350410 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์2.68 MB
วันที่แก้ไข16 กุมภาพันธ์ 2569
รายละเอียด350410 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 13/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก ตรวจจิตตนเอง : เวทนาที่เป็นความรู้สึกแท้เมื่อสัมผัสแตะต้อง : เวทนาที่ปรุงแต่งด้วยกิเลสตัณหา-อุปาทาน : ภูมิ 4 หรือ ภูมิ 31 : ถาม ภูมิจิต 31 นี้ จิตระดับไหนเป็นปุถุชน : ภูมิ 4 หรือ ภูมิ 31 : 1. อบายภูมิ 4 : 1) นิรยะ : 2) ปิตติสัย : 3) ติรัจฉานโยนิ : อเวไนยสัตว์ : 4) อสุรกาย : 2. เทวดา 6 (สวรรค์ 6) : 1) จาตุมหาราชิกา : 2) ดาวดึงส์ 3) ยามา : 4) ดุสิต : 5) นิมมานรดี : 6) ปรนิมมิตวสวัตตี “วสวัตตี” เป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ : พระอวโลกิเตศวร : 3. พรหม 16 (รูปาวจรภูมิ 16) ความหมายของ “พรหม” ทางภาษาธรรมะ : ทางพุทธศาสนา พระอนาคามีเป็นจิตวิญญาณอย่างพรหมแท้ : รูปพรหมภูมิ 16 : พรหม หมวดแรก : 1) พรหมปริสัชชา : 2) พรหมปุโรหิตา : 3) มหาพรหมา : พรหม หมวด 2 : 4) ปริตตาภา : 5) อัปปมาณาภา : 6) อาภัสสรา : พรหม หมวด 3 : 7) ปริตตาสุภาพรหม - 8) อัปปมานาสุภาพรหม : 9) สุภกิณหาพรหม พรหม หมวด 4 : 10 ) เวหัปผลา : 11) อสัญญีสัตว์ : พรหมลูกฟัก คืออสัญญีสัตว์: “ดับสัญญา” เป็นนิโรธอย่างฤาษี อสัญญีสัตว์ : เวหัปผลา ตัวเปิด - อสัญญีสัตว์ ตัวปิดหรือตัวดับ : “สัญญาเวทยิตนิโรธ” เป็นนิโรธอย่างพุทธ : พรหม 11 ชั้นแรก คือสภาวะจิตที่เจริญ : พรหม หมวด 5 เรียก สุทธาวาส 5 : 12) อวิหา : 13) อตัปปา : 14) สุทัสสา - 15) สุทัสสี : 16) อกนิฏฐา 4. อรูปพรหม 4 (อรูปาวจรภูมิ 4) มนุษย์ หรือ มนุสสะ คือผู้ที่จิตเจริญ : ยักษ์ ในความหมายที่เป็นบุคลาธิษฐาน : สัมมาทิฏฐิ 10 อธิบายอย่างปฏิโลม ทวนจากข้อ 10 ไปหาข้อ 1 : ข้อ 10 สมณพราหมณา : ข้อ 7-8-9 หมวดพฤติกรรม - มารดา บิดา โอปปาติกสัตว์ : ข้อ 4-5-6 หมวดกิจกรรม - กัมมานัง โลกนี้ โลกหน้า : เป็นเมธีบอด กล้าไปทำอย่างโลกีย์ มันได้ยากกว่า : กุศล-อกุศลอย่างโลกียะ : กุศล-อกุศลอย่างโลกุตระ : อจินไตย : กว่าจะออกมาเป็นคำอุเทศคำอธิบายสอนของพ่อท่าน : ข้อ 1-2-3 หมวดพิธีกรรม - ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง : ยิฏฐัง - ยัญพิธี ที่เป็นพิธีกรรม-พิธีการ ของหมู่กลุ่ม : ยัญพิธี จัดขึ้นเพื่อการปฏิบัติบูชา : ยัญพิธีควรมีผลอย่างไร? : ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ก็เป็นยัญพิธีมีผล : “เอเสวมัคโค นัตถัญโญ” ทางนี้ทางเดียวคือทางเอก ทางอื่นไม่มี : ยัญพิธีใด ๆ ก็คือกรรมที่มีผลมีวิบาก : ยัญพิธี ปฏิบัติเพื่อพ้นมิจฉาทิฏฐิ 3 : กรรม การงานอาชีพ ใดๆ ก็คือยิฏฐัง ยัญพิธี : ยิฏฐังใดๆ ก็เพื่อให้เกิดผลหุตังและทินนัง : ทานต้องมีปัญญา จึงมีประโยชน์ มีอานิสงส์ : หลักการให้ทาน : 1. ให้แก่ผู้ที่ยากจน หรือมีน้อยกว่าเรา 2. ให้แก่ผู้ที่มีความจำเป็น 3. ให้แก่ผู้ที่จะนำไปทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า 4. ทำให้แก่ผู้ที่มีความโลภน้อย หุตัง คือผลเกิดจากการปฏิบัติ : เกิดผลที่จิตเราได้ขัดเกลากิเลสออกไป :: ผลได้เกิดการสังเวยวิญญาณ : คำว่า “เสวย” กับ “สังเวย” : สัมมาทิฏฐิ 10 นี้ ทั้ง 10 ข้อสัมพันธ์กันหมด : อธิบายอย่างอนุโลมและอย่างปฏิโลม : สัมมาทิฏฐิ 10 อธิบายทบทวนอย่างอนุโลม : อัตถิ มี - นัตถิ ไม่มี : ข้อ 1-2-3 ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง : ข้อ 4-5-6 กัมมานัง อยังโลโก ปรโลโก : ข้อ 7-8-9 มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติก : ข้อ 10 สมณพราหมณา : ศรัทธา 10 : งานนี้เป็นงานที่ยิ่งยอดที่สุดในโลก : ทำประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน พร้อม ๆ กันอยู่ :

เนื้อหาในไฟล์

350410 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 13/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 13/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์

อธิบายวันสุดท้าย อธิบายมาตั้งแต่งานปลุกเสกฯ (16-21 ก.พ. 2535) จนกระทั่งถึงงานพุทธาภิเษกฯ มาถึงวันนี้ (5-10 เม.ย. 2535) ในงานปลุกเสกฯ อธิบายไว้ถึง 7 คาบ พุทธาภิเษกฯ คราวนี้อธิบายแค่ 6 คาบ คาบนี้เป็นคาบที่ 6 ผู้ที่ถามมานี่ ไม่รู้ว่าฟังตามมาตั้งแต่ปลุกเสกฯ หรือเปล่า ก็ยังถามว่า สังเวยแปลว่าอะไร บวงสรวงแปลว่าอะไร โลกหน้าหมายถึงแดนโลกุตระใช่ไหม แล้วยังหมายถึงคือชาติหน้าด้วยใช่ไหม ก็ยังถามมาอยู่ มันยากจริง ๆ นะ มันยากจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่มันง่ายแสนง่าย แต่มันก็ยากกันเหลือเกิน พูดชัด ๆ แล้ว ก็ยังงงอยู่นั่นเองว่า มันหมายถึงอะไร ใช่ โลกหน้า หรือว่า ปรโลก ที่พูดถึงนี้ หมายถึง โลกใหม่ที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ คือโลกุตระนั่นแหละ แดนโลกุตระนั่นแหละ เป็นโลกอีกโลกหนึ่ง ที่ต่างจากโลกที่คนธรรมดาเคยอยู่ เคยเป็น เคยมี ธรรมดาคนเราเกิดมา หรือสัตว์โลก ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วได้ปฏิบัติจนกระทั่งจิตวิญญาณเกิดใหม่ จิตวิญญาณบรรลุธรรม จิตวิญญาณเป็นจิตวิญญาณใหม่ในโลกใหม่ เกิดใหม่จริง ๆ เกิดในโลกใหม่จริงๆ ตรวจจิตตนเอง : พวกเราที่ฟังธรรมไปแล้วนี่ ได้ปฏิบัติประพฤติกันมาแล้ว บางคนสิบกว่าปี ที่อาตมาพาปฏิบัติมา ก็ตรวจตราจิตตนเองดูว่า จิตตัวเองเกิดนั้นเป็นอย่างไร เกิดไหม ได้เกิดไหม พ้นมิจฉาทิฏฐิคืออย่างไร พ้นสักกายทิฏฐิคืออย่างไร มีสภาพจิตวิญญาณนั่นแหละ ในเรื่อง

อ่านต่อ

ไหน ๆ ก็ตาม มันได้เปลี่ยน ที่เราไปติด ไปยึด ไปหมุนเวียน วนเวียนเป็นวัฏสงสาร เป็นสุข เป็นทุกข์ สุขทุกข์อย่างโลก ๆ โลกียะนี่ อุปาทานเป็นอย่างไร ตัณหาเป็นอย่างไร มันไปยึด ไปติด มันเชื่อ มันเห็นจริง มันเกิดความรู้สึกความเป็นอย่างนั้น เป็นรสชาติ อัสสาทะอร่อยอยู่อย่างนั้น ชื่นชมเป็นสุข สุขโลกีย์เสพสมนั่นแหละ เป็นอย่างนั้นนะ มีทุกคน เป็นทุกคน อ่านตัวเองให้ออก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยสักเรื่องหนึ่ง เหตุหนึ่ง และเราได้เลิกละ ได้ปฏิบัติหลุดพ้นออกมา จนจิตมันเกิด มันเปลี่ยน เปลี่ยนจริง ๆ นะ เปลี่ยนความรู้สึก เปลี่ยนความเป็นอย่างก่อน แต่ก่อนนี้ มันเป็นสุข-เป็นทุกข์อยู่อย่างนั้นน่ะ มีอร่อย มีเพลิดเพลิน มีสนุกสนาน มันเป็นรสชาติของโลกียรส ซึ่งท่านตรัสว่า เป็นสุขัลลิกะ เป็นสุขหลอก สุขไม่จริง สุขลวง เมื่อเราพิสูจน์แล้ว ปฏิบัติ ประพฤติ เกิดจริง เป็นจริง เราจะเห็นได้เลยว่า ความสุขอย่างนั้นเราไม่ปรารถนา เราไม่เอา จิตมันเป็นจริงนะ มันไม่เอาแล้ว มันปล่อย เลิก แล้วมันก็หมดรส หมดจริง ๆ พอถึงสนิทจริง ๆ เมื่อถึงความเกิดใหม่ จิตใจสมบูรณ์จริง ๆ แล้ว อัสสาทะที่ว่ารสอร่อยของโลกนี่ ด้วยเหตุใดก็แล้วแต่เถอะ (ตัวอย่างเช่น)แต่ก่อนนี้ สูบบุหรี่อร่อย แต่ก่อนนี้กินเหล้าอร่อย แต่ก่อนนี้กินแกงอย่างนี้ กินผัดอย่างนี้ โอ้ ชื่นใจ อร่อย แต่ก่อนนี้ได้ใส่เสื้อผ้าอย่างนี้ ได้แต่งตัวอย่างนี้ ได้กลิ่นอย่างนี้ชื่นใจ ได้กลิ่นอย่างนี้อร่อย เพลิดเพลิน เป็นสุข ถ้าไม่ได้แล้วก็ต้องแสวงหา บางสิ่งบางอย่างเรารู้ว่ามันเป็นรสของโลกียะ แต่เราก็ไม่ได้ไปแสวงหา ไม่ได้พยายามที่จะไขว่คว้าติดตามเป็นภาระ นั่นแสดงว่าเราไม่ได้ถึงขั้นเป็นตัณหา แต่ยังเป็นอุปาทาน เป็นความติด เป็นความยึด หลงเป็นสุข-เป็นทุกข์อยู่เท่านั้นเอง เวทนาที่เป็นความรู้สึกแท้เมื่อสัมผัสแตะต้อง : ระหว่างสิ่งที่เราติดใจเป็นรสอร่อย กับระหว่างที่เรารู้ว่า ไอ้นี่ง่ายต่อการสัมผัสแตะต้อง อย่างนี้ยากต่อการสัมผัสแตะต้อง อย่างนี้เป็นประโยชน์ หรืออย่างนี้ค่อยยังชั่ว สบาย อย่างนี้ไม่สบาย อย่างนี้ไม่เป็นประโยชน์ต่อการสัมผัสแตะต้อง การรู้นั้นรู้ด้วยการกำหนดสัญญา รู้ด้วยการรู้สึก เวทนา แต่ว่าเวทนานั้น ก็รู้สึกด้วยรู้ รู้กำหนด เช่น เราแตะต้องพริก กับเราแตะต้องแตงกวา เราก็รู้สึกว่ารสแตงกวานี่มันง่าย มันไม่ยาก ไม่ลำบาก มันไม่เกิดปฏิกิริยาที่ทำให้ร้อนหรือทุกข์ ทุกข์ที่ว่านี่ลำบาก ทุกข์ที่ว่านี่ไม่ใช่ชอบใจ หรือไม่ชอบใจ เปรียบเทียบกับการไปแตะต้องกับรสพริก มันลำบาก มันไม่ง่าย มันร้อน มันทุกข์กว่าการไปแตะต้องรสของแตงกวา นี่เป็นการรู้ด้วยสัญญา เป็นความจริงตามความเป็นจริง แตะต้องรสสะเดา กับแตะต้องรสน้ำตาล ประมาณพอดี ๆ นะ ก็รู้สึกว่ารสสะเดาฝืด เพราะว่ามันเป็นธาตุฝืด จะกลืน จะกิน หรือจะอมไว้ ยากกว่าแตะต้องรสน้ำตาล แต่ถ้าน้ำตาลก็ตาม มันหวานเกินไปนะ มันจัดเกินไป มันก็แตะต้องยากเหมือนสะเดานั่นแหละ เราก็รู้ว่าอะไรยาก อะไรง่าย อะไรลำบากกว่ากันก็เข้าใจ แต่ไม่ใช่ความติดใจ ไม่ใช่อุปาทาน แต่เป็นสัญญา เป็นความกำหนดรู้ เป็นความรู้สึก อันนี้ก็เป็นรายละเอียดของความจริง ประเดี๋ยวก็จะบอกว่า เอ๊ ก็เรามีสุข มีทุกข์ แล้วเมื่อไหร่มันหมดสุขหมดทุกข์ล่ะ บางทีเรากินน้ำตาลนี่ มันง่ายกว่ากินสะเดานะ ก็เลยเข้าใจว่าเราชอบน้ำตาล แต่เราไม่ชอบสะเดา เราชอบแตงกวา แต่ไม่ชอบพริก เราก็ยังรู้สึกว่า เป็นกิเลส อันนั้นก็ต้องเข้าใจความจริงตามความเป็นจริงให้ได้ว่า ไม่ใช่หรอก มันเป็นการกำหนดรู้ มันเป็นความยากกับความง่ายของเหตุปัจจัยนั้นจริง ๆ เราจับน้ำธรรมดาก็รู้สึกธรรมดา เราจับน้ำร้อนหรือหรือเราจับไฟ มันก็ยาก ก็ลำบาก มันก็มีปฏิกิริยาที่ไม่ง่าย จะบอกว่าทุกข์ก็ทุกข์ จับไฟหรือว่าจับน้ำร้อน มันทุกข์ จับน้ำธรรมดามันก็ง่ายกว่า มันก็สุขกว่า เพราะฉะนั้นเราจะหลงตัวเองว่า ยังไม่หมดสุข ยังไม่หมดทุกข์ เพราะไปจับน้ำร้อนมันยังทุกข์ ไปจับน้ำธรรมดาไม่ร้อนนี่มันสุข เราจะไปหลงเข้าใจผิด นั่นเป็นเรื่องเหตุปัจจัยที่เป็นธรรมดา ที่มันยากกว่ากัน ต่างกัน ถ้าเทียบน้ำร้อนกับน้ำธรรมดา ก็จะเข้าใจง่าย แต่เทียบต่างอย่างเทียบแตงกวากับพริก เทียบน้ำตาลกับสะเดา มันอาจจะเข้าใจยากกว่าหน่อย แต่มันก็นัยคล้ายกันกับเราจับน้ำร้อน กับจับน้ำธรรมดา นี่เป็นสัญญา เป็นการกำหนดรู้ เป็นเวทนา เป็นความรู้สึกตามความเป็นจริงของมันว่า จับน้ำร้อน มันยากกว่าจับน้ำธรรมดา อุณหภูมิธรรมดา หรือจับน้ำที่เย็นเกินไป ก็จับยากกว่าน้ำที่อุณหภูมิธรรมดา อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นการแตกต่าง ซึ่งความยากความง่ายพวกนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้หมดสุข-หมดทุกข์ของเวทนา จะต้องอ่าน ต้องเข้าใจสภาพพวกนี้ให้จริง หลายคนจะมีธาตุที่ต่างกัน ทำปฏิกิริยากับสิ่งที่สัมผัสได้ต่างกัน เช่น บางคนทนร้อนได้ หรือว่าธาตุที่ทำปฏิกิริยาความร้อน รู้สึกสบายตัว ถูกร้อน ก็อยู่ดี ต่างกับบางคนทำปฏิกิริยา ร่างกายทำปฏิกิริยากับความเย็น อยู่ได้ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาชอบเย็น หรือคนที่ทำปฏิกิริยากับสัมผัสร้อนอยู่ได้ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาชอบร้อน อย่างนี้ก็เป็นนัยที่ละเอียดอีก ที่เราจะต้องรู้ตัวเองว่า ชอบ อย่างนั้น เวทนาที่ปรุงแต่งด้วยกิเลสตัณหา-อุปาทาน : เรายังมีชอบ-มีชัง หรือว่า เรามีผลัก-มีดูด เรามีสุขหรือมีทุกข์ สุขเวทนาหรือทุกขเวทนาอยู่ อย่างที่เป็นกิเลส? หรือเป็นตัณหา? เป็นอุปาทานหรือไม่? ตัณหานี่จะแสวงหา อุปาทานนี่มันลึกเข้าไปกว่าตัณหา อุปาทาน คือ ยังติด ยังยึดอยู่ อาจจะไม่มีฤทธิ์ถึงขั้นต้องแสวงหา แต่ยังไม่หมดอุปาทาน ติดยึด ว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ ว่าเป็นชอบ เป็นชังอยู่ก็มี เป็นอุปาทาน อุปาทานแล้วยังแถมโตไปเป็นตัณหาด้วย นั่นคืออุปาทานนั้นมีฤทธิ์แรงมากจนต้องแสวงหา จนต้องดิ้นรนไขว่คว้ามาเพื่อได้ เพื่อเป็น เพื่อมี แต่ฤทธิ์แรงของอุปาทาน ที่ลดตัณหาลงไปแล้ว ก็เพียงแค่ยังยึด ยังฉวย ยังติดอยู่พอสมควร เมื่อมันลดตัณหาลงไปแล้ว มันจะไม่ถึงขั้นดิ้นรน หรือแสวงหามาให้ตนเสพ แต่ถ้าได้สัมผัสได้เสพ ก็ยังมีความติดความยึดนั้นอยู่ด้วย ก็ต้องล้างอุปาทานนี้ด้วย แม้จะหมดตัณหาแล้ว แต่ยังมีอุปาทาน ก็ต้องล้างอุปาทานด้วย ส่วนกิเลสนั้น เป็นภาษารวมทั้งหมด รวมอะไรที่มันยังไม่สมบูรณ์ เราเรียกว่ากิเลสหมด จะเป็นตัณหาก็เป็นกิเลส จะเป็นอุปาทานก็เป็นกิเลส รวมหมด บางสิ่งบางอย่างที่เป็นอุปาทาน แต่ไม่ถึงขั้นเป็นตัณหานี่ ก็ต้องเข้าใจสภาพพวกนี้ ดูให้ดีนะ ภูมิ 4 หรือ ภูมิ 31 : ถาม ภูมิจิต 31 นี้ จิตระดับไหนเป็นปุถุชน : มีผู้ถามซ้อนขึ้นมาถึงเรื่องของโอปปาติกะ หรือเรื่องของจิต ก็อธิบายไปตรงนี้สะด้วย ดีเหมือนกันนะ ถาม… ภูมิจิต 31 ที่เขาเคยเรียนกันในอภิธรรม มีอบายภูมิ 4, เทวดา 6, พรหม 16, อรูปพรหม 4, มนุสโส 1 รวมแล้วก็เป็น 31 จิตระดับไหนเป็นปุถุชน? พ่อท่านว่า… คือ อบายภูมิ 4 + เทวดา 6 ก็เป็น 10 + พรหม 16 ก็เป็น 26 + อรูปพรหม อีก 4 ก็เป็น 30 + มนุสโสอีก 1 ก็เป็น 31 จิต หรือ ภูมิจิต 31 นี้ เขาก็ไปเรียบเรียง ไปรวบรวมกันออกมา ให้ดูว่าลักษณะต่าง ๆ พวกนี้มันเป็นอย่างไร ก็จริง เป็นภูมิของโอปปาติกะ หรือภูมิของสัตว์ทางวิญญาณ จิตระดับไหนเป็นปุถุชน ถามมาในนี้นะ ก็ตอบได้เลยว่า เป็นปุถุชนทุกระดับ แม้แต่ถือว่าเป็น “พรหมโดยมิจฉาทิฏฐิ” ไม่ใช่พรหมอย่างพุทธ หรือ ”เทวดาอย่างมิจฉาทิฏฐิ” ไม่ใช่เทวดาอย่างพุทธ ก็เป็นปุถุชนทั้งสิ้น ส่วนคำว่า “มนุสโส” ก็กลาง ๆ ภูมิ 4 หรือ ภูมิ 31 : อาตมาจะอธิบายคร่าว ๆ อาตมาอธิบายละเอียดเอาไว้ในหนังสือทางเอก เรื่องภูมิจิตพวกนี้ต่าง ๆ ถ้าอธิบายกัน ก็จะยาว ก็ขออธิบายสรุป ๆ (ดู ภูมิ 4 หรือ ภูมิ 31 ในภาคผนวก) 1. อบายภูมิ 4 : 1) นิรยะ : สัตว์นรก นิรยภูมิ คือสัตว์ที่มันร้อนเร่า ต้องดิ้นรนแสวงหา เรียกว่ามันอยากแรง มันจะอยาก ต้องการมาเสพ อย่างไรหรือต้องการผลัก โทสะนั่นแหละ โทสะแรง หรือโลภะ ราคะแรงอย่างไรก็ตาม มันถึงขั้นแรง สัตว์นรกนี่ นิรยภูมินี่ ดิ้นรน เร่าร้อน อย่างนั้นแหละ เรียกว่าอาการของจิตหรืออาการของสัตว์โลก ชนิดนรก ที่จริงมันก็นรกทั้งนั้นแหละ นรกต่ำ นรกสูงอะไรนี่ มันนรกใหญ่ นรกสูง นรกลึก จะเรียกต่ำ หรือสูงกันแน่ นรกแรง มันดิ้นรนแรง นิรยภูมิ 2) ปิตติสัย : เปรตก็คืออยากกลาง ๆ ยังเป็นเปรตอยู่ ยังอยาก ถ้ามันแรงก็เป็นสัตว์นรกนั่นแหละ เปรตที่อยากแรง ๆ ก็เป็นสัตว์นรก 3) ติรัจฉานโยนิ : เดรัจฉานนี่โง่ มันไม่ตรงทาง ขวางกับทางนิพพาน หรือว่ามันทวนกระแสกับทางนิพพาน เดรัจฉานมันโง่ อวิชชานั่นเอง เดรัจฉานมันไม่เข้าใจ อเวไนยสัตว์ : คนทีเรียนโลกุตรภูมิไม่ได้เลย เรียกว่า อเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่สอนไม่ขึ้น รับไม่ได้จริง ๆ ฟังไม่เข้าใจจริง ๆ ทวนกระแสไม่ไหวจริง ๆ เป็นเดรัจฉานจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่คนที่มีปัญญาญาณเป็นเวไนยสัตว์ เป็นผู้ที่ฟังรู้เรื่อง สอนได้เข้าใจ ถึงแม้ว่าเขาจะปฏิบัติไม่ได้ ไม่มีบารมี ไม่ถึงขั้นอาริยภูมิ แม้เป็นปทปรมะก็ตาม คือ รู้เข้าใจได้ดีนะ แต่ตัวเองไม่ปฏิบัติประพฤติ หรือปฏิบัติประพฤติ ไม่มีบารมีถึงขั้นเป็นโคตรภูบุคคลอยู่เท่านั้น ประพฤติไม่ได้ โคตรภูมิคือเรียกว่า พ้นปทปรมะอยู่บ้างนะคนนั้น เรียกว่าเป็นผู้ที่ไม่ใช่เดรัจฉาน ไม่ใช่โง่ทีเดียว แต่เดรัจฉานนี่โง่ ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ มันขวาง มันทวนกลับ มันคนละทาง ไม่เข้าทางที่จะไปทิศโลกุตระเลย พวกเดรัจฉานนี่ ยาก พวกเดรัจฉานนี่ หนัก 4) อสุรกาย : อีกอบายภูมิหนึ่งก็คือ อสุรกาย อสุรกายก็คือพวกไม่กล้า อสุร นี่แปลว่าความไม่กล้า กลัว เขาเรียกว่าพวกกลัว กล้าอะไร? กล้าทำดี กล้าที่จะปฏิบัติประพฤติ กล้าที่จะทดลอง เลิก ละ หน่าย คลาย พวกเรานี่ยังมีสัญชาติอสุรกายซ้อนอยู่กันเยอะ ยังมีอบายภูมิข้อนี้เยอะ พ้นจากเดรัจฉานมาได้กันเยอะเหมือนกัน คือไม่โง่จนฟังไม่รู้เรื่อง ถ้าพวกคุณมาอยู่กับอาตมานี่ 5 ปี 8 ปี ไปแล้วนี่นะ ถ้าไม่ใช่เดรัจฉาน อยู่ได้หมด อยู่ได้ ถ้าเป็นเดรัจฉาน อยู่ไม่รอด อยู่ไม่ไหวหรอก เพราะว่า พาอดพาทน พาฝึกพาปรือ ไม่ได้บำเรอ ไม่ได้เสพสมสุขสมแบบโลกียะอะไรนัก เพราะฉะนั้นจะฝืนทนอยู่ไม่ได้นานหรอก ถ้าผู้ใดเป็นภูมิเดรัจฉานแล้ว อยู่กับอาตมาไม่นาน จะต้องออกไป หรือแม้เป็นสัตว์นรก นิรยภูมิแรงๆ จัดๆ จ้านๆ มันก็กดข่ม ทนอยู่ไม่ได้นานเหมือนกัน นอกจากจะปฏิบัติประพฤติไปได้ ลดความเป็นนิรยภูมิลงไปได้จริง ๆ จึงจะอยู่ได้รอด เพราะฉะนั้นที่อยู่ด้วยกันมาก ๆ นี่ มีพวกอสุรกายกับเปรต ส่วนเดรัจฉานกับสัตว์นรก อยู่กับอาตมาไม่ได้นานหรอก แต่ถ้าอยู่ได้ รอดมานานหลายปีแล้ว รู้เถอะว่าเราพ้นความเป็นเดรัจฉาน พ้นจากความเป็นสัตว์นรกนิรยภูมิมาแล้ว ถ้าอยู่ได้นาน ก็น่าจะใช้เวลาสัก 20 ปี วัดนะ อยู่กับอาตมา พาปฏิบัติประพฤติไปนี่ ทนได้ถึง 20 ปีขึ้นไป ถือว่าพ้นเดรัจฉาน พ้นนิรยภูมิ แต่อาจจะยังไม่พ้นเปรตกับอสุรกายหรอกนะ ยังเป็นเปรต เป็นอสุรกายอยู่ ยังมีความอยาก ยังใคร่ ยังอยาก อยากอย่างโน้น อยากอย่างนี้ แต่ไม่แรงถึงขั้นนิรยภูมิ และไม่โง่จนถึงขั้นไม่เข้าใจเท่านั้นเอง เข้าใจ แต่ก็ยังไม่กล้าทิ้ง ไม่กล้าละ หวงไว้ทำไม? นี่แหละอสุรกายแท้ ๆ รู้จักหน้าตาอสุรกายชัด ๆ จิตวิญญาณที่เรานี่แหละ พิสูจน์เถอะ เรานี่เป็นแท่งเป็นหลอดทดลอง แล้วก็มีตัว SUBJECT มีตัวเครื่องทดลอง ตัวจิตวิญญาณนั่นนะ ที่เป็นตัว SUBJECT ที่เป็นตัว MEDIUM ตัวที่จะให้เราได้ทดลอง ให้จับทดลอง อยู่ในตัวเราแล้ว ของใครของมัน มีทุกคน เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีอุปกรณ์พร้อม นี่ อาตมาก็บอกวิธี อาตมาเป็นนักวิทยาศาสตร์ บอกวิธีให้ทดลอง พิสูจน์ โอปปาติกะ สัตตาโอปปาติกา ทดลองแล้วก็สังเคราะห์เปลี่ยนให้มาเป็นเทวดา

2. เทวดา 6 (สวรรค์ 6) : เทวดา 6 ก็เป็นแบบเทวดาโลกียภูมิ 6 แล้วเขาก็อธิบายกันอย่างโลกีย์กันไว้เยอะ เทวดา 6 มี 1) จาตุมหาราชิกา 2) ดาวดึงส์ 3) ยามา 4) ดุสิต 5) นิมมานรดี 6) ปรนิมมิตวสวัตตี เขาก็เป็นสุขอย่างโลกียะ ๆ อยู่ เป็นการได้เสพสม สุขสม เป็นเทวดาหอฮ่อ 1) จาตุมหาราชิกา : จาตุมหาราชิกา ก็หมายความว่า จะล่าสุข เป็นใหญ่ 4 ทิศ จตุก็คือ 4 เป็นเทวดา 4 ทิศ ล่าให้สำเร็จสุข สำเร็จโลกียสุขให้ได้ ด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั่นแหละ เพราะฉะนั้นเทวดาอย่างนี้นี่ เขาอธิบายกันไป ตามเรื่องตามราว โดยเฉพาะเทวดาอย่าง เทวดา 4 ทิศนี่ ถ้าเผื่อว่าเราเอง ล่า 4 ทิศ ถ้าจะเป็นพุทธล่ะก็ เราจะต้องลด 4 ทิศ จึงจะเป็นเทวดาพุทธ ถ้าล่า 4 ทิศ เรียกว่าเป็นเทวดาโลกีย์ ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข 4 ทิศ ถ้าลดการเป็นทาสลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทั้ง 4 ทิศก็หมายความว่า จะเอาให้มันได้รอบ ที่ไหนเราก็ต้องการทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้น มันกลับกันเท่านั้นเอง 2) ดาวดึงส์ ได้เป็นสุขแบบอาการ 32 “ดาวดึงส์” นี่แปลว่าอาการ 32 (33) ดาวดึงส์ มาจากคำว่า ตาวติงสะ แปลว่า 32 (33) เราได้เสพเข้าไปถึงวิญญาณ 32 อาการ อาการ 32 ของจิตวิญญาณ เสพอย่างโลกียสุข ก็เป็นเทวดาโลกียะ ลดความเสพอย่างโลกียสุขเป็นเทวดาดาวดึงส์ของพุทธ ผู้ฟังทักว่า… ดาวดึงส์แปลว่า 33 เทพเทวดา ที่ 33 พ่อท่านว่า… เออ 33 เราบาลีเพี้ยน เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นเทพที่เหนือชั้นขึ้นมา จากเทพ 33 อาการที่เสพอย่างโลกียสุข ไปเป็นวิสุทธิเทวดา เทวดาแบบพุทธ แบบใหม่ เดินทางใหม่ กลับกัน ลดกันให้ได้ จึงจะเป็นเทวดาพุทธ

3) ยามา : “ยามา” แปลว่าเฝ้า หมายความว่า เป็นเทวดาที่ไม่รู้จักปลดปล่อย เพราะฉะนั้น จะชื่นชม จะเฝ้าหวง เฝ้าแหน อยู่ตลอดเวลา จิตจะเป็นอย่างนั้นอยู่ เฝ้าหวง เฝ้าแหน เฝ้ายึด เฝ้าถือ เฝ้าติดอยู่ตลอดเวลา ถ้าได้มาก็ชื่นชม เสร็จแล้ว พอได้เสพแล้ว ก็สงบ ดุสิต

4) ดุสิต : ดุสิต เทวดาในระดับดุสิตนี่ หมายความว่า อิ่ม ได้รับความอิ่ม ได้รับความพอ ได้รับความเสพ แล้วก็หยุดช่วงหนึ่ง ดุสิต นั่นเป็นที่พัก เพราะฉะนั้นเขาก็อธิบายกันโดยรูปธรรม แดนดุสิต นี่เป็นแดนแห่งการพักของเทวดาที่ยิ่งใหญ่ แดนพักของเทวดาที่เสพสมสุขสมนั่นเอง โลกียะ คือ คนเรามันกินอิ่มแล้วนี่ มันต้องหยุด นั่นล่ะจิตตรงนั้นนะ ดุสิต อิ่มแล้ว มันก็หยุด มันก็พัก มันก็เหมือนไม่มีอะไร มันก็เหมือนสงบ หยุดแสวงหา หยุดอยาก หยุดใคร่ หยุดที่จะดิ้นรนแบบโลก ๆ ไม่เป็นนรก ไม่เป็นสวรรค์ เป็นสวรรค์แต่เป็นสวรรค์สงบ ดุสิตนี่เป็นแดนสงบ ก็เป็นสงบแบบโลกียะ มันพัก โดยต้องพักเองนะ อิ่มแล้วก็หยุด มันต้องหยุด ถ้าไม่หยุดมันก็จะตายเอา หยุดโดยความจำนน แต่ถ้าเป็นโลกุตระ เป็นพุทธ เราก็เป็นดุสิต หยุดตัวที่ลด ละ หน่าย คลาย จนกระทั่งจบ จนกระทั่งหยุดได้จริง นี่ เทวดาแบบพุทธ ส่วนเทวดาแบบโลกียะก็แค่นั้น คุณอิ่มแล้วคุณก็พอ คุณก็หยุด คุณก็สงบ สงบแบบโลกีย์ หรือสงบในวิธีอื่น ที่มันไม่ตรงทีเดียว นั่งสะกดจิต สงบ อะไรก็ได้ ก็ถือว่า ดุสิตได้เหมือนกัน 5) นิมมานรดี : นิมมานนรตี นี่ สร้าง ยินดีในการทำได้ สำเร็จก็หลงใหลตัวเอง เป็นสภาพ “มานะ” 6) ปรนิมมิตวสวัตตี นิมมานนรตีก็ตาม ปรนิมมิตวสวัตตี ก็ตาม เป็นเทวดาที่ประสบผลสำเร็จ เป็นเทวดาที่มีมานะ เป็นเทวดาที่ทางโลกเขาไม่ถือสาหรอก ทางโลกเขาถือว่าสูงยิ่ง ๆ นะ เมื่อสร้างได้ เนรมิตได้ ทำได้อย่างสมอกสมใจ ได้อย่างเป็นเทวดาที่แสนที่จะเนรมิตได้พร้อมพรั่ง อยากได้ลาภ มีลาภ อยากได้ยศ มียศ อยากได้สรรเสริญ มีสรรเสริญ อยากได้สุข ก็มีสุข อะไร ๆ ก็ได้ดังอกดังใจ ก็ถือว่า เขายิ่งใหญ่ เป็นมานะ นิมมานนรตี เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ซ้อนลงไปอีกเลยว่า แม้เราปฏิบัติได้ดี เป็นพุทธนี่ เราก็จะต้องลดมานะ ซึ่งเป็นอุปกิเลสอีก หรือเป็นสังโยชน์สูง-ซ้อนเสริม หลงยินดีปรีดาในความดี แม้จะดีจริง แม้จะเป็นโลกุตระด้วยซ้ำก็ตาม ที่เราก็เคยเรียน เป็นอุปกิเลสซ้อน เราก็จะต้องลด จะต้องละ ไม่หลงใหลใยดี ไม่หลงติดเทวดา แม้จะเป็นเทวดาจริง เป็นอุบัติเทพ เป็นวิสุทธิเทพก็ตาม ส่วนโลกโลกีย์นั้นไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเขาจะเป็นเทวดา หลายศาสนาเป็นเทวดาอย่างนี้ เป็นเทพเจ้า สุดท้ายจะยิ่งใหญ่ ๆ ๆ ปรนิมมิตวสวัตตี ก็คือยิ่งใหญ่เข้าไปอีก “วสวัตตี” เป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ : ปรนิมมิตวสวัตตี มีอำนาจ คำว่า “วสวัตตี” เป็นอำนาจอันยิ่งใหญ่ ใหญ่จนกระทั่งสุดท้ายก็เป็น God เป็นเทพเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งที่เขายกย่อง สมมุติว่าใหญ่ที่สุด แล้วตัวเองก็จะเป็นอย่างนั้น เหมือนอย่างที่ศาสนาหลายศาสนาเขาจะเป็น เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ที่ครอบงำโลก เป็นผู้ที่เนรมิตทุกอย่างในโลกให้ได้ ยอดแห่งการสร้างให้ได้ ของพระพุทธเจ้าก็จะยิ่งใหญ่เหมือนกัน สามารถอยู่เหนือการเป็นจิตวิญญาณ อยู่เหนือโอปปาติกะ จนกระทั่งสามารถรู้เกิด รู้ตาย สามารถจะสั่งเกิด สั่งตายได้เอง สั่งเป็น สั่งมี หรือสั่งสูญ อย่าว่าแต่อมตะเลย จะอมตะนานเท่าไหร่ ก็ได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้หลงผิดหรอก ทางพุทธธรรม ทางโลกุตระ พระอวโลกิเตศวร : ขนาดนั้นก็จะกลายเป็นมหายาน ที่จะอยู่นิรันดร์ มีพุทธเกษตร อธิบายกันว่า สมมุติเทพอย่างหนึ่ง สมมุติเทวดาแท้อย่างหนึ่ง เป็นพระอวโลกิเตศวร เป็นพระโพธิสัตว์ใหญ่ หรือหลาย ๆ ลัทธิ หลายๆแขนง หลาย ๆ นิกาย เขาก็แยกออกไปเป็นพระอมิตตาพุทธ โดยเฉพาะพระอวโลกิเตศวร พระอวโลกิเตศวรนี่ เขาอธิบายกันเลยว่า ท่านจะยังไม่ยอมดับ ไม่ยอมตาย ไม่ยอมปรินิพพาน ตราบจนกว่า จะรื้อขนสัตว์ให้หมดโลก ไม่ให้เหลือ ท่านจึงจะเป็นผู้ปรินิพพานรูปสุดท้าย เพราะฉะนั้นมันจะเป็นได้อย่างไรเล่า มนุษย์คนสุดท้ายนะ ถ้ายังไม่หมดเมื่อไหร่ในมหาจักรวาลโลกนี้นะ รื้อขนสัตว์ไม่ได้หมด ท่านก็จะยังไม่ยอมปรินิพพาน นี่ก็เป็นการอธิบายสมมุติไว้อย่างเลยเถิด มหายานก็เลยเถิดไป สุดโต่งไปอย่างนี้ก็มี ก็ปล่อยท่านเถอะ ใครจะเอาอย่างนั้นก็เอา ใครจะเป็นอวโลกิเตศวร ก็เอานะ คือจะรื้อขนสัตว์ให้หมดจริง ๆ ไม่ให้เหลือ ไม่ว่าโลกนี้ ไม่ว่าโลกหน้า โลกไหน ๆ อีกกี่โลกก็ตาม จนเกลี้ยง เราก็เข้าใจสะ ใครจะเป็นอย่างนั้นก็เอานะ ใครจะเป็นอย่างนั้นก็เอานะ อาตมาก็ไม่ว่า อาตมาเข้าใจสภาพอย่างนั้น แต่อาตมาไม่เอาคนหนึ่งน่ะ อาตมาก็แค่ อย่างดีก็ปรารถนาอยู่แค่สัมมาสัมโพธิญาณ สูงสุดเมื่อไหร่ก็พอ ไม่แน่หรอก ถ้าว่ามันสมเหมาะสมควรนักก็ retire มันกลางทางโพธิสัตว์นี่แหละ ไม่ต่อละ ไม่เอาสัมมาสัมโพธิญาณก็ได้ มีสิทธิ์ retire เอง มีสิทธิ์ที่จะหยุด จะเลิกเอง สามารถปรินิพพานได้ เป็นพระอรหันต์แล้วสามารถปรินิพพานได้ทุกรูป เพราะฉะนั้นเกินกว่าพระอรหันต์ไปอีกเมื่อไหร่ ๆ จะปรินิพพานเมื่อไหร่ก็ได้ จะไม่ปรินิพพาน จะต่อไปอีก จะเล่นหลงแบบอวโลกิเตศวร ก็เชิญสิ ไม่ว่ากัน ของใครของมัน นั่นแหละ มันก็เป็นสภาพของความเป็นจริงที่ยิ่งใหญ่ จิตวิญญาณนี่ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่เหนือเกิด-เหนือตายแล้วจริง ๆ นี่ มีได้ ขอยืนยัน ของพุทธเหนือเกิดเหนือตาย เพราะฉะนั้นผู้ที่ยิ่งมีบารมีสูง จะรู้วันเกิด วันตาย จะกำหนดการเกิด การตาย อย่างพระพุทธเจ้าเรานี่ แค่ ต่อไป ไม่เป็นไรมาร อีก 3 เดือนข้างหน้า ตาย เป๊ะ 3 เดือนก็ตาย ไม่ไปละลาบละล้วง ไม่ไปเลยสัญญา ไม่ใช่ว่าจะบอกไม่เป็นแล้วก็เป็น ไม่ใช่ บอกว่าไม่เป็นก็ไม่เป็น บอกว่าเป็นก็เป็น ท่านมีสัจจะอย่างนั้นนะ 3. พรหม 16 (รูปาวจรภูมิ 16) ส่วนพรหมทั้ง 16 ภูมิ นั้น ก็ขอไล่ชื่อก็แล้วกัน อธิบายไปคงจะยาวยืดยาดนะ อาตมาก็ไม่ค่อยได้ทบทวนภาษา มนต์ไม่ค่อยได้สาธยายนี่ มันก็ลืม พรหม 16 อาตมาแบ่งเป็นหมวด ๆ ละ 3 เช่น หมวดแรก ได้แก่ 1) พรหมปริสัชชา , 2) พรหมปุโรหิตา, 3) มหาพรหมา ความหมายของ “พรหม” ทางภาษาธรรมะ : “พรหม” ที่ตั้งจิตยึด ยึดความวิเศษ ที่จริงแล้วเขาถืออย่างนี้ เขาถือว่าพรหมนี่คือฐานสูงกว่าเทวดา ตอนแรก ๆ ก็มีความรู้กันว่า ฐานเทวดานี่ มันเสพ เป็นสมมุติเทพเท่านั้นแหละ ส่วนพรหมนี่ลดจากสมมุติเทพ เจริญขึ้น มันก็มีความเข้าใจอยู่พอสมควร เพราะฉะนั้นพรหมจริงๆ ไม่มีเมีย ไม่เสพกาม พรหมจริง ๆ ไม่มีกาม ทีนี้พวกเข้าใจผิด ก็เล่น พระพรหมมีเมีย หาเมียให้พระพรหม แล้วเขาก็ไม่เรียกเมีย เขาเรียกศักติ หาเมียให้พระพรหม เทพเจ้าระดับพรหมแล้วที่จริงบริสุทธิ์สะอาดจากกาม ดีไม่ดีก็เอาเหล้าไปให้พระพรหมกินอีกด้วย มันเลอะกันใหญ่ แล้วก็เรียกน้ำโสม พระพรหมนี่ โดยความหมายแต่เดิมที่ไม่เพี้ยน คือความสูงขึ้นของจิตวิญญาณ ในระดับพ้นกาม จริง ๆ แล้วในภาษาธรรมะยังมีอยู่ เรียกว่า รูปพรหม อรูปพรหม คือเป็นพรหมที่พ้นจากภพของกามภพ เป็นภวภพเท่านั้น ในระดับของพุทธเราเรียกว่าอนาคามีภูมิขึ้นไป ทางพุทธศาสนา พระอนาคามีเป็นจิตวิญญาณอย่างพรหมแท้ : ผู้ที่เข้าใจภพของจิต ที่ว่าเราไม่เสพแล้ว ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างที่อาตมาได้อธิบายอนาคามีภูมิให้ฟัง ผู้ที่พ้นสังโยชน์ 5 เบื้องต่ำ ไอ้อย่างนั้นน่ะ เป็นจิตวิญญาณของพรหม (ดู สังโยชน์ 10 ในภาคผนวก ) เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณในระดับเหลืออุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ นั่นเรียกว่าพรหมที่แท้ ส่วนพรหมของเขา(เทวนิยม)นั้น มันเละกันใหญ่

รูป พรหมภูมิ 16 : พรหม หมวดแรก : 1) พรหมปริสัชชา 2) พรหมปุโรหิตา 3) มหาพรหมา

พรหมปริสัชชา : ความหมายของปริสัชชา เป็นพรหมที่เริ่มต้นเสาะแสวงหาความใหญ่ทางจิต พรหมนี่คือ ความใหญ่ อยากใหญ่ อยากโต ความจริงก็คือ ฐานของมานะโดยตรง แต่เขาไม่เข้าใจ ก็สะสมความใหญ่ เป็นเรื่องของอาการจิตวิญญาณทั้งนั้นแหละ จิตวิญญาณในจิต ซึ่งไม่เอาตา หู จมูก ลิ้น กาย เข้ามาเกี่ยวข้อง ทวารของกามคุณ 5 ไม่เอามาเกี่ยวข้อง พรหมปุโรหิตา : “ปุโรหิตา” ก็แปลง่าย ๆ ว่า “ครู” นะ เป็นครู ปุโรหิตานี่เป็นพวกสอน เพราะฉะนั้น ใหญ่นี่ ก็เป็นพวกแสดงภูมิ เป็นพวกสอนเขา จะต้องเป็นครูเขา เป็นนายเขาไปเรื่อย ๆ ก็สั่งสมความ… ที่จริงแล้ว อาตมาอธิบายไว้ในทางเอก เป็นสภาพที่ติดยึด มหาพรหมา : พรหมปริสัชชานี่ ติดยึด มุ่งมั่น ได้แล้วก็หลงใหล โตขึ้น ๆ เรียกว่ามหาพรหม มหาก็บอกแล้วว่า ใหญ่ ก็สะสมความเป็นปริสัชชา สะสมความเป็นนายเป็นครู อย่างเจ้าใหญ่นายโต เป็นปุโรหิตานั่นแหละ ที่จริงก็ต้องเป็นความจริงนะ มีความสามารถ มีความรู้ มีความเก่งขึ้นจริง ๆ เป็นปุโรหิตา พรหม หมวด 2 : 4) ปริตตาภา 5) อัปปมาณาภา 6) อาภัสสรา ปริตตาภา : ปริตตาภา คำว่า “ปริตะ” นี่แปลว่าน้อย อัปปมาณาภา : อัปปมาณ แปลว่ามาก ไม่มีประมาณ ที่จริงก็อธิบายซ้อนขึ้นไปอีก 3 ก็เป็นอีกหมู่หนึ่ง 4) ปริตตาภา 5) อัปปมานาภา กับ 6) อาภัสสรา เป็นพรหมอีกหมู่หนึ่ง อาภัสสรา : อาภัสสรา ก็จนกระทั่งมันเก่ง มันได้สภาพนั้นจนออกแสง อาภัสสรานี่ แปลว่าความเรืองแสง เป็นความเรืองแสง นี่อาตมาอธิบายสภาวะนะ อาตมาไม่ได้อธิบายตามคำแปล ตามภาษาบัญญัติ แล้วก็เข้าใจกันไม่ได้ อธิบายกันเป็นตัวตน เป็นบุคลาธิษฐาน เล่นกันเลอะไป เขาอธิบายกันมากหลายความคิด อาตมาไม่อธิบายตามนั้นนัก แ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน