351017 ผู้มีมรรคผลย่อมทนอยู่ได้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
.lh15 .fo # (ผู้มีมรรคผล จะทนอยู่ได้/FILE:3604.TAP) ผู้มีมรรคผล จะทนอยู่ได้
วันออกพรรษา 2535
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2535
โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์
เนื่องในวันออกพรรษา
ณ ปฐมอโศก
เจริญธรรม สำนึกดี ท่านพุทธศาสนิกชนที่ยังใฝ่ธรรมอยู่ วันนี้เป็นวันที่ ถ้าตามธรรมเนียมของพุทธศาสนา เราก็ออกพรรษา ออกพรรษาแล้วนี่ มันมีความเป็นมา เป็นนิยาย เป็นนิทานว่า พระพุทธเจ้า นี่ จำพรรษาบนดาวดึงส์ ออกพรรษแล้ว ลงมาจากดาวดึงส์ แล้วก็มีตักบาตรเทโว กัน ได้ตักบาตรพระ ได้ตักบาตรพระพุทธเจ้ากันในตอนวันที่ออกพรรษา ออก พรรษานี่ เราจะมีสงฆ์ทั้งหลายจะปวารณา คือหมายความว่า ต่างคนต่างที่จะแจ้ง จิต แจ้งใจ ปวารณาตน แจ้งจิต แจ้งใจที่จะยอมมอบตนให้แก่ผู้อื่นว่ากล่าวได้ ติงเตือนได้ ทักท้วงได้ เพราะว่าคนเรานี่ มันมีอัตตามานะ การแจ้งปวารณา นี่จะเป็นการแจ้งอย่างตั้งใจจริงๆ การแจ้ง การบอก ก็ไม่ใช่แต่แค่เราจะพูด ด้วยปาก แต่ใจจริงเราไม่ยอม ถ้าแจ้งอย่างนั้นแล้วละก็ แจ้งแต่ปากพูด แต่ใจไม่ ยอมจริงๆเลย แม้แต่จะรับฟังก็กดข่มเอาไว้เฉยๆ เขาว่าอะไรก็ทนฟังเอา แต่ ใจไม่ได้ยอมรับจริงนะ แยังอยู่ในใจ เถียงอยู่ในใจ เสร็จแล้ว เราก็เป็นอย่าง ที่เราเป็นนั่นแหละ แล้วเราก็เชื่อมั่นของตัวเองอย่างนั้นแหละ คิดอย่างไร มัน ก็เชื่อความเห็นของตัวเอง ยึดมั่น ถือมั่นในตัวเองแล้ว เขาจะชี้ มีเหตุ มีผล จน กระทั่ง จำนนอย่างไร เราก็เป็นอย่างเก่า เพราะฉะนั้น จะต้องยอมจริงๆ แล้วก็พยายามวางใจ พยายามทำ ความเป็นกลาง หรือเชื่อผู้อื่นลองดูบ้าง เปลี่ยนแปลงลองดูบ้าง เขาจะตำหนิติเตียนแจ้งอันนั้นอันนี้ให้อย่างไร เราก็ฟัง มีปรโตโฆสะ แล้วก็พยายามทำ ความเห็นให้แยบคายจริงๆ ลดละตัวตน ลดละความเห็นของตนเอง พยายามที่จะห
อ่านต่อ
า เหตุผลที่จะดูในแง่ที่มันถูกต้อง มันดี มันงามอะไร ที่เขาตำหนิติเตียนนั้น แล้วก็ดู ฐานแห่งความจริง ตรวจสอบแห่งความจริงว่า เออ มันเป็นนะ เป็นแง่เป็นเชิง ถ้าเราพิจารณาดีแล้ว เราก็จะรู้ว่า มันก็มีเหตุผล มันก็มีสิ่งที่น่าจะลองนะ อันใด ที่ เขาแจ้งมา เขาตำหนิ ติเตียนมาแล้วมันไม่เข้าท่าจริงๆ ตรวจแล้ว อย่างไรๆ มันก็ไม่เป็นสิ่งที่ดีเลย มันไม่เป็นสิ่งที่น่าลองเลย เอ้า ก็แล้วแต่ผู้นั้น เห็นว่ามัน ไม่ต้องน่าจะพิสูจน์ตาม มันไม่น่าจะทดลอง มันไม่น่าจะลดละตามที่เขาว่าเลย หรือ ไม่น่าจะพากเพียรทำให้ยิ่งเลยอย่างนี้น่ะ ทำไปทำไม อย่างนี้ ทำให้ยิ่งขึ้นไป ก็ ไอ้เท่านั้น เราลดละด้วยซ้ำ เราเลิกด้วยซ้ำ เราจะไปทำให้มากให้มายขึ้นไป ทำไม ไม่เห็นเข้าท่าอะไรเลย เราก็ชัดเจนแล้วว่าอย่างนี้ มันเป็นการเพิ่มกิเลส ตัณหา อุปาทาน เป็นการเพิ่มกาม เป็นการเพิ่มความพยาบาท หรือเป็นการเพิ่ม ภพ เพิ่มชาติ เพิ่มถีนมิทธะ เพิ่มความฟุ้งซ่าน เพิ่มความวนเวียน หรือว่ายิ่ง เพิ่มความไม่ชัดไม่เจน เพิ่มวิจิกิจฉา เพิ่มความสงสัยลังเล ถ้าเราพิจารณาแล้ว ตรวจสอบตามหลักธรรม หลักวินัยอะไรดีๆอย่างนี้ แล้ว มันก็ไม่น่าจะกระทำ ไม่น่าจะพิสูจน์ ไม่น่าจะลอง แน่ชัดแล้ว เราก็ไม่ลอง ไม่ทำ แต่ถ้าเผื่อว่าเราพิจารณาตามธรรม ตามวินัย ตามหลักเกณฑ์อะไรดีแล้ว ถึง ขั้นอริยธรรม อริยวินัยเลย โยนิโส พยายามที่จะต้องพิจารณาทำความแยบคาย ทำความถ่องแท้ พิจารณาตัดสินให้ดี วินิจฉัยให้ดี แล้วเราเห็นว่า มันควรจะ ต้องทำนะ เพราะอย่างน้อย ก็เป็นไปเพื่อความลด ละ หน่าย คลาย ที่จริง อย่างน้อย ที่ว่านี่ ลด ละ หน่าย คลาย โดยเฉพาะลดกาม ลดพยาบาท ลดถีนมิทธะ ลดอุทธัจจกุกกุจจะ ลดวิจิกิจฉา มันเป็นการลดที่เป็นหลักแท้เลย ศาสนาของพระพุทธเจ้า นี้รวมลงแล้ว ท่านก็ให้มาพยายามลดละนิวรณ์นี่เท่า นั้นแหละ เพราะนิวรณ์เป็นอาหารของอวิชชา นิวรณ์เป็นอาหารของอวิชชา อวิชชานี่แหละ เป็นตัวทั้งหมดทั้งสิ้นที่เรายังไม่บรรลุ ถ้าเราลดอวิชชา ล้าง อวิชชา ทำลายอวิชชาได้สิ้นหมด เป็นวิชชา วิชชาถึง 8 ประการ 9 ประการ อาตมานับเอาฌาน ฌาน 4 นี่เป็นวิชชาด้วย เป็นบาทฐานของวิชชาทั้งมวล เมื่อ เราได้วิชชา 9 นั่นแหละ หมดอวิชชา ได้วิชชา 9 ได้ถึงขั้นอาสวักขยญาณ ทั้งหมด สิ้นอาสวะทั้งหมด ทุกอย่างเราจะต้องมีญาณรู้ตัวว่าเรามีกิเลสอย่างไร ส่วนเหลือ ส่วนเศษอยู่ในโลกนี้ สัมผัส สัมพันธ์อยู่ในโลกนี้โลกธรรมใดๆ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขทั้งหมดทั้งมวล แม้จะเป็นโลกียสุข ในระดับโลกที่เป็นโลก ระดับโลกุตระ เราก็เข้าใจแจ้งว่าเป็นโลกที่เรายังอยู่ ยังอาศัยด้วยสมมุติ อย่างกับพระอรหันต์นี่ยังไม่ตาย ท่านก็ยังอยู่กับสมมุติ ท่านก็อยู่กับรูปนาม ขันธ์ 5 อยู่กับสัมผัสทั้งหลายแหล่ในโลกหมด เขาจะสมมุติอันนั้นต่ำ อันนั้นสูง อันนี้ชั่ว อะไรท่านก็เข้าใจดีชั่วทั้งหลายแหล่ ก็ไม่ทำให้ท่านเองหลงใหล ติดยึด ไม่ทำให้ ท่านเอง ท่านจะต้องเหลือไว้เป็นภพเป็นชาติก็ได้ แต่ท่านจะเหลือก็เรื่องของท่าน นะ แต่ถ้าท่านจะไม่เหลือนั้นน่ะมันเรื่องของท่านเหมือนกัน ท่านมีสิทธิ์ และท่านก็ เข้าใจแจ้ง ทำได้จริงๆ ถ้าท่านจะละ จะเลิก จะล้าง จะวางภพ ทุกๆภพ ปรินิพพาน พระอรหันต์จะเรียนรู้อย่างละเอียดลออ ชัดเจน ถ้ามีส่วนเหลือ ส่วนเศษที่ท่านหลง หลงเหลือ มันก็เป็นเรื่องของท่าน มันก็ไม่หมดจริง แต่ท่าน จะไม่หลงเหลือเป็นพระอรหันต์จริงแล้ว ไม่ใช่พระอรหันต์ที่ยังมีเศษหลงเศษเหลือ ก็บริสุทธิ์ บริบูรณ์จริง ท่านก็ปรินิพพานก็หมดสิ้น สิ่งเหล่านี้เกิดเป็นสัจจะ ที่เราจะต้องพากเพียร เรียนรู้ตั้งแต่ภพน้อย โลกเล็ก โลกน้อย ที่เราไปติด ไปยึด หลงใหลอยู่ในโลก กิเลสหยาบเป็น อย่างไร เรียกว่าวิติกกมกิเลส กิเลสมันลดไปได้แล้ว มันเหลือกลางๆ เรียก ว่าปริยุฏฐานกิเลส เป็นอย่างไร เราก็รู้จากความแตกต่างของกิเลสหยาบ กิเลสกลาง กิเลสเรื่องเดียวกัน เหตุปัจจัยเดียวกีน แต่ก่อนนี้มันหยาบ มันแรง อย่างนี้นะ ในเรา ต่อมา มันก็ลดลงไปได้บ้าง เหลือขนาดนี้ เออ ขนาดนี้ กลางๆ แล้ว ขนาดนี้ลดลงไปน้อยลงๆอีก จนกระทั่ง เหลือแต่อนุสัยกิเลส เราก็รู้ ว่าอันนี้คืออนุสัย คืออาสวะ เป็นตัวตนระดับหลังสุด เราก็รู้ว่าเหลือน้อยเหลือเล็ก ก็ไม่ประมาทละ เหลือเล็กเหลือน้อย เราก็ทำออก จนกระทั่งหมดสิ้น เราก็รู้ ความหมดสิ้น ตนต้องรู้ด้วยตน เราต้องมีญาณรู้เรียกว่าอริยะ ไม่ใช่ว่าคนอื่นบอก ให้เราว่าเราเป็นโสดา คนอื่นบอกให้เราลดกิเลสนี้ได้ คนอื่นบอกให้ เราจางคลายได้ เราเองเราก็ไม่รู้ว่าจางคลายอย่างไร อาการของการจางคลาย มันยังเข้มข้นอะไร มันยังลดไม่ได้ หรือว่าอะไร ลดจางลงมาได้บ้างแล้ว หรือ ว่าลดจางไดมาก จนกระทั่ง เห็นชัดเจน แต่มันก็ยังเหลืออยู่ไม่ใช่น้อย จน กระทั่ง ลดจางได้กว่านั้น เข้าใจถึงความแตกต่าง แม้แต่เล็กน้อยละเอียดลออ เราจะต้องมีญาณละเอียด โยนิโส มีความแยบคาย มีความถ่องแท้ในจิต ในใจ ทำใจอย่างไร ทำจิตอย่างไร มนสิการ มนสิการ แปลว่าการทำใจในใจนี่แหละ ทำกิเลสให้ออกนั่นแหละ สำคัญคือทำกิเลสให้ออก ให้เกิดอาการจิตที่เราต้องการ ถ้าเราจะสังขาร เราเป็นผู้สังขารเอง เรียกว่าปุญญาภิสังขาร หรือเป็นอิทธา ภิสังขาร อย่างพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอิทธาภิสังขาร หรือเราจะเรียกว่า อภิสังขารก็ได้ สังขารอย่างยิ่ง เป็นสังขารหรือว่าปรุงแต่ง เรานี่แหละเป็นผู้ เจตนา มีมโนสัญเจตนา มีการเข้าใจจิตตัวเอง เราเป็นคนปรุงเอง แล้วเราปรุง ได้แล้วเราไม่ได้หลงใหลในสังขารเหล่านั้น ไม่ได้ติดใจในสังขารเหล่านั้นเลย จริงๆ อย่างนี้ เป็นต้น นี่ เป็นปรมัตถ์ที่อาตมาหยิบขึ้นมาพูดกับพวกเรานิดหน่อย ทบทวน ธรรมะของพระพุทธเจ้า เมื่อเราเรียนแล้ว เราก็จะต้องได้สภาพพวก นี้ไปอย่างดี แล้วก็เป็นไปเจริญตามขั้นตอน ที่อาตมาพูดนี่เป็นขั้นสูง เป็นขั้นสุด ของปรมัตถสัจจะ คือจิต เจตสิก รูป นิพพาน นักปฏิบัติธรรมโลกุตระจะต้องอ่าน จิต อ่านใจเป็น รู้จักกิเลส แล้วรู้ว่ากิเลสน่ะลด หรือไม่ลด รู้กรรมกิริยา กาย กรรมอย่างนี้ เป็นกายกรรมที่มันเป็นไปด้วยกิเลส กิเลสหยาบ หรือว่าลดลงมา แล้ววจีกรรมอย่างนี้เป็นวจีกรรมที่เป็นไปด้วยกิเลส กิเลสเป็นเจ้าเรือน กิเลสเป็น ตัวอำนาจ กิเลสเป็นตัวบงการ เป็นตัวสั่งให้เราทำ เป็นตัวบังคับให้เราทำ เป็นตัว มาใช้ให้เราทำ เราเป็นทาสมัน จนกระทั่งเราลดมันได้ ฆ่ามันได้ มีอำนาจ เหนือกิเลสเป็นนาย จริงๆแล้ว เราทำให้กิเลสนั้นอ่อนแรง จนกระทั่งจางคลาย จน กระทั่งหมดแรง หรือมันไม่มีอาการ มันไม่เกิด มันไม่เป็น มันไม่มามีตัวตนในเรา ในจิตใจน่ะ ในจิตใจของเราอีกเลย เราจะอ่าน เราจะตรวจตราจิตเก่ง เมื่อ ใดๆ จะสัมผัสกับโลกธรรม สัมผัสกับเหตุที่เคยเกิดกิเลส แต่ก่อนนี้ ถ้าเราสัมผัสอันนี้น่ะ สัมผัสกับคนๆนี้ ก็ต้องมีปฏิกิริยา ไม่ชอบ ก็รักกันอยู่ หรือว่าชังกันโกรธกัน หรือว่าปฏิพัทธ์ดูดดึงกัน รักใคร่กันอะไรอย่าง นี้ เราจะรู้เลยว่า อาการดูดดึง อาการปฏิพัทธ์ ผูกพันกันมันเป็นอย่างไร อาการของความรัก รักอย่างมิติที่ 1 รักอย่างมิติที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 ซึ่งอาตมาก็ได้บรรยายความรักเหล่านั้นในระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ว่ามีอาการ มีสภาพเป็นอย่างไร อะไรบ้าง เราจะเข้าใจเลย คนต้องสัมพันธ์กัน ที่จริงอยู่ด้วยกัน เป็นสัตว์โขลง จะเรียกอย่างภาษาของศาสนาอื่นว่าเราต้องมี ความรักกันและกัน รักมนุษยชาติ ก็เป็นความรักที่จะต้องมีลักษณะของมันเป็นลักษณะเจริญ ความรักอย่างมีคุณค่า ความรักอย่างมีประโยชน์ ความรักอาการ รักที่วิเศษ อาการรักที่จะต้องเรียนรู้อาการเหล่านั้น เป็นอาการของจิตที่จะเป็น ประโยชน์คุณค่าในโลก อย่างประเสริฐแล้วไม่ติด ไม่ยึด ไม่ผูกพัน ไม่หลงใหล เป็นอาการรักที่ศรัทธา ก็เป็นลักษณะของอาการรัก ถ้ารักอย่างกาม ก็เป็นลักษณะ ของความรัก ซึ่งเราจะต้องวิเคราะห์ วิจัย อ่านให้ชัด ให้เจน แล้วพยายาม ปรับเปลี่ยน ให้เป็นความรักที่วิเศษสูงสุดให้ได้ แล้วคนก็จะต้องอยู่กันด้วยความรัก เหมือนกัน แต่เป็นความรักสูงสุด เป็นความเมตตา ถ้าใช้ภาษาลึกซึ้งของ พระพุทธเจ้า เป็นบารมีสูง เป็นบารมีข้อที่ 9 เมตตา แล้วก็มีจิตใจเป็นฐานของ ตนเอง คืออุเบกขา เป็นจิตวิญญาณของพระเจ้า ที่จะต้องอาศัย พระอรหันต์เจ้า จะมีเมตตา กับอุเบกขาเป็นเจตสิกของพระเจ้า พระพรหม มี เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่จริงมีหมดทั้ง 4 นั่นแหละ เรียกสรุป ต้นและ ปลายกันเท่านั้นเอง จะต้องมีวงจักรของเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไว้ ดำเนินเป็นตัวแทนพระเจ้า เป็นอย่างพระเจ้า เป็นสิ่งสูงสุดของโลกจริงๆ แต่ เป็น แต่มี เพราะยังเป็น ยังมี ยังมีร่างกาย ยังมีรูปนามขันธ์ 5 ยังมีกรรมกิริยา กรรมกิริยาก็มีเมตตากายกรรม มีเมตตาวจีกรรม มีเมตตามโนกรรม แล้วก็เป็น อยู่อย่างผู้ที่สร้างสรร แล้วก็เสียสละ แจกจ่าย เจือจาน มีลาภธัมมิกา มีการ เฉลี่ยลาภ มีการแจก สิ่งที่ท่านสร้าง แล้วท่านก็จะเป็นผู้มักน้อย ไม่เอาไว้ มากหรอก เอาไว้ยังชีพนิดๆหน่อยๆ อาศัย นอกนั้นก็จาคะ หรือเสียสละแจก จ่ายไปหมด ท่านจะไม่ยึดถือไว้เป็นของตัวของตน เป็นน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย ถ้ามั่นใจว่า สิ่งนี้ไม่ต้องเหลืออะไรไว้เลย เราไม่ต้องอาศัยเลย เราก็จะต้องไม่ ถ้าสิ่งใด ที่จะต้องเหลือไว้บ้าง พออาศัย มีผ้าไว้พอนุ่งพอห่ม ไม่ต้องมาก ต้อง มาย ท่านก็มีไว้พอนุ่งพอห่ม พออาศัยนิดหน่อย ข้าว ไม่ต้องเหลือไว้หรอก เรามี ชีวิต มีจารีตประเพณีวัฒนธรรมกันแล้ว เราไม่ต้องสะสมแม้แต่ข้าวสักเมล็ดก็ไม่ ต้องเหลือไว้ วันต่อวันๆ ไม่ต้องมีข้าวสักเมล็ด ไม่ต้องสะสมข้าวสักเมล็ด ไม่ ต้องสะสมน้ำ ไม่ต้องสะสมยาน ไม่ต้องสะสมอะไรต่ออะไร ต่างๆนานาเหมือน ชาวบ้านชาวเรือน เหมือนคฤหัสถ์เราไม่ต้องสะสมเลยก็ได้ อะไรที่จะต้องอาศัย ก็แค่อาศัยให้มีให้น้อยสำหรับตัว สำหรับตน มีบริขารไม่เท่าไหร่ อย่างนี้เป็นต้น ท่านก็จะมั่นใจเลยว่า ชีวิตนี้จะอยู่อาศัยโดยมักน้อยสันโดษได้ ไม่ ต้องสะสมกอบโกยอย่างนี้ได้จริงๆ แล้วเป็นชีวิตที่เบา ว่าง ง่าย เหมือนนกน้อยปีกแข็ง แต่ก็รู้ว่า ถ้าเรารับสิ่งที่เราจะต้องอาศัยใช้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ เป็น เครื่องงาน ที่จะทำงาน อันนั้นอันนี้ เราก็ต้องคอยดูแลเหมือนกัน ดูแลให้มันดี ไม่ใช่มีเครื่องมือเครื่องใช้แล้ว ก็เขาให้ใช้ เขาก็ต้องศรัทธาเราอยู่แล้ว เพราะ ฉะนั้น เราจะสุรุ่ยสุร่ายอย่างไรก็ได้ ทิ้งขว้างอย่างไร ก็ได้ อย่างนี้ ก็ เป็นนิสัยของคนไม่ประณีต เป็นนิสัยของคนยังหยาบ ยังต่ำ ยังชั่ว เราก็ต้อง พยายามฝึกหัดนิสัยนั้นด้วย เป็นคนประณีต เป็นคนที่มัธยัสถ์ เป็นคนที่สงวน เป็น คนที่ดูแล แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว ตระหนี่ หรือหวงแหน ละเลียดจนเกินการ จะ ต้องรู้ความเหมาะสมอะไรอย่างนี้ เป็นต้น ในนัยละเอียดอย่างนี้ เราก็พยายามแจกแจง พยายามฝึกหัดอบรม เรา จะเป็นคนดี ตามที่โลกเขาเห็นว่าดี จนกระทั่งสุดท้าย เราทำดีได้หมด แม้แต่ เราจะกลับมาอนุโลมกับคนอื่นบ้าง ร่วมทำกรรมกิริยาที่มันเหมือนชาวโลกๆเขา บ้าง อะไรเป็นส่วนที่ควรอนุโลมเพื่อเขา ตามฐานะของเขา หรือว่าสิ่งที่จะ ประสานกันได้ ในกาลเวลา เราก็ต้องทำเป็นเรื่องของปฏินิสสัคคะ ที่จะต้อง กระทำตามความสำคัญ ตามกาลเทศะ ฐานะของมนุษย์ ไอ้นี่ก็เป็นความลึกซึ้ง ซับซ้อน กลับไปกลับมา เหมือนเรื่องที่ทวนกระแส เหมือนเรื่องที่ย้อน เหมือนเรื่อง ที่ค้าน เหมือนเรื่องที่แย้งกันอะไรพวกนี้ ก็เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งสูง ซึ่งเราจะค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆจะมีญาณปัญญา ในระดับซับซ้อนพวกนี้ ปัญญาชั้นสูง ในระดับซับซ้อนนี่ เราจะต้องศึกษาอย่างมั่นใจ ศึกษาอย่างเห็นผลที่แท้จริง โดยเฉพาะ ผู้ที่กระทำ เองกระทำปฏินิสสัคคะ กระทำการสลัดคืน กระทำความปฏิบัติกลับย้อนแย้งกลับ แล้วนี่จะต้องเข้าใจเลยว่าเราทำเพราะอะไร เมื่อใด ทำแล้วจะได้ ประโยชน์แค่ไหน เมื่อไหร่เราจะปรับอีกก็ต้องรู้ว่ากระทำได้ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งสูง คราวนี้ มีงานมหาปวารณา ซึ่งเป็นจารีตประเพณีของเรา เราทำ มาถึงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 11 ขึ้นรอบใหม่ มหาปวารณา ปีนี้ก็มีสมณะทั้งหมดของเรา มีอยู่ 81 รูป เต็ม สึกไปก็มี บวชใหม่ขึ้นมาก็มี รวมแล้วก็ 81 รูป ไม่ได้ขาด ครบ 81 รูป สมณะของเรานี่แต่ละองค์ แต่ละท่านได้พากเพียรกันขึ้นมานี่ อาตมากล่าวปิดการประชุมมหาปวารณา ครั้งนี้ก็ย้ำยืนยันกับสมณะทั้ง หลายว่า อาตมาเอง อาตมาสบายใจ อาตมาภาคภูมิในความเป็นคนที่ได้ พากเพียร อบรม ฝึกฝนตนขึ้นมา จนกระทั่งมาเป็นสมณะของพระพุทธเจ้าได้ แม้จะทำงานมานี่ อาตมาทำมา 20 กว่าปีแล้ว ได้สมณะ 81 รูป เหลืออยู่เป็นสมณะนี่ 81 รูปนี้ ก็เป็นความภาคภูมิอย่างยิ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเป็นเรื่องยากที่จะอยู่ใน พรหมจรรย์นี้อย่างนี้ อยู่กันอย่างขัดเกลาเอาจริงเอาจัง สังวรสำรวม แล้วก็ ขัดเกลา พยายามที่จะลดละสิ่งที่เป็นกิเลส ตัณหา ตั้งแต่กามภพ กามตัณหา ภวภพ ภวตัณหา ต้องเรียนรู้จริงๆ แล้วอาตมาก็เจตนาตั้งใจที่จะตัดภพ ตัดชาติ หรือว่าช่วยให้ท่านได้รู้จักภพ รู้จักชาติ แล้วก็พยายามลดตัดชาติ ตัดภพนั้นให้ได้จริงๆ กระหนาบแล้ว กระหนาบอีก เรียกว่านิคคัณเห นี่แหละ กระหนาบแล้ว กระหนาบอีก ไม่ยั้งมือตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสกับพระอานนท์ เอาไว้ซึ่งเราก็ เคยได้เห็นได้ฟังกันมาแล้ว ยิ่งเป็นผู้ที่ได้ปฏิบัติ ประพฤติ มีฐานอาศัยแล้วจะ แข็งแรง พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่า ผู้มีมรรคผล จะทนอยู่ได้ ผู้ไม่มีมรรคผล หรือมรรคผลต่ำ หรือมีกิเลสเข้าแทรก มันไม่แน่ ไม่เที่ยง บางทีมีมรรคผลบ้าง บางคนบางผู้มีมรรคผลแต่ว่า โดนกระหน่ำกระหนาบหนักเข้าอัตตามานะมันสูง อัตตา นี่แหละ เป็นตัวสำคัญ หรือ กาม ก็สำคัญ กามมันลากออกไป มันเอาเป็นเหตุ เป็นปัจจัยว่า เราไปเสพกามดีกว่าอยู่นี่ ก็ทนทรมานเปล่าๆ ออกไปแค่นี้ เรา เอาแค่นี้มันก็ไปได้ หรืออัตตามานะด้วย มันเป็นตัวสำคัญ เป็นกิเลสตัวหลักสำคัญที่ มันทำให้สึกไปบ้าง ที่สึกไปบ้างก็มี ที่บวชเข้ามาใหม่ก็มีวนเวียนกันอยู่อย่างนี้แหละ ฐานก็ค่อยๆเพิ่ม ค่อยๆเติมขึ้นมาได้ ตั้งแต่อาตมาแยกออกมาจากคณะสงฆ์ใหญ่ เป็นนานาสังวาสมา นี่มีสมณะ มากัน 21 รูป แล้วมีเณร 21 นี่ รวมอาตมาด้วย เพราะฉะนั้น 21 รวมอาตมาด้วย ก็คือคณะที่ครบได้สัดส่วน มัน เฉียดฉิวเลยนะ อาตมามีสมณะ 21 รูปนี่ ทำสังฆกรรมใดๆ ได้ทุกสังฆกรรม เป็น สภาสงฆ์ได้สมบูรณ์แบบ เฉียดฉิว มี 21 มีเศษ เหลือเณรให้หน่อย 2 รูปก็จริง ตัวเลขเหล่านี้ อาตมารู้ดี สังขยาเลขพวกนี้นะ รู้ว่ามันอะไรๆบ้าง พอที่จะให้ อาตมา สื่อให้อาตมาอาตมาเข้าใจ สมัยก่อนอาตมาพูดเรื่องตัวเลขพวกนี้ แล้วชักจะ เล่นเลขกัน ก็เลยไม่เข้าท่า อาตมาก็ไม่พยายามเน้น ไม่พยายามที่จะเอาพูดเพราะ ไม่อย่างนั้นมันเลอะ หนักเข้ามันก็จะกลายไปเป็นเรื่องที่มันไม่ใช่รู้ง่ายนะ มันรู้ ยาก อาตมาก็ปรามบอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของอาตมาเท่านั้น คนอื่นที่จะเอา ไปเล่น เอาไปใช้อย่างโน้นอย่างนี้ ไปคำนวณ ประเมินประมาณคำนวณหลักนั่น หลัก นี่ ซึ่งมันก็ใช้ในโลกนี้ เขาก็ใช้กันอยู่ ไม่ต้องไปคำนวณ ยิ่งทางโหราจารย์ ทาง ไสยศาสตร์ ทางสถิติอะไร เขาก็ใช้กันทั้งนั้นแหละนะ แต่ในเชิงนี้ อาตมาใช้สำหรับอาตมาเท่านั้น เป็นเรื่องที่จะรู้ได้ด้วยตน อาตมาไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก หรอก จะมีปฏิภาณรู้เพราะว่า ถ้าเราเข้าใจเรื่องเพศ เรื่องลิงคะ เรื่องความ มาก ความน้อย เรื่องความซับซ้อนนี่ได้แล้ว เราก็จะเข้าใจในเรื่องของอัตรา สถิติที่ซับซ้อนที่ประเมิน ประมาณเหมือนตัวเลขนี่ เป็นสังขยาเลขก็ตาม มันจะ ให้ค่า ที่เรารู้ได้ลึกซึ้งเป็นญาณอีกชนิดหนึ่ง ที่เราจะเข้าใจเอง เพราะฉะนั้น ผู้ใดศึกษาไป ไม่ต้องไปกังวล เราจะไม่รู้ไม่เป็น ใช้ไม่ได้ ไม่กังวล มันถึงบทบาท มันถึงกาลเวลา มีภูมิธรรมแล้ว เราก็จะอาศัย สิ่งเหล่านี้ได้ ตั้งแต่แยกมามีสมณะแค่ 21 คือรวมอาตมาด้วย มีองค์สงฆ์สมบูรณ์ ที่จะทำสังฆกรรมทุกชนิดที่พระพุทธเจ้ามีในหลัก ในธรรม ในวินัย มันเฉียดฉิวอย่าง นี้ มันเป็นฐานที่เรียกว่า "เฉียด" จะเห็นได้ว่า อโศกนี่ เฉียด เหมือนจะตาย เออ รอดมาได้หวิดๆนะ เหมือนจะแยก มันรอดมาได้หวุดหวิดเสมอๆน่ะ มันจะ เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อโศกเรานี่ ถึงตื่นเต้นอยู่ได้เสมอ ตื่นเต้นจนตกใจเกิน ไป จนไม่เรียกว่าจะหัวใจวายแล้วก็ไม่เอาด้วยกันหลายคน ไปอยู่ห่างๆ ก็ไม่ทิ้ง อโศกนะ แต่ว่า ไม่เข้าใกล้น่ะ นานๆมาทีหนึ่ง มันไม่ไหว มันหวาดเสียวอะไร อย่างนี้นะ ก็มีนะ นี่ก็พูดให้ดูหยาบๆ หน่อยนะ อาตมาขณะนี้ วันนี้นี่ยังมีสงฆ์ หรือว่ามีสมณะอยู่กับอาตมาถึง 81 รูป อาตมาก็ว่าเป็นสมณะที่อยู่ได้ด้วยยาก รักษาพรหมจรรย์นี้อยู่ได้ คนที่อยู่กันมาทนทาน ที่สุดเรียกว่าเก่าแก่ที่สาด ก็คือสันตจิตโต ท่านองค์นี้เราถือว่าเป็นองค์ที่เก่าเหลือที่ เหลืออยู่ อยู่ได้ ตอนนี้ท่านได้ชื่อว่าท่านดินดี ท่านดินดี เดิมท่านชื่อว่าอ่อนสา เป็นภาษาทางอีสาน ฟังแล้วพริ้งเพราะ หูดีนะ ชื่อเพราะนะทางภาษาอีสานนี่ เฒ่าอ่อนสา โอ้ เพราะนะ ท่านดินดีนี่อยู่ได้ทน อาตมาก็เชื่อมั่นว่าท่านทน จะตาย กับเราน่ะนะ แต่ยังไม่แน่เลย อาศัยที่ว่ารูปร่างก็ไม่ค่อยหล่อ พ่อก็ไม่ค่อยรวย เดี๋ยวนี้ สมบัติอะไร ก็ไม่มีแล้ว แม้แต่ภรรยาเก่าก็ไปมีสามีใหม่แล้วนะ อะไร ต่างๆพวกนี้นะ ไม่เหลือสมบัติอะไรก็ไม่เหลือ แก่เกินแกงแล้ว อาตมาก็จะไม่หวัง อะไรมาก จะทำใจไว้ว่า ท่านที่อยู่กับอาตมานี่นะ แม้แต่ขณะนี้องค์ที่ 1 นี่แยกออก มาด้วยกันเลยนะ นี่มาด้วยกัน ท่านสันตจิตโต นี่เป็นสมณะที่เย็น ก็ไม่เห็นวู่วามอะไรหรอกนะ ท่าน สายเจโต จนกระทั่งทุกคนก็เข้าใจว่าลักษณะอย่างนี้เราเรียกว่าสายเจโต ท่านก็ ปฏิภาณ ปัญญาท่านก็ไม่ปราดเปรียวนัก แล้วท่านก็ไม่ใช้เชิงปัญญาเป็นตัวอาศัย หรือเป็นตัวนำ เป็นตัวบุคลิก ท่านใช้เจโตเป็นตัวบุคลิก ท่านทำอะไร ก็ เรื่อยๆๆๆๆ เพียร ทน ท่านทำอะไรได้ทนแข็งแรง ลักษณะเจโตนี่ทน ลักษณะ ของปัญญานี่วาบไหว ลักษณะเปรียว ลักษณะปัญญานี่จะคล่อง จะเปรียว ลักษณะ ของเจโตนี่จะอืด หรือจะช้า จะแน่นเหมือนเรือเกลือ อะไรอย่างนี้ ส่วนทางสายปัญญานี่จะคล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว พลิกพลิ้วไปอย่างนั้น ถ้าเผื่อว่าเป็นฉลาดที่มากที่คล่อง ที่ไม่เอาถ่าน ที่มันใช้ไม่ถูกต้องแล้วมันก็จะกลาย เป็นเรื่องที่รอบจัด เรียกเป็นภาษาสำนวนสมัยใหม่ว่า รอบจัดไปเลยนะ ก็เป็นสมณะที่อาตมาภาคภูมินะ เราจะต้องเข้าใจว่า สิ่งที่ผ่านมาน่า เคารพ ศรัทธา ผู้ที่น่าเคารพ ศรัทธาบูชา ก็ต้องน่าเคารพ ศรัทธาบูชา ทีนี้ พวกเรานี้มาเน้นทางเชิงปัญญามาก เพราะเจโตมันมาก หินยานเถรวาทนี่คือเจโต มหายานนี่คือปัญญา ทีนี้ฐานของทางศาสนา ในพุทธเรา ในประเทศไทยเรานี่ เป็นฐานของศาสนาทางหินยาน หรือเถรวาท เพราะฉะนั้น แกนมันเป็นเถรวาท หินยานมาโต่งมาทางนี้เอามากๆ มันก็โต่งนะ ทางด้านมหายาน มันก็ไปอีกเลย จนกระทั่งเถรวาท กับมหายานนี่ ไม่รับกันเลย มหายานก็ถือว่า ตกร่วงไป แล้วก็มากด้วย เป็นประเภทที่เรียกว่าใช้ไม่ได้เลย เยอะเอาจริงๆ มหายานนี่ แต่ กว้างขวางมหายาน นี่กระจายไปทั่วโลก หินยานนี่น้อย แคบก็ยานเล็กนะ หิน ยาน แล้วก็อยู่ในแวดวง ขณะนี้ก็อยู่ในประเทศไทย เป็นหลักสูงสุด ส่วนมหายาน นั้น อยู่หลายประเทศ จีนแดงเขาก็มี แต่ก่อนจีนเขาก็มีเยอะ แต่ทีนี้จีน แบ่งออกไปแล้วมีมาก ก็กลายไปเป็นเรื่องไม่มีศาสนาแล้วก็เลยนับไม่ได้ เพราะฉะนั้น ขณะนี้ ก็จะมีอยู่ที่ญึ่ปุ่นมากที่สุด นอกนั้นก็มีเกาหลี จีน ไต้หวัน อะไรต่ออะไรต่างๆนานาที่เรามี ญวนก็มี ลาวก็เยอะนะ ลาวก็มีพุทธเยอะ เหมือนกัน เขมรอะไรพวกนี้ แม้แต่อินโดนีเซีย ก็ยังมี แต่ว่าอินโดนีเซีย นี่ อิสลามเขาเยอะ แต่ก็มีของพุทธบ้าง มีก็มีทุกประเทศน่ะนะ ในด้านเอเชีย ทาง ด้านตะวันตกก็มี ด้านยุโรปก็มี แต่ว่าน้อยกว่าทางคริสต์ เพราะว่าคริสต์หรือศาสนา ทางด้านพระเจ้า ทางด้านไปในลักษณะอีกอันหนึ่ง ลักษณะทางด้านโน้นเขารุ่งเรือง ทางด้านตะวันออกเรานี่ ศาสนาพุทธรุ่งเรือง เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธ จะอยู่ ในซีกด้านตะวันออกนี่เยอะ ทางด้านตะวันตกก็เป็นศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธมี น้อย ศาสนาคริสต์มาอยู่ในภาคตะวันออก นี่ ก็พยายาม แต่ไม่ค่อยได้ง่าย แต่เขาก็ พยายามมาเหมือนกัน มันก็พันกว่าปีมาแล้วเกือบสองพันปี อาตมาภาคภูมิใจอย่างนี้ บอกแล้วเมื่อกี้นี้ว่า พวกที่จะอยู่ในพรหม จรรย์นี้ไม่ง่ายเลย นี่ไม่ใช่อาตมาพูดเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง ไม่ง่าย แค่ จะอยู่ในพรหมจรรย์ อย่างที่เถรสมาคมส่วนใหญ่ท่านอยู่กันอย่างอนุโลม หรืออย่าง หลวมๆ อย่างมีอะไร อาศัยอิงแอบ เสพเป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญ เป็นโลกียสุข แล้วก็ได้อาศัยสิ่งเหล่านั้นอยู่ในสังคม อยู่ในโลกมาได้ ยิ่งทุกวันนี้ ยิ่งทำมาหากินยาก แต่อาศัยแอบแฝงอยู่ในทางนี้ ใช้ความฉลาด ปฏิภาณมาเป็น เครื่องมือในการอาศัยพลิกแพลงหากินอยู่เป็นอาชีพได้ เลี้ยงตนด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อย่างที่เรียกว่าพลิกแพลงบ้าง อำพรางในเรื่องของธรรม ของวินัย แล้วก็อาศัยได้ หากินอยู่ในศาสนานี้นี่เยอะ แล้วไอ้ที่เละๆก็เยอะ ก็ยัง ทนอยู่ได้ยาก ในการที่จะบวชเป็นสมณะ พรหมจรรย์นี้ยากนัก ยิ่งมาเป็นนักปฏิบัติธรรมอาตมาว่า อาตมาเคร่งจนทางฝ่ายที่เขาไม่ เข้าใจ นี่เขาก็ว่าพวกเรานี่สุดโต่ง คนในสังคมทุกวันนี้ ในประเทศไทยก็ตามรู้จัก อโศกดีไม่ใช่น้อย รู้จักอโศกดี เราเรียกขบวนการดีกว่านะ พวกเรานี่เป็นขบวน การอโศกนี่ อย่าไปเรียกถึงสถาบันเลย เพราะว่ามันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ถึงขนาด นั้น เป็นขบวนการอโศก รู้จักดีกันทั่วประเทศแล้ว แม้แต่ในสำนักราชการ ใน สำนักงานไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรต่ออะไร โดยเฉพาะ ไปรษณีย์ รู้จักข่าวคราวดี มีเรื่องที่น่าทึ่งอยู่เช่นว่า เขาส่งจดหมายมาจากต่างประเทศ จ่าหน้าซองบอกสันติ อโศก ไทยแลนด์ สันติอโศก ไทยแลนด์ก็ถึง จากต่างประเทศนะ ไม่เชื่อก็ ต้องเชื่อ จ่าหน้าซองแค่สันติอโศก ไทยแลนด์ถึงเลย แน่กว่านั้นอีก เดี๋ยวจะลง หนังสือสารอโศก ให้ดูความประหลาด นี่ไปรษณียบัตร จ่าหน้าซองมาจากต่าง จังหวัด จากอุดร สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม แล้วก็ไม่ลงอะไรเลย มีรหัสด้วย รหัสนั่น ก็ ไม่รู้เลขอะไรนะ เขียนส่งๆไปอย่างนั้น ไม่ใช่รหัสที่ถูกต้องด้วยนะ เขียนส่งไป หมดเลย เลขอะไร อาตมาจำไม่ได้มากกว่า 5 ตัวด้วย เขียนตัวเลขอะไรใส่ก็ ไม่รู้ จ่าว่าสมาคมผู้ปฏิบัติธรรม จากอุดร เราได้รับไปรษณียบัตรนั้น นี่ มัน ก็เป็นการสื่อให้เห็นว่า ต่างจังหวัดก็รู้จัก สมาคมผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นองค์กรหนึ่งมันก็ ไม่แพร่หลายเท่ามูลนิธ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive