350216 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์373 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2569
รายละเอียดสัมมาทิฐิ, สัมมาทิฏฐิ, มิจฉาทิฐิ, มรรคองค์ 8 สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ, พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 “มหาจัตตาริสกสูตร” ข้อ 252-280, สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า, เอกัคคตารมณ์, สัมมาสมาธิของพระอริยะ, สมาธิหลับตา เป็นอุปการะมาก ประโยชน์ ได้แก่ เพื่อการศึกษา เพื่อพักผ่อน เพื่อเตวิชโช, เอกธัมมาทิบาลี พตปฎ. เล่มที่ 20 ข้อ 179-190, มิจฉาทิฐิเป็นเหตุแห่งอกุศลธรรม, สัมมาทิฐิเป็นเหตุแห่งกุศลธรรม, มิจฉาทิฐิไม่เป็นเหตุแห่งกุศลธรรม, สัมมาทิฐิไม่เป็นเหตุแห่งอกุศลธรรม, อโยนิโสมนสิการเป็นเหตุแห่งมิจฉาทิฐิ, โยนิโสมนสิการเป็นเหตุแห่งสัมมาทิฐิ, โยนิโสมนสิการ สำคัญอย่างไร?, กรณีทำในใจในขณะทำสมาธิหลับตา, ทำในใจขณะลืมตานี่แหละสำคัญ, มีผัสสะเป็นปัจจัย ให้เกิดเวทนา เพื่อเรียนรู้และฝึกฝน , สัมมาสติ เป็นสติสัมโพชฌงค์ เป็นสติปัฏฐาน, สติปุถุชนอย่างคนโลก ๆ อย่างโลกีย์, สติอย่างกัลยาณชน, โยนิโสมนสิการ ทำตั้งแต่เริ่มตักกะ เริ่มดำริ, ใจเป็นประธาน, สัมมาทิฐิแล้ว ต้องปฏิบัติ คือทำโยนิโสมนสิการ, โยนิโสมนสิการ ทำเป็น ก็จะกลับไปซ้อนให้สัมมาทิฐิเจริญขึ้นอีก, โยนิโสมนสิการ คือการปฏิบัติ, นรก-สวรรค์ มี มิจฉาทิฐิ-สัมมาทิฐิ เป็นเหตุเงื่อนไขหลัก, กาย คือองค์ประชุมของรูปและนาม, นรก-สวรรค์ อยู่ที่ไหน?, เทพ เทวดา, สมมุติเทพ, ภพสวรรค์ที่ปั้นฝันเพ้อเองในจิต, สมมุติเทพแบบจอมจักรพรรดิ์, ผู้มีญาณปัญญาเห็นนรก-สวรรค์ทางนามธรรม, แตกกายตายไป ความหมายคืออย่าง?, สุขแบบโลกีย์ เป็นสุขัลลิกะ สุขลวง สุขหลอก, มิจฉาทิฐิ เสพโลกียสุข ย่ามใจ ไม่พยายามอยากจะลดละ, สัมมาทิฐิไม่สมบูรณ์ อินทรีย์พละจะยังไม่แข็งแรง, ผลแห่งมิจฉาทิฐิ หรือทิฐิเลวทราม, ผลของสัมมาทิฐิ หรือทิฐิเจริญเป็นเหตุ, อุปาทาน ยึดทิฐิเลวทรามเอาไว้, สีลพัตตุปาทาน, สีลัพพตปรามาส, เมื่อมีผัสสะ ตามดูอนุปปัสสี 4, ปฏิบัติอย่างไม่รู้ สีลพตุปาทาน หรือรู้แต่สีลลัพพตปรามาส

เนื้อหาในไฟล์

350216 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 1/7 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2535 เนื่องในงานปลุกเสกสมณะแท้ ๆ ครั้งที่ 16 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ

สัมมาทิฐิเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง เรื่อง สัมมาทิฐิ นี่ หรือ ทิฐิ นี่ เป็นเรื่องหลัก เป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ถ้าทิฐิไม่สัมมาแล้วไซร้ ทุกอย่างก็ไปหมดเลย ไม่ต้องเข้าทาง เพราะฉะนั้น ตัวนี้เป็นประธาน ซึ่งในทิฐิ 10 นี้จะเป็นตัวซอยละเอียดในมรรคองค์ 8 คือมี สัมมาทิฐิ เป็นตัวต้น ในมรรคองค์ 8 มีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ 8 ตัวนี่เป็นทฤษฎีหลักใหญ่ มโหฬาร อภิมหาบรมใหญ่ ใหญ่จริง ๆ ทฤษฎีนี้ ที่อาตมาจะสอนนี้ สอนกันมาแต่ต้น จนกระทั่งจะสอนอีก จนกระทั่งอาตมาตาย ชาติหน้าเกิดมาอีก สอน ก็จะสอนทฤษฎีนี้ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา ก็มาสอนทฤษฎีมรรคองค์ 8 ไม่มีทฤษฎีอื่น ทุกพระองค์เกิดมา อุบัติขึ้นมา จะต้องสอนทฤษฎีมรรคองค์ 8 ทั้งสิ้น เป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาจักรวาลนี้ แล้วไม่ใช่ง่าย ๆ เราเรียนกันอยู่นี่ ฉ่ำแฉะ พูดซ้ำซากอยู่นี่ ก็ทฤษฎีนี้แหละ สัมมาทิฐิต้องเป็นจริงที่จิตวิญญาณเรา มรรคองค์ 8 มี สัมมาทิฐิ หรือมีตัวทิฐิ เป็นประธาน มีสัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นเครื่องห้อมล้อม สัมมาทิฐิ คือมีความเข้าใจ ทิฐินี่เป็นความเข้าใจ หรือมีความเห็น ความเห็นความเข้าใจนี้ มันจะต้องเป็นจริงที่จิตวิญญาณเรา เราเห็นตรงอย่างนี้ หรือว่าเห็นเป๋ก็แล้วแต่ ตรงเป๋ หรือตรงเป๋ง บางทีเราเห็นตรงเป๋ ตรงอย่างนี้ ตรงเป๋ ๆ อย่างนี้นะ ต้องให้ตรงเป๋ง ไม่ใช่ตรงเป๋ ถ้าความเห็น

อ่านต่อ

นี้ตรง วายามะ คือความพยายาม กับสติที่จะมาประกอบความเห็นนี่ มันก็จะพามีสติ เวลาปฏิบัติเราก็จะมีสติ สติสัมโพชฌงค์ หรือสติปัฏฐาน 4 อะไรก็แล้วแต่ เป็นสัมมาสติ เพราะทิฐิเป็นสัมมา ถ้าทิฐิเป็นมิจฉา สติขึ้นมาก็เป็นมิจฉา แล้ววายามะก็จะเป็นมิจฉาด้วย เป็นความพยายามอย่างมิจฉา มันก็ไปกันใหญ่เลย สังกัปปะความคิด ความดำริเรื่องราวอะไรขึ้นมา ก็คิดเรื่องเป๋ไป ไม่ใช่ตรงเป๋ง ตรงเป๋ออกนอกลู่นอกทาง ออกนอกบุญหมด ไม่ใช่ทางแห่งบุญ ไม่ใช่ทางแห่งสวรรค์ นอกขอบเขตบุญไปหมด นอกขอบเขตพุทธ เริ่มต้นตั้งแต่สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีพ ไปด้วยกันหมดเลย สัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า องค์ทั้ง 7 นี่แหละเป็นสำคัญ ที่จะสั่งสมลงเป็นสมาธิ สัมมาสมาธิ นี่คือหลักแกนใหญ่ของศาสนาพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้ สมาธิ เขาก็ไปนั่งหลับตาเอา ซึ่งไม่ได้อยู่ในหลักมรรคองค์ 8 เขาเถียงนะ เขาบอกว่า นี่ก็ปฏิบัติไปสิ ทิฐิก็ศึกษาไปให้ตรง ดำริก็ให้ดำริให้ตรง คิดไปต่าง ๆ ไม่เกี่ยวพันกันเลย ไม่สัมพันธ์กัน ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ใน “มหาจัตตารีสกสูตร” มันสัมพันธ์กันหมด (พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 “มหาจัตตาริสกสูตร” ข้อ 252-280) เอกัคคตารมณ์ เกิดด้วยองค์มรรคทั้ง 7 คือ สัมมาสมาธิ มรรคองค์ 8 นี่สัมพันธ์กันหมดเลย พอบอกตรัสมรรคองค์ 8 เสร็จ ท่านบอกว่า มรรคองค์ 8 มีอะไร มีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เสร็จจบท่านก็บอกว่า ความเป็นหนึ่งแห่งจิต ทั้งหมดนี้จะเกิดก็คือ สมาธินั่นเอง ความเป็นหนึ่ง เอกัคคตารมณ์ จะเกิดเมื่อผู้ใดทำให้เกิดเอกัคคตารมณ์ เกิดด้วยองค์ประกอบด้วยมรรคทั้ง 7 นี้ นั่นเรียกว่า สัมมาสมาธิ ในมหาจัตตารีสกสูตร ท่านตรัสไว้อย่างนั้น เรียบร้อย หนังสือสัมมาสมาธิ เอามาไหมล่ะ เอ๊ย สมาธิพุทธ เอามาเหมือนกัน ไม่ได้ถือมา ลืมเตือน เอ้า ดี ๆ อยู่ใกล้ ๆ เอามาก่อนนะ อ่านเลยดีกว่า เพราะว่ามันเป็นองค์ประกอบที่จะนำเรื่องให้เห็นความสำคัญให้ชัดเจนนะ อาตมาก็เป็นครูสอนที่แย่ ไม่ได้เตรียมการสอน ไม่ได้เตรียมไว้ก่อน เจอแล้ว เนื้อความในข้อที่ 253 สัมมาสมาธิของพระอริยะ [๒๕๓] พระผู้มีพระภาค จึงตรัสดังนี้ ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ นี้มีเงื่อนไขกำกับไว้เลยนะว่า ของพระอริยะ ไม่ใช่ของขยะ ไม่ใช่ของทั่วไป ไม่ใช่ของกเฬวราก เป็นของพระอริยะ สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ องค์ประกอบ มีเหตุมีองค์ประกอบ ก็คือ 7 องค์นี้ ถึงสัมมาสติ ก็ 7 ใช่ไหม สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ ถึงสัมมาสติ ก็ 7 ถ้ารวมสัมมาสมาธิด้วยก็เป็น 8 นี่เป็นองค์ 8 ทั้งหมด แต่นี่ก็สัมมาสมาธินี่ ประกอบด้วยองค์ 7 นี้ แล้วเป็นยังไงล่ะ เป็นไฉน เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นี่ละ เอกัคคตารมณ์ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า เรียกว่า เดาได้ไหม? เมื่อกี้พูดไปแล้ว เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ อย่างนี้ไม่ชัด แล้วจะเอาชัดยังไง องค์ 7 นะ เกิดจากองค์ 7 นี่แหละ แล้วก็ปฏิบัติ แล้วก็จะเป็นเหตุเป็นองค์ประกอบ แล้วก็จะเกิดสมาธิ เสร็จแล้วก็เถียง พวกที่เถียงข้าง ๆ คู ๆ บอกสมาธิก็ไปนั่งหลับตาไง จะปฏิบัติสังกัปปะ ก็ไปคิดให้มันอย่าไปให้มันเป็นมิจฉาสิ วาจาก็ไปพูด อย่าให้มันผิด อย่าให้มันเป็นมิจฉาสิ นั่นไปโน่นเลยไปเลยแยกส่วนไปเลย ไปทำกันคนละอัน ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าท่านบอว่า มันรวมกันเป็นองค์รวม อันมี 7 สาขานี่แหละประกอบ มีเหตุบ้าง มีเป็นองค์ประกอบบ้าง [๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่า มิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่า สัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ แล้วประกอบกันยังไง ท่านก็อธิบายอีก [๒๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ในบรรดาองค์ 7 ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่า มิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่า สัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ พูดเหมือนกำปั้นทุบดินนะ ภิกษุรู้จัก คือรู้จักว่า อันนี้เป็นมิจฉาทิฐิ ก็ให้รู้นะ อันนี้เป็นสัมมา ก็ให้รู้ แล้วก็จะต้องตั้งใจอยู่กับสัมมานี่ ความรู้นั้นเป็นความรู้ที่เป็นสัมมา ความรู้ก็คือศึกษานี่ จะพูดจะเรียนปริยัติ จะเรียนบรรยาย ใครจะบอกจะกล่าวอะไรก็แล้วแต่ อย่างพวกเรานี่ ฐานะของสาวกภูมิ เราก็ต้องเรียนตามครูบาอาจารย์ ที่แนะนำสัมมาทิฐิให้ เสร็จแล้ว เอาละ ทีนี้ ท่านก็ตรัสถึง มิจฉาทิฐิ เป็นไฉน มิจฉาทิฐิ ก็คือ 10 ข้อนี๋ [๒๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี นี้มิจฉาทิฐิ ฯ ในหนังสือเล่มนี้ มีไว้หมด อันนี้ ผู้ที่ปฏิเสธว่า ไอ้ทานที่ให้แล้วนี่ ไม่มีผลอะไรหรอก ยัญพิธีบูชาก็ไม่มีผลอะไร เดี๋ยวจะได้อธิบายกัน อย่างนี้ไม่มีทั้ง 10 ข้อ ผู้ปฏิเสธแล้ว ไม่รู้จักพวกนี้ทั้ง 10 ข้อ ไม่เข้าใจ 10 ข้อนี้ อย่างดี อย่างถูกทางถูกต้อง พวกนี้แหละมิจฉาทิฐิ ทีนี้ ทุกวันนี้บอกว่า สัมมาทิฐิ มิจฉาทิฐิ ก็เอาตามชอบ ไม่ได้อยู่ในหลักในเกณฑ์เลย ใครเห็นไม่ตรงข้านั่นแหละมิจฉาทิฐิ ใครเห็นตรงกับข้า สัมมา ๆ หึ ๆ เอามันง่าย ๆ อย่างนี้นะ ใครเห็นตรงกับข้า สัมมา เพราะข้าเชื่อว่าอันนี้ถูก ใครเห็นตรงกับข้า อันนี้ถูก เออ สัมมา นี่พอพูดไปแล้ว เฮ้อ มิจฉาทิฐิ เพราะไม่ตรงกับข้า หึ หึ ไม่ตรงกับข้า ไม่ได้เอา 10 หลักนี้ เป็นหลักนะ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนั้น ทีนี้ อันนี้ อาตมาอยากจะขยายอีกจุดหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่บอกว่า แล้วมันเกี่ยวข้ององค์ ทั้ง 7 อย่างไร องค์ทั้ง 7 เกี่ยวข้องอย่างนี้ [๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเห็นชอบ สัมมาทิฏฐิ องค์แห่งมรรค ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาทิฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ อาตมาไม่ได้เจตนาที่จะอธิบายอันนี้ อ้อ! อันนี้ [๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ รู้จักสัมมาสังกัปปะว่าสัมมาสังกัปปะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ อ้อ มีอันต้น ท่านบอกอันต้นมาก่อน บอกว่า (ในวรรค 2) [๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย … … ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่อบรรลุสัมมาทิฐิ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาทิฐิได้ มีสติบรรลุสัมมาทิฐิอยู่ สติของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาทิฐิของภิกษุนั้น ฯ หมายความว่า สัมมาทิฐิเป็นประธาน แล้วมี สัมมาวายามะ กับ สัมมาสติ นี่ห้อมล้อม นี่เป็นเหตุ เป็นองค์ประกอบ แล้วมันก็รวมเป็นขบวนการธรรมอย่างนี้ เพื่อให้คุณมีความเข้าใจ มีทิฐิความเห็นนี่ อาตมาจะบรรยายทิฐิ วันงานนี้ ถึงงานพุทธาฯ นี่ให้สำคัญ จนกระทั่งคุณมีทิฐิที่ดีแล้ว คุณก็ไปเดินสติ ไปเดินความพยายามของคุณ เมื่อคุณไปตั้งสติแล้วก็พยายามปฏิบัติตามทิฐิของคุณมี เมื่อคุณมีทิฐิอย่างใดแล้ว คุณจะต้องทำตรงตามทิฐิคุณแน่นอนเลย คุณจะเชื่อ คุณจะเห็น คุณจะเข้าใจ คุณจะมีปัญญา คุณจะมีความฉลาดที่จะ เออ ทิฐิต้องเป็นอย่างนี้ ความเห็นที่ถูกทางต้องเป็นอย่างนี้ คุณจะเห็นจริง ๆ ตามที่คุณจะได้ อาตมาจะเก่งเท่าไหร่ อาตมาจะพยายามอธิบายให้คุณเข้าใจให้ตรง ให้ได้ลึก ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เสร็จแล้วคุณก็ไปพยายามเอง ไปมีสติเอง เมื่อคุณได้ทิฐินั้นไปแล้ว จะเป็นประธานของแต่ละคน แล้วคุณก็ไปพยายาม พยายามปฏิบัติอะไร ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ โดยมีจักรกล หัวแง่สำคัญ ก็คือ ทิฐิกับสติและวายามะนี่ห้อมล้อมช่วย เป็นหัวแง่ไข เวลาคุณจะสังกัปปะ เวลาคุณจะดำริ จะนึก จะคิด จะมีอะไรขึ้นมาในใจ มันก็จะต้องให้เป็นสัมมาตามทิฐิ แล้วก็ต้องพยายามให้เป็นไปตามที่เราเข้าใจนะว่า ต้องให้ตรง อย่าให้เป๋ อย่าให้เป็นบกพร่อง ต้องมีสติรู้ตัวเสมอ มีธรรมวิจัย องค์แห่งสัมมาทิฐิ ก็บอกแล้ว ว่ามีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฐิ หรือมีความเห็นชอบที่จะเจริญตาม ด้วยการปฏิบัติองค์แห่งมรรค องค์แห่งมรรค ก็คือ ทั้ง 7 ทั้ง 8 สัมมาสมาธิ ไม่ต้องปฏิบัติสมาธิ ที่จริงสัมมาสมาธินี่ ไม่ต้องปฏิบัติอะไร สัมมาสมาธิ เป็นตัวเกิดตามองค์ทั้ง 7 เมื่อองค์ทั้ง 7 ปฏิบัติไปแล้ว สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีพ มีการงาน มีอาชีพครบ มันก็จะสั่งสมลงเป็นสัมมาสมาธิ อันนี้แหละ มันค้านแย้งกับสมาธิในโลกนี้ที่เรียน อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ประเทศไทยก็นั่งเรียนสมาธินี่ ใครไปเรียนจากไหนมาก่อน เรียนสมาธิของพระพุทธเจ้า นั่งหลับตามาทั้งนั้นแหละ แต่ที่จะมานั่งอธิบายละเอียด แล้วก็หยิบตำราของพระพุทธเจ้ามาแฉ มาอธิบายอย่างอาตมานี่ มีสักคนหนึ่งหรือยัง ใครได้พบมาแล้วสักคนหนึ่ง มีไหม ยกมือขึ้นสิ ใครเห็นว่า เอา มหาจัตตารีสกสูตร อยู่ในพระไตรปิฎก เขาก็อ่านกันมาทั้งนั้นแหละ เรียนเปรียญ 9 มา บางรูปเรียนจบ 18 เปรียญแน่ะ มี สมเด็จสา นี่จบ 18 ประโยค เพราะว่าท่านเป็นเณร ท่านก็เรียนจบ 9 ประโยค เสร็จแล้ว พอมาบวชเป็นพระ แล้วเสร็จ เขาไม่ยอมให้ ต้องไปเรียนอีกทีหนึ่ง อีก 9 ประโยค ได้ 18 ประโยค มีอยู่องค์หนึ่งในประเทศไทย จบ 18 ประโยค สมเด็จสา เรียนจนได้ 18 ประโยค มีอยู่องค์หนึ่ง ก็ไม่ได้เอา มหาจัตตารีสกสูตร นี่มาพูดเลย ซึ่งเป็นสัมมาสมาธิ ที่เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้าเท่านั้นค้นพบ สมาธินอกนั้นน่ะ ฤาษีนั่งหลับหูหลับตามาเต็มป่าก่อนพระพุทธเจ้า เยอะแยะ ก่อนพระพุทธเจ้าอุบัติ แต่สมาธินี่ พระพุทธเจ้ามาค้นพบอย่างนี้ แต่ในพระไตรปิฎกเขาพูดถึงสมาธิทั่ว ๆ ไปหลายครั้งหลายคราเหมือนกัน ซึ่งผู้ไม่รู้ ดูไม่ออก ว่าอธิบายสมาธิ พอท่านอธิบายแล้ว สมาธินั้น หมายถึงสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า หรือหมายถึงสมาธิทั่วไป ไม่ค่อยเข้าใจ ปนกันไปหมด แต่ถ้าผู้ที่รู้ชัดแล้ว ไปอ่านพระไตรปิฎกแล้ว จะรู้ อ๋อ อันนี้ พระพุทธเจ้าท่านหมายถึงสมาธิของพระพุทธเจ้าเอง อันนี้หมายถึงสมาธิของทั่วไป เพราะนัยวิปัสสนา นัยที่พิจารณาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรม สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ มันจะบออก ว่าอันนี้หมายถึงสัมมาสมาธิ ไม่ใช่สมาธิทั่วไป แต่คนชอบจะมาถามสมาธิทั่วไป คำตอบอยู่ในพระไตรปิฎก จึงหมายถึงสมาธิทั่วไปเยอะ เพราะคนในสมัยนั้น ก็ยังชอบสมาธิทั่วไป ยังเข้าใจสมาธิทั่วไป มาถามท่านก็ตอบตามความหมายของสมาธิทั่วไป เยอะ ก็เลยเข้าใจว่า สมาธิเหมือนสมาธิทั่วไปเยอะ ไม่ใช่ง่ายนะ ไม่ใช่ง่ายน่ะ เอาละ อาตมาเริ่มต้นด้วยจุดนี้ จะเห็นได้ว่า แม้แต่เวลาปฏิบัติก็ปฏิบัติไม่ถูกตัวที่จะให้เกิดสัมมาสมาธิ ไปปฏิบัตินั่งหลับตา ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติของท่านให้ทำการงาน มีอาชีพ อาตมาก็ขอเริ่มต้นด้วย การย้ำกันให้รู้จักสัมมาสมาธิก่อน อย่างที่กล่าวแล้วนะว่า ถ้าเผื่อว่า ไม่รู้จักสัมมาสมาธิจริงแล้ว ผู้นั้นจะมาเรียนสัมมาทิฐิ 10 นี่ ไม่เอา อย่างที่จะเห็นได้ว่า เขาไม่พูดถึงกันเลย สัมมาทิฐิ 10 นี่ เขาจะไม่พูดถึงกันเลย เขาจะไม่เห็นความสำคัญ แต่ผู้ที่รู้จริงแล้ว ผู้ที่เข้าใจจริงแล้ว จะเห็นความสำคัญของสัมมาทิฐิ 10 เพราะทิฐินี้เป็นตัวประธาน เราจะต้องทำทิฐิให้ตรง ให้เข้าใจ ให้ได้ลึกซึ้งที่สุดให้ได้ ถ้าเผื่อว่า ทิฐิไม่ตรง ทิฐิไม่สมบูรณ์แล้วละก็ วายามะกับสติที่จะเป็นเครื่องห้อมล้อม องค์ห้อมล้อมจะต้องมีสติ ไปไหนจะต้องปฏิบัติด้วยสตินี่ เป็นตัวเริ่มต้นใช่ไหม และแม้ทุกวันนี้ อย่าว่าไปเลย สติเขาปฏิบัติ เขาก็ยังไม่เป็นสติสัมโพชฌงค์ สติปัฏฐาน 4 ก็เป็นสติปัฏฐาน 4 อธิบายเอาตามอำเภอใจ สติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม อะไรก็ว่ากันไปนอกทาง ไม่ได้เข้ามาสู่สภาพที่ปฏิบัติ สติปัฏฐาน 4 จะต้องเอามาใช้กับอะไร สติปัฏฐาน 4 ก็เอามาใช้กับองค์แห่งสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ องค์แห่งการงาน องค์แห่งการกระทำทางกาย แล้วก็พูดแล้วก็คิดพวกนี้ทั้งหมด สติปัฏฐาน 4 เขาไป เขาก็ไปนั่งหลับตาอีกแหละ กาย เวทนา จิต ธรรม ก็บรรยายกันเข้าไปอยู่แต่ในภพ กลายเป็นภวังค์ไปทั้งหมดนี่แหละ “ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา” เขาว่าอย่างนั้น เออ มีสติ มีสติอะไร มันผิดพลาดความเข้าใจ มันไม่เข้าใจถูกต้องมาแต่ต้น แม้แต่ทิฐิที่ถูกต้อง เมื่อไม่เป็นทิฐิที่ถูกต้อง มันก็เลยไปกันใหญ่ ประโยชน์ในการทำสมาธิหลับตา เตือนอีกทีหนึ่ง ที่พูดนี่ไม่ได้หมายความว่าสมาธิที่ได้จากการนั่งหลับตานั้น ไม่ใช่ไม่ใช้นะ ใช้ โดยเฉพาะ เตวิชโช เราก็มานั่ง ทำสมาธิ หลับตาสมาธิ นั่งสมาธิหลับตานี่ มีประโยชน์ 3 อย่าง 1. เพื่อการศึกษา 2. เพื่อพักผ่อน 3. เพื่อเตวิชโช เพราะฉะนั้น เรานั่งสมาธินี่ เพื่อการศึกษา ศึกษาหลายอย่างนะ คำว่าการศึกษานี่ แม้แต่คนจะฝึก แรก ๆ เริ่ม ๆ ก็ฝึกหัด ฝึกหัดนั่งสมาธิหลับตา ก็ฝึกหัดให้เป็น เป็นเจโตสมถะ ซึ่งมีอุปการะได้ ก็ฝึกหัดเรียนรู้ทำยังไง ถึงจะทำเป็น ทำแล้วถึงยังไงๆ ก็เรียนรู้ให้มันครบครัน เมื่อเรียนรู้จากฝึกหัด เรียนรู้ได้เป็นแล้ว คุณก็จะได้เอามาใช้พักผ่อนก็ได้ จะเอาไปใช้เป็นเตวิชโชก็ได้ เตวิชโช เพื่อทบทวนตรวจสอบอย่างลึกซึ้ง เพราะฉะนั้น ฝึกหัด 1. เพื่อฝึกหัดเรียนรู้ หลายคนดูถูกดูแคลน ไม่ฝึกหัดเรียนรู้เลย เพราะฉะนั้น จะเอาไปใช้พักผ่อนก็ไม่เป็น จะเอาไปเป็นเตวิชโช เพื่อเป็นอุปการะใหญ่ เตวิชโช นี่เป็นอุปการะใหญ่ในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านะ เป็นญาณ 3 เตวิชโชก็คือวิชชา 3 จะต้องเอามาทบทวน จะเห็นรู้แจ้ง อาสวักขยญาณ ก็ตรงที่เตวิชโชนี่แหละสำคัญ เพราะเวลามานั่งไตร่ตรองตรวจตราอย่างลึกซึ้ง นิ่งสนิทเป็นสมาธิ แบบหลับตานี่แหละ อยู่ในภวังค์นี่ ตรวจถึงจะเห็นจะชัดเจนว่า อ๋อ จิตของเรามันเกลี้ยง มันหมด มันไม่มีแล้วนะอาสวะ ทบทวนการเกิดการดับเมื่อนั่น เมื่อนี่ มีกี่เรือง กี่ราว กี่ครั้ง กี่คราว วันนั้น เดือนนี้ เคยประสบเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้อีก ก็ โอ้โห เราไม่เกิดนะ เกิดนิดหนึ่ง ไม่เกิดเลย ไม่เกิดมาแล้วตั้งหลายเดือนแล้ว นี่กระทบสัมผัส ถูกระแทกกระเทือนมาตั้ง 10 ครั้ง 100 ครั้ง พันครั้ง ทบทวน โอ้ ชัวร์ เวรี่ ชัวร์ นะ ไม่มีการเกิดอีกแล้วกิเลสเรา ถอนอาสวะสิ้น นิดหนึ่งธุลีละอองก็ไม่มีไหวมีแวบ มันก็ได้มั่นใจ มันแน่ใจของตัวเอง ก็จะต้องใช้ เตวิชโช เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ บอก เอามานั่งเจโตสมถะกัน เอาแล้ว หลีกได้หลีก เลี่ยงได้เลี่ยง มานั่งก็นั่งไปอย่างนั้นละ นั่งไป ไม่ได้เป็นสมาธิ สมาเทอะอะไร สู้สายเจโตเขาไม่ได้ สายนั่งหลับตา อันนั้นเขาหลง เขาหลง เขาเลยเอาจริงเอาจัง ก็เขาหลง เขายังเอาจริงเอาจัง ไอ้เรารู้แท้ ๆ ทำไมไม่เอาจริงเอาจังละ แหม ให้มันเป็นโง่ซ้อนโง่เข้าไปได้ จะว่าเขาโง่ เราโง่กว่าเขา เพราะเรารู้ เรายังไม่เอา เขาไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ เขายังเอาเลย เขาหลงละนะ เขาบอกว่า แหม อันนี้ดี เขาหลงว่า อันนี้ดี ไอ้เรารู้ว่าอันนี้ดี ผ่าไม่เอาเสียอีกแน่ะ ขนาดเขาหลงว่าดี เขายังเอาจะตายจะเป็น แต่เรารู้ว่าดี ผ่าไม่เอาเสียอีก แหม น่าเอากระบองตีกบาลน่ะ ก็เลยเละ ๆ เทะ ๆ ไม่ค่อยจะได้เจโตสมถะมาช่วยเพราะฉะนั้น ความมั่นใจ ความแน่ใจ จึงไม่ค่อยมี ได้หรือไม่ได้ ไม่ค่อยรู้ เพราะไม่ได้ตรวจสอบ เพราะฉะนั้น นั่งสมาธินี่ นั่งหลับตาสมาธินี่ 1. เพื่อการศึกษา 2. เพื่อพักผ่อนนะ นั่งทำสงบได้ ก็พักดีนะ นั่งสงบ ดับจิต ยิ่งเป็นนิโรธ เป็นนิโรธสมาบัติ อย่างที่เขาว่าละนะ นั่งหลับตา โอ้ พักดี สงบ หรือ 3. ใช้เป็นเตวิชโช ใช้เป็นวิชาในการอุปการะ การสร้างธรรมะนี่เองน่ะ นี่ก็เตือน อย่าไปประมาท อย่าไปดูถูกสมาธิอย่างนั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ดีด้วย เป็นอุปการะ ก็เคยพูดเคยบอก หัดพานั่งมาตั้งแต่อยู่แดนอโศกมานะ เดี๋ยวนี้ยิ่งเรื้อใหญ่เลยน่ะ อาตมาองก็ไม่มีเวลาที่จะไปพานั่ง นั่งมาตั้งแต่แดนอโศก ก็นั่งมาอยู่เรื่อย ไม่เคยได้ประมาท ไม่เคยได้ดูถูกดูแคลนนะ แต่พวกเราเอง แต่เวลาเชิงพูดนี่ มันเหมือนกับดูถูกว่า สมาธิอันนั้น มันไม่ใช่สมาธิตรงเป็นสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้า เท่านั้นเอง เลยไปเข้าใจเอาเองว่า อันโน้นตีทิ้ง ไปตีทิ้งสมาธิอันโน้น ไปเข้าใจเอาเองนะ จริง เราเน้นว่าสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ เราก็เลยมา โอ๊ เราต้องเอาของพระพุทธเจ้าอันนี้ ของอันอื่น ไม่เอา ไม่เอาก็ไม่ดีสิ เป็นอุปการะยิ่ง เป็นอุปการะมาก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นอุปการะมากเลยนะ ท่านไม่ได้บอกว่าเป็นอุปการะนิดหน่อย ไม่ใช่นะ ท่านบอกว่าเป็นอุปการะมาก ไปเปิดตำราดูสิ ไปเปิดพระไตรปิฎกดู ท่านตรัสว่า เป็นอุปการะมากนะ แต่ไม่เอาถ่าน แถมขี้เถ้าจะไม่เอาด้วยนะ อย่าว่าแต่ถ่านเลย เออ มันขนาดนั้น ไม่เอาทั้งถ่าน ไม่เอาทั้งขี้เถ้า ก็เจ๊ง ก็เจ๊งกันพอดีนะ เอา มาเริ่มต้นอ่านนะ เข้าใจต้น ๆ แล้ว ทีนี้ก็จะได้เข้าใจเหตุประกอบ แล้วไอ้ที่อาตมาอ่านนี่ มันยังมีแถมอยู่นะ อาตมาจะต้องเติมให้อีกนะ ไอ้ที่บันทึกรวบรวมไปนี้ ก็มีผู้ช่วยรวบรวม แล้วอาตมาก็มาเขียนเติมนิดหน่อย แล้วอาตมาก็เห็นว่า ยังไม่ครบ ก็ยังเอามาเติมอีก เวลาอธิบายก็จะเติมอีกนะ

เอกธัมมาทิบาลี พตปฎ. เล่มที่ 20 ข้อ 179-190 เอาเริ่มต้นตั้งแต่ เอกธัมมาทิบาลี นะ เอกธัมมาทิบาลีก็คือ เอกธัม+อาทิ บาลี นั่นแหละ เป็นพระบาลี ที่เป็นต้นของเอกธัม ธรรมะอันเป็นหนึ่งเป็นเลิศ เป็นยอด เหตุเกิดแห่งกุศลธรรม และอกุศลธรรม อาทิ ก็เป็นเหตุ เป็นต้น (เอกธัมมาทิบาลี พตปฎ. เล่มที่ 20 ข้อ 179-190)

มิจฉาทิฐิเป็นเหตุแห่งอกุศลธรรม [๑๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เหมือนกับมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมะอย่างอื่น แม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้อกุศลธรรม “อะ” นะ “อกุศลธรรม” ฟังดี ๆ นะ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หมายความว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราไม่เล็งเห็นธรรมะอย่างอื่น แม้ข้อหนึ่ง ข้อใดข้อเดียวเลย ที่จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง ฟังดี ๆ นะ อกุศลธรรมเจริญไพบูลย์นะ ฟังดี ๆ อกุศลธรรมนี่ ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง เหมือนกับมิจฉาทิฐินี้เลย เพราะฉะนั้น มันเป็นตัวมหาร้าย มิจฉาทิฐิ เป็นตัวที่ว่า ท่านไม่เห็นว่าเหตุอะไร ที่มันจะร้ายเท่ากับมิจฉาทิฐินี้เลย ที่จะทำให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิด หรืออกุศลธรรมที่เกิดแล้ว แหม งอกงามไพบูลย์ โอ้โฮ อกุศลธรรม มันงอกมันงามนะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด นี่มาแปล “มิจฉาทิฐิ” แปลมิจฉาทิฐิว่าเป็นผู้มีความเห็นผิด ก็อันเดียวกันนั่นแหละ กับมิจฉาทิฐิ จะบอกว่า เมื่อบุคคลเป็นผู้มิจฉาทิฐิ ก็ได้ หรือจะบอกว่า เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

สัมมาทิฐิเป็นเหตุแห่งกุศลธรรม [๑๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง เหมือนกับสัมมาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญ ไพบูลย์ยิ่ง ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมะอย่างอื่น แม้ข้อหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลธรรม ตอนนี้ “กุศลธรรม” กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง ตอนนี้กลับกัน ตอนนี้เป็นกุศลธรรม เหมือนกับ สัมมาทิฐินี้เลย ตอนนี้ สัมมาทิฐินะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ ความเห็นชอบก็คือ สัมมาทิฐินั่นเอง แปลมาเป็นไทย กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญไพบูลย์ยิ่ง

มิจฉาทิฐิไม่เป็นเหตุแห่งกุศลธรรม [๑๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป เหมือนกับมิจฉาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมะอย่างอื่น แม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น ฟังให้ดีนะตอนนี้ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป เหมือนกับมิจฉาทิฐินี้เลย แหม มันมหาวายร้ายจริง ๆ นะ กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ก็ไม่เกิด แม้มีกุศลธรรมอยู่แล้ว เสื่อมเสียอีกนี่ ตัวมิจฉาทิฐินี่นะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นผิด ก็บอกแล้ว ไอ้ตัวนี้ก็คือตัวเดียวกันกับมิจฉาทิฐินั่นแหละ กุศลธรรมมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป

สัมมาทิฐิไม่เป็นเหตุแห่งอกุศลธรรม [๑๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมอย่างอื่นแม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรืออกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป เหมือนกับสัมมาทิฐินี้เลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคลเป็นผู้มีความเห็นชอบ อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเสื่อมไป ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นธรรมะอย่างอื่น แม้ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุให้อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น หรื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน