351022 อาศัยอะไรใจมนุษย์ (อธิมุตติสูตร) รวมตอน 1-2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์5.38 MB
วันที่แก้ไข19 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

351022 อาศัยอะไรใจมนุษย์ (อธิมุตติสูตร) ตอน 1-2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก อาศัยอะไรใจมนุษย์ ตอน 1/2 | ตอน 2/2

อาศัยอะไรใจมนุษย์ (อธิมุตติสูตร) ตอน 1/2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เทศน์ทำวัตรเช้า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2535 ณ ปฐมอโศก

อธิมุตติสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 22 : วันนี้จะอธิบายธรรมะ เอา อธิมุตติสูตร ในข้อ 22 ของพระไตรปิฎก เล่ม 24 นะ ในพระไตรปิฎกฉบับหลวง มันไม่ค่อยตรงกันนักกับพระไตรปิฎกฉบับสังคายนา ข้อนี่ไม่ค่อยตรงกัน แต่เล่มก็เล่มเดียวกัน แต่ว่าข้อไม่ค่อยตรงกัน (ดู เนื้อความเต็ม อธิมุตติสูตร ในภาคผนวก ) สีหสูตร กับ อธิมุติสูตร พตปฎ. ล.24 ข้อ 21-22 : ในพระไตรปิฎกฉบับหลวง ฉบับที่ 24 ข้อ 22 อธิมุตติสูตร ท่านว่าอย่างนี้ จะอ่านให้ฟังแต่เฉพาะอันแรกนี่เท่านั้น อันต่อ ๆ ไป มันก็เหมือนกันกับสีหสูตร (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 21) สีหสูตรโดยเนื้อหา มีต่างกันอยู่ที่ตรงย่อหน้าแรกหรือพารากราฟแรกนี่เท่านั้น หลัง ๆ ไปนั้นเหมือนกันนะ แล้วไม่เหมือนกันอีกทีหนึ่ง ท่านก็ย่อลงไปหน่อยตรงข้อที่ 8 ที่ 9 ที่ 10 คือเตวิชโชนั่น แล้วจะค่อย ๆ อธิบายนะ ลองอ่านฟังดูตอนแรกนี่ก่อนนะ ท่านว่านี้

(พ่อท่านอ่าน :-) ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ ธรรมเหล่าใดย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งอธิมุตติบท _ “ นี่ “อธิมุตติสูตร” นะ ก็สูตรที่ว่าถึง “อธิมุตติบท” นั่นแหละ อธิมุตติบทนี่ ท่านขยายความเอาไว้ในฟุตโน้ต(บันทึกตอนท้าย)ตรงนี้ว่า มีขันธ์ มีอายตนะ มีธาตุเป็นต้น หรือทิฐิ เดี๋ยวค่อยขยายความ อ่านดูก่อน “_ ธรรมะเหล่าใด

อ่านต่อ

ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งอธิมุตติบทเหล่านั้น ดูกรอานนท์ เราเป็นผู้แกล้วกล้าปฏิญญาณในธรรมเหล่านั้น เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้น ๆ แล้วแสดงธรรม โดยประการที่บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว จักรู้ซึ่งธรรมะที่มีอยู่ว่า มีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะอันไม่มีอยู่ว่า ไม่มีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะเลวว่า เลวบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะประณีตว่า ประณีตบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะอันมีธรรมะอื่นยิ่งกว่าว่า มีธรรมะอื่นยิ่งกว่าบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมะที่ไม่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่าว่า ไม่มีธรรมะอื่นยิ่งกว่าบ้าง หรือว่าจักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้แจ้งโดยประการที่ธรรมะนั้นอันบุคคลพึงรู้ พึงเห็น หรือพึงทำให้แจ้ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ดูกรอานนท์ ยถาภูตญาณในธรรมะเหล่านั้น ๆ เป็นยอดเยี่ยมกว่าญาณทั้งหลาย อนึ่งเรากล่าวว่า ญาณอื่นอันยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณนี้ไม่มี” นี่เป็นเนื้อหาของอธิมุตติ ในย่อหน้าหนึ่งนี้ ในอนุเฉทนี้ หรือในพารากราฟนี้นะ ต่อจากนั้น ก็จะคล้ายกันนะ อ่านให้ฟังนิดหนึ่งก็ได้ ต่อจากนั้นก็ว่า... “ดูกรอานนท์ ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด _” ซึ่งเหมือนกับสีหสูตร นะ “_ ย่อมปฏิญญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทประกาศพรหมจักรในบริษัท กำลังแห่งตถาคตเหล่านั้น มี 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน” เสร็จแล้วท่านก็ว่าไปเหมือนกันกับสีหสูตรหมดเลยนะ “ดูกรอานนท์ ตถาคตย่อมรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะในโลกนี้ตามเป็นจริง ดูกรอานนท์ การที่ตถาคตรู้ชัดซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ ตามเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของตถาคตที่ตถาคตอาศัยปฏิญญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท” และจากนั้นก็เหมือนกันนะ อันที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ก็เป็นกัมมวิปาก ญาณเป็นสัพพคามินี ปฏิปทาญาณ เป็นอนาคาตุญาณ อะไรต่อไปเหมือนกันจนจบ 10 ประการนั่นแหละนะ ทีนี้เราก็มาดู อธิบายนิดหนึ่ง จาก สีหสูตร กับ อธิมุตติสูตร ที่ว่าสีหสูตรนั้น สีหะ นั่นหมายถึง สีหะเป็นการบันลือสีหนาท เป็นการปฏิญญาณ หรือว่ากล่าวตนเอง ปฏิญญาณ : ปฏิญญาณ นี่คือการกล่าวตนเอง โดยการกล่าวจากใจ จากการตั้งใจ ปฏิญญาณนี่การกล่าวจากใจ การกล่าวอย่างตั้งใจ การกล่าวอย่างที่เรียกว่าเป็นสัจจะ จะเป็นอย่างใด จะเป็นอย่างนั้น ปฏิญญาณนี่นะ เป็นการกล่าวจากจิตจากใจที่จริงต่อสาธารณชน หรือต่อใครต่อใคร หรือปฏิญญาณต่อตนเองก็ตาม ปฏิญญาณออกไปแล้วสิ่งนั้นเป็นการตั้งใจจากใจ จริงใจจริง ๆ ความหมายของปฏิญญาณจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งเราคงพอเข้าใจกันโดยความหมายกว้าง ๆ อย่างนี้ ฐานะของผู้เป็นโจก : ทีนี้ ”ปฏิญญาณฐานะของผู้เป็นโจก” ก็หมายความว่าพระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า ท่านเองมีฐานะของผู้เป็นโจก คือผู้เป็นเลิศ ผู้เป็นยอด ผู้เป็นหนึ่งที่สุดแห่งที่สุด บันลือสีหนาท : “บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท” แล้วก็มาทำให้ดัง ทำให้แพร่หลาย ทำให้กึกก้อง ทำให้ได้ยินไปทั่ว ประกาศ ประกาศให้ได้ยินไปทั่ว ประกาศให้กึกก้อง ประกาศให้ลือไปอย่างกับ “สีหะ” อย่างกับสีหะ “นาทะ” นี่ หรือว่า บันลือนี่ก็หมายความว่า ให้มันดังไป นาทะ ก็กึกก้องกันไป

อย่าง “สีหะ” อย่างกับสิงห์ อย่างกับเป็นเจ้าแห่งป่าเลย สีหะ นี่ก็คือเจ้าแห่งป่า ในป่า สีหะเป็นใหญ่ฉันใด พระพุทธเจ้าในวงมนุษย์ พระพุทธเจ้าก็เป็นใหญ่ที่สุด ฉันนั้น พรหมจักรในบริษัท : “ประกาศพรหมจักรในบริษัท” คำว่่า “พรหมจักร” อาตมาก็ได้ขยายความให้ฟังแล้วว่า ในดินแดนที่เต็มไปด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (พรหมวิหาร 4) ซึ่งเป็นแดนที่มีกลไกของเมตตา กลไกของกรุณา กลไกของมุทิตา กลไกของอุเบกขา เป็นบทบาทลีลา เป็นกลไกที่เกิดจริงเป็นจริง แล้วก็เดินเครื่อง ติดเครื่อง เดินบทบาทอยู่อย่างนั้นแหละ

เดินพรหมจักร หมายความว่า เป็นบทบาทของพระเจ้า มีกลไกของพระเจ้า มีกลไกของพรหมวิหาร มีกลไกของพรหมวิหาร คือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา นี่ มีอยู่ในวงของมนุษย์ นี่ในบริษัท ในบริษัท ก็หมายความว่า อยู่ในหมู่ชน หมู่ชนใดที่ท่านประกาศและก็เกิดกลไกอันนี้ อยู่ในบริษัทนั้น ๆ อยู่ในหมู่ชนนั้น ๆ ก็อันนั้นแหละ ท่านก็จะประกาศพิสูจน์ความจริงว่า ท่านยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่ชนเหล่านั้น ๆ หรือหมู่ชนเหล่าอื่น ท่านก็ยิ่งใหญ่กว่า แต่หมู่ชนเหล่าอื่นนั้น ท่านไม่ถือว่าเป็นบริษัทของพุทธ ก็เป็นบริษัทของมนุษย์นั่นแหละ มนุษย์ทั่วไปก็เป็นกลุ่ม เป็นหมู่ อยู่เป็นบริษัท บริษัทคือหมู่ หรือกลุ่มคน ปุถุชนก็บริษัทของปุถุชน แน่นอนว่าบริษัทของปุถุชนธรรมดานั้น ท่านก็รู้จัก และบริษัทที่เป็นพุทธที่สูงส่ง ท่านสร้างขึ้นแน่ ท่านให้คนเป็นเช่นนั้นขึ้นมาให้ได้ และเป็นได้ท่านก็เป็นใหญ่ เป็นยิ่งกว่าคนเหล่านั้น และการบันลือสีหนาท หรือว่าการเปล่งอะไรต่ออะไรออกไปแล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะล้มล้าง ไม่มีใครสามารถที่จะสู้ได้ ล้มล้างก็ไม่ได้ ยิ่งใหญ่กว่าก็ไม่ได้ ท่านประกาศความใหญ่จริง ๆ ใหญ่อย่างท่านว่า ถ้าพูดกันโดยที่ว่าเราไม่ศรัทธาเลื่อมใสแล้ว มันก็ดูว่า แหม อวดตัวอวดตน ยกตัวยกตนเหลือกำลังวังชานะ ฐานนานุฐานะ : “เป็นกำลังของตถาคตที่ตถาคตอาศัยปฏิญญาณฐานะของผู้เป็นโจก” ยิ่งไปในรายละเอียดอีกว่า ในฐานะ ที่ท่านตรัสว่าฐานะ ฐานนานุฐานะ อะไรของท่านนี่ อย่างที่เราได้อธิบายไปแล้ว บอกว่า ฐานะที่จะมีคนอย่างท่านได้ ไม่ใช่เป็นฐานะที่จะมีได้ง่าย ๆ และท่านได้มีขึ้นมาในโลกลูกหนึ่ง ในยุคใดสมัยใด ก็นาน ๆ จะมีที เมื่อมีในยุคใดสมัยใด ก็ไม่สามารถที่จะมีคนอย่างท่านได้สองรูป สององค์ ที่จะมีเท่าเทียมได้ หรือในระยะใกล้ ๆ กันอย่างนี้เป็นต้น นอกกว่านั้น ท่านก็ตรัสถึงความใหญ่ยิ่งทุกอย่างใน 10 ประการ ที่เราอธิบายไปแล้ว “ดูกรอานนท์ ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใด ฯ … กำลังแห่งตถาคตเหล่านั้น (ขันธ์ อายตนะ ธาตุเป็นต้น หรือทิฐิ) มี ๑๐ ประการนี้” และใน 10 ประการเหล่านั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ได้แต่พระพุทธเจ้า ลูกศิษย์พระพุทธเจ้านี่แหละได้ด้วย แต่ก็สะสมไปตามคุณภาพ ตามประสิทธิภาพ ก็จะมีความสามารถเหล่านั้น ๆ ที่เป็นญาณ ญาณในฐานาฐานะ ญาณในกรรมวิบาก ญาณในสัพพคามินีปฏิปทา ญาณในนานาธาตุ ญาณในนานาธิมุตติ นานาธิมุตตินี่แหละ อธิมุตตินานาก็คือต่าง ๆ อธิมุตติต่าง ๆ ญาณนั้นเราก็ขยายความมาบ้างแล้ว อันนี้มาขยายลงไปชัดกว่า ในสีหสูตรท่านไม่ได้ตรัสขยายยาวขนาดนั้น ในนานาอธิมุตตินี่ ท่านตรัสไว้แค่ว่า “ตถาคตรู้ชัดซึ่งความที่ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่าง ๆ กัน ตามเป็นจริง“ ท่านตรัสไว้แค่นี้เองในสีหสูตร แต่พอมาในอธิมุตติสูตร นี่ท่านก็ขยายอธิมุตติลงไป ขยายความว่านอกจากจะแค่นั้น ท่านก็ตรัสว่า “ดูกรอานนท์ ธรรมะเหล่าใด ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งอธิมุตติบทเหล่านั้น ดูกรอานนท์ เราเป็นผู้แกล้วกล้าปฏิญาณในธรรมะเหล่านั้น เพื่ออันที่รู้ที่อาศัยของธรรมะเหล่านั้น ๆ แล้วแสดงธรรมโดยประการที่บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว จักรู้ซึ่งธรรมะที่มีอยู่ว่ามีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมอันไม่มีอยู่ว่า ไม่มีอยู่บ้าง จักรู้ซึ่งธรรมเลวว่า เลวบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมประณีตว่า ประณีตบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมอันมีธรรมอื่นยิ่งกว่าว่า มีธรรมอื่นยิ่งกว่าบ้าง จักรู้ซึ่งธรรมที่ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าว่า ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าบ้าง” อย่างนี้เป็นต้น ความหมายดูสั้น ๆ ความหมายดูเป็นข้อ ๆ แต่ว่ามีนัยรวมไว้หมด ลึกซึ้งนะ ท่านก็บอกว่า “จักรู้ จักเห็น หรือจักทำให้แจ้ง โดยประการที่ธรรมนั้นอันบุคคลพึงรู้ พึงเห็นหรือพึงทำให้แจ้ง ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ “ แล้วพระพุทธเจ้าก็ทำให้รู้ แล้วก็เห็น แล้วก็ทำให้แจ้ง แจ้งรอบ ทำให้ถึงที่สุดนะ คือเป็นญาณนี่ ญาณ คือความรู้แจ้งรอบ มีสภาวะนั้นในตน : ญาณ นี่คือ ความรู้แจ้งรอบ รู้ไม่ใช่รู้แต่เพียงคิด ไม่ใช่รู้แต่เพียงคำนึงเป็นจินตาญาณ แต่รู้จนมีสภาวะเหล่านั้นในตน ในตน ปัจจัตตัง มีธรรมะเหล่านั้นในตน จะสูง จะส่ง จะวิเศษเยี่ยมยอด จะเป็นอภิญญาปาฏิหาริย์ขนาดไหน ก็ต้องมีในตน เกิดในตน ตนเป็นตนได้อย่างจริง ๆ จัง ๆ แล้วก็รู้แจ้งรอบในสิ่งที่มีที่เป็นนั้น ๆ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักที่ไปที่มา รู้จักรายละเอียดหมด สุด แจ้งรอบ อย่างนั้น นี่ท่านก็ยืนยันไว้ นี่เป็นฐานะ ที่จะมีได้ในคน เพราะฉะนั้น จะเป็นธรรมะในระดับไหน จะเป็นญาณในระดับใด ๆ คนเราก็สั่งสมขึ้นไปเป็นทุน เป็นทุนแล้วก็สะสมขึ้นไปให้ยิ่ง ยิ่ง ๆ ๆ ขึ้นไปตามลำดับ ๆ ตามลำดับได้ อธิมุตติสูตร นี้ขยายความส่วนนี้ ส่วนนานาธิมุตติญาณนี้ แต่ก็รวมเอาอีกทั้ง 10 ข้อนี่อยู่ในนั้นด้วย ซ้อน นี่เรียกว่า สภาพเชิงซ้อน สภาพเชิงซ้อนรวมเข้าไว้ด้วย สีหสูตร นั้น ท่านตรัสยืนยันแต่เพียงว่า ท่านนี่แหละยิ่งใหญ่ ในนี้ก็ยืนยันอยู่เหมือนกัน ต่อมาก็บอกว่า “ตถาคตประกอบด้วยกำลังเหล่าใดย่อมปฏิญญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาท ประกาศพรหมจักรในบริษัท” นี่ก็ยังตรัสอยู่นะ แล้วท่านก็ขยายถึงฐานาฐานะ แล้วก็กรรมวิปาก สัพพคามินีปฏิปทา อะไร ๆ ต่อไปจนกระทั่งถึงสุดท้าย อาสวักขยญาณ นั่นแหละนะ ธรรมะอันเป็นที่อาศัย : เรามาขยายความในอธิมุตติบท ซึ่งมี ขันธ์ มีอายตนะ มีธาตุเป็นต้น หรือมีทิฐิ อะไรเหล่านี้ ที่จริงต่าง ๆ นานาทั้งหมดนั่นแหละ อธิมุตติ คือสิ่งที่จะต้องรู้รอบ สิ่งที่จะต้องประกอบไปด้วยอะไร ๆ ที่ควรรู้ นี่ท่านก็บอกแล้วนะ ขยายความแล้วว่า “ธรรมเหล่านั้น เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมเหล่านั้น” ธรรมะอันเป็นที่อาศัย รู้อันที่อาศัยของธรรมะ เพราะฉะนั้น เราจะต้องสร้างสิ่งนั้นให้อาศัย ถ้าเราไม่มี ไม่เป็น ก็ได้แต่เพียงรู้ มันไม่ได้เป็นเครื่องอาศัย ถ้าเรามี เราเป็น เราก็ได้อาศัย เช่นว่า เราไม่รู้ แต่มันก็เป็น คือ 1 ขันธ์ รูปขันธ์ ที่เป็นองคาพยพของดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย นี่เป็นตัวตนร่างกาย นี่เป็นรูปธรรม ไม่ได้เรียนธรรมะอะไรมา มันก็เป็นมนุษย์ได้มีอันนี้อาศัย เราก็อาศัยอันนี้ไป แม้แต่จิตวิญญาณอยู่ในตัวเรา เราก็ได้อาศัยจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (นามขันธ์) แล้วมันจะมีเวทนาอย่างไร ยึดติดอย่างไร อวิชชาคือโง่ กับเวทนาเหล่านั้นอย่างไร มันก็อาศัย อาศัยเวทนาอย่างนั้น นี่พูดถึงขันธ์ก่อนนะ อาศัยอย่างคนอวิชชา : อาศัยอยู่อย่างที่คนไม่รู้ คือคนอวิชชา อาศัยสัญญา อาศัยสังขาร อาศัยวิญญาณ นี่ขันธ์ 5 เราก็อาศัยอย่างนั้น คนไม่รู้ ไม่เรียน ไม่เข้าใจ มันพาไปอย่างไร มันมีฤทธิ์ มันมีอำนาจ มันมีเดช มันเป็นนาย ความจริงแล้วเวทนา มันก็ไม่ใช่เวทนาอย่างบริสุทธิ์ เวทนาที่หลงเลอะด้วยอวิชชา แล้วเราก็รู้สึกว่าอันนั้นเป็นจริงเป็นจัง อันนั้นเป็นเรา เป็นของเรา อันนั้นเราจะต้องอาศัยอยู่ ถ้าไม่มีสิ่งนั้นอาศัย ขาด พร่อง เหมือนกะเป็นผู้ที่ไม่เต็มเต็ง ก็ปรารถนาอยากได้ ไปเห็นใครเขามีอาการอย่างนี้ก็รู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่น่าอยากได้ เขามีความเป็นอย่างนี้ ก็เป็นสิ่งที่น่าอยากได้ก็แสวงหา ไปติดไปยึด ไปหลงใหล แล้วก็สร้างสภาพนั้นขึ้นมาเอง มาอาศัย เป็นชีวิตอยู่อย่างที่ถูกเขาหลอก ถูกเขาสร้างขึ้นมา แล้วก็ติดยึดตาม ๆ ตาม ๆ เขามาตั้งแต่ไหน ๆ ไหน ๆ แล้ว สัตว์โลก หรือว่าจนกระทั่งมาเป็นคนนี่แหละ เป็นปุถุชน ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้นในโลก คนเราจะวนเวียนอยู่ในทางต่ำ หรืออวิชชาอย่างนั้นมาก่อน ตั้งแต่เป็นเดรัจฉานมา ก็โง่มาตั้งแต่เริ่มต้นเลย จะเป็นสัตว์เซลล์เดียวมา แล้วก็เริ่มต้นสะสมมาเรื่อย ๆ จนเป็นพลังงาน จนเป็นสภาพรูปธรรมธรรมชาติ พลังงาน จนกระทั่งสะสมเจริญด้วยทางรูปธรรม ไม่ได้เจริญทางนามธรรมเลยนะ นามนั่นโง่มาตั้งแต่ต้นเลย ก่อเกิดมาด้วยอวิชชา จนกระทั่งพัฒนารูปธรรมมาเป็นสัตว์หลายเซลล์ จนกระทั่งมาเป็นสัตว์เดรัจฉาน จนกระทั่งมาเป็นคนได้ พอได้เริ่มเป็นคน ก็ โง่ ๆ เง่า ๆ เซอะ ๆ ซะ ๆ ก็ตามเขาไป เขาจูงจมูกไป ตามเขา เชื่อตามเขาไปเรื่อย ๆ สะสมจนกระทั่งมันเป็นกิเลสตัวร้าย ๆ แล้วก็หลงใหลมาเรื่อย ๆ อาศัยว่าเป็นสุข เกิดมาจะเป็นอย่างนั้น จน…พระพุทธเจ้า แล้วก็เจริญ คือพระพุทธเจ้านี่เกิดมาก่อนแล้ว แล้วก็มาสร้าง มาทำให้คนรู้เท่าทันสิ่งที่เป็นอวิชชาเหล่านี้ หมุนเวียนขึ้นอยู่มาเป็นปุถุชน ปุถุชนนี่จะหมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏนานนับชาติ เป็นบาป เป็นบุญ หมุนเวียนไปหาเดรัจฉาน หมุนเวียนมาอยู่กับเป็นความเป็นมนุษย์ ไปตามโลกียะ ที่อย่างเก่งก็เป็นกัลยาณชน กัลยาณชน เป็นคนดี ดีที่ว่านั้น ก็คือ ดีแต่แค่ติดเวทนาที่เป็นสุข-เป็นทุกข์อย่างโลกียะ ถ้าเราได้เสียสละ ถ้าเราได้ทำทาน เราได้ช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ได้ความดี กัลยาณชนเขาก็รู้ทั้งนั้น ศาสนานานาไม่ว่าศาสนาไหน ๆ ก็พอรู้ทั้งนั้น แล้วเขาก็ทำอยู่อย่างนั้น อย่างเก่งแค่กัลยาณชน ไม่เข้าขีดอาริยะ อาศัยอย่างอาริยชน : ที่ไม่เข้าขีดอาริยะนี่ ก็ตรงที่ว่า ไม่รู้จักจิตวิญญาณ ไม่รู้จักขันธ์ 5 ได้ชัดจริง ๆ ไม่รู้รูป ไม่รู้เวทนา เวทนาอย่างไร เขาไม่ได้แจกอย่างนี้นะ อย่างของพุทธเราแจกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แจกอายตนะ 6 แจกธาตุต่าง ๆ ที่เป็นธาตุ เป็นมหาภูตรูปธาตุ เป็นอุปปาทายรูปธาตุต่าง ๆ แจกออกไปอย่างที่พระอภิธรรมท่านแจกธาตุต่าง ๆ ธาตุที่เป็นนามธาตุด้วย สำคัญก็คือ นามธาตุอย่างที่อาตมาได้อธิบายในนานาธาตุมาบ้างแล้ว อาตมา ถ้าจะอธิบายนานาธาตุจริง ๆ ก็ไปเอาพระอภิธรรมทั้งหมด มาแจกให้ฟัง ขยายความกันไปอีกเป็นปี ๆ หลายปีเลยก็ได้ ธาตุที่เป็นรูปธาตุ นามธาตุต่าง ๆ พระพุทธเจ้าท่านได้รู้ละเอียดลออสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่ง เห็นธาตุที่วิเศษ เป็นธาตุระดับโลกุตระทางจิตวิญญาณ ที่อาตมายืนยันไว้เรื่อย ๆ ว่า แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ หรือเป็นนักศาสนศาสตร์ เป็นนักการทางศาสนาก็ตาม ที่เป็นศาสดา ก็ยังไม่ได้รู้ละเอียดเหมือนอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสรู้ ละเอียดลออ จนสามารถที่จะให้มี หรือให้ไม่มี ได้สูงสุดนี่แหละ จนเราสามารถที่จะเป็นมนุษย์ประเสริฐ ก็ประเสริฐยอดต่อไปจากกัลยาณชน เป็นอาริยชน ที่สามารถมีคุณค่าประโยชน์ เหมือนกันกับที่กัลยาณชนทางด้านศาสนาอื่น ๆ เขาให้เป็น คือเขาเข้าใจส่วนดีของมนุษย์ แล้วก็ทำตนให้เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด เท่าที่จะฝืนได้ เท่าที่จะข่มได้ เท่าที่จะอดทนได้ เขาก็ฝืน เขาก็อดทน เขาก็ข่ม ให้ตนเองนี่ระลึกถึงคุณค่าความประเสริฐ ความเสียสละ ความสร้างสรรค์ เขาก็สอนกัน โดยการอดทนเอา โดยการไม่รู้ต้นรากของที่มาคือเหตุ ตัวตัณหาที่แท้ เขากดข่มตัณหา ทำให้พลิกกลับไปเป็นการเสียสละสร้างสรร เขาเก่งเหมือนกัน แล้วเขาก็เอาสิ่งนั้นเป็นเครื่องล่อ มันก็เป็นโลกธรรมอยู่ เป็นอามิส เพราะฉะนั้น สูงสุดก็เป็นผู้ประเสริฐไปอยู่กับพระเจ้า พระเจ้าสูงสุด อยู่กับสรวงสวรรค์ แล้วก็เป็นผู้ช่วยพระเจ้า สร้างสรรค์ ซึ่งก็เป็นความคิดที่เห็นว่า มันจบอยู่ที่สุดยอด อยู่ที่พระเจ้าเท่านั้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันเป็นอจินไตย เป็นเรื่องที่คาดคะเนไม่ค่อยได้ อาตมาพอรู้ก็เล่าสู่ฟังว่า วิญญาณที่ได้สั่งสมความปรารถนาที่จะเป็นคนดี เป็นคนอดทนในการเสียสละสร้างสรร เขาก็กดข่ม อดทน เขาก็จึงเป็นการอดทน เสียสละเก่งพวกนี้ไม่มีสูญ เพราะฉะนั้น มิติที่เป็นแนวระนาบอย่างนี้ มันก็ดิ่งไปในทางเสียสละ สร้างสรร ศาสนาจึงรู้ง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนพุทธ เพราะพุทธสอน ได้แล้วก็วาง ได้แล้วก็วาง ได้แล้วก็ไม่ได้ แต่ต้องสร้างให้ได้นะ สิ่งดีก็ต้องดีให้ได้ ดีได้แล้วก็ไม่เอาดี ไม่ติดดี ไม่ยึดดี สลัดคืน ในความลึกซ้อนทางจิตวิญญาณ ไม่หลงดี ไม่ติดดี แล้วก็รู้ไปถึงตัวสภาวะที่ท่านตรัสบอกว่า “เพื่ออันรู้ที่อาศัยของธรรมะ ” “ธรรม” แปลว่า สิ่งที่ทรงอยู่ มันทรงสภาพอยู่ ธรรมะที่เป็นปรมัตถ์ที่สูงยิ่ง ละเอียดยิ่งก็คือจิตวิญญาณ จิตเจตสิกที่ทรงอยู่อย่างไร เป็นอาการอย่างไร เป็นลิงคะ เป็นนิมิตมีเครื่องหมายให้ญาณนี้ ญาณที่กำลังพูดถึงอยู่นี่ “ยถาภูตญาณ” ที่บอกว่าเลิศยอด ที่ท่านตรัสว่า ยถาภูตญาณ ไม่มีญาณอื่นยิ่งยอดกว่าญาณนี้ (* ยถาภูตญาณ ) “ยถาภูตญาณในธรรมเหล่านั้นๆ เป็นยอดเยี่ยมกว่าญาณทั้งหลาย อนึ่ง เรากล่าวว่า ญาณอื่นอันยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณนี้ไม่มี ฯ” นี่เป็นญาณที่ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นธาตุรู้ เป็นธาตุเฉลียวฉลาด เป็นธาตุวิเศษ คือจิตวิญญาณนี่ มีธาตุอันนี้อยู่ในจิตวิญญาณ ฝึกปรือ เล่าเรียน สั่งสม สร้างให้เป็นธาตุที่เป็นญาณที่วิเศษขึ้นมาได้ แล้ววิเศษที่สุด แล้วท่านก็ตรัสยืนยันแล้วว่าไม่มีอะไร ไม่มีญาณอื่น ไม่มีความรู้ ไม่มีความเฉลียวฉลาด ไม่มีความยิ่งยอดอะไรที่จะยอดกว่าญาณอันนี้ อันอื่นจะยิ่งใหญ่กว่าอันนี้ไม่มี นี่ มันเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านปฏิญญาณด้วย ปฏิญญาณก็คือทั้งเปล่งกล่าว ทั้งยืนยันต่อธารกำนัลต่อสาธารณะ ต่อทั่วไปในโลก ไม่มีอะไรใหญ่ยิ่งกว่า เพราะฉะนั้น เมื่อเรียนรู้ให้เกิดทั้งญาณ ให้เกิดทั้งความเป็น แม้ลักษณะที่เป็นอย่างที่พระเจ้า อย่างที่เป็นกัลยาณชน อย่างที่ศาสนาใด ๆ สอน ว่าจิตวิญญาณนั้นก็ถูกกดข่ม หรือแข็งแรง กดข่มแล้วก็แข็งแรง ให้อดทน ให้พยายามสร้างสรรค์เสียสละว่า มันเป็นกุศล มันเป็นสิ่งเลิศสิ่งยอด คนของพระพุทธเจ้าก็สร้างจิตวิญญาณอย่างนั้นได้ แต่ได้อย่างรู้ด้วย อย่างรู้แจ้ง ไม่ใช่กดข่มเอา อย่างเกิดญาณซ้อน เหมือนอย่างพวกเรามานี้ เป็นผู้ที่ลดละ ลดละเวทนาที่เป็นความรู้สึกสุขอย่างโลก ๆ ลดละกิเลสต้นเหตุของมัน จนกระทั่งไม่ต้องสุข ไม่ต้องทุกข์หรอก ว่าง ๆ นี่ดีกว่า แล้วไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องไปบำเรอตนอย่างนั้นเลย เราก็เลิกมาได้ เท่าที่ความวนเวียนเสพย์ติดอยู่ในวัฏฏะของสิ่งที่เคยหลงอย่างเก่า ๆ อย่างต่ำ อบายมุขเป็นต้น กาม ก็ไม่ต้องไปดิ้นรน แสวงหา ก็ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไร แล้วก็เห็นจริง ๆ เลยว่าเราถูกหุ้มถูกพอกมา เป็นกิเลส เป็นกามตัณหา เป็นภวตัณหา มันมีมาจริง ๆ เห็นอาการของมันว่ามันยังมีอยู่นะ ด้วยมีผัสสะเป็นปัจจัย หรือว่าเรียนรู้อย่างธรรมชาติ เป็นชีวิตอยู่ แล้วก็รู้จักแบ่ง แบ่งปฏิบัติลดละไปจริง ๆ นี่ รู้ที่อาศัยของธรรมะเหล่านั้น : มันยังอาศัยอยู่ในเรา รู้ที่อาศัยของธรรมะ(สิ่งที่ทรงอยู่ ดำรงอยู่) รู้ที่มันอาศัยอยู่ที่ไหน แต่บอกไม่ได้ว่าที่ไหน เหมือนกับคนถามว่า วิญญาณอยู่ที่ไหน อย่างนี้ หรือบอกว่าตายแล้ววิญญาณอยู่ที่ไหน มันบอกไม่ได้หรอกว่าอยู่ที่ไหน ไม่ต้องไปเอาที่กว้างถึงโลก แหม ดูสินี่ มีสถานที่ตั้งกว้างใหญ่ คุณตอบอาตมาซิว่า วิญญาณของคุณอยู่ที่ปลายผม อยู่ที่ปลายจมูก อยู่ที่หัวใจ อยู่ที่กระดูก อยู่ที่ปลายเท้า อยู่ตรงไหน ชี้สิวิญญาณของคุณนั่น ชี้ได้ไหม? ก็อยู่ในตัวนี้ เรารู้ว่ามันอยู่ในร่างกายนี้ล่ะ วิญญาณของเรา เรายังชี้มันไม่ได้เลยว่ามันอยู่ตรงไหน มันเป็นที่อาศัย แต่มันอาศัยอยู่ในนี้ ไหนชี้ให้ดูหน่อยสิ มีวิญญาณรึเปล่า ในตัว มีไหม มี ชี้ให้ดูหน่อยสิ ไม่ต้องไปกว้างถึงขนาดรอบ ๆ โลกหรอก ชี้ให้ดูหน่อยสิ มันอยู่ตรงไหน มันไม่มีสถานที่ ที่จะชี้ว่ามันอยู่ตรงนั้นตรงนี้ นี่เข้าใจชัดขึ้นนะ นรก-สวรรค์ อยู่ที่ไหน? : ถามกันเหลือเกินว่าแล้วมันตายแล้วไปไหน นรกมันอยู่ตรงไหน นรกมันอยู่ที่จิตวิญญาณ สวรรค์อยู่ไหน อยู่ที่จิตวิญญาณ นอกจากจิตวิญญาณไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ เพราะฉะนั้น ตายแล้วมันอยู่ตรงไหน? อยู่ที่จิตวิญญาณ นรกอยู่ไหน? อยู่ที่จิตวิญญาณ สวรรค์อยู่ไหน? อยู่ที่จิตวิญญาณ ตายแล้วหรือเป็น ๆ ก็เหมือนกัน แม้เป็น ๆ นี่มีนรก มีสวรรค์ พวกคุณเข้าใจนรก สวรรค์ขึ้นแล้วยัง? 19051 114300 ผู้ฟังหลายคนตอบ.. เข้าใจ เข้าใจบ้าง

พ่อท่านว่า… ก็สอนมาหมด สวรรค์อย่างโลกุตระ เราก็ขยาย เรารู้แล้วว่าสวรรค์อย่างโลกียะ เราดับสวรรค์อย่างโลกียะ ไม่ติดไม่ยึดสวรรค์โลกียะ ก็คือไม่สุขไม่ทุกข์อย่างโลกียะ เวทนาสุข เวทนาทุกข์อย่างโลกียะ ที่เราเคยหลง เราเคยสุข มันก็มีสวรรค์อย่างโลกียะ เดี๋ยวนี้เราดับสวรรค์แล้ว ปิดสวรรค์โลกีย์ในโลก ขนาดไหนของคุณก็ตาม ในโลกอบายมุขเรื่องไหนก็ตาม คุณก็ปิดสวรรค์อย่างนั้น เราไม่ได้ชื่นชมกับมันแล้ว เราไม่ได้หอฮ้อกับมันแล้ว แต่ก่อนนี้ ได้ดูดยาแค่นี้ก็หอฮ้อ (พ่อท่านทำท่าสูดดม) แหม ขึ้นสวรรค์หอฮ้อ ประเดี๋ยวก็หยุด อุเบกขาเด๋อ หยุด พอหยุดประเดี๋ยวก็อยากใหม่ อ้าว! ลงนรกใหม่ ได้ดูดได้ถุนอีกขึ้นสวรรค์ใหม่ สวรรค์หอฮ้อ ลงนรก-ขึ้นสวรรค์อยู่อย่างนั้น วนเวียน วนเวียนอยู่ตั้งเท่าไหร่ จักรู้ซึ่งธรรมที่มีอยู่ ฯ ธรรมอันไม่มีอยู่ : เราก็เป็นมาแล้ว เคยมาแล้ว ติดมาแล้ว ยึดมาแล้ว แล้วก็ละมาแล้ว ล้างมาแล้ว ดับสวรรค์- ดับนรกอย่างนั้น ปิดสวรรค์-ปิดนรกอย่างนั้น แล้วเราก็รู้ว่า ถ้าเราปิดสวรรค์-ปิดนรกอย่างนั้น เราก็เบา ก็ว่าง ก็ง่าย ก็สงบ ก็ระงับ ก็หมดโลกนั้น ดับโลกนั้น อยู่เหนือโลกนั้น คนอื่นเขาจะมีสวรรค์ มีนรกแบบนั้น เราก็เห็น พวกนี้เขายังหลงสวรรค์ หลงนรก ยังลงนรก ขึ้นสวรรค์แบบนั้นอยู่ ก็หอฮ้อของเขาอยู่ แล้วเขาก็ดิ้นรนพราด ๆ ทุกข์ร้อนของเขาอยู่ เราก็เห็น เราก็รู้นรกสวรรค์อย่างนั้น คนเขาติดอยู่ก็คือของเขา และเราอยู่เหนือแล้ว เราหลุดพ้นแล้ว เราไม่ได้ติด-ได้ยึดกับเขาแล้ว สวรรค์นรกแบบอื่นขึ้นมา เป็นแบบกามอย่างอื่นในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอย่างใด ๆ อายตนะทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไปติดไปยึดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสใด ๆ หรือเป็นของ อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากได้ลาภ อยากได้เงิน อยากได้ทอง อยากได้ข้าวได้ของ อยากได้สวรรค์วิมานแบบบนดินหยาบ ๆ เราก็เข้าใจมา ไม่ต้องไปเฟื่องฟูหรูหราฟู่ฟ่า เป็นลาภ เป็นยศ เป็นสรรเสริญอะไร รู้ชัดซึ่งฐานะ ฯ และ อฐานะ : สิ่งใดดีเราก็เข้าใจว่าดี อะไรควรก็รู้ว่าควร แล้วเราก็อาศัย อาศัย บางทีเราอาจจะต้องอาศัยยาดูด มาใช้ยา มาใช้งาน หรือเราจะต้องดูดเพื่อบำบัดสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นยารักษาโรค แต่ไม่ได้ติดได้ยึดนะ อย่างนี้เราก็ใช้ได้ รู้จักฐานะของมัน รู้จักคุณค่าประโยชน์ของมัน รู้จักโทษของมัน รู้ซึ่งธรรมเลว ฯ ธรรมประณีต ฯ ธรรมอื่นยิ่งกว่า หรือไม่ยิ่งกว่า : อย่างนี้บอกว่าธรรมะเลวบ้าง ก็รู้ ประณีตก็รู้ อันไหนที่เลวก็รู้ อะไรที่ประณีตละเอียด ประณีตขึ้นไปนี่ หมายความว่า มันมีทั้งดีเป็นชั้น ๆ อาตมาเคยอธิบายแล้วว่า ดี สมมุติว่าดีมีสิบชั้น ดีชั้น 1 ชั้น 2 อันนี้ พอเราได้ดีชั้น 1 เราก็เห็นดีชั้น 1 นี่ต้องควรวาง-ควรปล่อย แล้วเราก็พยายามดีชั้น 2 ขึ้นไปให้ได้ ดีชั้น 2 ก็เรียกว่าดี ดีชั้น 1 เราต้องเรียกว่าเลวหรือต่ำ ดีชั้น 2 ก็เรียกว่าสูง พอได้ดีชั้น 2 ดีชั้น 2 ดีแน่นหนา มั่นคง จนเป็นแล้ว-ได้แล้ว ก็จะต้องเพิ่มไปเป็นดีชั้น 3 ดีชั้น 3 ก็เรียกว่าสูง ดีชั้น 3 ก็เรียกว่าดี เรียกว่า ต้องเพิ่มฐานะอย่างนั้น แล้วต้องปล่อยวาง ไม่ติด-ไม่ยึด แต่ให้มันเป็นมันดีได้นะ ถ้าดี ให้มันถาวร ให้มันแข็งแรงมั่นคง แต่เราต้องไม่หลงใหลได้ปลื้ม ติดแป้นติดยึดอยู่อย่างนั้น เราจะต้องพัฒนา ต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน