350408 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 11 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์2.91 MB
วันที่แก้ไข13 มกราคม 2569
รายละเอียดสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : เราจักเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย “หิริโอตตัปปะ” ประพฤติ กายบริสุทธิ์ วาจาบริสุทธิ์ มโนบริสุทธิ์ : สโฐ คืออวด ยกตน : เลี้ยงชีพบริสุทธิ์ : พ่อท่านพาพัฒนา เดินหน้า ไม่เคยพาถอยหลัง : เราเจริญเพราะว่าเราขาดทุนได้ : มิจฉาอาชีวะ - นิปเปสิกตา มอบตนในทางผิด : : เราเป็นผู้คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย : สมณพราหมณ์ผู้เจริญ ฯ ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว : เราจะเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ : เราจะตามประกอบธรรมะเป็นเครื่องตื่น : ตื่นจากหลับ (ร่างกายหลับพักผ่อน) : ตื่นรู้เท่าทันโลกีย์ : เราจะเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ : สติอย่างธรรมดาสามัญ : สติอย่างกัลยาณชน : คนร่ำรวยเป็นคนบาป : เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่ง กระเทือนถึงดวงดาว : สติอย่างอาริยชน : ตื่นด้วยมีสติสัมโพชฌงค์ ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 : อปัณณกธรรม 3 คือการปฏิบัติธรรมที่ไม่ออกนอกรีต : เราจะเป็นผู้ตามชำระจิตให้ปราศจากนิวรณ์ 5 : เราจะบรรลุฌาน 4 : เราจะเป็นผู้ได้บรรลุญาณ 3 : บุพเพนิวาสานุสสติญาณ : จุตูปปาตญาณ : อาสวักขยญาณ : ว่าด้วยข้อปฏิบัติอันดียิ่งของสมณะ คือ ต้องละมลทิน 12 อย่าง: อภิชฌา เพ่งเล็ง : จะพ้นมิจฉา พ้นกันตรงไหน? ตอนไหน? : สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 : สยังอภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ 7, 8, 9 แม่ พ่อ โอปปาติกะ : พระอาริยะเป็นคนตาทิพย์ : สำนักสอนสมาธิให้เกิดตาทิพย์ : เกิดโอปปาติกะ ต้องมีพ่อ มีแม่ ทำให้เกิด : สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ 4, 5, 6 กรรมวิบาก โลกนี้ โลกหน้า : วิชชา 9 : วิปัสสนาญาณ : มโนมยิทธิญาณ : อิทธิวิธญาณ : ทิพโสตญาณ : เจโตปริยญาณ : สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ 1, 2, 3 ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง :

เนื้อหาในไฟล์

350408 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 11/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 11/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์

พ่อท่านว่า… ริงค์ไซด์ มันคนละเรื่อง ดูหนังชั้น 5 บาท ไม่ใช่ริงค์ไซด์ ดูหนังนะ ยิ่งใกล้ยิ่งถูก เหอ มวยก็มวยสิ มันคนละเรื่อง บอกแล้วว่ามันคนละเรื่อง ไม่ใช่มวย วันนี้ วันที่ 5 เข้าไปแล้ว เอ๊อะ วันที่ ใช่สิ วันที่ 8 วันนี้ วันที่ 5 เข้าไปแล้ว ยังไม่จบ แต่แค่ที่เราจะ สมณะนี่ เราจะได้ย้อนทวน ยังไม่ได้ย้อนทวนสักที เอ้า ต่อเลยนะ สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 : สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เราได้บอกถึง ธรรมะที่ทำความเป็นสมณพราหมณ์ นะ (ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ พระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 459-469) ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อ 1 เราจักเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย “หิริโอตตัปปะ” ก็ขอย้ำอีกหน่อยหนึ่งเลย ก่อนจะไปต่อ ว่ามันต้องเกิดจริง ๆ เลยนะ จะมีความรู้สึกอย่างที่อาตมายกตัวอย่างตื้น ๆ ง่าย ๆ ให้ฟังนั่นแหละ ว่าแต่ก่อนนี้ เราไม่มีลักษณะอาการหิริ ลักษณะโอตตัปปะ ลักษณะที่เราจะละอายต่ออาการ อาการที่เราเป็นนี่ เราเห็นว่าเป็นอาการที่ไม่งาม อาการที่ไม่ดี จะเกิดทางกายก็ดี เกิดทางวาจาก็ตาม เราไม่ละอายหรอก แต่ก่อนนี้พูดอย่างนี้ แหม นึกว่าพูดโก้เสียด้วย นึกว่าพูดดีเสียด้วยนะ ทำท่าทางอย่างนี้ นึกว่า แหม ฉันอย่างนี้เลย นึกว่าวิเศษแล้ว นึกว่าดี (ต่อมา)เมื่อเรามีปัญญาจริง ๆ เป็นอธิปัญญา เป็นญาณชั้นสูงขึ้นมา เราจึงรู้ว่า ไอ้อย่างนี้มันไม่น่าทำ เราทำออกไปแล้ว รู้สึกตัว เข้าใจตัว

อ่านต่อ

เองเลยว่ามันน่าอาย ถ้าถึงขั้นโอตตัปปะล่ะก็กลัวเลย ไม่กระทำ ถ้าเราได้ไปเผลอกระทำเมื่อไหร่ เรารู้สึกกลัว รู้สึก โอ๊ นี่ทำไม่ไหว ทำไม่ลง มันเป็นคุณภาพของคุณธรรม หิริ ก็ขนาดหนึ่ง แค่ละอาย แต่ยังทำอยู่ ละเมิดอยู่ ถ้าถึงขั้นโอตตัปปะแล้วนี่ จะไม่ค่อยทำ จะพลาดผิดน้อย หรือออกมาโดยที่เรียกว่าไม่เจตนา หรือว่าสุดทนอะไรไป แต่เขาจะต้องกลัว ทำไปแล้วก็กลัว กลัวต่อการกระทำอันนั้น ว่ามันเป็นบาป มันเป็นความบกพร่องที่แรง มันเป็นความบกพร่องที่เราถือว่าเสียหาย ถือว่าไม่ดี ไม่ดีจริง ๆ เป็นความรู้สึกจริง นี่เรียกว่า มีหิริ มีโอตตัปปะจริง มีความรู้สึกอย่างขนาดหิริ ก็มีขนาดนั้น มีความรู้สึกถึงขั้นขนาดโอตตัปปะ ขั้นเกรงกลัวต่อความบกพร่อง เกรงกลัวต่อความบาป หรือเกรงกลัวต่อพฤติกรรมนั้น ที่เราไม่ควรให้เกิด ไม่ควรให้มี กลัว เราก็จะเป็นจริง ตามลำดับ ๆ นั้น ผู้ใดยังไม่เกิดหิริ ยังไม่เกิดโอตตัปปะ นั้น ๆ แต่รู้ รู้ด้วยความเข้าใจ รู้ด้วยทิฐิ รู้ด้วยความเห็นแล้ว เข้าใจแล้วว่า อย่างนี้มันไม่ดี มันบกพร่อง มันเป็นความไม่สมควรอย่างยิ่ง เรารู้แล้ว แต่เราก็ยังทำอยู่ แต่เราก็ยังเลิกไม่ค่อยได้ เราก็จะต้องฝึก ฝึก ตั้งใจจริง ๆ เลย อธิษฐาน หรือตั้งเป็นสมาทาน เป็นศีล เป็นกัมมัฏฐาน เป็นบทที่เราจะต้องเลิก ต้องละ ต้องปล่อย ต้องวาง นั่นแหละคือ การปฏิบัติศีล ปฏิบัติให้เว้นออก เว้นขาด อย่าให้เป็น อย่าให้มี อย่าให้เกิดที่เรา เราอย่าทำ จริง ๆ เรางด เราเว้น แม้ยังไม่เกิดลักษณะจริงที่จิตว่า มันยังไม่มีอาการหิริ ยังไม่มีอาการโอตตัปปะ แต่เรารู้แล้วว่า ควรจะงด ควรจะเว้น ควรจะเลิก ควรจะหยุดอย่างนี้ เราก็ต้องมีศีล นี่เป็นภาคปฏิบัติ ต้องมีหลักสมาทาน เราจะไม่ทำแล้วอย่างนี้ เราจะไม่เป็นแล้วอย่างนี้ เราจะไม่อย่างนี้ นี่เราก็ปฏิบัติประพฤติมา จนกระทั่งเราปฏิบัติได้ ได้เห็นอานิสงส์ จะเกิดญาณปัญญา ปฏิบัติได้ จิตเราแคล่วคล่อง จิตเราแข็งแรง จิตเรารู้สึกตัวไว จิตเรามีกำลัง เป็นกำลังเจโตที่มันแข็งแรง มันทำได้ จนกระทั่งแววไว จนกระทั่งเป็นอัตโนมัติ จนกระทั่งเป็นได้เลย แต่ถ้า มันยังไม่ได้เมื่อไร มันพลาดพลั้งเมื่อไร มันก็จะรู้ตัวเราว่า เราเอง เรายังไม่สมบูรณ์ เรายังบกพร่อง เราก็จะรู้สึกหิริ รู้สึกโอตตัปปะมาเรื่อย ๆ มันเป็นของจริงนะ เป็นของจริงที่จะเกิดนะ ก็ขอย้ำอีกทีนะ

ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อที่ 2.-4. ประพฤติ กายบริสุทธิ์ วาจาบริสุทธิ์ มโนบริสุทธิ์ : เพราะฉะนั้น ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางกาย หรือประพฤติทางวาจา หรือประพฤติทางใจ ให้บริสุทธิ์ ให้เป็นไปอย่างที่เราเห็นว่าควรจะเป็น ว่าเราจะต้องประพฤติอย่างนี้ จะต้องมีกายกรรมอย่างนี้ วจีกรรมอย่างนี้ มโนกรรมอย่างนี้ เป็นอันสำรวมดีแล้วนะ ประพฤติโดยเปิดเผย โดยหาช่องทะลุมิได้ อย่างที่เราทำนี่ เราเปิดเผย ตัวเราแต่ก่อนนี้ เราทำท่าทางอย่างที่ ยกตัวอย่างนะ แหม จะต้องให้เซ็กซี่ จะต้องให้เป็นผู้หญิงที่ต้องให้คนชอบ คนมอง คนอะไร ๆ ตอนหลังเราไม่ทำแล้ว จนกระทั่งเราเป็นอย่างนี้ ไปไหน ๆ เราก็ทำอย่างนี้ เขาจะว่ามะลื่อทื่อ เอ๊! เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเก่าเหมือนก่อนเลย เราก็ไม่อาย เป็นที่เปิดเผย หาช่องทะลุมิได้ สำรวมดีแล้ว ไม่ยกตนข่มผู้อื่นด้วยคุณ เราเห็นว่าเป็นคุณ เป็นของดี ที่เราทำได้ อย่างนี้เป็นของดี เป็นคุณนะ ไม่ใช่เป็นของต่ำ ไม่ใช่เป็นภัย ไม่ใช่เป็นโทษ ไม่ใช่เป็นของชั่ว ซึ่งเราก็ไม่ควรเอาคุณอันนี้ไปข่มเขา ระวัง

ทีนี้ไอ้เรื่องข่มเขาหรือไม่ข่มเขา อวดเขาหรือไม่อวดเขา นี่ล่ะ อาตมาก็พูดอีก ว่าเรามีจริงแล้ว มันข่มในที แต่เราระวังท่าทีจริง ๆ นะ ยาก เมื่อเราเป็นอย่างนี้แล้ว มันก็เป็นแล้ว เราจะไปไหน เราก็แบกเอาคุณอันนี้ไป แล้วมันก็อ้างไป มันก็อวดไป มันก็โชว์ไปแหละ มันก็แสดงไปอย่างนี้ แต่ก่อนนี้แสดงท่า แหม เซ็กซี่ ไปไหนก็แสดงแต่ท่าเซ็กซี่ ตอนนี้ เราหยุดเซ็กซี่แล้ว เราติดท่าหนึ่งแล้ว ท่ามะลื่อทื่อแล้ว ท่าไม่ยียวนอะไรแล้ว เราก็เป็นอย่างนั้นอยู่ ไปไหนก็แบกมันไป ไปไหนก็ต้องโชว์มันอยู่อย่างนั้น ท่าอย่างนั้นแหละ กรรม กิริยา กาย วาจา หรือใจ อย่างนั้นแหละ จะไปบอกว่าไม่อวด ไม่อวดแล้วเอาไปไว้ที่ไหน มันก็เป็นเรา เราก็เป็นมัน มันก็เป็นอย่างนี้ เราก็เป็นอย่างนี้ ตถตา มันเป็นอย่างนั้นเองแล้วล่ะ มันเป็นเช่นนั้นแหละ แต่นั่นแหละ มันก็ยังมีท่าทีที่เสริมตัวอวดนั้นออกไป ให้ระวังตัวนี้ต่างหาก ระวังตัวนี้ มันจะมีท่าทีเสริมตัวอวด เหมือนอยากอวด มันเสริมตัวเอง ส่งตัวเอง นั่นแหละยกตนข่มท่าน มันอยู่ตรงนี้ ยกตนข่มท่านมันอยู่ตรงที่เสริม ยิ่งมีใจ มีตัวคิดนึก ที่อยากจะอวดนี่ มันจะพาให้เรานี่ ไม่ทำท่าอย่างนั้นก็ดี ไม่แสดงทางกาย ทางวาจา ใจ มันก็จะมีลักษณะอย่างโน้นอย่างนี้ออกมา ให้มากให้น้อย ก็แล้วแต่ ถ้ามันอยากจะอวดมาก มันก็จะเสริมมาก ถ้ามันอยากจะอวดน้อย มันก็จะเสริมน้อย ๆ มันมักจะมีอย่างนี้ สโฐ คืออวด ยกตน : ให้ตรวจสอบรายละเอียดที่ตัวจิตลามก ที่เรียกว่า สโฐ ภาษาบาลีเรียกว่า สโฐ อวด ยกตน อวดอ้าง ชอบอวดอ้าง อันนี้แหละ ให้ได้เสมอ ๆ พยายาม ต้องตรวจให้ลึก ให้ละเอียด ถ้าเมื่อว่าจริงใจบริสุทธิ์แล้ว เป็นการเปิดเผย สำรวมดีแล้ว สำรวมดีแล้วก็ไม่ได้อยู่ในฐานะผู้ยกตนข่มท่าน แต่มันจะข่ม เพราะฉะนั้น เราไปที่ไหน ชาวอโศกไปเที่ยวได้รับคำต่อว่า บอกอโศกนี่ชอบไปข่มเขา ไปโดมิเนทเขา (dominate ทำให้เหนือกว่า) เขาใช้ภาษาฝรั่งด้วยนะ ภาษาฝรั่ง ว่าเราไปไหน ๆ ชอบไปโดมิเนทเขา ไปหงำเขา ไปครอบงำเขา มันจะเป็นจริงนะ เพราะเราเป็นมวล เป็นน้ำหนัก เพราะฉะนั้น เขาไม่ค่อยจะชอบเชิญชาวอโศกไปหรอก ที่อื่น ๆ องค์กรอื่นๆ เขาไม่มีมวล เขาไม่มีพฤติกรรมที่เป็นหนึ่งเดียวเหมือนอย่างเรานี่ เขาไม่ค่อยมี เขาทำยังไม่ได้ ทีนี้ พวกเราทำได้ มันจะสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นน้ำหนัก เมื่อเราไปไหน มันก็เลยเด่น เด่นด้วยสภาพของเราชาวอโศก เราเป็นอย่างนั้น อย่างไร ๆ ก็เป็นอย่างนั้น เป็นลักษณะมักน้อย เป็นลักษณะสันโดษ หรือเป็นลักษณะเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มันก็เป็นไปด้วยภาพพฤติ ปฏิบัติประพฤติ เราก็เป็นสิ่งที่ได้แล้วเป็นแล้ว มันก็เป็นอย่างนั้น สอดคล้องกันไป ไปไหน ๆ เราก็แบกเอาความเป็นของเราอย่างนี้ เป็นสัญลักษณ์ของเรา เป็นสภาพที่เราจะเป็นนี้ไป แล้วมันก็พรักพร้อม แล้วมันก็ลงตัวกันได้ดี เพราะเราสำรวม ใครยังไม่ได้เป็นอย่างถาวร ก็สำรวมระวัง ใครที่เป็นแล้ว มันก็เป็นเอง อย่างนั้น ๆ เองแหละ อัตโนมัติ ก็เป็นอย่างนั้นไป มันก็เลย ไปไหน ๆ มันก็เป็นน้ำหนัก คนเขาก็กลัว ไปที่นี่ คนเขานึกว่า มันมาครอบงำหมด คือคนที่เขายังไม่เข้าใจนี่ เขาจะเห็นว่าอย่างเรานี่มันไม่ดี เขาจะต้องเป็นอย่างที่เขาเป็น เขายังเป็นไม่ได้ มันก็ค้านแย้งกัน ถ้ายิ่งเขาเห็นว่า โอ๊ อย่างนี้ดี แล้วเขาก็มามองอย่างนี้ดี แล้วก็เลยมีคนมองนี่แหละ เปรียบ เปรียบค่าวัดค่า รู้ว่าของอย่างนี้ดี อันนี้อย่างนี้ดีด้วยลักษณะของธรรมะ ค่าอีกอย่างหนึ่ง มันก็ไม่ดีสิ ทีนี้ เขาก็ยังเป็นอยู่ เขาก็รู้สึกตัวเขาเองแหละ ว่า อ๋อ อย่างนี้เราก็แพ้สิ อย่างนี้เราก็ขาดทุนสิ อย่างนี้เราก็ถูกข่มสิ นี่เป็นลักษณะที่ถูกข่มด้วย ที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่ให้พวกคุณเหลิงนะ ไม่ใช่ให้พวกคุณหลงตัวนะ ถึงกระนี้แหละ มันเป็นอย่างที่กล่าวนี่แหละ เราก็จะต้องหัดระวัง เมื่อไปจริง ๆ แล้ว เราก็จะต้องสำรวม อ่อนน้อมถ่อมตน แล้วมันจะซ้อนลึกลงไปอีก ยิ่งกลายเป็นอ่อนน้อมถ่อมตน ยิ่งเป็นคุณลักษณะดีอีก มันก็ยิ่งจะข่ม ซ้อนลงไปอีก แต่ถึงขีดหนึ่ง เขาจะยอม ว่า เออ ไอ้นี่ มันแสดงตัวเป็นคนเล็ก เป็นคนน้อย เป็นเหมือนลูกกะโล่ ไม่ทำเป็นตัวเด่นตัวโด่ง ตัวใหญ่ ไปถึงอีกรอบหนึ่ง อีกขั้นหนึ่ง นี่เขาก็จะยอม ในภูมิธรรมของเขานี่เขาจะรู้สึกอย่างนั้น เขาจะยอม เมื่อถึงขีดนั้นแล้ว เขาก็ยอมอย่างที่กล่าวนี้ ใช้ได้ ถือว่าตอนนั้นล่ะ อย่างนั้นล่ะ เป็นความพอเหมาะพอดีนะ ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อที่ 5. เลี้ยงชีพบริสุทธิ์ : ทั้งหมด ทั้งข้อ 5 ด้วยนะ เราจะเป็นผู้มีการเลี้ยงชีพบริสุทธิ์ก็คือ สัมมาอาชีวะ มีสัมมา แค่แบ่งง่าย ๆ ว่ากาย วาจา ใจ แล้วก็สัมมาอาชีพ เราจะเป็นผู้มีการเลี้ยงชีพบริสุทธิ์ และไม่ยกตนข่มผู้อื่นด้วยคุณข้อนี้ ๆ พ่อท่านพาพัฒนา เดินหน้า ไม่เคยพาถอยหลัง : ทุกวันนี้เรากำลังปรับปรุง แล้วเรากำลังพยายามที่จะบุก ที่จะลุย พยายามที่จะบากบั่นให้มีสัมมาอาชีพ กรรมการงาน ซึ่งต่อสู้หนัก แล้วต้องแข็ง ต้องแรง ต้องพยายาม แล้วกลวิธีที่ต่อสู้นี่ เป็นกลวิธีที่ซ้อนเชิงว่า เราลุย เดินหน้า บุก พร้อมกันนั้นเราก็ต้องมีสภาพที่เปลี่ยนแปลง มีสภาพกลวิธี กลยุทธอะไรต่ออะไร ที่จะทำให้มันดำเนินไปได้ เกิดสภาพนี้อย่างแข็งแรง ถาวร เป็นจริง ลงตัว ทำจนกระทั่งสำเร็จลงตัวได้นี่ มันไม่ใช่ง่าย ๆ นะ เราได้เดินหน้า กำลังได้พัฒนาชาวอโศกนี่ เดินหน้าจริงๆ พัฒนาไปอยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาตมาได้กล่าวว่า เราเดินหน้า ไม่เคยถอยหลัง ไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ได้ลงใต้ดินแม้แต่ครึ่งเมล็ดงา เราทำเปิดเผย อย่างที่ท่านตรัสนี่ เราเปิดเผย ทำได้อย่างเปิดเผย ทำได้อย่างที่เราหมดความ(หมดเรื่องที่น่าละอาย) ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วเราไม่ละอาย แต่ก่อนนี้ เราไม่เซ็กซี่ เราละอาย เดี๋ยวนี้เราไม่เซ็กซี่นี่แหละ กลับไม่ละอาย แต่ก่อนนี้ถ้าเราไม่เซ็กซี่ เราจะละอายนะ โอ๊ย เราด้อยลงไปแล้ว เราน้อยไปแล้ว เราเคยเซ็กซี่ คนเคยชอบ เคยชม แต่เดี๋ยวนี้ เราชักลดหย่อน เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว ไม่ได้เข้าใจอย่างนั้นแล้ว เรากลับประพฤติโดยเจตนา จนกระทั่งเราไม่เซ็กซี่แล้วเดี๋ยวนี้ เราอย่างนี้เห็นแล้วก็มะลื่อทื่อ ไม่เห็นน่าเซ็กซี่ ไม่เห็นน่ายั่วน่ายวนอะไรเลย เรากลับยินดี เรากลับพอใจ ถ้าเราเกิดไปเซ็กซี่นี่ เรากลับละอาย เราก็ไปเป็นอย่างเปิดเผย ไม่ได้หยุด แล้วก็หาทางก้าวหน้าอะไรอื่น ไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ เมื่อวานนี้ อาตมาก็พูดว่า เราพาลุยเดินหน้า ไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ก็มีคนมองว่า อาตมานี่ เห็นพาถอยหลัง โดยนี่ไง มาเปลี่ยนเป็นชุดขาวแล้ว นี่คือการถอยหลัง อาตมาก็ขอให้คิดดูดี ๆ ถ้า ง่าย ๆ ตื้น ๆ ก็เข้าใจอย่างนั้นได้ว่าถอยหลัง อาตมาพาคุณถอยหลังนี่ ไม่ได้หมายความแค่นี้ มันไม่ได้หมายความว่าถอยหลัง การเปลี่ยนแปลงไป ถูก ถูกเปลี่ยนแปลงชุดนี้ไป ยึดเอาชุดผ้ากาสายะนี้ไว้ ไม่ได้ ต้องปล่อยให้เขาไปนี่ แล้วบอกว่านี่แหละเป็นการแพ้ ไม่ใช่แพ้นะ อาตมาเอง เคยพูด เคยบอกว่า ถ้าอาตมาจะต้องถูกตัดสินว่า อาตมาจะต้องแพ้ ถูกตัดสินแล้วก็ต้องเข้าคุก อาตมาก็จะเข้าคุก หรือแม้เดี๋ยวนี้ อาตมาก็พูดว่า เอาเถอะ หยุดเถอะ ไอ้เรื่องขึ้นศาลนี่นะ แล้วให้อาตมานี่ ต้องเข้าคุก เป็นผู้ต้องแพ้ ต้องเข้าคุกล่ะนะ อาตมาก็ยอมได้ หยุดได้ อาตมาก็จะเข้าคุกให้ แต่ขออย่างเดียว อย่าเข้าใจว่า อาตมาผิดนะ อย่าไปตัดสินว่าอาตมาเป็นผู้ผิด อาตมาจะเข้าคุกให้ เพราะฉะนั้น การที่จะบอกว่าอาตมาแพ้ บอกว่าอาตมาเข้าคุก อาตมาไม่ได้ถอยหลังนะ อาตมาไม่ได้หมายความว่า อาตมาอยากนุ่งอย่างนี้ อยากห่มอย่างนี้ แต่มีคนมากระชากเอาชุดที่อาตมานุ่ง ตามที่พระพุทธเจ้ายืนยันยึดถือนี่เอาไป หรืออาตมายอมเปลี่ยนให้อย่างนี้นี่ มันเป็นความอ่อนน้อมถ่อมตนของอาตมา การอ่อนน้อมถ่อมตนนี่ ไม่ใช่การใช้ภาษา เมื่อกี้นี้ซ้ำซ้อนว่า เป็นการแพ้ อย่างต้องถอยหลัง ไม่ใช่นะ ไม่ใช่การแพ้ อย่างถอยหลังนะ การอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ใช่การแพ้อย่างถอยหลัง มีคนกระด้าง มีคนที่เอาอำนาจบาตรใหญ่มากระชากผ้าออกจากอาตมาไป กระชากผ้าผืนนั้นออกไป แล้วอาตมาก็ต้องเหลือผ้าผืนนี้นี่ ใครแน่ ๆ คือคนควรแพ้ คนถอย เป็นคนถอย หรือคนถ่อย ใคร ใครเป็นใครเป็นผู้ดี เพราะฉะนั้น เรื่องลึก ๆ เรื่องลึกซึ้งอย่างนี้นี่ อย่าเข้าใจตื้น ๆ ว่านี่เป็นความแพ้ เป็นความถอยหลังนะ ขอยืนยันว่า ยังไม่เคยพาถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ทุกวันนี้ อาตมาก็ถามเนื้อหาอยู่ว่าเราหยุดแล้วหรือ เราทำงานเจริญหรือเปล่า เราทำได้ไหม ตามที่เราจะต้องทำ กลับทำได้ดี กลับเป็นแรง เป็นสิ่งเสริมหนุน เหมือนอย่างแรงงานนี่ ทางแรงกลนี่นะ เขามีรีซีสแตนท์ (Resistance ความต้านทาน) เขามี ไอ้ตัวแรงเสียดทานนี่นะ ก็ต้องเกิดการเสียดทานแรง แต่ไม่ได้หมายความว่า พอเกิดตัวรีซีสแตนท์ ใช้คำ รีซีสแตนท์ หรือใช้ตัวอะไรอีกภาษาหนึ่ง ตัวอะไร ตัวอะไรอีกอันหนึ่ง ไม่ใช่ตัวนำ ตัวต้านนี่แหละ แล้วมันไม่ใช่ว่า มันจะเกิดแรงที่น้อยกว่าเก่า เปล่า กลับได้แรงที่ต้องการ ได้ค่าที่เหมาะสม เป็นมัชฌิมา ได้ค่าที่วิเศษยิ่งกว่า ดียิ่งกว่าขึ้นไปอีก ในทางอธิบายทางเชิงวิศวะ ในทางเชิงกล คล้าย ๆ กัน (เช่น โมเมนตัม Momentum)

เพราะฉะนั้นที่เราถูกต้าน หรือว่า ที่เราจะต้องเปลี่ยนอันนั้นบ้าง ลดอันนี้บ้าง อะไรนี่นะ คล้าย ๆ กับรีซีสแตนท์ที่ว่านี่ กลับเกิดพลังที่ยิ่งกว่านี้ ก้าวหน้าไปกว่านี้ บุกลุยไปยิ่งกว่านี้ เจริญไปยิ่งกว่านั้นอีก ฟังดีๆนะ ไม่ใช่อาตมาแก้ตัวนะ ไม่ใช่อาตมาอธิบายพูดกลบเกลื่อน ฟังดี ๆ นะ ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นการที่เห็นตื้น ๆ อย่างนี้นะ แล้วก็เข้าใจว่าอย่างนี้ จะเข้าใจว่าอย่างนี้นี่แพ้ นี่ถอยหลัง ไหนว่าไม่พาถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียวไง นี่ก้าวเบ้อเร่อเลย เข้าใจให้ดีว่า ไม่หรอก ยังไม่ได้พาถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว แม้แต่ครึ่งก้าว มีแต่การแข็งแรง แล้วก็มีแต่สภาพที่ซับซ้อน อาตมาเคยพูด เคยบอกว่า อาตมาจะพาให้เจริญนี่นะ อาตมาทำมือหรือว่าเขียนรูปนี่เขียนไม่ครบ สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี่ (Cyclic Order) มันจะมีปฏินิสสัคคะ ปฏินิสสัคคะหมายความว่า หมุนกลับ มันย้อนกลับ เหมือนตีกลับน่ะ แต่แท้จริงนี่ยิ่งเจริญขึ้น มันก็เหมือนกับถอยไปถอยมา มันยิ่งสูงขึ้น ทำให้ดูเป็นแนวระนาบเท่านั้น ไอ้ที่การถอยนี่ไม่ใช่ถอยหลัง อย่างนี้ไป เอ้ามา อย่างนี้ แล้วทำไมไม่มาอย่างนี้ๆ ไปเลย

อาตมาก็ไม่รู้จะทำความเข้าใจให้คุณได้อย่างไร ว่าในธรรมชาติของความเจริญนั้น ไม่ราบรื่นไป แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มหาสมุทรนี้นี่ ลุ่มลึก ลาดลุ่มนี่ ก็ไม่ได้หมายความว่า ลาดลุ่มนี่ มันเรียบจนกระทั่ง มันไม่มีสภาพย้อน แม้แต่ลาดลุ่มอย่างน่าอัศจรรย์ ที่ว่ามหาสมุทรลาดลุ่ม ชายฝั่งทะเลจะลาดลุ่มไปมหาสมุทรไปนี่ ลาดลุ่มนะ แต่มันก็มีตัวย้อน ตัวคลื่น ที่ลาดลุ่มอย่างนั้น เพราะฉะนั้นการเข้าใจยังไม่ลึกซึ้ง ก็ขอเติม ขอแถมให้ฟังด้วยว่า การก้าวหน้า หรือว่าการถอยนี่ มันไม่ได้มีลักษณะเบาบาง หรือตื้น ๆ อย่างที่เราเข้าใจ และไม่ใช่ว่าอาตมากลัวว่า จะกลายเป็นว่าพูดผิด แล้วก็เลยหาคำแก้ตัว ไม่ใช่หรอก แต่นัยที่ลึกซึ้งเป็นอย่างนั้น หรือแม้แต่อย่างที่ว่านี่ บอกว่า “เอ๊อ บอกเปลี่ยนนี่สิ อย่างนี้ไม่ถอยยังไง ก็นี่ถอยแล้วนี่ ไม่ได้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่ได้นุ่งห่มผ้าจีวรสีกรัก แล้วนี่ นี่ก็เป็นการถอยไง” ขอบอกว่า ไม่ใช่ อันนี้ไม่ใช่การถอย อย่างที่อธิบายแล้ว ที่พูดยืนยันชัดเจนว่า คนที่มากระชากเอาผ้าของอาตมาออกไป แล้วอาตมาก็ยอมให้ อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน เรารู้ว่า มีอำนาจบาตรใหญ่ อะไรต่ออะไร มี เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เป็นความเสียสละชนิดหนึ่ง ลักษณะนี้ไม่ใช่การถอยหลัง ผู้ฟังท่านหนึ่งว่า… ถอยฉาก ครับ พ่อท่านว่า… ถอยฉาก เหรอ? ฮึ ๆ ใช้ภาษาคำว่า ถอยฉาก มีคนเรียกว่าถอยฉาก ก็ได้ ในลักษณะเหมือนนักมวย นี่นะ ต้องมีฉาก ผู้ที่ชกด้วยเชิงถอยเลยนะ ชนะมาเยอะ หลายคนแล้ว ชกเชิงถอยนี่ ถอย ชก ถอย ๆ ชก ถอย ๆ แต่เขาไม่ได้แพ้เลย สุดท้ายเป็นผู้น็อคเอาท์ด้วยซ้ำ บางทีเป็นผู้แพ้ เอ๊ย เป็นผู้ชนะ อย่างเด็ดขาด น็อคเอาท์ลงไปด้วยซ้ำไป วิธีชกที่ถอย ๆ ถอยหลัง ๆ ถอยหลังนี่ ไม่ใช่ชกอย่างวิธีบุกนะ อย่างนี้ใช้ได้ วิธีนี้ก็ใช้ได้นะ เพราะฉะนั้นเราอย่ามองอะไรอย่างตื้น ๆ ว่าอย่างนี้เป็นอย่างที่กล่าวน่ะ

(ต่อ) ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อที่ 5. เลี้ยงชีพบริสุทธิ์ : เพราะฉะนั้น เราเองเราได้พยายามเรียนรู้กาย วาจา ใจ มีพฤติกรรม กิริยา มีองค์ประกอบอะไร แม้แต่งานการอาชีพนี่ เราก็กำลังเดินหน้าอยู่มากเลย หลาย ๆ อย่าง เหมือนกับเราแพ้ เหมือนกับ เราไม่เป็นไปอย่างที่เขาเป็น นี่ล่ะ มันซับซ้อน เราเจริญเพราะว่าเราขาดทุนได้ : ทุกวันนี้เราค้าขาย เราเจริญ เพราะว่าเราเอง เราขาดทุนได้ แน่ะ แพ้แล้ว ขาดทุน ก็ต้องแพ้สินะ เราขาดทุนได้ทุกวันนี้ เราค้าขายเจริญขึ้น เพราะเราขาดทุนได้ แล้วเราก็พยายามที่จะลดการเอาเปรียบเอารัด พยายามที่จะแพร่กระจาย พยายามที่จะทำได้สภาพที่พวกเราทำนี่นะ มิจฉาอาชีวะ - นิปเปสิกตา มอบตนในทางผิด : : อาชีพตอนนี้กำลังกว้าง กำลังแพร่ กำลังดำเนินบทบาท ก็ขอให้พวกเราได้เข้าใจ แต่ละคนมีอาชีพส่วนตัว อาชีพที่เราจะทำอยู่กับสังคมนี่ ปรับในตัวด้วย ใครที่อยู่ในที่ไหน ที่ทำงานอยู่กับชาวโลกเขา ชื่อว่า เราเองมอบตนในทางผิดด้วยซ้ำ (ดู นิปเปสิกตา ใน มิจฉาอาชีวะ 5 ) อยู่กับกลุ่มเขานี่ มีคอรัปชั่น มีการขูดรีด เอาเปรียบเอารัด เขามีโน่นมีนี่ พวกที่เรียกว่า กิจการที่ไม่บริสุทธิ์ทีเดียวหรอก เราอยู่กับเขา ทำงาน ก็อยู่กับกิจการที่เขาเอาเปรียบเอารัดมนุษย์ชาติ สังคม อย่างสูง อยู่นั่นล่ะ เราจะทำตัวเราอย่างไร ที่จะเป็นตัวต้าน เป็นตัวดึง ให้เขาลดสภาพพวกนั้นลงมาได้ ก็ลองช่วยกระทำ ซึ่งพวกเราได้กระทำหลายคนแล้วถูกเขาไล่ออกมา ก็มี กระทำหลายคน กระทำแล้วก็ถูกเขาไล่ สุดท้าย ถูกเขาไล่ออกมา ก็เรียกว่า เราก็ทำได้แค่นั้น มันไม่เก่งกว่านั้น เขาก็ต้องไล่ออกมาจากงานนั้น มาทำให้งานเขาเสียนี่ เขาต้องได้มาก ๆ หรือเขาจะต้องมีวิธีการอย่างนี้ ๆ เราก็บอกว่า เป็นอย่างนี้เป็นไร มันเป็นคุณค่า เป็นอะไร ซึ่งถ้าเจ้าของเขาขี้โลภจัดจ้าน เขาไม่ยอมกับเรา เราเองเราก็ทนไม่ได้ แม้เขาไม่ไล่ เราก็ลาออกมาเอง เพราะว่าทนไม่ไหวแล้ว สุดทนแล้ว ดีไม่ดี ก็ทุจริตเสียจนเราทนไม่ไหว เราก็ต้องออกนะ มันก็อยู่ด้วยไม่ได้ นี่เป็นการเจริญทางสัมมาอาชีพของเรา เพราะฉะนั้นผู้ใดที่ต้องลาออกมาจากงานนั้น เราก็รู้ว่างานนั้น มัน แหม มันไม่ไหว บางงานนี่ชัดเจนเลยว่า มันทุจริต เราก็อยู่กับพวกทุจริตนี่ไม่ได้ แม้เราไม่ทำ เราก็ทนไม่ไหว แสดงว่าภูมิของเราสูงขึ้น มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ภูมิมันขบ มันขัดกัน นี่ก็เป็นตัวอาชีพที่เจริญ หรือไม่เจริญ มีรูปร่างลักษณะ เพราะฉะนั้นเราออกมาจากงานนั้น ไม่ใช่เราแพ้นะ นี่ก็เหมือนกัน ไม่ใช่เราแพ้ ไม่ใช่เราถอย แต่เราก็จะต้องไปหาที่ ที่เดินที่ดีขึ้นกว่านี้ เราไม่เดินไปด้วยกับสิ่งที่มันเลอะเทอะอย่างนั้น ช่วยเขา เป็นกองหนุนเขา เราลาออกมาเสียนี่ ไม่ใช่เราถอย ไม่ใช่เราแพ้ แต่เราหาก้าวใหม่ หางานใหม่ หาจุดใหม่ ที่จะเดินได้ก้าวหน้ากว่านั้น นี่ก็เป็นนัยของความถอยหรือไม่ถอย ที่ซับซ้อนเหมือนกันน่ะ ไม่ใช่เราแพ้ ต้องอยู่สิ บางคนดันทุรังอยู่สู้กับมัน ก็มันสู้ไม่ได้นะ มันแรงเหลือเกิน แล้วมันแข็งเหลือเกิน สู้ไปก็เสียเวลาเปล่านะ เราจะมีอายุยืนสักเท่าไหร่กัน แล้วเราก็แก้ไขกลไกนี้ไม่ได้ เหมือนหลายกลไกที่ เราเข้าไปบุกลุย เข้าไปตีแตกไม่ได้ ต้องถอยออกมา เช่น ลาออกมาจากเถรสมาคมนี่ อาตมาไม่ได้ถอยเลยนะ อย่าไปมองตื้น ๆ ว่านี่ไง แพ้แล้ว ถ้าอยู่จริง พวกนั้นเขาคงอยู่เถรสมาคม เขาก็ผยองอยู่หลายคน บอกว่า ถ้าเผื่อว่า ดีจริงแล้ว จะต้องอยู่ในเถรสมาคม นี่จะต้องแยกออกไปทำไม ลาออกไปทำไม อยู่ในนี้ ต่อสู้ที่นี่สิ แก้ไขที่นี่สิ แล้วพวกคุณอยู่ แก้ไขได้ไหมเล่า ไม่เห็นใครแก้ไขได้เลย เถรสมาคมนั้น มันพังแล้ว เหมือนบ้านพัง จนกระทั่งไม่มีอะไร จะปุจะปะก็ไม่ได้แล้ว ยุ่ยไปจนหมดแล้ว อยู่แต่ว่าจะพังทับหัวเรา เราก็ต้องหนีจากบ้านนี้ ไปสร้างบ้านหลังใหม่ ถ้าไม่รีบหนีจากบ้านหลังนี้ ถ้าว่าไปแล้ว อันนี้แรงนะ พังบ้านหลังนี้ลงเลย แล้วก็สร้างใหม่ เราก็ไม่ ใจเราก็ไม่รุนแรง ใจก็ไม่โหดร้าย ถึงขนาดว่าต้องพังบ้านหลังนี้ลง สร้างใหม่ นั่นก็ถือว่าเราปรานีแล้วนะ และเราไม่ได้คิดจะพังบ้านหลังนี้ลง ปล่อยไปเถอะ ตามอายุกาล ภาษานี้ทางฝ่ายซ้ายเขาก็ใช้ ไดโนเสาร์ แล้วก็ปล่อยให้ตายเอง ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี ก็ปล่อยให้ตายเองไป วันหนึ่งเขาก็ตายเอง ไดโนเสาร์ หมดเชื้อหมดพันธุ์ไปแล้ว ก็จะเป็นอย่างนั้นแหละ นี่เป็นวิธีการที่ไม่โหดร้าย ไม่รุนแรงอยู่แล้วนะ ต่อมา เมื่อเราดูอาชีพ อาตมาจะยังไม่ขยายซ้อนตอนนี้ เดี๋ยวจะไปไกล เพราะขยายไปอีกเท่าไหร่ จนกระทั่งหมดชั่วโมง หมดไปเลยวันนี้ ก็ได้ทั้งวันแหละ เรื่องสัมมาอาชีพ เพราะตอนนี้กำลังมีมากและกำลังก้าว แล้วอาตมาจะขยายความให้เข้าใจกันมากขึ้น ก็ได้นะ ผ่านไปก่อนน่ะ

(ต่อ) ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อ 6. เราเป็นผู้คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย ข้อ 7. เราจะเป็นผู้รู้ประมาณ ผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ ข้อ 8. เราจะตามประกอบธรรมะเป็นเครื่องตื่น ข้อ 9. เราจะเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ

ข้อ 6.-8. อันนี้คือ อปัณณกธรรม 3 นะ (ดู อปัณณกปฏิปทา 3 ในภาคผนวก) อปัณณกธรรม 3 นี้ ก็คือ การปฏิบัติที่ไม่ผิด อปัณณกธรรมแปลว่า การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าไม่ผิด

ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อ 6. เราเป็นผู้คุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย : เพราะฉะนั้นผู้ใดปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ แล้วได้สังวรสำรวมอินทรีย์ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปฏิบัติเมื่อใด ก็ได้สังวรสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 อยู่ตลอดเวลา อย่างที่เราเรียน มิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตร อัตตานุทิฏฐิสูตร ที่เราได้เรียนมาแล้ว นั่นแหละ (พ่อท่านเทศน์ มิจฉาทิฏฐิสูตร ใน 350406 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 9/13 ) เราเองเราเห็น ในทวารตาก็ดี หูก็ดี จมูก ลิ้น กาย อะไรก็ตาม ทวารทั้งหลายแหล่นั่น เป็นตัวทวารนั้น เห็นจักษุ รู้จักษุ เห็นโสตะ เห็นหู เห็นจมูก แหม จมูกนี่ เห็นยากนะ อย่าไปพาซื่อล่ะ เห็นก็คือ มีญาณเห็นรู้อยู่ว่าเรามีทวารเหล่านี้ เป็นทวาร เห็นลิ้น เห็นกาย เห็นใจ แล้วเห็นวิญญาณทางตา วิญญาณทางหู จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ วิญญาณก็คือ ธาตุรู้ที่จิตเรา จิตเรารู้ว่า เรามีทวาร รู้ว่าเรามีตัวต่อเนื่อง เรามีตัวสัมพันธ์กับตัวทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันต่อเนื่องเป็นตัวรับรู้ร่วม จะว่าต่อเนื่อง หรือร่วม จักษุวิญญาณ วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก วิญญาณทางลิ้น วิญญาณทางกาย เห็น รู้อยู่ เสร็จแล้วเราก็มีความรู้ต่อไปอีกว่า เมื่อสัมผัสแตะต้องแล้วก็เกิดเวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออุเบกขาเวทนา แต่ไม่ใช่ว่าเป็นอุเบกขาเวทนาทีเดียว ในภาคปฏิบัติ เราจะรู้สึกว่ายังเป็นทุกข์ เป็นสุข สุขอย่างไร อาตมาก็วิเคราะห์ “เวทนาในเวทนา” ให้ฟังว่า เวทนา สุขเวทนาอย่างโลกีย์ ซึ่งปุถุชนธรรมดาทุกคนรู้ ทุกคนเคย ทุกคนเป็น ก็ได้วิเคราะห์ให้ฟัง ให้รู้ว่าอย่างนี้ มันยังไม่ใช่ของดี ระงับเหตุ ระงับกิเลส ระงับสมุทัย เป็นวูปสโมสุข

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน