350221 สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350221 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 7/7 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก
สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
สัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 7/7 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 เนื่องในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 16 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
เมื่อวานนี้เรามาเน้นกันอยู่ที่ คนล่วงธรรมอย่างเอกเสียแล้ว เป็นคนมักพูดเท็จ ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว ไม่พึงทำบาป ย่อมไม่มี ( โลกวรรคที่ ๑๓ พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 23 )
คนล่วงธรรมอย่างเอก ซึ่งก็ได้ขยายความให้ฟังมากมายแล้วว่า “ล่วงธรรมอย่างเอก” เอกัง ธัมมัง อตีตัสสะ ภาษาบาลีว่าอย่างนั้น ก็หมายความเอาง่าย ๆ ว่า เป็นคนที่เขาละเลย คำว่า “ล่วง” นี่ อตีตัสสะ นี่คือผ่าน อดีตนั่นเอง อตีตัสสะ อดีต คือผ่านเอกัง ธัมมัง ผ่านธรรมอย่างเอก ธรรมอย่างเอก ก็คือ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ธรรมะอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้มานี่แหละ อย่างนี้ แบบนี้
คนล่วงธรรม ฯ เป็นคนมักพูดเท็จ คนล่วงธรรมอย่างเอกเสียแล้ว ผ่านไปเสียแล้วนี่ ท่านยืนยันว่า เป็นคนมักพูดเท็จ พูดสิ่งที่เป็นความไม่จริง เท็จนี่ มันลึกซึ้งนะ คำพูดเท็จนี่ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย พูดเท็จโดยไม่เจตนา พูดเท็จมันเป็นความไม่จริง พูดเท็จ คือพูดสิ่งที่มันเป็นความไม่จริง ไม่ใช่สัจธรรมนั่นเอง โดยที่เราไม่รู้ว่า เราพูดเท็จ โดยไม่เจตนา เพราะฉะนั้น ถ้าเอาอาบัติ เอาหมายความว่า ผู้นั้นละเมิดหลักนี้ กฎนี้ แล้วเราก็เข้าใจหลักนี้ กฎนี้แล้ว แล้วเราละเมิด เราไม่ทำตรงกับอันนั้นเรียกว่าอาบัติ เรียกว่าผู้นั้นเท็จแค่อาบัติ แต่โดยสัจจะแล้ว แม้หลักเกณฑ์พวกนี้ก็ไม่มี อะไรก็แล้วแต่ ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรหรอก แต่ว่าเราพูดไม่ตรงกับสัจธรรม ซึ่งเป็นตัวสัจธรรมเนื้อแท้ เป็นของสัจ
อ่านต่อ
ธรรมเอง ไม่ต้องมีใครมาตั้ง ไม่ต้องมีใครมากำหนด ไม่ต้องมีใครมาบัญญัติ ผู้ที่พูดไม่ถูกสัจธรรมนั่นแหละคือการพูดเท็จโดยไม่เจตนาก็ได้ มันก็จึงเป็นเท็จอยู่เหมือนกัน มักพูดเท็จอยู่เหมือนกัน พูดเท็จโดยไม่เจตนา เพราะมิจฉาทิฏฐิ สรุปง่าย ๆ ก็คือ เพราะมิจฉาทิฐิ เพราะเห็นหรือว่ารู้อย่างไม่ตรง มิจฉาทิฐิ รู้หรือเห็นอย่างไม่ตรง เมื่อรู้เห็นไม่ตรง ก็พูด นึกว่าตัวเองพูดถูกแล้วนะ นึกว่าตัวเองพูดถูกแล้ว เพราะรู้ไม่ตรง ไปเชื่อว่า ไอ้ที่ไม่ตรง...เป็นตรง มันก็เป็นเท็จ ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ไม่ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า ปล่อยให้ธรรมะของพระพุทธเจ้าผ่านไป ล่วงเลย เอกัง ธัมมัง เสียแล้ว ก็เป็นคนมักพูดเท็จ ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว ไม่พึงทำบาป ย่อมไม่มี
คนล่วงธรรมฯ ข้ามโลกหน้าเสียแล้ว ข้ามโลกหน้า ก็บอกแล้ว ปรโลก ปรโลกัสสะ ข้าม ก็ วิติณณะ วิติณณะ ปรโลกัสสะ ข้ามโลกหน้า ถ้าเราไม่เข้าใจโลกหน้า ก็อีกแหละ ย้ำเน้นแล้วเมื่อวานนี้นะ ว่า โลกหน้า ปรโลกนี่ ก็คือโลกที่พระพุทธเจ้าท่านหมายว่า โลกอื่น โลกอีกต่างหากจากโลกที่สัตวโลกทั้งหลายแหล่ มนุษยโลกทั้งหลายแหล่ จะชั้นสูงขนาดไหนก็ตาม ถ้ายังเป็นโลกียะ หรือเป็นโลกอันเป็นวังวน (ถ้า)ไม่รู้จักโลกหน้านั้นแล้ว ก็เข้าสู่โลกนั้นไม่ได้ ข้ามไปเสีย ผ่านไปเสีย ข้ามไปแล้ว “วิติณณะ” นี่ “ข้าม” ไปแล้ว ที่จริงก็ “ละเลย” เหมือนกันนั่นแหละ เหมือนกับละเลยนี่แหละ คือข้าม ไม่ได้เข้า ข้ามโลกหน้า ละเลยโลกโลกุตระ “ข้าม” นี่คือไม่ได้เข้า ไม่ได้เข้าสู่โลกที่พระพุทธเจ้าท่านพาเราเข้าสู่ คือโลกโลกุตระ หรือโลกที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่า มาสู่โลกนี้แหละ โลกที่อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้นี่ เป็นโลกที่...ควรเข้าที่สุด เราต้องได้ไปปรโลกกัน เพราะฉะนั้น เราต้องได้ไปปรโลกกัน ฟังโดยความหมายเก่า ๆ นะ หวาดเสียว เราจะต้องไปปรโลกกัน เอ๊ะ มาชวนตายหรือไง มาไปปรโลกกัน เหมือนมาชวนตาย ถ้าเข้าใจยังไม่สัมมาทิฐิ แต่เราตั้งใจจะไปปรโลกกันจริง ๆ พวกเรานี่ จะเข้าไปสู่โลกที่พระพุทธเจ้าท่านหมาย โลกหน้าจะเรียกว่า โลกหน้า จะเรียกว่าโลกใหม่ จะเรียกว่า โลกอื่นที่ต่างจากโลกโลกียะ เข้าใจนามธรรม เนื้อหาเป็นธรรมาธิษฐานให้ชัดนะ ปรโลก โลกอื่นที่ต่างจากโลกโลกียะ โลกโลกุตระ ที่ต่างจากโลกโลกียะ ที่เป็นไปด้วยโลกียสุขนะ ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ หรือเสพโลกียสุขอยู่ ด้วยกามภพ ภวภพ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา อยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น คนที่ข้ามโลกหน้า คือคนที่ไม่ได้เข้าไปสู่โลกหน้า ข้ามโลกหน้าเสียแล้วนี่ ไม่พึงทำบาป ย่อมไม่มี ยังทำบาปอยู่ทั้งนั้น ย่อมทำบาปอยู่ทั้งนั้น ไม่พึงทำบาป ไม่มี ยืนยันว่าไม่มีเลย ทีนี้ อันหลังขยายความต่อมาว่า เรื่องทานกับโลกหน้า คนตระหนี่ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทานโดยแท้ ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาทาน เพราะการอนุโมทนาทานนั่นเอง ท่านย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า
คนตระหนี่ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย คนตระหนี่ อันนี้ เมื่อวานนี้เรายังไม่ได้ขยายความเท่าไหร่ คนตระหนี่ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย เทวโลกก็อีกแหละ เมื่อวานนี้ก็พูดได้นิดหน่อย เทวโลกก็ไม่ใช่เมืองเทวดาหรือสวรรค์นั่นเอง สวรรค์อย่างโลกีย์ สวรรค์หอฮ้อ มันไม่ใช่นะ คนตระหนี่จะไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทานโดยแท้ เพราะฉะนั้น คนตระหนี่ ก็คือคนไม่ทาน คนตระหนี่จริง ๆ คนที่จิตใจยึดติดหวงแหนไม่ปล่อย ก็ไม่ได้ไปสู่เทวโลก เทวโลกแท้ๆ ที่ไม่ใช่สวรรค์อย่างโลกีย์ เทวโลกก็คือสวรรค์ สวรรค์ของพระพุทธเจ้า คือสวรรค์ที่ยิ่งเป็นสวรรค์บริสุทธิ์ เป็นอุบัติเทพ เป็นเทวดาที่จะต้องล้างกิเลส จิตเกิด (ดู เทพ 3 ในภาคผนวก ) เดี๋ยวจะถึงตอนการเกิด ในข้อที่ 9 (สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 9) จะถึงเรื่องการเกิด นี่เพิ่งข้อที่เท่าไร? เพิ่งข้อที่ 5 เดี๋ยวถึงข้อที่ 9 จะได้อธิบายการเกิดกัน ตอนนี้ผ่านไปก่อน เราจะเกิดเป็นเทวดาในเทวโลกแท้ ๆ ไม่ใช่เทวดาสมมุติ สมมุติเทพนั่น ไม่ใช่แค่นั้น เป็นเทวดาแท้ ๆ อุบัติเทพ จนกระทั่งถึง วิสุทธิเทพ โน่นให้ได้นะ จะต้องเป็นคนไม่ตระหนี่ หรือเป็นคนทานเป็นที่สุด ที่สุดในที่สุด อะไรก็ทานนะ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด “ในโลกหน้า” คือปรโลกปัจจุบันเดี๋ยวนี้ คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทานโดยแท้ ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาทาน เพราะการอนุโมทนาทานนั่นเอง ท่านย่อมเป็นผู้มีความสุข “ในโลกหน้า” “ในโลกหน้า” ก็รู้แล้วว่า คือปรโลกนั่นเอง เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่ในปรโลก จะเป็นปรโลกปัจจุบัน อธิบายแล้ว ย้ำแล้ว ปรโลกนั้นปัจจุบันเดี๋ยวนี้ คนที่มีญาณปัญญา มีสัจจะที่แท้จริง รู้จักโลกที่เป็นปรโลก โลกโลกุตระ โลกใหม่ โลกหน้า โลกอื่น จะแปลเป็นไทยว่าอย่างไรก็แล้วแต่ พระบาลีก็ว่า ปรโลก นั่นแหละ ไปสู่โลกนั้นก็เพราะว่าผู้นั้นทาน ผู้นั้นอนุโมทนาทาน แม้ผู้นั้นไม่ได้ทำทานเองแล้ว ผู้นั้นก็อนุโมทนาผู้ใด ๆ ที่เขาทำทาน อนุโมทนา ก็คงพอเข้าใจแล้วว่าอะไร ยินดีด้วย เห็นดีด้วย การที่สละออก ไม่ใช่เห็นดีด้วยกับการได้มา หรือการเอามา ฟังดี ๆ นะ ขยายความให้เห็นมุมกลับ มุมตรง แต่ก่อนแต่ไรนี่ เรามีแต่ยินดีกับการได้มา มีแต่การจะเอา นอกจากเอาแล้ว ยังไม่พอ เอามาแล้วก็ตระหนี่ ไม่ให้ใครแล้ว ไม่ให้มันเล็ดมันลอด ไม่ให้มันหลุด ยังไงก็ต้องฉวยเอาไว้ เก็บ หวงแหนไปจนตาย อาตมาก็ขยายความมานักหนา เรื่องทานนี่นะ อะไร ๆ ที่สุดแห่งที่สุดแล้ว บารมีทั้งหมดที่สั่งสม บารมีสั่งสมแล้วเสร็จ เรามาจบอยู่ที่ “ทาน” เราจะมาจบอยู่ที่ “ทาน” บารมี 10 บารมี 10 คือคุณความดียิ่งที่กระทําสั่งสมมา 10 อย่าง (อดีตชาติสําคัญที่พระพุทธเจ้าทรงบําเพ็ญ เรียกว่า พระเจ้า 10 ชาติ) 1. ทานบารมี (พระเวสสันดร) 2. ศีลบารมี (พระภูริทัตต์) 3. เนกขัมมะบารมี (พระเตมีย์) 4. ปัญญาบารมี (พระมโหสถ) 5. วิริยะบารมี (พระมหาชนก) 6. ขันติบารมี (พระจันทกุมาร) 7. สัจจะบารมี (พระวิธุระ) 8. อธิษฐานบารมี (พระเนมิราช) 9. เมตตาบารมี (พระสุวรรณสาม) 10.อุเบกขาบารมี (พระนารทะ) (พระไตรปิฎก เล่ม 25 “มหานิบาตชาดก” ข้อ 295-105, เล่ม 33 “สโมธานกลา” ข้อ 32) บารมี 10 นี่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ฯ อาตมาก็เคยอธิบายให้ฟังเป็นหมวด หมวด 4 นี่เป็นหมวดหลัก วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน นี่อีก 4 เป็นอีกหมวดหนึ่ง อันนี้ซ้อน อธิบายให้ฟังแล้วเมื่อปีใหม่นี่ ก็พยายามอธิบายให้ฟังแล้ว เมื่อเราปฏิบัติประพฤติ นั่นนะ ตั้วแต่หยาบอย่างไรก็ตาม ให้เกิด (1) ทาน (2) ศีล (3) เนกขัมมะ เนกขัมมะก็ออกจากภพทั้งหมดล่ะ กามภพ ภวภพ วิภวภพ ก็ต้องละออกทั้งนั้นแหละ (4) ปัญญา ปัญญาก็ต้องแน่นอน ต้องศึกษา ต้องมี ต้องสั่งสม เสร็จแล้ว มันก็เป็นสภาพรอบหนึ่ง ลึกซึ้งขึ้นไปอีกที่เราจะ ทานได้มากกว่านั้น ที่เราจะต้องมีศีลได้มากกว่านั้น ที่เราจะเนกขัมมะได้มากกว่านั้น จะเกิดปัญญาได้มากกว่านั้น ก็คือ ต้องหนุนเนื่อง (5) วิริยะ (6) ขันติ (7) สัจจะ (8) อธิษฐาน ต้องตั้งใจเพิ่มขึ้น ต้องเพียรเพิ่มขึ้น ต้องขันติอดทนเพิ่มขึ้น ต้องเอาจริงเพิ่มขึ้น ให้ถึงความจริงที่จริงเข้าไปให้ได้ วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน ต้องจริง ๆ อย่างนี้ ต้องมีคุณธรรมอันนี้ ต้องเสริม ต้องสร้าง สร้างวิริยะ มันไม่มีเราก็ต้องพยายามมีวิริยะ จะสร้างอย่างไร วิริยะเอาแต่นอน เอือก ๆ ๆ จะเกิดวิริยะไหมเล่า หือ? อะไรนิด อะไรหน่อย ก็แงะ ๆ แล้วมันจะเกิดขันติไหมเล่า หือ? แล้วไม่เอาจริงสัจจะ สัจจะอยากจะได้สัจธรรม เหลาะ ๆ แหละ ๆ แล้วก็ไม่เรียนไม่รู้ สัจจะเป็นอย่างไร ก็ไม่เรียน ไม่ใส่ใจ ฟังธรรมก็ไม่ฟัง ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ได้ถึงความจริง แม้แค่รู้ก็ยังไม่รู้ แล้วลงมือทำ เอาจริง ๆ พยายามอย่างมาก อย่างหนัก ก็ไม่พยายาม แล้วเมื่อไรมันจะถึงสัจจะ เพราะฉะนั้น ต้องตั้งใจ ตั้งเสมอตลอดเวลา มีสติรู้ตัวแล้วก็ต้องอธิษฐาน อธิษฐานแปลว่าตั้งใจ ไม่ใช่แปลว่าขอ บอกแล้วนะ ยืนยันมาตั้งมากตั้งมายแล้ว แม้แต่ในพจนานุกรมของบาลีก็ไม่เคยมีอธิษฐานแปลว่าขอ แต่คนไทยนี่มาแปลอธิษฐานแปลว่าขอ บอก เอ้า อธิษฐาน พออธิษฐาน ใครบอกว่า เอ้า อธิษฐานนะ เอาแล้ว อธิษฐาน จะประณมมือ หรือไม่ประณมมือก็ตาม พออธิษฐานเอาแล้ว จัดแจงขอเชียว ขอช้าง ขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ไม่ให้น้องเข้านั่ง ข้าเอาเอง ขอตะพึด อะไรที่เราเองเราอยากได้ทั้งนั้น ขอแฟนสวย ๆ แฟนรวย ๆ ขออะไรที่ตัวเองจะยังปรารถนา ขอไปหมด เอ้อ ถ้าขอนิพพานนี่ดี แล้วนิพพานมันก็ขอเอาไม่ได้ นะ ขอนิพพานก็ยังดี แต่มันก็เอา ขอเอามันก็ไม่ได้ มันต้องทำเอา นิพพานมันต้องทำเอานะ มันต้องตั้งใจ อธิษฐานตั้งใจ ตั้งให้เกิดวิริยะ ตั้งให้เกิดขันติ ตั้งให้เกิดสัจจะ ตั้งใจที่ต้องเสริมหนุนวิริยะ พากเพียร วิริยะอะไร วิริยะที่จะทาน พากเพียรที่จะทานให้ได้ พากเพียรที่จะให้มีศีล ให้มันเป็นอธิศีลให้ได้ เพียร ศีล เราไม่ปฏิบัติจริง ไม่อดทน ไม่เอาจริง ก็ต้องเอาจริง ให้มันเกิดศีล ให้มันเกิดทาน ให้มันเกิดศีล ให้มันเกิดทาน ให้มันเนกขัมมะ ให้มันออกจากกาม ให้มันออกจากภพ ตีภพให้แตก ตีกามให้แหลก เอาให้ออกให้หมดให้เกลี้ยง ส่วนวิภว เอาวิภว เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน วิภวตัณหานี่ เป็นตัณหาอุดมการณ์ ซึ่งอาตมาก็อธิบายเสริมเหมือนกัน คุณเรียนกับอาตมาไปนี่นะ ละกาม ละภพไปเรื่อยๆๆๆ
วิภวภพ หรือวิภวตัณหา เพื่ออนุเคราะห์โลก ไม่ใช่เพื่อบำเรอตน วิภวภพ หรือภพพิเศษ เป็นภพอุดมการณ์ ภพที่เกิด แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อตน เกิดมาเพื่อเสียสละ เพื่อสร้างสรร มีความรู้ความสามารถ มีความเอื้อเฟื้อ เจือจาน เกื้อกูล ช่วยเหลืออุ้มชู โลกานุกัมปายะ เพื่ออนุเคราะห์โลก ตัณหาอย่างนั้น ก็เป็นตัณหา เป็นความอยาก เป็นความปรารถนา อยากช่วยผู้อื่น มันไม่เป็นภัย เป็นพิษอะไรกับโลกเท่าไหร่ ศาสนาหลายศาสนา ไม่เรียนวิภาตัณหาเพื่อล้าง เขามีแต่จะให้เกิดวิภวตัณหาอย่างมาก มาก ๆ ๆ ๆ ไม่เคยหัดละ หัดวางวิภวตัณหา เพราะฉะนั้น ศาสนาอื่น ๆ เขาจึงมีไฟ ศาสนาอื่น ๆ นี่มีไฟ จะเห็นได้ว่าศาสนาอื่น ๆ นอกจากพุทธนะ มีไฟ เพราะเขาไม่ล้างวิภวตัณหา เขาไม่ลด เขามีแต่จะต้องให้มีตัณหาอุดมการณ์ มีความอยากช่วยเหลือ อยากเสียสละ อยากสร้างสรร อยากไปอยู่กับพระเจ้า อยากจะทำดี ๆ ทำดี ๆ ส่วนของพุทธนั้น แม้ดีก็ต้องวางดี ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเรา ทำจริง เป็นของเราจริง แต่อย่าเอามาเป็นของเรา ทานออก ทานออก ทาน ทางใน ทีนี้ ทานทางทำใจในใจ อย่าเห็นว่าดีนั้นเป็นเรา เป็นของเรา มันลึกซึ้งอย่างนี้ ปรัชญาพุทธ แล้วเป็นจริง จึงจะเรียกว่า นิพพาน ที่จะหมดอัตภาพ หมดปรมาตมัน นี่มันสูงส่งอย่างนี้ เอาละ วิภวตัณหา อาตมาก็บอกแล้วว่า เอาไว้ก่อน เอาไว้ใช้ให้มันขยัน จนกระทั่งเป็นอัตโนมัติ จนกระทั่งมันละกาม ละภพได้อย่างดี เป็นผู้ที่มีวิภวตัณหาอย่างแข็งแรง จนกระทั่งวางใจในใจได้ แต่ข้างนอกนี่ เป็นลักษณะของปฏินิสสัคคะ ลักษณะย้อนไปย้อนมา กลับไปกลับมา คืนไปคืนมา เอาแล้วก็ไม่เอา ไม่เอาแล้วก็เอา เอาแล้วก็ไม่เอา เอาแล้วก็ไม่เอา เอาแล้วก็ไม่เอา ก็เอา ไม่เอาอยู่อย่างนี้ จนกระทั่งมันลงตัว มันกลางจริง ๆ จนกระทั่งแข็งแรง เอารู้ว่าเอา สร้างรู้ว่าสร้าง วางรู้ว่าวาง เพราะฉะนั้น เรา สร้าง วาง สร้าง วาง สร้าง วาง สร้าง วาง สร้าง วาง สร้างก็เป็นโล้เป็นพาย สร้างหรือว่าทำ หรือมีสมรรถภาพ ก็เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นโล้เป็นพาย เป็นสิ่งที่ดีที่งาม แล้ววาง ก็วางเป็นด้วย ซึ่งเป็นภาวะลึกซึ้งสุด ในศาสนาพุทธเท่านั้น วางตัวนี้
เขาสอนกัน ไม่เป็นลำดับ พวกเรานี่ อ้อ ไม่ใช่พวกเราหรอก คนอื่นที่เขาสอนกัน บอก “วาง ๆ ๆ ๆ” ไปเอายอดปลายมาสอนก่อน แล้วสอนปรมัตถ์ด้วยนะ บอก “โอ๊…อะไรก็ต้องวางหมดแหละ วาง ๆ ๆ ๆ อะไรก็ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา” สร้างก็ไม่เป็น อะไรก็ไม่เป็น เสพยังไม่รู้เลย แล้วหัดวางมันลูกเดียว ไม่เรียนรู้ไปตามลำดับ เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างสรร ไม่อดทน เอาแต่วาง ๆ ๆ เพราะถ้ายึดมันทุกข์จริง ๆ ถ้ายึดมันทุกข์จริง ๆ แต่ต้องมียึด ต้องมีสมาทาน ต้องมียึด ไม่ยึดไม่ได้หรอก จริง ๆ แล้วนี่ ชีวะร่างกายนี่ มันก็ยึดเอาไว้โดยธรรมอยู่แล้ว ไม่ยึดมันก็ยุ่ยหมดแล้วนี่ เสร็จแล้ว แม้แต่นามขันธ์ วิญญาณนี่กับร่างนี่ มันก็ยึดกัน เพราะฉะนั้น คนจะตายนี่ ปล่อยร่างยากจะตายไป ทั้งเจ็บ ทั้งปวด ทั้งทรมานนี่ ไม่ปล่อยร่าง โอ๊ย! ยุ่งยากมาก เพราะยิ่ง นี่แหละร่างของกู กูจะอยู่กับร่างของกู ไม่ยึดร่างนี้ก็ตาย T.00:17:50
กรณีตัวอย่าง พ่อท่านไปโปรดคนป่วยหนักให้ปล่อยวางร่าง อาตมาเคยไปปลดปล่อยวิญญาณ ต้องถือว่าปล่อยวิญญาณ เพราะว่า ไปบอกให้ตายนั่นเอง อาตมาเคยไปโปรดคนป่วย ป่วย โอ้โห คือว่าเน่าตั้งแต่ยังไม่ตายนะ เน่าหมดแล้ว ตัวนี่เป็นมะเร็ง เป็นแผลเน่า ไม่ต้องพูดเรื่องเดินเรื่องเหิน เรื่องไปเรื่องมา ไม่ได้ คนอายุมากด้วย แก่ด้วย แต่ห่วงลูกชายที่ติดยาเสพย์ติด ลูกชายอายุ 40 กว่าแล้วนะ ทีนี้ลูกชายไปติดยาเสพย์ติด ห่วง ไม่ยอมปล่อยขันธ์ ไม่ยอมปล่อยร่าง ไม่ยอมตาย ว่างั้นเถอะ ทำอย่างไร ๆ ก็ไม่ยอมตาย ซึ่งมัน อื้อฮือ มันเหมือนคนตายแล้วที่อยู่ในร่างนะ หน้าตาเนื้อตัว ผอมโกรก เหม็นเน่าแผลต่างๆ เหม็นหมดแล้ว ลูกเต้าก็ โอ้โฮ สุดจะทนทาน ก็ต้องดูแลไว้ล่ะนะ ไม่รู้จะทำอย่างไร นิมนต์อาตมาไป ไปโปรด อาตมาก็เห็น ไปโปรด จะทำอย่างไร ก็บอกให้ตายเท่านั้นแหละคนนี้ คือมันอยู่ไปไม่รอด อยู่ไปก็ไม่มีท่าหรอก ร่างกายมันทรุดโทรม มันเสียหายหมดแล้ว แก่ด้วย แล้วก็เน่าหมด อวัยวะพังหมดแล้ว แล้วจะอยู่ทรทานไปได้อย่างไร ครั้นจะบอก ไปถึงก็บอก เออ ตายสะ ก็ไม่ได้ ก็ต้องมีวิธีการบอกวิธีการพูด อาตมาไปโปรด ก็พยายามพูดให้เข้าถึงจิตวิญญาณ ให้รู้ว่าวิญญาณปล่อยไปจากร่างนี้ นั้นดี ก็พูดโน้มน้าวให้เห็นว่าวิญญาณไปอยู่ในที่อะไรอื่น ที่ไม่อยู่ในอันนี้ดีกว่า โอ๊ ยาก พูดกันจน จนนำได้ นำร่องได้ พอนำร่องได้ เข้าใจแล้ว ก็ถึงจิตนะ ถึงจิต วันรุ่งขึ้นเลยตาย เลยยอมตาย นี่เล่าสู่ฟัง เป็นเรื่องจริง ไม่รู้ใครไปด้วย จำได้ไหม ใครไปด้วยวันนั้น โปรด หมายถึงใคร อาจจะจำไม่ได้แล้วก็ได้ แม่ของญาติธรรม เป็นเจ้าของโรงเรียน เจ้าของโรงเรียนอะไรจำไม่ได้แล้ว อาตมาก็ นานปีแล้ว ตั้งแต่อาตมายังบวชไม่นานเท่าไหร่ เอ๊ะ ทางด้านสิกขมาตุมาบรรจบ นึกออกซิ แม่ของใคร หา เออ ทางโน้นน่ะ จำได้ สิกขมาตมาบรรจบจำได้มั้ง อือ เอาละ เอ้า ผ่านนะ พอ T.00:17:50
พูดถึงเรื่องของมันติดยึดนี่ มันก็อย่างนี้ล่ะนะ มันไม่รู้จักวาง ไม่หัดวางนี่ ไม่ได้ ถ้าหัดวางแล้วก็ไม่ยากนะ อย่างพวกเรานี่หัดวาง หัดอะไรกันจริงแล้วนี่
กรณีตัวอย่าง บุญกว้าง คนป่วยหนัก ฝึกหัดวางก่อนตาย อย่าง บุญกว้าง ที่เพิ่งตายไปนี่ ญาติธรรมเราที่ตายจากที่ปฐมอโศกนี่ อายุก็ 40 กว่าไหม? 39 ยังไม่ 40 ดีนะ 39 ก็เป็นมะเร็ง มันก็เน่า ก็เสียหมดแล้วล่ะ แล้วก็พยายามฝึก ให้ฝึกแกก็ฝึก แกอาศัยตอนที่จะตาย ตอนป่วยสุดท้ายที่ไม่ไหวแล้วนี่ หัดฝึกวาง ยิ้ม นั่นคนเป็นมะเร็งระดับ 4 ระดับจะตายแล้ว คือมาจากโรงพยาบาล หมอเขาบอก กระซิบมาบอกว่า 7 วัน แต่มาอยู่ได้เดือนกว่า มาอยู่กับพวกเราได้เดือนกว่า หมอก็กระซิบมาบอก 7 วันนะ มาอยู่กับเรา เราก็ดูแลกันไปเดือนกว่า ก็บอก ตอนแรกไม่บอก ตอนหลังอาตมาก็บอกว่า ไม่บอกไม่ได้ ไม่บอกก็ไม่ดี ก็ไปบอกให้แน่ใจว่าเป็นมะเร็งแล้วล่ะ แต่ก็ไม่ได้บอก ไปจนสุดท้ายว่า พอรู้เป็นมะเร็ง ก็รู้แล้วล่ะ โอ๊ ตายแน่กู ใครก็ทั้งนั้นแหละนะ แล้วก็ต้องรู้ตัว เพราะว่าคนในระดับปัญญาชน เรียนจบปริญญาทำงานมา มีปริญญาตั้งหลายปริญญาอย่างนี้ จะไม่มีปัญหาอะไร ก็เข้าใจ แล้วก็ตัวเองก็นอนกระดิกก็ไม่ได้แล้ว อะไรก็ไม่ได้แล้ว มะเร็งระดับนี้ เป็นยังไงล่ะ แน่ ๆ ยิ่งกว่าแช่แป้ง ตายแน่ แกก็ต้องรู้ ก็บอก ฝึกหัด อารมณ์ดี จิตใจหัดปล่อยวาง เรียนรู้เวทนา เรียนรู้อะไรต่ออะไร ถ้าเป็นคนอื่นทุรนทุรายมาก ขนาดหนัก เพราะว่าสรีระก็เห็นแล้ว คนข้างนอกก็เห็นแล้ว สรีระมันแย่หมดแล้ว มันช้ำ แดง เหลือง เขียวออกมา โอ้โฮ ท้องปึ่งเป่งออกมาขนาดนั้นแล้ว เป็นมะเร็งตับนะ ก็ไม่ทุรนทุราย ถ้าเป็นผู้อื่นทุรนทุรายแน่ แล้วก็วาง เสร็จแล้วจะไปก็ ใครเล่านะ? ได้ยินเล่ามาบอกว่า ท่านอโสโกอยู่สุดท้าย ยังนึกได้ว่า ยังติดอะไรไม่รู้ จะไปแล้วนะ กลับมา มาพูดกับท่านอโสโก ครั้งสุดท้ายก่อน แล้วก็ค่อยไป อ้อ สงสัยปัญหาสุดท้ายว่า “ไอ้ตายไปแล้วนี่ ชาติหน้าไอ้โรคมะเร็งมันจะตามไปด้วยหรือเปล่า?” ยังไม่ยอมตาย วึ๊บ! กลับมาอีกที มาถามประโยคสุดท้ายก่อน ให้แน่ใจแล้วก็ค่อยตาย (เสียงผู้ฟังหัวเราะกัน) คือมีสติ ตายอย่างแน่ใจว่าตาย แล้วก็ตัวเองก็ยินดีตาย แล้วก็ตายอย่างไม่ดิ้นรน ตายอย่างสงบ นี่ตายอย่างมีสติอย่างนี้นะ พวกนักธรรมชั้นปรมัตถ์ อย่างพวกเราเท่านั้นแหละ ก็รู้ว่าตาย ก็คือ เปลี่ยนขันธ์ ถ้าเราเองมีวิบากบุญแน่นอน ต้องเริ่มมีวิบากบุญ สั่งสมบุญไว้อย่างนี้ คนมีบุญแล้ว ตายก็ไม่กลัว เพราะว่าตายแล้วก็ไปได้บ้านใหม่ที่ดีกว่าเก่า ไปได้ร่างที่ดีกว่าเก่า ไปได้ บุญที่มีจริง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นวิบากที่แท้ ถ้าเราเชื่อกรรม เชื่อวิบากที่จริง ใช่ไหม? มรดกเราคือบุญ ถ้าแน่ใจว่าได้สร้างบุญ สั่งสมบุญไว้มากพอในชาตินี้ มันจะมั่นใจ แล้วมันจะไม่ตายกลัวนะ ไม่ตายอย่างกลัว มันจะตายอย่างสงบ ตายอย่าง ก็ตายไปแล้วได้ดีกว่าเก่า เหมือนเปลี่ยนบ้าน งั้นจะไปกลัวอะไร แต่คนที่ทำชั่วสิ โอ๊ย ตายไปแล้ว ต๊าย บ้านก็จะไม่มีเสียอีกงวดนี้ บ้านก็บ้านพัง ๆ เก๊ ๆ หรือว่าไปได้ร่างก็ร่างพิการเข้าบ้างก็ไม่รู้ ดีไม่ดีไปได้ร่างหมาเข้าไปอีก ไม่รู้ชั่วขนาดไหนล่ะนะ โอ๊ย ตายแล้ว ใครอยากตายอย่างไร ๆ ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้ก่อน ก็ยังดีกว่า ไปแล้วมันไม่ได้ดีกว่า แล้วเรื่องอะไรจะอยากตาย เพราะฉะนั้น คนชั่วนี่ไม่อยากตายนะ แล้วมันเป็นโดยสัญชาตญาณด้วยนะ ถึงแม้จะไม่รู้ มันก็อย่างนั้นล่ะ มันก็ติดอยู่อย่างนี้ ว่าอย่างนี้มันดีกว่านะ นอกจากคนที่ว่ามันไม่ดีแล้วร่างนี้ ชาตินี้เกิดมาอาภัพนัก คนนั้นนะ อยากตาย ถึงขั้นไม่ต้องไปตอนตายหรอก เอาปืนยิงตัวเองตายเลย กินยากรอกตัวเองตายเลย ถ้าอย่างนั้นก็ ไอ้คนนั้นนะ มันไม่อยากได้อะไรในชาตินี้ แล้วมันก็ไม่คิดหน้าคิดหลังอะไรทั้งนั้นแหละ
ผู้ทานสูงสุดแล้ว มีจิตอุเบกขากับเมตตาบารมี คนเรานี่ ถ้าเผื่อว่า ไม่ศึกษาสัจธรรม และสุดท้าย ไม่ถึงขั้นรู้ว่าตัวเองนี่ เป็นผู้ได้ให้ เป็นผู้มีกุศล เป็นผู้ทาน เป็นผู้สูงสุด เป็นคนที่ แล้วเราพิสูจน์กันแล้วว่า เราเป็นผู้ทานสูงสุดแล้วนี่ จิตทานก็มีจิตอุเบกเขา กับ เมตตาบารมี เมตตาเป็นจิตทานนะ เมตตาเป็นจิตให้ เมตตานี่เป็นยอดแห่งจิตวิญญาณที่สูงสุด เราฟังความหมายของเมตตามา แล้วเราก็มี มีคุณลักษณะของเมตตานั้นบ้าง มันก็ยังมีความลึกซึ้ง ความยิ่งใหญ่ของเมตตา เมตตาต้องมีปัญญากำกับ แล้วต้องมีปัญญากำกับเมตตา เมตตาอันไม่มีประมาณ ไม่มีปัญญา เมตตาช่วยดะ ช่วยอะไรต่ออะไรที่มัน เสร็จแล้วก็เกิดพิษเกิดภัยในสังคม เกิดพิษเกิดภัย ย้อนมาถึงตัวเองด้วย อะไรก็ตามเลวร้าย อันนั้นก็เมตตาไม่มีประมาณ เมตตาใช้ไม่ได้ เมตตาต้องมีปัญญา ว่าเราจะช่วยเหลือจะเกื้อกูลอะไร ๆ ก็จะต้องเป็นคุณธรรมที่ซ้อนเชิงขึ้นมาเรื่อย ๆ แล้วจิตอุเบกขาเป็นฐานพักของตัวเอง เป็นแกน เป็นแกนเป็นแก่นของตัวเอง เป็นบารมีที่สุดยอด กลั่นลงไปก็สร้างจิตให้มันเกิดอุเบกขาเจตสิก เป็นตัวท้าย อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน อาตมาเคยเรียกถึงขั้นว่า อุเบกขานี่เป็นฐานนิพพาน เป็นฐานนิพพาน อาศัยอุเบกขา อุเบกขามีองค์ธรรม 5 องค์คุณอุเบกขา 5 คือสภาวะจิตวิญญาณบริสุทธิ์ไร้กิเลส (นิวรณ์ 5) ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา 1. ปริสุทธา (จิตบริสุทธิ์หมดจด บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) . 2. ปริโยทาตา (จิตสะอาดผุดผ่องแม้สัมผัสอยู่ ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (จิตหัวอ่อนดัดง่ายแววไว รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) . 4. กัมมัญญา (จิตควรแก่การงาน สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) . 5. ปภัสสรา (จิตผ่องใสแวววาว จิตผุดผ่องแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (พตปฎ. เล่ม 14 “ธาตุวิภังคสูตร” ข้อ 690)
อาตมาก็ได้อธิบายเสมอ ๆ นะ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ว่า ปริสุทธา มีความบริสุทธิ์ เป็นจิตบริสุทธิ์ ปริโยทาตา แม้บริสุทธิ์ยังเกี่ยวข้องคลุกคลี แตะต้องอะไรต่ออะไรอยู่ในโลกีย์นี่ทั้งหมด ก็ยังผ่องแผ้ว ก็ยังสะอาดสะอ้านอยู่ จะไม่ดูด ไม่ซึม ไม่ซับ ไม่ติด ไม่ติดโลก ไม่ติดโลกีย์ใด ๆเลย อุเบกขาเจตสิกตัวนี้ ปริโยทาตา ปริสุทธา ก็บริสุทธิ์นั่นแหละ เป็นลักษณะบริสุทธิ์ แล้วเป็นลักษณะที่นอกจากจะบริสุทธิ์แล้ว แม้จะคลุกคลีเกี่ยวข้องแตะต้องอย่างไรๆ ก็ไม่เปื้อน ไม่ดูด ไม่ซึม ไม่ซับ จริง ๆ มีความผ่องแผ้ว ผ่องผุดอยู่อย่างนั้น มุทุ กัมมัญญา มุทุ ก็คือแววไว ไม่ต้องปรับ ไม่ต้องดัดก็ดัดได้โดยอัตโนมัติ อะไร ๆ จะทำให้เป็นอย่างไร ๆ จิตอ่อน จิตที่ เอ่อ วันนั้นมีใครไม่รู้เสนอมา ว่า มุทุนี่แปลว่าจิตอะไร เขาให้ความหมายมา ซึ่งไม่รู้จะแปลว่าอะไร มุทุ โดยภาษาบาลี จริง ๆ มันแปลว่า อ่อน แต่มาใช้กับธรรมะที่ลึกซึ้งแล้วนี่ มาแปลว่าอ่อน ก็ต้องขยายความ มันก็มีลักษณะ มันดัดได้ง่ายนะ ปรับง่าย ปรับจากไม่ดีมาเป็นดีง่าย ไม่ใช่ดื้อ ๆ ด้าน ๆ ดัดอย่างไร ปรับอย่างไรก็ไม่ไหว โอ้โห ยอมอย่างไร ไม่ยอมอย่างไร ก็จะดื้ออยู่อย่างนั้นล่ะ อย่างไรก็จะแข็ง กิเลสมีก็จะอยู่กับกิเลสนั่นแหละ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ง่าย ๆ เปลี่ยนแปลงได้ง่าย เรียกว่าจิตอ่อน มุทุ นี่ แล้วก็ เหอ (ผู้ฟังเสนอว่า โอนอ่อนควรแก่การงาน) ว่า โอนอ่อน ก็ดี จิตโอนอ่อน จิตนี่มีปัญญาเข้าใจคือสัจจะแล้ว เปลี่ยนแปลงปรับปรุงปุ๊บปั๊บ แล้วก็รู้ไวด้วย อาตมาให้ทั้งจิตเจตสิกนี่ ทั้งปัญญาและศรัทธา ทั้งเจโตและปัญญา เจโตหรือจิตนี่ปรับง่าย ดัดง่าย อย่างเจโต ทำได้ง่าย ไม่ดื้อ ไม่ด้าน และปัญญาก็ไว รู้ไวด้วย มุทุ มีลักษณะทั้ง 2 อย่าง แต่เขาอธิบายกันแค่ อ่อน แล้วไม่ได้อธิบายอะไรเลย ที่ว่ากันมา ก็เลยปฏิบัติไม่ถูกนะ มุทุ กัมมัญญา กัมมัญญา เป็นผู้ที่อยู่ในโลกนี้มีกัมมัญญา กัมมัญญา คือกรรมนี่ การงานนั่นเอง การกระทำนั่นเอง กระทำอะไร ๆ ด้วยญาณปัญญา กัมมัญญานี่ อัญญานี่ เป็นตัวยอดปัญญา ยอดความดีงาม ยอดทางความรู้ ทำอะไรก็สละสลวย เขาแปลว่า สละสลวย คือการงาน หรือสิ่งที่ได้กระทำนั้น เยี่ยมยอด สละสลวย สมบูรณ์ มันได้สัดได้ส่วน ได้ความสมบูรณ์ดีงามหมดทุกอย่างนั่นแหละ ทำอะไรก็ดีงาม ได้ความสมบูรณ์พร้อมสละสลวย ทุกอย่างน่ะ ปภัสสรา จิตนั้นปภัสสรอยู่ตลอดเวลา จะคลุกคลีเกี่ยวข้องยังไง สุดท้ายก็ปภัสสรอยู่นะ ผุดผ่อง ผ่องแผ้ว โชติช่วงชัชวาลย์ สะอาดสะอ้าน อะไรก็แล้วแต่เถอะ ปภัสสรแปลความว่าอย่างนั้น เหล่านั้นเป็นคุณลัก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive