350604 ทำไมศรัทธาเราลด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350604 ทำไมศรัทธาเราลด โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ทำไมศรัทธาเราลด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2535 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
มีจุดหนึ่ง ที่อาตมาเห็นเป็นจุดที่สำคัญเหมือนกัน ทางจิตวิทยา ทางจิตใจนี่นะ คือพวกเรานี่ เป็นพวกรักดี เป็นพวกหมายดี และคำสอนที่อาตมาสอนก็คือว่า ใครทำดี ก็อย่าไปจำ อย่าไปยึด แม้แต่เราทำดี ก็อย่ายึดเป็นของเรา ใครทำดี ก็ไม่ต้องไปชมเชย ไม่ต้องไปชื่นชมอะไรกันมากมาย แต่ถ้าใครทำไม่ดี แม้นิด แม้น้อย ก็ให้เพ่ง ก็ให้อ่านให้รู้ พอเพ่ง พออ่าน พอรู้ความชั่วกัน พวกเราก็เลยเห็นความชั่วของกันและกันเยอะ เสร็จแล้วก็เลยหมดศรัทธากัน อาตมาเห็นว่า จุดนี้เป็นจุดที่อาตมาบกพร่องอยู่ ที่ว่าไม่ชี้ชัด ไม่ชี้ให้พวกเราให้สำคัญ ก็เลยมองชั่วกันมาก มองข้อบกพร่องกันมาก แล้วก็ไม่มันก็ไม่ชื่นชมล่ะ คนเราเห็นจุดบกพร่อง เพราะว่าจุดดี เราผ่าน จุดดีเราผ่าน เราทิ้ง จุดดีเราผ่านเราทิ้ง เราไม่ชื่นชมกัน แล้วไม่ ค่อยศรัทธา เพราะฉะนั้น พวกเราก็เลยกลายเป็นลดศรัทธา อาตมารู้สึก รู้สึกนะ ว่าในอโศกเรานี่ลดศรัทธากันลงไปเรื่อยๆๆๆ สักวันหนึ่ง คงหมดศรัทธาซึ่งกันและกัน ซึ่งอาตมาก็เห็นแล้วว่า ในพระไตรปิฎก ในพระพุทธเจ้าที่สอนนี่ ศรัทธาเป็นตัวสำคัญมาก แม้แต่ทรัพย์ ก็ศรัทธาเป็นสำคัญ นาถกรณธรรม ก็จะต้องมีศรัทธา ที่พึ่งอันสำคัญที่สุดของมนุษย์ นี่คือศรัทธา แล้วจะศรัทธาอะไรล่ะ ไปศรัทธาต้นไม้ ไปศรัทธาภูเขา ไปศรัทธาเงิน ศรัทธาทอง ศรัทธาเพชร ศรัทธาพลอย มันไม่ใช่ที่พึ่งหรอก ศรัทธาคน แล้วศรัทธาคนอย่างไรล่ะ คนที่มีความดี ศรัทธาคนที่มีความดี แม้ความดีน้อย ก็ศรัทธาส่วนน้อยนั้น ส่วนมากขึ้น ก็ศรัทธาในสิ่งที่มากขึ้น ยิ่งมีส่วนดีมากๆ ก็ยิ่งต้องมีศรัทธา เพราะฉะนั้น สิ่งที่ศรัทธานี่ ไม่
อ่านต่อ
ใช่ความติดนะ ศรัทธาไม่ใช่ความติดยึด แต่ศรัทธานี่ เป็นน้ำหนักของความเชื่อถือ ที่เป็นเชื่อมั่น ที่นับถือ ที่เชิดชู เทิดทูนเอาเป็นผู้ที่เคารพนับถือ เป็นผู้ที่เราจะต้องมีจิตใจซ้อนลึกอีกว่า เราจะต้องยกให้ หรือว่าเราจะต้องคำนวณ นอกจากไม่ยกให้ จะต้องคำนวณว่า เออ ส่วนดีเขามีเท่าไหร่ ไม่จำก็จริง แต่จะต้องรู้ว่ามันมีจริง มันไม่ต้องจำมากหรอก ที่จริง คนที่ดีมีที่ดี ส่วนที่ดีนี่ไม่ต้องจำมากหรอก แต่จะต้องรู้ จะต้องไม่เผินจนเกินการ อาตมาก็รู้สึกว่า อาตมาไม่ได้ย้ำนัยละเอียดอันนี้ มันอาจจะเป็นนัยที่มันละเอียดลึกซึ้งมาก จนอาตมายังชักมาหรือว่า นำมาย้ำกับพวกเราไม่ได้ จริงๆนะ อาตมารู้สึกว่าแม้แต่อาตมาเองนี่ พวกเรานี่ ก็เยอะเลย รู้สึกว่า แม้แต่อาตมาก็ยังศรัทธาน้อยลง จริงๆแล้ว อาตมาไม่ใช่พูดนะ อาตมาน่าจะได้รับความศรัทธามากขึ้นนะ เพราะว่ายิ่งหนักหนาสากรรจ์ขึ้นทุกวัน อาตมาก็ทำอะไรต่ออะไรที่จะต้องกว้าง ต้องลึก ทำงานทุกวันนี้ อาตมาต้องใช้ความลึกซึ้ง จะต้องใช้ปัญญาลึกซึ้ง เพราะว่ามีความซับซ้อนมากขึ้น ในความเป็นอยู่ในสังคม ในชั้นเชิงที่จะต้องบริหาร ดูแล แล้วก็ปรับ แล้วก็จัดแจงอะไรต่ออะไรต่างๆนานานี่ มากขึ้น ละเอียดลออขึ้น ลึกซึ้งขึ้นจริงๆ ซึ่งมันเป็นของ ถ้าจะว่าจริงๆแล้ว เหมือนโลกนี่ เหมือนกับธรรมแบบวัตถุโลกๆ ก็คือ ยิ่งต้องใช้ทองชนิดดี ต้องใช้เพชรชนิดดีขึ้นมาใช้ทุกที ค่าจะแพงขึ้น ราคาจะสูงขึ้น ถ้าอาตมาต้องใช้ญาณปัญญา แล้วก็ความสุขุมรอบคอบ ความพยายามระมัดระวังอะไรนี่มากขึ้น อาตมารู้ตัวว่า ต้องใช้พวกนี้มากขึ้นทุกทีเหมือนกับเราจะต้องเอาเพชร เอาพลอยชนิดดี ชนิดเยี่ยมขึ้นมาใช้ทุกที ของสิ่งเหล่านั้นราคาแพงขึ้น อาตมายิ่งชักมาใช้เท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นค่าที่สูงขึ้น เพราะฉะนั้น อาตมาน่าจะได้รับการศรัทธา เลื่อมใสมากขึ้น แล้วมันซ้อนเชิง หลายอย่างที่อาตมาอนุโลมลงมาหาความหยาบ อาตมาก็จะต้องพยายามกว้างขึ้น ใช่ไหม มาหาความหยาบ และในความหยาบนั้น ที่อาตมาอนุโลมลงมาหา คนที่ในระดับกว้างขึ้น อาตมาก็จะต้องซ้ำซ้อนให้พวกเรานี่รู้สิ่งที่หยาบนี้ว่า อนุโลมลงมาอย่างไร และใครเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม อย่างไร แล้วจะทำการ ทำให้มันมัชฌิมา ทำให้มันประมาณพอดี พอเหมาะขนาดไหน แล้วจะต้องทั้งบอก แล้วจะต้องทั้งทำ แล้วจะต้องทั้งให้พวกเรานี่ ต้องไม่ยึดถือกัน ต้องไม่ดูถูกกัน ต้องไม่รุนแรงแก่กันและกัน แม้ผู้นี้จะต้องหยาบ จะต้องอนุโลมยืดหยุ่นอย่างไร และจะต้องยืนหยัด ยืนหยัดนี่ หมายความว่า เราจะต้องไม่ตกต่ำไปกว่านั้นจริงๆ เราจะต้องยืนหยัดอย่างไร แม้อนุโลมมานี่ ใครสามารถยืนหยัดได้ แล้วจะอนุโลมได้นี่ มันอยู่ในตัวเอง ตัวเองจะยืดหยุ่นลงมากับคนนี้ๆ ลงไปทำสิ่งนี้ๆ กับเขา แต่เราก็จะต้องไม่เสียท่า หมายความว่า ยืนหยัด หรือว่ามั่นคง เรามั่นคงได้นะ เราแน่นได้อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ ใช้ความจริง ทั้งความรู้ และความจริงที่ลึกซึ้งขึ้นไป มันมีทั้งแนวกว้าง และแนวลึกลงไป ทุกทีๆมากน่ะ เพราะฉะนั้น อาตมาว่าจุดนี้แหละ เป็นจุดที่อาตมาเพิ่งสะดุด เพิ่งเห็นว่า เออ แต่รู้สึกนะ ไม่ใช่สะดุดที่ว่า จุดที่จะต้องบอก แต่ว่ารู้สึกนี่ รู้สึกมานานแล้วว่า พวกเรานี่ ไม่ศรัทธาแก่กันและกันลงไปเรื่อยๆ ไม่ศรัทธากันและกันลงไปเรื่อยๆ อาตมาก็รู้สึกอยู่ แต่ว่าไม่สะดุดว่าเอ๊ มันเพราะอะไร เพิ่งจะมาเกิดปัญญาพอสมควร ที่ว่า อ๋อ ในจิตวิทยาชั้นลึกนี่ ที่แนวโน้มที่อาตมาพยายามบอก พยายามให้พวกเราปฏิบัติ ประพฤติก็คือว่า ให้พยายาม อย่าไปจำความดีของตน หรือไม่ให้ไปมองเพ่งความดี ที่จริงก็บอกเหมือนกันนะ ให้ดูความดีของใคร เขาก็ต้องจำ ก็ต้องจำ ก็เคยพูดนะว่า เราจำความดีของคนอื่นเขา แต่ว่าเราไม่จำความดีของเรา ที่ไปทำกับคนอื่น ก็เคยพูดเคยบอก แต่มันไม่ละเอียดอย่างไรไม่รู้นะ แต่เรื่องเพ่งความไม่ดีงาม แล้วก็ให้ติเตียนกันนี่ พวกเราแน่นอน พวกเราเพ่งมองในจุดไม่ดีของกันและกัน ของคนนั้นคนนี้ แล้วก็ช่วยแก้ไข ปรับปรุง ติงเตียน แล้วให้พวกเราสามารถทนต่อคำเตือน คำติง คำติงได้ เสร็จแล้ว ก็พอทนกันได้พอสมควร ทนไม่ได้ก็เยอะ โดยเฉพาะฝ่ายหญิง อาตมาว่า อ่อนแอกว่า เพราะฉะนั้น ฝ่ายหญิงนี่ อาตมามองเห็นว่า เออ ฝ่ายหญิงนี่ลดความศรัทธาแก่กันและกัน แม้ตั้งแต่สิกขมาตเอง จนกระทั่งถึงกรัก ถึงปะ ถึงอารามิกา พวกเหล่านี้นี่มาถูกจับเข้ามาอยู่ในกรอบแล้ว ฝ่ายหญิงนะ ลองฟังดีๆ จะมองฝ่ายชายไปด้วยก็ได้ ฝ่ายชายตั้งแต่อารามิกไป จนกระทั่งถึงปะ ถึงนาค ถึงสมณุทเทส ถึงพระไปนี่พระก็สูงขึ้นไปละ แต่แค่สมณุทเทสก็ได้นะ มันจะไม่เหมือนกัน ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิงจะไม่เหมือนกัน ฝ่ายชาย นี่ จะไม่รู้สึกว่า ศรัทธาลดเร็ว แล้วก็เบื่อหน่ายเร็ว ไม่น่ะ แล้วทีนี้ อาตมาเห็น ซ้อนลงไปอีกว่า ฝ่ายหญิงนี่ ออกยาก มาแล้วก็จะเปลี่ยนแปลงไปก็ยาก ฝ่ายชายนี่ แม้มาเป็นปะ เป็นนาค แล้วก็กลับออกเวียนออก มีนาค ที่เป็นนาคแล้วก็ออกเป็นปะแล้วก็สึก เรียกว่าสึกเสียก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าออกไป คือไม่เป็นปะ ถอนจากปะ เป็นนาค ถอนจากนาคมี แต่ทางฝ่ายหญิงนี่ เป็นปะ ถอนจากปะ น้อยมาก ดูเหมือนมีปะอะไร มีปะ แต่ก่อนนี้ มีเฉลย เฉลยเป็นกรัก แล้วใครอีก มีปะละมัย จรุงใจ ปะจรุงใจ กรักนิภาภรณ์ ปะแรงบุญ แต่น้อยกว่า ฝ่ายชายจะมากกว่า ผู้หญิงนี่จะยากกว่า น้อยกว่า แล้วจะ แต่ต้องทน แต่ทนไม่ค่อยเก่ง มันซ้อนนะ ฝ่ายหญิงนี่ อึดอัดมาก ลบหลู่กันมาก แล้วก็ไม่นับถือกันมาก ศรัทธาไม่ศรัทธา แล้วก็อยากจะออกมาก แต่ไม่ออก ออกไม่ได้น่ะ ออกไม่ได้ มันเป็นความที่มาแล้ว มันละอาย หรือว่ามันๆๆๆ มันไม่ๆๆไม่รู้ แต่มันซ้อนละนะ แต่ฝ่ายชายนี่จะออกก็ง่าย เพราะฉะนั้น ก็เลยง่าย แต่ไม่ออกง่าย อาตมาก็ไม่รู้จะพูดภาษาอะไรแล้วนะ ฝ่ายชายนี่ จะออกได้ง่าย แต่ไม่ออกง่าย ฝ่ายหญิงนี่ ฝ่ายหญิง นี่ไม่ออกง่าย แต่อยากจะออกง่าย ฟังๆดู ก็คงจะชัดนะ ขณะนี้ โรคนี้เป็นกันมาก ไม่ศรัทธา แปลว่าอะไร ถาม ถามดีเหมือนกันนะ ไม่ศรัทธา แปลว่าอะไร ไม่ศรัทธานี่ จริงๆมันลึกซึ้งนะ ถามดีนะ ถามดี อาตมาตอบยาก ดี อาตมารู้สึกว่าถามดี คือมันซ้อนนะ ศรัทธานี่ มันไม่ใช่ว่าติด ไม่ใช่ว่ายึด แล้วมันมีสภาพศรัทธานี่นะ มันยกย่อง เชิดชู นับถือ ศรัทธานี่ยกย่อง เชิดชู นับถือ ในสิ่งที่ดีนั้น และพร้อมกันนั้น ก็ปล่อยวางด้วย ศรัทธานี่นะ พร้อมกันนั้น ยกย่อง เชิดชู นับถือ แล้วก็เกิดญาณปัญญา ไม่ติด ไม่ยึด นี่ศรัทธานะ แต่มันก็มีอยู่อย่างนี้ จะอยู่ไป มันไม่ มันจะไม่ลดน่ะ เพราะว่าคนที่ดีแล้วนี่ เราประมาณง่ายๆอย่างนี้นะ คนที่ดีขนาดหนึ่งแล้วนี่ เราน่าศรัทธาเลื่อมใส หรือนับถือ บูชาได้แล้ว เมื่อดีขนาดนั้น เขาไม่ได้ลดดีหรอกนะ ไม่ได้ลดดีลงจากที่ดีนั้น ที่จริงดียิ่งขึ้น บางทีเรานี่ ตามความดีที่ดียิ่งขึ้น ที่ท่าน ทำดี ยิ่งขึ้นนี่ แต่ที่ทำดียิ่งขึ้น มันก็ยากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ในสิ่งที่ทำดียิ่งขึ้น ยากยิ่งขึ้น มันจะมีข้อบกพร่อง หรือมันจะมีสิ่งที่เวียนกลับ สิ่งที่เหมือนหกกลับ และเรานี่ เรามองนี่ เราอ่านไม่ได้ เรารู้ไม่ได้ เราก็เลยเข้าใจผิด ทำให้ลดศรัทธานั่นหนึ่ง 2.จุดบกพร่องที่จะมี มันจะต้องมีแน่นอน ยิ่งทำยากขึ้น ส่วนบกพร่องจะมากขึ้น เราก็ไปเอาจุดบกพร่องนี่ เป็นข้อเสียไปตีข่มดี ที่จริง ไม่ใช่ดีน้อยลงนะ ดีมากขึ้น ทำดีที่ยากขึ้น ทำดีที่มากขึ้นด้วย แต่จุดบกพร่องจะมีใช่ไหม ยิ่งดีแยะมากขึ้น ดียากขึ้นนี่ มันถึงจะมีจุดบกพร่องให้เห็นได้ ก็ไปเพ่ง พวกเรานี่ ถึงบอกว่า อาตมาว่าพวกเรานี่ อาตมามองให้ ให้มองกันที่จุดที่ไม่ดี แล้วก็แก้ไขสิ่งที่ไม่ดีขึ้นไปเรื่อยๆๆๆ มันก็เลยดิ่งไปหาแต่จุดไม่ดี แล้วก็เลยเผิน จิตใจยังไม่ละเอียดพอ ปัญญาญาณ ยังไม่ลึกซึ้งพอ ก็เลยทำให้ เมื่อไม่ศรัทธา หรือว่าเห็นจุดบกพร่อง ก็เลยเกิดลบหลู่ หรือเลยเกิดลด ลดศรัทธา ฟังดีๆนะ อาตมาอธิบายยากจังเลยนะ แท้จริง ดีมากกว่าเก่าด้วยซ้ำ ฟังดีๆ เพราะทำดีที่ยากขึ้น แล้วมากขึ้น แล้วมันมีจุดบกพร่อง ดีมากกว่าเก่า น่าจะศรัทธามากขึ้น นับถือมากขึ้นกว่าเก่า กลับไม่ นี่ เห็นไหมว่าความเผินของคน ทีนี้ อย่างมณฑิราถามว่านี่ ศรัทธาคืออะไร ก็คือ ผู้ที่มองเห็นสิ่งที่ดี ที่เหมาะสม ของความเป็นมนุษย์ประเสริฐนี่มากขึ้น แล้วเราก็นับถือ บูชาสิ่งนั้น และก็มีปัญญาญาณลึกซึ้งไปกว่านั้นอีก ซ้อนลงไปว่า เราจะเข้าใจหรือว่าเอาสิ่งดีนั้นแหละมาเป็นของตน หรือว่าตนจะต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้ แต่พร้อมกันนั้น ปัญญาญาณ ก็ละวาง มันจะทำให้เราดูดดึง ศรัทธากับติดนี่ มันจะทำให้เราดูดดึง หรือ หลง อย่าว่าแต่ติดเลย ดีไม่ดี จะหลงมีกาม รักเข้าไปด้วยซ้ำ นอกจากติดแล้ว ยังรักเข้าไปอีก ผูกพัน รัก นี่คือ ความติดยึดที่ผูกพัน ความสัมพันธ์ที่ผูกพัน คือรัก กลายเป็นกามเข้าไปอีกก็ได้ เพราะฉะนั้น บางทีกลายเป็นรัก นับถือ บูชา แล้วก็รักเข้าไป หรือติดพัน ผูกพัน จนกระทั่งมีอาการกาม ก็เป็นรัก เพราะฉะนั้น อันนั้นละ ปัญญาเราจะต้องอ่านซ้อนให้เห็นว่า อย่าไปติด ผูกพัน ก็ต้องลดด้วย ถึงจะเจริญ ยิ่งนับถือบูชา ยิ่งยกย่อง เชิดชู ก็เป็นลักษณะหนึ่ง ในภาษาไทย ที่บอกความหมายแล้ว (ฟังให้ดีนะ) นับถือ บูชา เชิดชู ยกย่อง น่าได้ น่ามี น่าเป็นอย่างนั้น แต่ไม่ใช่ไปติดผูกพันคนนั้น หรือสุดท้าย มีทั้งกามเข้าไปรักด้วย ไม่มี เพราะฉะนั้น รักและติด จึงไม่ใช่ศรัทธา ฟังพอเข้าใจไหม อาตมาอาจจะพูดเร็วหน่อย นามธรรม แล้วมันจะเกี่ยวกับพวกรูปธรรมด้วย ถ้าเผิน รูปธรรมด้วยกิริยา ท่าทาง ด้วยอะไรๆ ก็กระทำให้ชวนใจให้ติดยึด แล้วให้รักให้ชอบ ตัวไปติดตัวตนเข้าไปเลย ติดตัวคนเข้าไปเลย ก็ได้ด้วยน่ะ แล้วก็มันมี ก็มีผลซ้อนอีกด้วยว่า มันมีกิเลส มันมีผลซ้อน คือมีกิเลส กิเลสในตัวคน ที่ปฏิบัตินี่ ปฏิบัติก็รู้สึกว่าเราได้ดี พอเราได้ดี ก็เกิดอัตตามานะ ยิ่งในส่วนหนึ่งของตนของเราก็คือ อัตตามานะก็สูงขึ้น แล้วทีนี้ อาตมาก็แนะให้มองจุดไม่ดีกัน ติเตือนกัน ติงกัน พวกเราก็ไปเพ่งจุดไม่ดี ติเตือนกันด้วยไอ้การลบหลู่ผู้อื่นเพิ่มขึ้น ไอ้การหลงตัวที่มีอัตตามานะ ก็เพิ่มขึ้นอีก มันก็เลยผนวก ทำให้เราเกิดอัตตามานะมากขึ้นด้วย อัตตามานะมากขึ้น แล้วก็ไปลบหลู่ผู้อื่นมากขึ้นด้วย ด้วยการเผินๆ ที่ไม่ลึกซึ้งนี่ เพราะฉะนั้น ลักษณะของการลดศรัทธา หรือว่าลบหลู่ ดูหมิ่น เหยียดหยามกัน แล้วเราก็ผยอง เราก็หยิ่งผยอง เราก็หลงตัวหลงตน มีอัตตามานะขึ้น ก็เลยเกิดสภาพพวกนี้น่ะ อาตมารู้สึกว่า โรคนี้ที่อาตมาไม่ๆๆ ไม่ฉลาด ไม่ฉลาดที่จะหยิบมาบอกพวกเรา แต่วันนี้ ได้บอกแล้วนะ วันนี้ได้บอกแล้วนะ นี่บอก บอกอาการของโรคแล้วนะ หมอทั้งหลาย พวกคุณนี่เป็นหมอ นะ ต้องอ่านอาการของโรคของตัวเอง เป็นหมอที่ต้องตรวจตัวเอง ตรวจอาการโรคของตัวเอง แล้วรักษาตัวเองนะ หมอทั้งหลาย ทุกคนละ ทุกคนรักษา เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เราไม่รู้โรค แล้วไม่รู้อาการนี่ เป็นอาการของทางจิต ทางกิเลส ทางโรค โรคของจิตนี่แหละ ทางจิตนี่ ทางกิเลส ทางสภาพซับซ้อนพวกนี้ ว่า เออ จุดนี้นี่ อาตมาพึ่งได้คิด รายละเอียด อันนี้จะต้องเรียนรู้ แล้วเข้าใจกัน ความจริงแล้วนี่นะ ศรัทธานี่ มันมีลักษณะซ้อนได้เหมือนกัน ศรัทธานี่ บางคนจะรู้สึกว่า วาง นับถือ บูชา เชิดชู รู้อยู่ว่าสิ่งนั้นดี สิ่งนั้นน่ายกย่อง แต่พร้อมกันนั้น ใจเราก็ต้องวางใช่ไหม ถ้าไม่วาง ถ้าเราไปผูกพัน หรือเราไปติดมากๆ มันจะกลายเป็นโรคอีกชนิดหนึ่ง เป็นโรคที่มันเป็นอาการกิเลสนั่นแหละ อาการกิเลสไปติดยึดผูกพัน ที่พูดเมื่อกี้นี้แล้ว ถ้าเผื่อว่า ยิ่งมันหนักหนาเข้า ก็กลายเป็นกาม ลักษณะกิเลส ลักษณะกาม เข้าไปเสริมซ้อนเข้าไปด้วย มันก็เลยยิ่งจะเป็นโรค โรคร้ายแรงเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องระวัง แล้วเราก็เรียนรู้มาแล้ว เรียนรู้มา แล้วเราก็มา ลด ลดความจะติดนี่ เราก็วางไม่ติด แต่เราก็จะต้องรู้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจแล้ว เรียนรู้แล้วว่า อะไรคือสิ่งที่เรายกย่องนับถือ ศรัทธา บูชา เชิดชู อะไรน่ะ เรารู้ เรารู้แล้ว เราจะได้อย่างไร เราก็เรียนตาม แล้วเราก็เอามา ทีนี้ ผู้ที่มีสิ่งนี้ เราก็อยากจะให้อยู่ใกล้ หรือเราก็อยากจะอยู่ใกล้ เราก็ไม่อยากให้พราก ให้ห่าง นี่แหละ ลักษณะนี้ มันจะทำให้เราผูกพัน ทำให้เราติด ทำให้ผูกพัน ทำให้เราติด เพราะว่าท่านมี เราก็อยากจะมี เราก็อยากจะได้ซึมซับเอา หรือว่าเราอยากจะเรียนรู้เอา หรือว่าเราอยากจะ มันเป็นค่า เป็นสมบัติ เป็นทรัพย์ ใช่ไหม มีอยู่ในท่าน เราก็อยากจะแบ่งเอา อย่างน้อยท่านสอน อย่างน้อยท่านก็ดู อย่างน้อยก็ได้สัมผัส อย่างน้อยก็ได้เห็น อย่างน้อยอะไร ถ้าเผลอๆ มันก็จะกลายเป็นติดยึดเข้าไปที่ตัวคน ทั้งๆที่เราเองเราเรียนรู้ ยิ่งสมัยนี้แล้ว ไม่ต้องมีตัวคนด้วยซ้ำ ไม่ต้องมีตัวท่านอยู่ เสียงก็มีอยู่ในเทป หนังสือก็มีเขียน คนอื่นก็รับความรู้นั้นไว้ แล้วก็เอามาถ่ายทอด แม้จะไม่เหมือนทีเดียว ก็ๆ ก็ยังแบ่งส่วนที่ได้รับรู้ คือมีการ สมัยโบราณ แม้ไม่มีหนังสือ ก็ใช้คนนี่แหละ ใช้ พระเถระ พระมัชฌิมะ พระนวกะ พระผู้ที่ถ่ายทอด เป็นผู้ที่สืบทอดมาจากพระพุทธเจ้าละนะ รับช่วง ก็มีคนถ่ายทอดให้ แต่เดี๋ยวนี้ อย่าว่าแต่มีคนถ่ายทอดกันเลย มีทั้งเทป มีทั้งหนังสือ มีทั้งวิดีโอ มีทั้งอะไรที่จะเป็นสื่อ ถ่ายทอดมา ซึ่งไม่น่าจะติดตัวบุคคลเลย ไม่น่าจะต้องตามตัวบุคคล สิ่งที่เป็นความรู้ ที่จะสื่อให้เรารู้ ที่เราจะเอามาปฏิบัติประพฤติ ที่จะทบทวนก็ตาม จะได้รับอีกก็ตาม เราเองนั่นแหละ เป็นผู้รับจำให้ได้ จำคำสอน หรือจำสิ่งที่ดี ลักษณะที่ดี สิ่งที่ดีนั้นๆๆ จะทำอย่างไร ถึงจะได้ดีนั้นๆๆ จำให้ได้ แล้วเราก็เอามาปฏิบัติ ถ้าเราแยกออกอย่างนี้ เราก็จะไม่ติดตามตัวบุคคล ฟังชัดขึ้นไหม เราก็จะไม่ติดตามตัวบุคคล เราก็จะพยายาม ต้องฟัง ต้องแยกวิเคราะห์ออกให้ดีว่า เอ๊อ ตัวบุคคลก็คือตัวบุคคล แล้วก็ไม่ต้องไปติดตัวบุคคล เราได้แก่นสารสาระว่าอะไร ทำอย่างไร อันนั้นคืออะไร แล้วเราจะได้อันนั้นมาในตัวเรา เป็นคุณค่า เป็นทรัพย์ เป็นกุศล เราจะได้กุศลนั้นๆอย่างไร แล้วก็คืออย่างไร คืออะไร เราก็จำ เราก็ศึกษาเอาสิ่งนั้นๆ แล้วก็พยายาม ต้องรู้สึกเสมอว่า ไม่ใช่ตัวบุคคล ไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เราเอานะ เราเอาแต่เอาสิ่งที่ดี ที่เป็นกุศล และเป็นคำสอน คำสอนที่สอนกุศลเป็นอย่างนั้น ทำอย่างนั้น ถึงจะได้กุศลอย่างนั้น ถ้าเราวิเคราะห์ออกอย่างนี้ แล้วก็วางเป็น เข้าใจทุกทีๆๆ ตัวบุคคล เราก็ไม่ติด ไม่ยึด นอกจากไม่ติดไม่ยึดแล้วก็ไม่ผูกพัน จนกระทั่งหนักเข้า กลายเป็นกามด้วย เราจะได้ส่วนที่เป็นสาระแก่นสารที่แท้ แล้วสิ่งนั้น ต้องมีอยู่ตลอดเวลา แม้มันจะมาก จะน้อย อย่างที่อาตมาว่า นัยที่พูดเมื่อกี้นี้ นัยที่ว่าเรามีเชิง ที่อาตมาแนะไปแล้วว่า ให้อ่านจุดไม่ดี แล้วก็เร่ง เรื่องไม่ดีนี่ ต้องรีบรู้ นอกจากรีบรู้ แล้วก็ต้องรีบละตัดละ เพราะว่า มีความจำเป็น ความสำคัญรีบด่วน ที่เราจะต้องมองเห็นจุดบกพร่องของใครๆ หรือของเราให้เร็ว เพราะต้องรีบประหาร ต้องรีบจัดการ เราก็เลยสุดๆ หรือว่า โต่งๆ ไปในด้านนี้มาก เพราะในด้านที่เห็นดี ยกย่อง บูชา เชิดชู ส่วนดี สิ่งดีของกันและกัน น้อยไปหน่อย อาตมาว่า เป็นจุดบกพร่องที่อาตมาเอง อาตมารู้สึกว่า บอกพวกเราจะมาป่านนี้ ค่อยมารู้สึกนานมาแล้วละ อาตมา ที่จริงไม่ใช่มาค่อยรู้สึก รู้สึก แต่ว่า มันยังไม่ถึงขั้นว่า ทะลุในความละเอียดลอออันนี้ เพิ่งจะมาฉลาดตอนนี้ เพิ่งจะมาละเอียด มาเข้าใจความละเอียดอันนี้ ตอนนี้ ก็เลย นี่กำลังอธิบายให้พวกเราฟังว่า เออ จุดอันนี้นี่สำคัญนะ สำคัญมากทีเดียว เพราะว่า จุดที่พวกเรารู้สึกว่า มันไม่ศรัทธากัน เมื่อมันไม่ศรัทธากันแล้ว มันก็ไม่อบอุ่นน่ะ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้พยายาม ให้รอบถ้วนขึ้นไปให้ดี อย่าไปให้จุดบกพร่องของแต่ละคน แต่ละคน ซึ่งย่อมต้องมี แม้แต่อาตมาก็ต้องมี แม้แต่อาตมาจะว่าไปเลย ถ้าใครสังเกตดีๆ แม้แต่พระพุทธเจ้า ที่อาตมาเคยวิเคราะห์วิจัยบางจุด ว่าเหตุจุดอันนี้ของพระพุทธเจ้าท่าน ถ้าจะว่าบกพร่อง ก็คือบกพร่อง มันก็รู้สึกว่า มัน แหม คนอื่นเขายึดถือนี่ เขาไม่ได้เลยนะ ไปตำหนิติเตียนพระพุทธเจ้านี่ มันลบหลู่มากมายเลย แม้แต่นิดแต่น้อย อะไรก็ไม่ได้ ก็จริงอยู่ แต่เราไม่ได้พูดถึงขนาดว่า หลงใหลปานนั้น อาตมาว่า อาตมาไม่ได้หลงใหลพระพุทธเจ้า แต่อาตมาเชิดชู บูชาสุดยอด สุดเศียรจริงๆเหมือนกัน สำหรับพระพุทธเจ้า เพราะว่าท่านมีสิ่งที่ยอด อาตมาว่าอาตมาไม่ไม่ปน ไม่ไม่เลอะเทอะ คุณความดีมีมากเท่าไหร่ นี่ จนกระทั่งเทียบไม่ได้หรอก อะไรๆ ก็ต้องสุดยอด แต่ส่วนที่มันเราเห็นว่า เออ อันนี้ก็ต้องเป็นครู อันนี้ก็ต้องเป็นตัวอย่างนะ เช่น อาตมายกตัวอย่าง บางสิ่ง บางอัน บางเรื่องที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส แล้วรู้สึกว่า มัน มันทำให้เกิดผล ตามเรื่องราว ตามตำนาน ที่อาตมาชี้ล่ะนะ เพราะฉะนั้น จุดบกพร่อง นี่ มันมีได้ แต่จุดบกพร่องนั้น ถ้าเราไปเพ่งๆๆๆ เพ่งเข้า แล้วยิ่งผู้ที่ยังไม่สมบูรณ์อย่างอาตมานี่ ยังไม่สมบูรณ์ทีเดียว ยังไม่ยอดเหมือนอย่างพระพุทธเจ้า ทำไปแล้ว มันก็ต้องมีจุดบกพร่องบ้าง หรือเราเองนั่นแหละ เราเข้าใจไม่ได้ อย่างที่กล่าวไปแล้ว อธิบายไปแล้ว เราเข้าใจไม่ได้ ในส่วนที่ซับซ้อน กลับไปกลับมา นี่ เราก็เลยนึกว่าผิด ตามภูมิ ตามอัตตามานะของเรา นึกว่าท่านผิดแล้ว เราถูกแล้ว มันก็เลยยิ่งซ้อนเข้าไปเสริมจุดบกพร่องที่เป็นจริงด้วย ก็เป็นจริงนะ จุดบกพร่องของอาตมา เป็นจริงมี แล้วก็ส่วนที่เราเข้าใจไม่ได้ เราก็นึกว่า ท่านผิด เราถูก บวกกันเข้า บวกกันเข้า ก็เลยเป็นค่าลบ ที่ทำให้เราลดศรัทธา เป็นค่าลบที่ทำให้เราลดศรัทธาลงไปได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ใครๆก็ตาม ที่มาในที่นี้แล้ว อาตมาว่ามาอยู่ได้ แม้จะเป็นฆราวาสก็ตาม 10 ปี 20 ปี 30 ปี อยู่กันได้นี่นะหลายอย่างในตัวเขานี่นะ เขาแก้ เขาแก้ไขลำบาก มันเป็นวาสนา มันเป็นสันดานน่ะ ที่เรียกอีกอันหนึ่งก็ว่า มันเป็นสันดาน มันเป็นแง่ที่ไม่ค่อยดีนัก มันแก้ยากจริงๆเลยนะ โอ๊ อย่างนี้ นี่ยังไงๆ ก็ไม่หวาดไม่ไหว แต่ค่ารวมแล้วนี่นะ เออ ค่ารวมแล้ว เขาก็ไม่ใช่ว่า เขาไม่มีดีนะ เขาก็มีดีในจุดนั้นจุดนี้อยู่ ค่ารวม แล้วก็ไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานด้วย ตั้งแต่แรกเริ่มมาตรฐาน เราก็รับไว้แล้ว ในส่วนที่ต่อๆมา ต่อๆมา เราก็ไปมองแต่ค่าเสีย ค่าลบ จุดบกพร่อง จุดไม่ดีไม่งาม เสร็จแล้ว ก็เลยให้คะแนนแต่เรื่องไม่ดี ไอ้ส่วนดี เราก็เลยลืมไป บวก ลบ คูณ หารผิด แล้วเราก็เลยชังกัน หมดศรัทธากัน ทั้งๆที่ความจริงแล้ว เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละ แต่จุดบกพร่องของเขานี่ ย้ำ 2 ที ย้ำ 3 ที เรื่องเก่านะ ย้ำ 5 ที ย้ำ 8 ที ย้ำ 10 ที ย้ำ 100 ที แล้วเรื่องเก่า ที่เขาแก้ไม่ได้ มันเป็นวาสนา หรือมันเป็นสันดานของเขา เราก็เลยตีราคาของความที่แก้ไม่ได้ของเขานี่ ที่จริงเขาก็แก้ไม่ได้ ตั้งแต่เรายอมรับเขาตั้งแต่ต้นแล้ว มันแก้ไม่ได้ ตั้งแต่ตอนรับแต่ต้นแล้ว เขาก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ต้นนั่นแหละ แต่เราก็ให้เขาแล้ว รับเขาแล้ว เขาไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานแล้ว เสร็จแล้ว เราก็มารับเอา ไปตีราคา หรือว่าบวกค่า ที่เขาเป็นของเก่าเขานั่นแหละ รู้สึกว่า ไอ้มันแก้ไม่ได้นี่ มันมันเลวแล้ว ทั้งๆที่ที่จริง เขาเจริญขึ้นด้วยซ้ำไป ไอ้อย่างนี้ก็คำนวณผิดแล้ว อย่างนี้ก็คำนวณผิดแล้ว ระมัดระวังไว้ นะ นี่ส่วนหนึ่ง อีกอันหนึ่ง ที่มันเป็นจริงเหมือนกัน ก็คือว่า เมื่อได้แป้น เมื่อได้ตำแหน่ง ได้ ฐานะที่เขายอมรับนับถือ เราก็เลยง่ายขึ้นจะกินจะอยู่จะไปจะมาจะเหมือนกับมีสิ่งที่เขาจะต้องยอมยกให้น่ะ เราก็มีฐานะ แต่ละฐานะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะยกให้ส่วนนั้นส่วนนี้ ไม่ต้องออกกฎออกระเบียบ ก็ยังมีสิทธิมากกว่าที่จะได้รับความอนุ- เคราะห์ หรือว่าความอะไรความอุปถัมภ์ ได้รับความอนุเคราะห์ ความอุปถัมภ์ อะไรต่ออะไร มากกว่ากันตามฐานะ นี่ อย่างสมณะก็มากหน่อย สิกขมาต มาก็มากขึ้น เป็นกรัก เป็นปะ เป็นนาคอะไรขึ้นมา ก็ได้รับมากขึ้น หรือเป็นอารามิก เป็นคนวัด ก็มากขึ้น แต่ถ้าเป็นอาคันตุกะประจำก็ลดลง อาคันตุกะจร ก็ยิ่งน้อยไปใหญ่ ยิ่งคนนอก ไม่เป็นแม้แต่อาคันตุกะ ก็ได้รับความอนุเคราะห์ ความอุปถัมภ์ หรือว่าความยกให้ เป็นสิทธิที่จะได้ทั้งทางวัตถุ และความเป็นอยู่อะไร บางสิ่งบางอย่างนี่ หลายสิ่งหลายอย่าง ได้มากกว่ากัน เมื่อได้สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งอนุเคราะห์เป็นสิ่งอาศัย เป็นสิ่งอุปถัมภ์แล้ว คนที่ได้นั้น ก็กิเลสขี้เกียจ กิเลสที่มีฐานอาศัยแล้ว มันก็ขวนขวายน้อยลง พัฒนาไม่เจริญขึ้น ก็มีจริงเป็นจริงด้วยเหมือนกัน เพราะ-ฉะนั้น นานวัน นานปีขึ้น เป็นสมณะก็ดี ซ้อนเชิง เป็นสมณะเข้าก็เลยเอาคือยังไงๆ เขาก็ต้องให้เรา เขาต้องอนุเคราะห์เราอยู่ เขาต้องอุปถัมภ์เราอยู่ เขาปวารณาเราไว้ด้วยซ้ำ อะไรต่างๆพวกนี้ เป็นสิกขมาตก็ดี เป็นอะไรก็ดี เป็นถึงขั้นเป็นนักบวชขึ้นมา ตั้งแต่สิกขมาต เป็นสมณุทเทส อะไรขึ้นมา ไม่ต้องเท่านี้หรอก แม้แต่นาค กรัก ปะ ก็ยังพอมี ใช่ไหม ยังพออนุเคราะห์อะไร เพราะว่า คนก็เข้าใจ พวกเราฆราวาส ก็อนุเคราะห์ส่งเสริม เพราะว่า เห็นว่า ก็ไม่มีรายได้แล้ว ไม่มีอะไรแล้ว ก็ต้องอนุเคราะห์กันไว้อะไรพวกนี้ ซึ่งซ้อนๆกันอยู่ในพวกเรานี่ ก็เลยกลายให้นานปีนานวัน นานเดือนเข้า ก็เลยกลายเป็นสภาพที่ขวนขวายน้อยลง พากเพียรน้อยลง นี่ก็มีจุดจริงเหมือนกัน เป็นขี้เกียจ เป็นการตีกิน แล้วเป็นบาป ที่อาตมาก็เอามาวิเคราะห์วิจัย อธิบายให้ฟังอยู่เหมือนกัน ก็มีส่วนเหมือนกัน มีส่วนจริงเหมือนกัน นี่ มันยังซ้อน ซับซ้อนอยู่ จุดนี้ แม้มีน้อย มันก็ดูเห็นมาก ถ้าเผื่อว่า พวกเราช่างเพ่งกัน ช่างเพ่ง ยิ่งไม่ค่อยจะยกย่องศรัทธา มองผู้น้อย มองผู้ต่ำกว่า ผู้ใหญ่จะยกไว้บ้าง ก็อนุโลมบ้าง ถ้ายิ่งผู้น้อย ก็ยิ่งเพ่งกันมากขึ้น เอ้า นี่ ขึ้นมาฐานนี้แล้วนะ อย่างนี้แล้วนะ ก็เพ่งกัน ก็อ่านกัน ก็ยิ่งติเตียนกัน หรือว่าตำหนิกัน ก็คือความเพราะไปติเตียนนี่นะ ถ้าเผลอๆ นะใจเราเผลอๆ ไปติเตียน หรือว่าไปมองจุดไม่ดีของผู้ใดนี่ ความลบหลู่ มักขะ มักขะนี่ มันเป็นสายของอัตตามานะ ความลบหลู่คุณท่าน มันก็จะลบหลู่ลงไปว่า ให้ค่าลบลงไป เพราะว่ามันมองตัวสภาพ มันเป็นสภาพลบใช่ไหม เพราะฉะนั้น เมื่อไปมองจุดบกพร่อง จุดไม่ดีขึ้นมา เกิดกับใคร เมื่อใด ถ้าเราเผลอ ค่าลบมันก็จะไปลบ บวกเข้าไปเรื่อยๆๆๆ มันก็จะกลายเป็นว่า ไอ้ตัวดีที่มีเราไม่ได้คำนึงถึงค่าบวก ไม่คำนึงถึงฐานจริงที่เขามีบวกของเขาอยู่ หรือที่เขามีดีที่บวกขึ้นไปยิ่งขึ้น เราบอกแล้วว่า เราไม่ค่อยให้คะแนนทางบวก หรือทางดีมากนัก เราไปเพ่งแต่เรื่องทางไม่ดี ทางลบ มันก็จะทำให้เราเผินๆ ไปลบหลู่ ไปดูถูก ไปเห็นเขาว่าต่ำลงๆ ได้ง่ายขึ้น ไปเห็นเขาว่าต่ำลง ต่ำลงได้ง่ายขึ้น ทั้งๆที่ความจริงแล้วนี่ มันควรจะดีขึ้นดีขึ้น มันควรจะมี ยิ่งนับวัน นับเดือน นับปี ไปแล้วนี่นะ เหมือนอย่างนี้ คนในโลกนี้นะ อย่างครอบครัวๆหนึ่งนี่ สมมุติว่า ครอบครัวนี้มีคนอยู่ด้วยกัน ก็พยายามพากเพียรที่จะเจริญ แม้คนที่จะรับมาอยู่ในบ้าน หรือจ้างมาอยู่ในบ้าน เป็นลูกจ้าง เอาให้ชัดๆ เอาลูกจ้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive