ก็รู้ว่าดีกว่านี้ ยังมีอีก เป็น ”สอุตตรังจิตตัง” เราจะเข้าใจที่พูดอย่างนี้ ใครมีสภาวะรองรับจะรู้ว่า เออ เรานี่ ปฏิบัติธรรมดีขึ้นเรื่อยๆ กิเลสของเราจางคลาย ลดละลงไป ดีขึ้น ว่าง โปร่ง เบา แต่เราก็รู้ว่ายังเหลือนะ ยังเหลือ ยังมีดีกว่านี้ ยังไม่แข็งแรง ยังมีขี้เกียจ แล้วยังไม่เป็นประโยชน์ ยังเห็นแก่ตัว ยังไม่สมบูรณ์ อะไรต่ออะไรคุณก็จะรู้อยู่นะ มันก็ดี เราได้อาศัย เราก็เบาๆ เราก็พ้นทุกข์ เราก็สบาย เราก็ง่ายขึ้นเยอะ แต่เราก็รู้ว่ามันยังเหลือเศษ ยังไม่สมบูรณ์ ยังไม่เป็น ”อนุตตรังจิตตัง” มันไม่สมบูรณ์ด้วยอนุตตรังจิตตัง ที่มีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็น ”สมาหิตัง” จะต้องเป็น ”วิมุติ” หรือ ”อวิมุติ” เป็นอย่างไรเราก็จะรู้ อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด จนกระทั่งเหมือนเป็นพระอรหันต์แล้ว เหมือนมันไม่มีอะไรเป็นตัวเกิดอีกแล้ว จนกระทั่ง กิเลสมันไม่เกิด ก็จะไปเรื่อย ๆ นาน ๆ สอบทาน รู้ตัวไป จนกระทั่งไม่มีแล้ว ไอ้ ”อวิมุติจร” ก็ไม่เข้ามา ไม่มี มันว่าง ดับสนิท เป็นอย่างนั้นอยู่อย่างเดิม “ตถตา เป็นจริงเช่นนั้นได้เอง” ไม่ระวังตัว หรือระวังตัว เมื่อครั้งมีสติ หรือไม่มีสติ อย่างไรก็แล้วแต่ เราก็เร็ว แววไว มีมุทุภูตธาตุตรวจตรา จะมีสัมผัสเป็นปัจจัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างไร ก็เห็น ”อนัตตา เห็นความไม่เป็นตัวตน” ของมัน หรือเห็นจรมาว็อบ ๆ แว็บ ๆ แต่พวกนี้ก็มีฐานสูงแล้วล่ะ แข็งแรงแล้วล่ะ มาชั่วแวบชั่ววับ นาน ๆ มาที บางทีเรานึกว่าหมดแล้วด้วย แล้วมันจรมา มันก็แค่ตัวจร ไม่มีฤทธิ์แรงอะไร เราก็รู้ว่าแค่”อวิมุติจร” อาตมาบางทีเคยใช้ภาษาไทยเรียกมันว่า ไอ้ผีหลอก หลอกแว่บ ๆ ผีหลอก วับๆ ไม่มีแรงหรอก ไม่ทำอะไรให้เราตกต่ำได้หรอก แต่มันก็ยังไม่สมบูรณ์ 100% ทั้งกาละเวลา มันจะบอกเรา ทั้งองค์ประกอบ ลักษณะแตกต่าง สภาพองค์ประกอบนี่ แตกต่างอย่างโน้นอย่างนี้ บอก โอ้ ไอ้นี่มันแตกต่างไปนิดหนึ่งนะ มันก็ยังยั่วเราได้นิดหนึ่ง แว้บหนึ่ง ถ้าอย่างนี้ ๆ เสร็จเรา เหตุการณ์องค์ประกอบที่เคยเป็นอย่างนี้ ๆ ที่ผ่านมาแล้ว ไม่มีเกิด มันก็ไปเรื่อย ๆ พิสูจน์ไปได้เรื่อย ๆ เป็นสมาหิตัง เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นจิตที่แข็งแรง เป็นจิตที่อยู่เหนือมัน “โลกุตรจิต” ที่มีประโยชน์คุณค่า ทำงานสร้างสรร กัมมัญญา องค์คุณอุเบกขา 5 : เป็นจิตอุเบกขาที่บริสุทธิ์ “ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา” มันผ่องแผ้ว ผ่องใส โปร่งใส แน่! ใช้สำนวนสมัยใหม่เขาว่า ผ่องแผ้ว ผ่องใส โปร่งใส (ดู องค์คุณอุเบกขา 5 ในภาคผนวก) ปริสุทธา : “ ปริสุทธา บริสุทธิ์” ก็เข้าใจว่าความบริสุทธิ์คืออย่างไร ส่วน “ปริโยทาตา” อาตมาก็ไม่รู้จะแปลภาษาไทยว่าอย่างไร ในพระไตรปิฎกเขาแปลว่า ผุดผ่อง หรือผ่องแผ้ว นี่แหละ อาตมาอาจจะสับกันกับ “ปภัสสร” ผุดผ่อง ปริโยทาตานี่ ก็แปลว่า ผุดผ่อง ก็คือมันบริสุทธิ์อยู่ บริสุทธิ์ก็คือมันบริสุทธิ์แล้ว แล้วมันยังไปปริโยทาตา บริสุทธิ์อย่างไร หรือผุดผ่องอย่างไร มันก็บริสุทธิ์อีกอยู่อย่างเดิม ผุดผ่องอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วมันผุดผ่องอย่างไร ปริโยธาตา : ผุดผ่องอยู่อย่างโลกุตรจิต จะอาบ จะพอก จะ ”มีเหตุปัจจัย” ที่เคยทำให้เปื้อน ทำให้เลอะด้วยราคะ โลภะ นิด ๆ หน่อย ๆ อะไรก็แล้วแต่ ดูด ซับ ซึม ถ้ามันจะมีอาการผลัก อาการดูด มันไม่กลาง ไม่เป็นนิวตรอน มันไม่เฉย ไม่ว่าง ก็แสดงว่านี่ไม่ใช่ปริโยทาตา แต่ถ้ามันว่าง มันเฉยอยู่อีก จะถูกยั่ว ถูกยวน จะถูกผลัก ถูกกระแทกแดกดัน ในลักษณะราคะ ลักษณะให้เกิดราคะ ให้เกิดโมหะก็ตาม ลักษณะให้เกิดโทสะก็ตาม ก็ไม่เกิดอะไรสักอย่าง ยังรู้แจ้งรู้ชัดอยู่เลย ตรวจตราก็ยังสะอาดบริสุทธิ์ ผุดผ่องอยู่อย่างนั้นแหละ โดยมีเหตุ มีปัจจัย ตัวมันเองบริสุทธิ์ แล้วตัวมันเองเกี่ยวข้อง ตัวมันเองมีองค์ประกอบอื่นอยู่ในโลก แต่มันเหนือโลก มันวิเศษ ต่างจากธรรมดาโลก ถ้าธรรมดาโลก ยั่วยวนขนาดนี้ ก็ไปแล้ว ไม่ผลักก็ดูดแล้ว ถ้าไม่ราคะก็โทสะ ไม่อย่างนั้นก็โมหะอะไรไปแล้ว แต่ทีนี้ไม่มีอาการโลภะ ไม่มีอาการราคะ ไม่มีอาการโมหะ เรารู้แล้วอาการอย่างนี้เป็นอาการผี อาการกิเลส แต่อาการเหล่านี้ไม่เกิดอีก ตาย ดับสนิท สะอาด ผุดผ่องอยู่อย่างนั้นแหละ มุทุ : มุทุ มีตัวญาณที่แววไว ดัด ปรับมา จนกระทั่ง จากที่ยาก ง่าย ไว จนกระทั่งไม่ต้องปรับ ไม่ต้องดัด มันดับแล้ว มันดับจนไม่เกิดอีก ไม่มีเกิดอีก ไม่ต้องไปดับมันอีก มันก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ กัมมัญญา : กัมมัญญา จะประกอบกรรมการงาน กระทำอะไรก็สละสลวย เขาแปล กัมมัญญา ว่าสละสลวย คือผลของการงาน ผลขององค์ประกอบ ผลของพฤตินัย พฤติกรรม ผลของความเป็นอยู่มีกรรมกิริยาอยู่ในขณะนั้น ๆ จะเป็นการงานอันยาก อันหนัก อันมีเหตุปัจจัย กระทุ้ง กระแทก กระเทือน จะเหนือชั้นอย่างไร เราก็เหนือชั้นกว่าอยู่อย่างนั้น ทำอะไรได้ลุล่วง เป็นไปได้อย่างดี งานการจะอย่างไรก็แล้วแต่ จะสัมมาอาชีพ จะสัมมากัมมันตะ ก็สัมมาจริง ๆ อาชีพระดับไหนที่เราได้กอบก่อมานี่ เป็นผลสำเร็จแล้วนะ กัมมัญญานี่ ยิ่งกว่ากัมมนิยะ กัมมนิยะ เขาก็แปลว่า เหมาะสมแก่การงาน บางที กัมมัญญา เขาก็แปลว่า เหมาะสมแก่การงานเท่านั้นเหมือนกัน แต่บอกแล้วว่า พระบาลีบอกว่า กัมมัญญานี่ มันเหมาะสมแก่การงานที่เป็นเหมาะสมอย่างสมบูรณ์ การงานนั้นสำเร็จ เพราะฉะนั้นในพระไตรปิฎกเขาแปลว่า สละสลวย ก็ดี เป็นการงานที่สละสลวย สมบูรณ์ เสร็จ เรียบร้อย อย่างสละสลวย การงานนั้นเหมาะควร แล้วเป็นผลสำเร็จด้วย ปภัสสรา : ปภัสสรา เขาแปล ปภัสสรา ว่า ผ่องแผ้ว ผุดผ่อง ผ่องแผ้ว มันไม่มีภาษาไทยจะแปลแล้ว มันก็มีความหมายซ้ำ เป็นความหมายเดิม ๆ ก็คือ ผ่องใสอยู่อย่างนั้นแหละ ใจก็ผ่องใส ผ่องแผ้ว ผุดผ่อง โปร่ง เบา สบาย ว่าง โล่ง พ่อท่านถาม… อยากได้ไหม ? ผู้ฟังตอบกันว่า… อยากได้ อยากได้เจ้าค่ะ พ่อท่านว่า… อยากได้แล้วไปนอนหลับ เอาได้ไหม ไม่ได้หรอก ต้องปฏิบัติ ประพฤติ พากเพียร กระทำเอานี่แหละ เราจะได้จริง ๆ จะเป็นจริง ๆ นะ สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 สมณพราหมณา : ผู้ที่อธิบาย หรือผู้ที่มาชี้ มานำ มาบอกเรา ให้เรารู้ ทีนี้มาย้อนทวนขึ้นมาพอเป็น พระอาริยะ เราต้องมาเห็นพระอาริยะอย่างนี้ โดยเฉพาะอาตมากำชับหลายที ในฐานะที่เราเป็นสาวกภูมิ เราไม่ใช่เป็นพระปัจเจก เราไม่ใช่เป็นผู้ที่ตรัสรู้เอง เป็นสยัง อภิญญา สยังอภิญญา : คำว่า สยังอภิญญา มี 2 นัย สยังอภิญญา นัยหนึ่งก็คือ ปัจเจกภูมิจริง ๆ เป็นผู้ที่ตรัสรู้เอง ยังไม่ถึงขั้นสยัมภู ถ้าถึงขั้นสยัมภูเราให้พระพุทธเจ้าองค์เดียว สยังอภิญญา(ยังไม่ถึงขั้นสยัมภู) ก็เป็นผู้ที่ตรัสรู้เอง รู้เอง แต่รู้เองอย่างไม่สุดยอด ถ้ารู้เอง ตรัสรู้เอง ไม่มีครู ไม่มีอาจารย์ ไม่มีใครมาสอนท่านหรอก ชนิดยอดเยี่ยม เป็นผู้ที่มีบารมีสุดยอดในปางนั้น ขณะนั้น เกิดมาชาตินั้น ท่านเป็นผู้ที่ตรัสรู้เอง เป็นผู้ที่ไม่มีใครสอนจริง ๆ สุดยอด และตรัสรู้ตัวสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนั้นยกให้ปางที่เป็นพระพุทธเจ้าองค์เดียว เราใช้คำว่า สยัมภู ให้แก่ท่าน คนอื่นไม่มีสิทธิ์ พระโพธิสัตว์ระดับไหนก็ไม่มีสิทธิ์ จะเรียกว่าสยัมภู อย่างเก่งก็ใช้แค่สยังอภิญญา นี่ของปัจเจกภูมินะ ท่านจะไม่มีครูบาอาจารย์ จะตรัสรู้ของท่านเอง เพราะมันมีเองมาเอง มันเป็นเองมาแล้ว สั่งสมบารมีแต่ปางไหน ๆ ๆ มาได้แล้ว ไม่ใช่ทุกอย่างไม่มาแต่เหตุ ทุกอย่างอยู่ดี ๆ จะมาคว้าเอาลมเอาแล้ง อยู่ดี ๆ ก็ฟลุ๊คๆ มาได้ ไม่ใช่ ไม่มีหรอก แค่บอกไม่มีใครสอน ไม่มีเชื้อ ไม่มีเหตุ ไม่มีต่ออะไร มาปุ๊บ โอ๊ มันลงมาจากไหนก็ไม่รู้ ตาบอดขี่ถืกป๊อง สำนวนภาษาอีสาน ตาบอดขี่ถืกป๊อง หมายความว่า คนตาบอดนี่ ปวดอุจจาระ พอไปนั่งปุ๊บ ลงไป ก็ไม่รู้ ไม่รู้ร่อง ไม่รู้ช่องตรงไหน ที่จะอุจจาระล่ะนะ พออุจจาระ ปุ๊ป ก็ แหม เอาตรงนี้ล่ะ ปุ๊บ พอดีตรงกับช่องเลย โอ้โห มันฟลุ้คเหลือเกินนะ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมีเหตุเป็นมา บารมีสั่งสมมาเหลือเกิน กว่าจะได้ถึงขั้น ยิ่งขนาดปัจเจกภูมินี่ มันของธรรมดา ๆ ไปหาเอาตามช่อง ตามร่อง ตามรูที่ไหนได้ ไปคว้าเอาตามอากาศอะไรได้ มันต้องสะสมเหตุมา พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยสอน ทุกอย่างมาได้ โดยฟลุ้ค ๆ จะใช้คำว่า เอง ประเดี๋ยวมันจะซ้อนคำอีกแหละ ก็ท่านได้มาเองนั่นแหละ ท่านสั่งสมมาเอง เป็นของตนเอง สยัง ถึงมาเหมือนกับฟลุ้ค เหมือนกับได้เอง เอ๊ะ มันมาจากไหน ก็ของท่านเองมาแล้ว เห็นไหม มันซ้อน ซ้อนเชิงของท่านเองมาแล้ว ปัจเจกของตัวเอง ปัจเจกเป็นของตน ๆ ของตนเอง ปัจเจก เพราะฉะนั้น ก็สั่งสมมาได้ มีมาแล้วเป็นพื้นเดิม ของเดิม เป็นบุญเดิม เป็นบารมีเดิม นี่เรียกว่าปัจเจกภูมิชัดๆ ทีนี้อีกความหมายหนึ่ง สยังอภิญญา นี้เป็นปัจเจก ก็คือ ตัวเราต้องได้เอง คุณจะเริ่มเป็นปัจเจกอย่างนี้ได้ แม้เป็นสาวกภูมิ ก็ทำให้ ก็เรียนตามนี่แหละ จนคุณเป็นเอง เป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ นี่แหละ เริ่มต้นเป็นปัจจัตตังนี่แหละ ให้ได้เอง นี่ของตนเอง รู้ของตนเอง เป็นของตนเองให้ได้ เริ่มต้นสะสม สยัง น้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ สยังอภิญญา เริ่มสะสมปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เพื่อไปเป็นปัจเจกภูมิจริงๆ ปัจจะ ปัจเจก... เพราะฉะนั้น สยังอภิญญาเริ่มต้นก็ สยังอภิญญา มีของตนเองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นสยังอภิญญา หรือปัจเจกภูมิ ใหญ่ขึ้น ๆ จนเป็นปัจเจกภูมิ หรือสยังอภิญญาไปถึงขั้นจะถึงที่สุดก็ สยัมภู เลย นี่สยัง อภิญญา เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราในฐานะสาวกภูมินี่ เราจะต้องพบอาจารย์ ต้องพบครู ไม่มีครู ไม่มีอาจารย์ ไม่ได้หรอก ทุกอย่างลอยมาเองไม่ได้บอกแล้ว รู้เอง เห็นเอง ไม่ได้ถ้าเราไม่มีบารมีอย่างนั้นจริง ใครบ้างล่ะมั่นใจว่าตัวเองเป็นปัจเจกภูมิ นั่งฟังอยู่ในนี้ เอ้า จริง ๆ นะ ถามดู ถ้าเราไม่มั่นใจ เป็นปัจเจกภูมิจริง ๆ เราก็จะต้องศึกษาตามครูบาอาจารย์ บอกแล้วว่า สัมมาทิฏฐิ แค่ไม่มีครูบาอาจารย์ที่แท้จริงนี่ ครูบาอาจารย์พาผิด มันก็ผิด ครูบาอาจารย์พาไปถูก มันก็ถูก นะ พูดก็พูดเถอะนะ อาตมาเอง ก็สงสารคน สงสารชาวโลกนี่ โดยเฉพาะยิ่งเห็นชัด ๆ อยู่ว่า ครูบาอาจารย์พาออกนอกรีตนอกทางนั่นนะ เอ๊อ เขาก็หลงทางกัน เขาก็เชื่อมั่น แต่ที่จริงเขาก็มีภูมิรู้เหมือนกันว่า เขาเคยเป็นสาวกกัน เขาเคย เรียกว่า ด้วยกัน ภูมิเดียวกัน บ้ามาด้วยกัน ดีมาด้วยกัน จริง ๆ นะ มันติดกัน มันไปด้วยกัน มาด้วยกันนะ เพราะฉะนั้น คบคนอย่างไร คบฐานอย่างไร มันก็ซึมซับ มันก็เปลี่ยน มันก็ไปอย่างนั้น เกิดอย่างนั้น เชื้ออย่างนั้นนะ มันคบกัน มันต่อเชื้อกันมาอย่างนั้น มันก็ เออ มันต้องอยู่ด้วยกัน ภูมินี้ อาตมาก็เข้าใจ ก็รู้อยู่ แต่ก็สงสารเขาเหมือนกันล่ะ โอ๊ ดึงออกมายาก เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า พวกเดียวกับเขานี่ โอ๊ เขาเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยนะ เราพูดอย่างไร ๆ เขาก็รุมอยู่อย่างนั้นล่ะ รุม ๆ เรา แล้วเขาก็เข้ากัน...เอ๊อ มันเข้ากันดีเหลือเกิน ก็มันเชื้อเดียวกัน มันประเภท 500 ชนิดนะ นี่ก็เขาชนิดหนึ่ง ที่ 1 ใน 500 ด้วยกัน เขาชนิด 1 ใน 500 ด้วยกัน เขาก็เชื้อเดียวกัน ไปด้วยกัน เอ๊อ มันเข้ากันได้ ซึ่งต่างกับเรา ต่างกับอีกจำนวนหนึ่ง ก็บ้าเหมือนกัน แต่ว่า คนละแบบ มัน 500 แบบนี่นะ 500 บ้า 500 นี่ ไอ้นั่น มันก็อีกแบบหนึ่ง มันไปด้วยกันดีเหมือนกัน กลุ่มเดียวกัน หมู่เดียวกัน มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ ก็เข้าใจอยู่นะ ก็ได้แต่เห็นใจเขา แล้วก็สงสารเขา เพราะฉะนั้น ก็ช่วยเขาไม่ได้ ทีนี้ พวกที่จะมาอย่างเรา เขาก็ว่าเราบ้าเหมือนกัน เขาก็นับเราอยู่ใน 500 เหมือนกัน เราก็ไปอย่างเหมือนเราพวกเรา เพราะฉะนั้น เราต้องเปิดจิตนะว่า เราว่าเราบ้า แล้วมันมีความหมายอย่างไร มันไปอย่างไร มันหมายถึงอย่างไร บ้าดี มันบ้าไปในทางดี หรือว่ามันดีแต่บ้า บ้าไปในทางดี ดีคืออะไร ดีอย่างไร หมายความว่าอย่างไร เราก็เอาหลักฐานหลักทฤษฎีของพระพุทธเจ้ามา Check (ตรวจสอบ) หมดล่ะ เป็นไปเพื่อความหน่ายคลายเป็นตัวหลัก หน่าย คลาย โลภ โกรธ หลง โลภ โกรธ หลง เป็นอย่างไร อาตมาก็จี้แล้วจี้อีก ให้อ่านให้ออกในจิตนี่ อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ รู้รูป รู้นาม สิ่งที่ถูกรู้เป็นนามธรรมนี่ มันเป็นอย่างไร โลภเป็นอย่างไร โกรธเป็นอย่างไร หลงอย่างไร ราคะอย่างไร โทสะอย่างไร พยาบาทอย่างไร กามอย่างไร อ่านให้ชัด อ่านอาการมันให้ชัด แล้วสามารถไหมเล่า? สามารถลด จาง คลายลงได้ไหมเล่า? ถ้าสามารถลด จาง คลายลงได้นั่นล่ะ เริ่มรู้ตัวเถอะว่า เข้าอาริยมรรค จะจางคลายได้นิด ๆ หน่อย ๆ ก่อนก็เริ่ม แล้วทำซ้ำ ทำซาก ทำบ่อย ทำอีก ทำจริง ๆ เกิดมามีหน้าที่อย่างนี้แหละ ประเสริฐสุด พวกเราผู้ที่มีภูมิธรรม หรือว่ามีฐานะที่ เอ๊อ เราก็ ไอ้โลก ๆ ที่เขาว่ามันเป็นโลกียสุข อย่างนั้นอย่างนี้ เราก็ไม่หนักไม่หนาขึ้นมา ลดมาได้ ละมาได้ ไม่ต้องมาเที่ยวได้เป็นภาระบริการตัวเอง จะต้อง แหม มันไม่ได้สุขอันนี้ ก็ทนไม่ได้ ทนไม่ได้จริง ๆ นะ อดไม่ได้ ทนไม่ได้ ต้องดิ้นรน ต้องเอามาเสพให้ได้ กิเลสมันแรง ๆ พวกนี้ แต่เราก็เบาจางแล้ว เอ๊อ ไอ้นี่ ก็ไม่เป็นไร อดก็ได้ ทนก็ได้ ไม่ต้องก็ได้ อย่างนี้ไม่ต้องก็ได้ แต่มันก็ยังกวนใจก็ตาม กวนใจอยู่บ้าง แต่ถ้ามันก็อดยังไม่ได้ ทนยังไม่ได้ คุณก็ต้องพยายามแสวงหาจนได้ แม้ไม่ได้เสพตอนนี้ มันก็จะสั่งสมกักเก็บเอาไว้ไปชั่วคราว ไม่ได้ตีแตก ไม่ได้ทำลายมันหรอก มันจึงเป็นอนุสัย เป็นอาสวะ แล้วก็เติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ แต่มันก็นอนนิ่ง ๆ เนื่อง ๆ เขาถึงเรียกนอนเนื่อง อนุสัย เขาแปลว่า ตัวที่มันนอนเนื่อง มันอยู่ก้นบึ้งของจิตนั่นแหละ กิเลสนั่นนะ ไม่ใช่ว่ามันหายไป มันก็จะเกิดของมันมาอีก มันจะมีฤทธิ์สะสมเข้าไป แล้วมันก็จะแรงไปเรื่อยๆ เมื่อเราได้พิสูจน์จนกระทั่ง ขณะนี้ อาตมาว่าพวกมาปลุกเสก พุทธาภิเษกฯ คราวนี้แล้วนี่นะ ยังทำความเข้าใจไม่ได้ ถึงรอยที่จะเป็นอาริยะอยู่ตรงไหน เขตต่อรอยที่จะเป็นอาริยะอยู่ตรงไหน พ้นมิจฉาทิฏฐิ แต่ยังไม่ได้เป็นอาริยะ อยู่ตรงไหน อย่างไร เข้าใจแล้ว ไปตรวจ ไปทำ ไปพิสูจน์ตัวเองว่า เออ เราพ้นมิจฉาทิฏฐิตอนนี้ แต่กิเลสมันยังไม่เที่ยงล่ะนะ แต่มันโต มันหนา เป็นปุถุ นี่คือ ลัก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive