350313 อานิสงส์ของศีล โดย สมณะโพธิรักขิโต ณ พุทธสถานสันติอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
350313 อานิสงส์ของศีล โดย สมณะโพธิรักขิโต ณ พุทธสถานสันติอโศก
สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
อานิสงส์ของศีล จาก กิมัตถิยสูตร อบรมทำวัตรเช้า วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก โดย สมณะโพธิรักขิโต
เรามาศึกษากันต่อนะ การได้เรียนรู้เพิ่มเติมขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่ อาตมาก็ยังคิดว่า อาตมามีปัญญา อาตมามีสภาวะ มีสภาพธรรม อะไรต่ออะไรอีกเยอะ ที่เราจะเอามาอธิบายเป็นภาษาประกอบกัน โดยตัวเอง โดยบัญญัติภาษาหลักเกณฑ์อะไรต่าง ๆ นานา อาตมาไม่ค่อยเก่ง จำไม่ค่อยแม่น แต่ถ้าเอาพระไตรปิฎกอะไรมา หลักการอะไรประกอบขึ้นมาอีกบ้าง หรือว่าบรรยายไป ๆ ก็ควักสภาวะขึ้นมา แล้วก็เอามาอ่าน เอามาชี้แจงขยายขึ้นมาเรื่อย ๆ จากสภาวะ จะใช้ภาษาตัวเองก็ตาม อาตมาก็เห็นว่า มันได้ขยายความ ได้ชี้นำ ได้สื่อออกมาชัดเจนขึ้น เป็นสภาวธรรมที่ลึกซึ้งขึ้น เห็นชัดขึ้น เหมือนกับธรรมดาที่การแสดงธรรมนี่ก็เพื่อชักของลึกให้ตื้น หงายของคว่ำ ทำของคว่ำนี่ให้หงายขึ้น ทำแสงสว่างในที่มืด ทำให้มันชัดเจนขึ้นนั่นเอง ทำให้มันตื้นขึ้น ทำให้มันเห็นแจ้ง เห็นจริง เปิดเผยขึ้นมาให้ชัดขึ้น ๆ นั่นเอง ซึ่งอาตมาก็เชื่อว่าพวกเราได้รับประโยชน์ แม้จะฟังซ้ำซากบางครั้ง เราจะรู้สึกว่า บางครั้งนี่เราฟังเท็ป(บันทึกเสียง) ฟังที่อาตมาบรรยายไปแล้ว ฟังซ้ำ ๆ ครั้งหนึ่ง ครั้ง 2 ครั้ง 3 ความมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง อยู่ในเท็ปมันไม่ได้เปลี่ยนแปลง อัดอย่างไรเอาไว้ มันก็อย่างนั้น คำความภาษาก็อย่างนั้น แต่ฟังแล้วรู้สึกว่าเราเข้าใจขึ้น ได้เกิดความเห็นแจ้งขึ้นจากเท็ปม้วนเก่านั่นแหละ ไม่ใช่ว่าอาตมาพูดใหม่ จากเท็ปม้วนเก่า ลีลา ภาษาสำเนียงอะไรเหมือนเก่านั่นแหละ แต่เราฟังซ้ำ แล้วจากการซ้ำนั่นแหละ ทำให้เราเกิดรู้เพิ่มเติมได้ชัดเจนขึ้นได้ เพราะ
อ่านต่อ
ว่าเราเอง มันฟังนี่ มันอาจขาดตกบกพร่อง หรือเราเอง เราเจริญขึ้น พอมาได้รับคำอธิบายอันนี้เสริมเข้ามา แต่ก่อนนี้เรายังไม่ได้ พอมาฟังเท็ป ม้วนเก่านี่แหละ แต่ว่าเรามีสภาวะ หรือเรามีภาษา หรือเรามีความรู้อะไรเพิ่มเติมขึ้น เราก็เอามาประกอบ มันก็เกิดการเจริญขึ้นได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแต่ละกาละ ถ้าเราเป็นผู้เจริญใฝ่ธรรม ศึกษา ประพฤติปฏิบัติ ศึกษาปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ อยู่ตลอดเวลาแล้วละก็ มันจะเสริมซ้อนกัน อย่าไปประมาทของเก่า อย่าไปประมาทสิ่งที่เล็ก ๆ น้อย ๆ แม้แต่หัวข้อธรรม เรื่องธรรมะหรือว่าเรื่องที่มี ที่ได้ยินได้ฟังนี่ อาตมาเชื่อว่า ที่ทำ ๆ กันอยู่นี่ พวกเราสื่อสาร ช่วยเหลือเฟือฟายกันอยู่ตลอดเวลา เปิดธรรมะ อย่างสั้น อย่างยาว มีหัวข้อ มีนั่นมีนี่เสริมหนุน แม้แต่ อย่าว่าแต่อะไรเลย จะเป็นเรื่องราวสารคดีนี่ก็ตาม แม้แต่เพลงที่มันมีเนื้อหาสาระอะไรเป็นเรื่องของชีวิตก็ได้ มันก็ประกอบกัน มันส่งเสริมกัน จะเป็นเรื่องราวของมนุษย์นี่แหละ เป็นทุกข์ ได้รับทุกข์ ได้รับร้อน ได้รับเรื่องราวอันโน้นอันนี้ พร่ำพิรี้พิไรบ่น เจ็บปวด ความรัก ความชื่น อะไรก็ตามแต่เถอะ มันก็เป็นองค์ประกอบ เป็นเหตุปัจจัย ที่ทำให้เกิดความสำนึก เกิดความขจัดขัดเกลาอะไรต่ออะไรต่าง ๆ นานาได้เหมือนกัน บางทีคนรักกันมาก เราก็เบื่อหน่ายได้ เห็นโกรธกันมาก เราก็เบื่อหน่าย คลายโกรธบ้างได้เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเราจะเอาธรรมะ ก็คือแต่ภาษาธรรมะจากพระไตรปิฎก ทั้ง ๆ ที่สภาวะจริงนี่แหละคือตัวที่เราจะต้องเรียนรู้แล้วก็จะต้องเลิก ละ หน่าย คลายไปตาม เพราะสิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบ อาตมาเห็นว่ามันเป็นเรื่องของธรรมดาที่จะทำให้เราผสมผสานไป มีสภาวะรองรับ มีมนุษย์เป็นอย่างนั้น อย่างนี้จริง มีพฤติกรรม อย่างโน้น อย่างนี้จริง เมื่อเราได้รับภาษา ได้รับความรู้เป็นทฤษฎี เป็นหลักการ แล้วก็ไปเห็นของจริง แล้วมันก็เกิดซับซ้อน มันก็เกิดชี้ชัดสัจธรรมขึ้นมาจริงขึ้น ว่าเออ มันน่าเบื่อหน่าย มันน่าปล่อยคลาย มันเห็นทุกข์ มันเสริมซ้อนขึ้นได้ เพราะฉะนั้น เราจะดูหนังดูละคร ดูไอ้โน่น ไอ้นี่ อะไรก็แล้วแต่ เป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เราหน่ายคลายได้ อานิสงส์ของศีล วันนี้ อาตมาเอาพระไตรปิฎกเล่ม 24 หรือว่าเป็นสุตันตปิฎกเล่ม 16 อังคุตรนิกาย ทสกนิบาต “ทสก” ก็หมายความว่า 10 หมวด 10 ตั้งใจจะเอามาอธิบาย มันมี ศีล สมาธิ อะไรนี่เยอะในเล่มนี้ ที่รวมเอาไว้ในหลักหมวด 10 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้นี่ อาตมาจะหยิบเอามาขยายอธิบายอะไรต่ออะไรให้ฟัง แล้วเราจะได้เข้าใจมากขึ้น ไปเริ่มต้น ตั้งแต่สูตรที่ 1 เรื่องของอานิสงส์ “อานิสงส์” ก็แปลว่าประโยชน์ เรื่องของประโยชน์ เริ่มแรก กิมัตถิยสูตร สูตรแรกเลย อานิสงส์อะไร ฟังดู ซึ่งเราเคยได้อ่านมาแล้ว ได้ฟังมาแล้วที่จริงน่ะ อ่านภาษาไปเสียก่อนแล้วเดี๋ยวอาตมาจะมาอธิบายให้ฟังไปเรื่อย ๆ ในวันต่อ ๆ ไป กิมัตถิยสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 2 ข้อ 1 ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ศีลที่เป็นกุศล มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ ฯ พระอานนท์ก็ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อวิปปิฏสารมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า ดูกรอานนท์ อวิปปฏิสาร มีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ พระอานนท์ก็ทูลถามอีก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าก็ตอบ ดูกรอานนท์ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ พระอานนท์ก็ทูลถามอีก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้าก็บอก ดูกรอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ พระอานนท์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ พระพุทธเจ้า ดูกรอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ดูกรอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญก็ยถาภูตญาณทัสสนะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็น อานิสงส์ ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็นิพพิทาวิราคะ มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ดูกรอานนท์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูตญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาวิราคะเป็นผล มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์ นิพพิทาวิราคะมีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นผล มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ ด้วยประการดังนี้ ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศลย่อมถึงอรหัตโดยลำดับ ด้วยประการดังนี้แล ฯ
ที่จริงสูตรนี้เป็นสูตรสำคัญมาก เราก็เคยเอามาย่อ โดยเฉพาะวรรคหลังนี่ท่านรวมเอาไว้หมดแล้วว่า เมื่อปฏิบัติศีลเป็นกุศลแล้วจะมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ และสิ่งที่เป็นผล เป็นอานิสงส์มันจะต่อๆ ตามเนื่องกันขึ้นมาจนกระทั่งถึงวิมุตติญาณทัสสนะ หมายความว่า เกิดวิมุติ เกิดญาณ เกิดญาณทัสสนวิเศษที่เห็นวิมุติ ที่รู้แจ้งในวิมุติ เกิดความรู้นั่นเองที่เห็นในวิมุติ เพราะฉะนั้น ศีลนี่ปฏิบัติให้ดี ปฏิบัติให้เป็นกุศล กุศลนี่แปลว่าดี แปลว่าฉลาด แปลว่าประเสริฐ กุศลนี่ปฏิบัติให้เกิดผลดี ให้เกิดเจริญ แปลว่าเจริญ กุศลนี่แปลว่าเจริญ แปลว่าประเสริฐ แปลว่าดี ให้มันได้ผลดี ปฏิบัติศีลให้มันได้ผลดี แล้วจะมีอานิสงส์จนถึงอรหัต จนถึงเป็นพระอรหันต์นั่นแหละ เกิดวิมุตินั่นเอง จนกระทั่งมีญาณทัสสนวิเศษ เห็นวิมุติ รู้แจ้งในวิมุติว่าเรานี้วิมุติแล้ว มีวิมุติแล้ว เพราะฉะนั้น ปฏิบัติศีล ไม่ใช่ว่าขัดเกลาแต่กายและวาจาเท่านั้น ไอ้นั่นมันเป็นการสอนที่ผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นปฏิบัติศีลที่ขัดเกลากายและวาจา แล้วก็ไปตัดส่วนของคำว่าสมาธิ เอาไปนั่งหลับตาอีกต่างหาก นั่นผิด เพราะว่าในนี้ก็มีอานิสงส์ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสตรง ๆ เลยว่า เมื่อปฏิบัติศีลมาแล้วนี่จะมาถึงขั้นสมาธิ แล้ววิมุตติญาณทัสสนะนั้น ก็คือขั้นอธิปัญญาเป็นปัญญาสูงสุด อธิปัญญาที่สูงสุด ที่เป็นปัญญา ที่เห็นของจริงตามความเป็นจริง เห็นอะไร เห็นอากัปกิริยาของจิตวิญญาณ จิตเจตสิก เป็นปรมัตถสัจจะ เห็น รู้แจ้งด้วยญาณ ด้วยปัญญาที่เป็นอธิปัญญา รู้ในความหมดกิเลส ในความดับกิเลสสนิทถึงขั้นวิมุติ เพราะฉะนั้น ศีล-สมาธิ-ปัญญา นี่มันจะเนื่องต่อกัน ปฏิบัติถูกต้องแล้วมันจะอยู่ด้วยกันไปหมด แล้วมันเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน (Cyclic Oders) อย่างที่อาตมาเคยอธิบายเสมอ ๆ ถึงสภาพที่มันจะเสริมซ้อนกัน เมื่อปฏิบัติแล้วมันจะมีอานิสงส์เป็นอธิ เมื่อปฏิบัติศีลเป็นผลดีขึ้นมา สูงขึ้นเรียกว่าอธิยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพราะมันเกิดจิตที่เป็นอธิจิต จิตที่ได้ถูกขัดเกลากิเลสไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีปัญญา หรือว่ามีญาณที่จะสอดส่อง อ่านรู้ว่า เราปฏิบัติไป ไม่ใช่ว่างมงาย ปฏิบัติไป มีการปฏิบัติถูกทางไหม ลด ละกิเลส กิเลสที่เราเองได้สมาทานว่า เราจะจัดการกับมัน เราจะฆ่า จะประหาร แล้วเราทำได้ถูกตัว ถูกตนไหม เจริญขึ้นจริงไหม กุศลก็คือเจริญ เมื่อมันเจริญขึ้นจริง ก็เป็นกุศลขึ้นเรื่อย มันฉลาดจริง ดีจริง ประเสิรฐจริง เจริญจริง เป็นกุศลขึ้นจริง ๆ เรื่อย ๆ เราต้องเห็นของจริง เป็นของจริง ไม่ใช่ทำอะไรก็งมงายไป ไม่รู้เรื่องว่าทำอะไรไปได้อย่างไร แค่ไหน อย่างไร เข้าร่องเข้ารอยไหม เป็นไปเพื่อนิพพาน เป็นไปเพื่อหน่ายคลายขึ้นไป เพื่อพ้นทุกข์ที่แท้จริง กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี เจริญขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย เอ้า ลองมาไขความดูเรื่อย ๆ ซิว่า คำว่า ปฏิบัติศีลแล้วมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์ ได้ประโยชน์หรือได้ผลขึ้นมา ปฏิบัติแล้วได้
ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล ดูกรอานนท์ ศีลที่เป็นกุศล มีอวิปปฏิสารเป็นผล มีอวิปปฏิสารเป็นอานิสงส์ อวิปปฏิสารมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์เป็นอานิสงส์ ฯ จะบอกว่า มีอวิปปฏิสาร เป็นตัวแรก เมื่อศีลที่เป็นกุศลนี่ ปฏิบัติเจริญนี่ ก็จะเกิดจะมีอวิปปฏิสาร “วิปปฏิสาร” แปลว่าความเดือดร้อนใจ ความเดือดร้อนใจ ปฏิสาร “อวิปปฏิสาร” ก็แปลว่าความไม่เดือดร้อนใจ ความไม่เดือดร้อนใจจะเกิดตามมา ความหมายของมันนั่นนะ จะเกิดตามมา ทำไมปฏิบัติธรรมแล้วยังเกิดเดือดร้อนใจอยู่? เพราะฉะนั้น ทุกวันนี้เราปฏิบัติธรรมแล้วก็ยังเกิดเดือดร้อนใจอยู่ แสดงว่าเราปฏิบัติศีลไม่ถูก ปฏิบัติไป ใจก็ยังมีแต่ความเดือดร้อน ยิ่งเดือดร้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ปฏิบัติศีลก็ยิ่งเกิดเครียด ยิ่งเกิดความอึดอัด ยิ่งเกิดความไม่สบายใจ ยิ่งขี้ระแวง ยิ่งขี้ถือตัว ถือดี ยิ่งไม่ชอบไอ้โน่น ไม่ชอบไอ้นี่ ความเดือดร้อนใจก็คือความไม่ชอบนั่นน่ะ ถึงแม้จะเกิดความชอบ เกิดความอยากได้ ถ้าไม่ได้สมใจ มันก็วิปปิฏสาร มันก็เดือดร้อนใจเหมือนกัน เดือดร้อนใจตรงเราอยากได้อย่างนั้น ประสงค์อย่างนี้ ต้องการอย่างนั้น แต่ไม่ได้สมใจมันก็เดือดร้อนใจ มันก็วิปปฏิสาร เพราะฉะนั้น การปฏิบัติศีลนี่ เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนใจอย่างนี้ มันถึงจะตรงตามที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนด เพราะฉะนั้นใครปฏิบัติศีลแล้วก็ยิ่งเครียด ปฏิบัติศีลแล้วก็ยิ่งยุ่ง ปฏิบัติศีลแล้วยิ่งมีแต่เอาแต่ใจตัว เอาแต่ใจตน ปฏิบัติศีลแล้วก็ถือนั่นถือนี่ ติดโน่นติดนี่ ยุ่งยากอะไรนิดอะไรหน่อยก็เกิดความโกรธง่าย รำคาญง่าย ไม่ชอบใจง่าย อย่างนั้นผิดทางหมดเลย ไม่ถูกเรื่อง ไม่ถูกเรื่องแน่ ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าปฏิบัติศีล เอา ลองเอาศีลมาใช้ดู ศีลข้อ 1 เราก็คงถือกันทุกคน 1, 2, 3, 4, 5 ในความหมายต้น ๆ ความหมายต้น ๆ เราไม่ทำแล้ว เราไม่ฆ่าสัตว์ การไม่ฆ่าสัตว์ เราก็ระวังกาย วาจา ระวังใจของเรา ใจของเราจะไปทำให้เขาตาย จะไปทำให้สัตว์อื่นเดือดร้อน โดยเฉพาะสัตว์ เราก็รู้ว่าสัตว์เดรัจฉาน ไม่ทำให้เดือดร้อน เราก็ไม่ค่อยได้ไปทำอะไรมากมายนัก แม้แต่ยุงมากัด เราก็ระวังอยู่แล้ว มันอบรมตนนะ แม้แต่ยุงตัวเล็กตัวน้อย แม้แต่มดแมงอะไรก็แล้วแต่ แต่ก่อนนี้ เราไม่เคยนึกถึงชีวิตเขาชีวิตเราอะไรหรอก อยากจะฆ่าเล่นก็ฆ่า ฆ่าไปดื้อ ๆ บี้เล่นก็บี้ไป ก็มันเล็ก มันตัวเล็ก เราก็บี้ได้ นั่นฆ่าไปโดยไม่ประมาณ ไม่รู้จักชีวะ ภูตะ ปาณะ ไม่เคยรู้จักชีวะ หรือว่าวิญญาณ หรือว่าความเป็นชีวิต ความเป็นอะไรของเขา ไม่รู้เรื่อง แต่เมื่อเราก็ได้ระวัง ระมัดระวัง ระมัดระวังขึ้นมา เกิดการสังวรสำรวมขึ้นมา นี่ที่บอกว่า ไม่ฆ่าสัตว์ นี่มันเกิดจากการอบรมจิตเรา ถ้าเรามีสติสัมปชัญญะ เรามีการพิจารณา ไม่ใช่ทำอะไรก็ไม่พิจารณาอะไร มะลึ่มทึ่มไปเฉย ๆ ไม่ใช่ พิจารณาไป เออ ชีวิตเขา ชีวิตเรา แม้แต่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อย ดังกล่าวแล้ว เราก็ยังปรานีเขา ยังไว้ชีวิตเขา เราก็ยังพยายามช่วยเหลือเขา ที่นี้ คนนี่ละ คนด้วยกันนี่ มันยิ่งใหญ่กว่าสัตว์เดรัจฉานด้วยซ้ำไป เราไม่น่าจะริษยากัน ไม่น่าจะโกรธเคืองกัน ไม่น่าจะหมายร้าย มุ่งร้ายแก่กันและกันเลย ศีลข้อ 1 เพื่อจะให้ลดสายโทสมูลทั้งหมด เคียดแค้น อาฆาต พยาบาท ชิงชังอะไรนี่ ให้ลดทั้งหมด ทั้งสาย ปฏิบัติเป็นอธิศีลขึ้นไปแล้ว ความหมายของโทสมูลนี่เราจะรู้เรื่องว่าเราจะต้องเกิดความเอ็นดู ปรานี เมตตา ก็เคยอ่านในศีล ที่บอกว่า ศีลข้อที่ 1 จะเกิดความ วางทัณฑะ วางศาสตรา จะเกิดความเอ็นดู เกิดความเมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นได้ดี เกิดจิตอย่างนั้นจริงๆ
จุลศีล ดูกรอัมพัฏฐะ อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล? ๑. ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ข้อนี้เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๒. เธอละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ๓. เธอละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง. ….. ฯลฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 9 อัมพัฏฐสูตร ข้อ 163) เพราะฉะนั้น ถ้าเราปฏิบัติเป็นอธิศีล จิตจะไม่เกิดไปในทางร้าย ไปในทางเดือดร้อน เมื่อเราปรารถนาดีต่อใคร พยายามช่วยเหลือใคร ๆ โดยเฉพาะคนนี่ แล้วมันจะไปเกิดเดือดร้อนอะไร อย่าว่าแต่คนเลย เราช่วยเหลือสัตว์ สัตว์มันก็ยังไม่ทำอะไรเรา ช่วยเหลือสัตว์นี่ จริง สัตว์บางอย่าง ไปช่วยเหลือมัน มันระแวง มันไม่นึกว่าเราจะช่วยมัน มันยังไม่แน่ใจว่าเราจะช่วยเหลือเฟือฟายมัน มันระแวง เพราะว่าคนนี่เป็นศัตรูตัวร้าย จนมันเป็นสัญชาตญาณเลยว่าไม่ได้หรอกคนนี่ เจอมันก็ฆ่า เจอมันก็แกง พ่อ แม่ พี่ น้อง มันถูกฆ่าถูกแกง ปู่ ย่า ตาทวด มันถูกฆ่ามามากแล้ว เพราะฉะนั้น สัญชาตญาณของมันระแวง มันไม่ไว้ใจละ สัตว์บางชนิดมันอยู่ด้วยกัน มันก็ไว้ใจกันได้ แต่คนนี่ มันไม่ไว้ใจเลย มันระแวง เพราะฉะนั้น มันก็ต้องระวังตัว มันจะต้องป้องกันตัว กัดเอาเรามั่งก่อน ทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ก่อน ทำร้ายเราก่อน ก็ไม่ได้หมายความว่า มันร้าย แต่มันจะต้องระวังตัว เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรู้ด้วยว่า มันเป็นอย่างนั้น สัตว์มันไม่ค่อยฉลาด มันจะรู้จักว่าเราจะไปช่วยเหลือมัน เป็นคนมีเมตตา ไม่ได้ง่ายๆ แต่แม้ว่าเราจะเมตตาแล้วจริง ถ้าจิตของเราแรงจริง ๆ เรามีเมตตา มีอะไรจริง ๆ สัตว์มันก็จะเข้าใจได้เหมือนกันนะ จิตวิญญาณถ้าจิตวิญญาณลึก ๆ นี่ เอาละ เรื่องสัตว์เราตัดไป เราไม่ต้องเอามาพูดมากก่อนตอนนี้ เราพูดถึงคนนี้แหละ โดยเฉพาะคนที่เราอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะที่ในวัด ในหมู่พวกเรานี่ คนที่เราอยู่ด้วยกันนี่ ก็ว่าเป็นคนปรารถนาดี จะมาปฏิบัติดี แล้วก็เป็นคนที่คัดเลือกอยู่พอสมควร มีหลักการคัดเลือกให้เข้ามา แล้วก็เข้ามาอยู่ในนี้ ซึ่งต่างก็หวังดี มาศึกษา อบรม ฝึกฝน มาจะประพฤติ ปฏิบัติดี ขนาดนั้น เรายังเคืองกันได้ลงคอ ชังกันได้ลงคอ ชังแล้วมันก็เกิดวิปปฏิสารนั่นแหละ มันเดือดร้อนใจ อยู่ด้วยกันนี้ เจอคนชังนี่มันก็วิปปฎิสาร อยู่ด้วยกัน มันไม่ประสานกัน มันไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ สมัคร สมาน สามัคคี ยินดีแก่กันและกัน นี่มันก็คือความวิปปฏิสารนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เรามาตรวจสอบดูดี ๆ ว่าเราปฏิบัติศีลข้อ 1 แท้ ๆ นี่ เอาศีลข้อเดียวมาขยายความนะ ขณะนี้นะ เราเกิดคุณค่าอะไร แล้วตรงไหม แล้วลดละได้บ้างไหม สังวรได้บ้างไหม ถ้าเรารู้ตัวเรา เราลด ละ เลิก ต้องพยายามอย่าให้มันมีโทสมูล อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด อย่างไรก็รู้ตัวเอง อยู่ด้วยกันนี่ บอกแล้วว่า คนที่มาที่นี่นี้เป็นคนที่ได้คัดเลือก มีคุณภาพพอสมควร เพราะฉะนั้น เราก็ต้องปรารถนาดีต่อกัน จริง บางอย่างบางอัน จริตจะก้านอันโน้นอันนี้ มันจะมีอะไรที่ขัด ๆ ขวาง ๆ หรือว่าไม่ค่อยตรงกับความรู้สึกของเราว่าน่าจะดี หรือว่าดีน่าจะเป็นอย่างนี้ แต่ว่ามันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราหมายก็ตาม มันไม่ตรงกันไปทีเดียวหรอก จะเป็นเรื่องที่อย่างไรก็แล้วแต่เถอะ มันจะมีอะไรติดพันกันมา ตั้งแต่เมื่อไหร่ อะไรอย่างไร ที่เสร็จแล้วไม่ค่อยลงรอยกัน ก็ต้องปรับ มันได้แก้ตรงนี้แหละ แก้เวร แก้กรรม ถ้าเราจะมีวิบากแก่กันมาตั้งหลายปางหลายชาติ สมมุติว่าเราเป็นศัตรูกันมาตั้งหลายปาง หลายชาติก็ตาม ตอนนี้มาพบกันแล้ว แทนที่จะห่ำหั่นกัน เราก็พยายามล้างเวรสิ ล้างวิบากเดิม ๆ สิ แต่ถ้าเราไม่ฝึก ไม่ทำ ปล่อยมันไป มันเป็นวิบากเก่า มันก็ต้องซัดกันอย่างนี้แหละ ไม่ใช่ เราต้องล้าง เมื่อใด ๆ ก็ต้องล้าง ต้องละ ต้องพยายามปรับ เมื่อมีผู้ที่ได้แนะนำบอกเราให้รู้ตัว เราก็ฝึกฝนตนปล่อยวาง นั่นแหละได้เรียกว่าอภัย นั่นแหละเรียกว่าไม่จองเวร ไม่ทำวิบากใหม่ให้มันเสริมวิบากเก่า ก็ที่จองเวรกันมาหลายชาติแล้ว ชาตินี้จะไปจองเวรกันต่อทำไม เรื่องเก่าก็ให้เลิกไป ๆ ให้หมด ๆ ด้วย ไม่ใช่เรื่องเก่าหรอก เราจะต้องทำจิตใหม่ วิบากใดเกิดแล้วก็เป็นอดีตแล้ว จะได้ฆ่า ได้แกง ได้พยาบาทโกรธแค้น ทำร้ายกันมา มาอย่างไรก็เป็นเรื่องเกิดแล้วอดีต อันใหม่นี่เราจะต้องเปลี่นนจิตใหม่ ปลด ปล่อย ว่างปรารถนาดี ทำดีแก่กันและกัน ต้องเกื้อกูลกัน ลบล้างไอ้สิ่งที่พยาบาท อาฆาต จองเวรพยาบาทไปให้หมด แม้แต่ไม่ชอบใจ เราจะมองความดีของคนเขา จะมีส่วนดีอยู่บ้าง เหมือนอย่างที่ท่านพุทธทาสท่านว่า เขาจะมีส่วนเลวบ้าง มองส่วนดีเขา ส่วนชั่วส่วนเลวนั้นเป็นของส่วนตัวของเขา เราไม่อยู่ในฐานะจะแก้ไขให้เขาได้ก็ปล่อยเขาไป หมู่กลุ่มยังรับเขาอยู่ ก็แสดงว่าเขาไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน คนอื่นจะช่วยเหลือเขา มันก็ต้องช่วยกันไป ส่วนเราเองไม่มีสิทธิ์ที่จะช่วยเหลือเขา เพราะเขาไม่ได้ศรัทธาเลื่อมใสอะไร ดีไม่ดีก็เป็นคู่อาฆาตกันอยู่ ก็ปล่อยเขาไป ส่วนไม่ดีก็ของเขา ส่วนดีที่เราเองเราเห็น เราก็พยายามมองหาส่วนดีของเขาให้ได้ หรือพยายามที่จะทำใจเรา นั่นแหละ เป็นหลักว่าเราจะนอบน้อม อ่อนน้อมเข้าไปอย่างโน้นอย่างนี้ แม้เขาจะร้ายจะเลวอย่างไร เราก็ปรารถนาดีสร้างสรรสิ่งดีเข้าไปให้มาก ๆ ถ้าเราทำอย่างนี้ ปรับปรุงอย่างนี้กันจริง ๆ แล้วละก็ มันเป็นแบบฝึกหัด เป็นบทโจทย์ที่เราได้ใช้กระทำจริง ๆ ลดให้มันตรงตัว
อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา ปฏิบัติศีลนี่ ศีลข้อ 1 เท่านั้น ที่นี้ ศีล 5 ข้อ หรือศีล 3 ข้อต้น ข้อ 2 ก็ลดโลภ ข้อ 3 ก็ลดราคะ ก็เคยอธิบายมามากมายเรื่องศีล เพราะฉะนั้น อย่างหยาบเราไม่ทำ ก็ดีแล้ว ไม่ฆ่าสัตว์ ระมัดระวังอยู่ ดีแล้ว กรรมกิริยาอื่น ใจ ที่เราจะต้องปรับใจ มนสิการ ทำใจเป็นอธิจิต ข้อกำหนดให้แก่ตนเอง แล้วก็เกิด ทำให้เกิด ทำให้เกิดอธิจิตเจริญขึ้น นั่นเรียกว่าสมาธิ อธิจิตก็คือสมาธินั่นแหละ สั่งสมให้ตั้งมั่น ให้อธิ ให้อธิศีลมันสูงขึ้น ให้เป็นบทบาทขัดเกลากาย วาจา ใจ เรียกว่าอธิจิต เป็นอธิที่ 2 แล้วก็มีปัญญา มีความรู้แจ้งเห็นจริงเป็นอธิ สอดส่องว่าเราปฏิบัติได้ผล ปฏิบัติถูก ปฏิบัติลดละ สิ่งที่ควรลดละ วิปปฏิสารใดก็ได้ลดละ กรรมกิริยาใดที่มันหยาบ มันเป็นไปในทางโทสมูล บทบาทโทสมูล อย่างเล็ก อย่างน้อย ทางกาย วาจา หรือโดยเฉพาะทางใจ หรือมันเป็นบทบาทของโลภมูล เป็นบทบาทของราคมูล โลภ เห็นแก่ตัวจัดจ้าน จนจะเอาของเขา อย่างไรจนกระทั่งเป็นลัก เป็นขโมย เป็นขี้โกง ทุจริตเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตาม เล็ก ๆ น้อย ๆ มันควรจะเลิกได้ง่ายด้วยซ้ำ หยาบ ๆ ใหญ่ ๆ มันก็หยาบ ถ้ามองในแง่ 2 แง่แล้ว ไอ้หยาบ ๆ มันก็ไม่น่าทำ เล็กน้อยมันก็น่าทำได้ ฟังออกไหม หยาบ ๆ มันก็ไม่น่าทำหรอก มันหยาบ มันร้ายแรงนะ มันทำไปทำไม่เล่า ทุจริตหยาบ ๆ น่ะ มันเลวร้ายชัด ๆ น่ะ หรือแม้แต่เล็กน้อย เอ้า ก็เล็กน้อย แล้วก็จะทำไปทำไมเล่า เมื่อเล็กน้อย มันก็น่าจะทำได้ง่าย ๆ ก็มันเล็ก ๆ น้อย ๆ แค่นั้นเอง จะไปทำลงไปทำไมเล่า ให้มันสะอาดบริสุทธิ์ผ่องแผ้วซิ เรื่องเล็กน้อย มันไม่ใช่เรื่องหยาบเรื่องใหญ่ เรื่องหนัก เรื่องยากอะไร เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเอง จะไปทำมันทำไมล่ะ เพราะฉะนั้น มองใน 2 แง่แล้ว มันจะหยาบใหญ่ มันจะเล็กน้อย มันก็ไม่น่าทำทั้งนั้น ต้องทำให้ได้เลิกทุจริต เลิกอกุศล เพราะฉะนั้น มันจะเป็นทุจริต แม้แต่ขี้โลภจัด จนกระทั่งไปทำทุจริตหยาบคายอะไร ๆ หรือว่า ทุจริตเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่ มันไม่เข้าท่า ปฏิบัติศีลเจริญขึ้น ทำให้เกิดสัมมาอาชีพ เราก็ทำ สั่งสมไป ทำไป จิตใจมันก็จะเจริญขึ้นเป็นกุศล กาย วาจาด้วย กาย วาจา ก็พยายามไปด้วยกันนั่นแหละ เราไม่โลภ ไม่โลภแล้วเป็นอย่างไร ไม่โลภแล้วก็สร้างสรร อย่างที่เคยอธิบายศีลข้อ 2 สร้างสรร เป็นสัมมาอาชีพ ศีล จะเกิดธรรมะอะไร 5 ข้อนี่ใครยังท่องจำได้มั่ง ปฏิบัติศีลข้อ 1 จะเกิดอะไรเมตตาธรรม ปฏิบัติข้อ 2 สัมมาอาชีพ ถ้าไม่รู้เรื่อง แล้วมันก็จะงงนะ ว่า เอ๊ ทำไมปฏิบัติศีลข้อ 2 ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วไปเกิดสัมมาอาชีพ มันไม่เห็นเกี่ยวกันเลย ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ไม่ลักทรัพย์แล้วทำไมเกิดสัมมาอาชีพ ไม่เกี่ยวอะไรกันฟังแล้ว ถ้าเผื่อว่าเข้าใจลึกซึ้งแล้วมันจะเห็นชัดเจนเลยว่า ก็ไม่ลักทรัพย์ ไม่ไปเอาของใคร เราก็ต้องทำเอง ทำเองก็คือการงาน ก็ทำ ก็สร้าง ก็สรรขึ้น เมื่อสร้างสรรขึ้น งานอะไรดี เราก็เลือกงานทำดี ๆ ทำประจำชีวิต เป็นสัมมาอาชีพ เหมือนอาตมาพาทำนี่ เป็นสัมมาอาชีพ พาทำไป เป็นฆราวาส แม้แต่เป็นสมณะก็อยู่ในขอบเขตของวินัย อันไหนทำได้ เราก็พาทำไป ไม่ผิดวินัยไม่อะไรก็ทำไปได้ ยิ่งทุกวันนี้ สิ่งไม่ผิดวินัยมีเยอะ แล้วมันมีงานการที่กว้างขวางขึ้นกว่าแต่ก่อน สมัยโบราณ งานการยังไม่มากไม่มาย สมัยนี้งานการมันเยอะเหลือเกิน ทำได้เยอะ สมณะก็ทำงานได้เยอะ ทุกวันนี้น่ะ เป็นสัมมาอาชีพสร้างสรร อันไหนที่สำคัญ ยิ่งเรามีหลักเศรษฐศาสตร์ในหัวใจแล้ว เราจะทำอะไรได้ โอ้ สัมมาอาชีพ แล้วสัมมาอาชีพลึกซึ้ง ขั้นที่อาตมาก็ขยายความให้สอดคล้องเข้ามาเรื่อย ๆ สัมมาอาชีพว่ามันลึกซึ้งขึ้น
มิจฉาอาชีวะ 5 คือการทำมาหากินเลี้ยงชีพในทางที่ผิด 5 อย่าง ตามลำดับความทุจริตในการทำอาชีพ 1. กุหนา การโกง ทุจริต คอร์รัปชั่น ทุจริตทั้งกาย วาจา ใจ มีมากในงานการเมือง 2. ลปนา การล่อลวง หลอกลวง เน้นทุจริตด้วยการใช้วาจาเป้นหลัก ส่วนทุจริตทางกายไม่เด่นชัด มีมากในนักธุรกิจและนักการเมือง 3. เนมิตตกตา การตลบตะแลง ยังเสี่ยง ยังไม่แน่แท้ 4. นิปเปสิกตา การยอมมอบตนในทางผิด อยู่คณะผิด 5. ลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา การเอาลาภต่อลาภ ลาภแลกลาภ (พระไตรปิฎก เล่ม 14 "มหาจัตตารีสกสูตร" ข้อ 275) อย่างไร “กุหนา” ไม่ได้เที่ยวได้คด ได้โกง ได้ทุจริต ไม่ลัก ไม่ขโมย ไม่อะไรแล้ว แล้วก็ต้องไม่หลอก ไม่ลวงด้วย อาชีพอะไรก็ไม่หลอก ไม่ลวง “ลปนา” ไม่หลอก ไม่ลวง แล้วก็ไม่ตลบตะแลงปลิ้นปล้อน ไม่มั่น ไม่คง “เนมิตตกตา” ทำงานทำการแล้วก็ยังมีซ้อน มีแฝง มีตลบตะแลงไปมา ว่าไม่เอา ว่าไม่เอาเปรียบ ก็เอาเปรียบ ว่าไม่โลภก็โลภ ไม่เบียดเบียนก็เบียดเบียนอะไรอยู่อย่างนี้ มันไม่จริง ไม่จัง ตลบแตลง มันไม่แน่ ไม่นอน ก็ให้มันแน่มันนอน ให้มันตรง ที่เราตั้งอกตั้งใจว่า เราจะเอาประมาณนี้ก็ให้ประมาณนี้ เราจะเอาแค่นี้ เราจะต้องการอยู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive