350407 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 10 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2535
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์397 KB
วันที่แก้ไข13 มกราคม 2569
รายละเอียด350407 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 10/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก จะพ้นมิจฉาทิฏฐิจริง ๆ ได้อย่างไร : การปฏิบัติขั้นสักกายทิฏฐิ : ทุกข์เพราะมันยังไม่สมใจอยาก : ดับเทุกขเวทนา ดับที่ตัวสมุทัยอาริยสัจ : สักกายะ ตัวใหญ่ ตัวการใหญ่ : โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล ญาณทัสสนวิเศษ-เจโตปริยญาณ 16 : สังขิตตังจิตตัง : วิกขิตตังจิตตัง : มหัคคตจิต-อมหัคคตจิต : สอุตตรังจิตตัง : อนุตตรังจิตตัง : สมาหิตจิต - วิมุตตจิต : สมาหิตัง คือสมาธิของพุทธ : อัตตานุทิฏฐิ : โดยความเป็นอนัตตา : พ้นวิจิกิจฉา จะเกิดศรัทธา : ศรัทธาต้องให้ถึงขั้นเกิดกำลังศรัทธินทรีย์: ศรัทธินทรีย์ก็คือกำลังอำนาจของความเชื่อ: บางคนศรัทธาที่ตัวอาจารย์อย่างมีกำลัง : ศรัทธาต้องมีปัญญาเข้าไปร่วมด้วย จึงจะเป็นศรัทธาพละ: ศาสนาพุทธสร้างสังคมให้เจริญและเป็นสุขร่มเย็น : ช่วงตอบคำถามจากผู้ฟังเขียนส่งให้ : สักกายทิฏฐิ ในมิจฉาทิฏฐิสูตร กับในเรื่องสังโยชน์ 10 : รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างไร จึงพ้นมิจฉาทิฏฐิ : อย่างไรจึงจะพ้นสักกายทิฏฐิ : อย่างไรจึงพ้นสีลลัพพตปรามาส : ปฏิบัติได้ผล พ้นสีลลัพพตปรามาส : ปฏิบัติไม่ได้ผล เพราะไม่พ้นสีลลัพพตปรามาส : อย่างไรจึงพ้นสังโยชน์ 3 เบื้องต่ำ : พ้นสักกายทิฏฐิ : พ้นวิจิกิจฉา : พ้นสีลลพตปรมาส : สีลลัพพตุปาทาน คืออย่างไร: ความเบื่อหน่ายอย่างนิพพิทาญาณ : ความอิ่มไม่มีในการเสพ 3 สิ่ง : เห็นไตรลักษณ์อย่างปรมัตถ์ ต.ย.จากความอยากกินไอศกรีม : ยังหลง ยังเสียดายโลกียรส เพราะไม่มีวิมุติรสเป็นตัวอย่าง: มีอิทธิบาท 4 เต็มในการฟังธรรมเทศนา : ทำอย่างไรจึงจะพ้นความเป็น “อสุรกาย”? : ทำให้บ่อย ทำให้มาก ให้เกิดผลเสริมซ้อนเป็นปึกแผ่นของมรรค-ผล : เรียนรู้ปริยัติ แต่ไม่ปฏิบัติจริงจัง จึงไม่เกิดผลจริง : อย่าประมาท มัวเหลาะแหละ เนิ่นช้า แช่นิ่ง อยู่อย่างนั้น : แสดงว่า ตัวเองใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า รึ?: ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อที่ 1. เราจะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะ เมื่อรู้แล้ว อะไรเป็นอกุศล ไม่ดี หรือมันบกพร่อง เกิดความละอาย : ทำอย่างไรหากใจเราก็ยังไม่ถึงขั้นเกิดความละอาย : ในโลก บางเรื่องที่ควรอาย แต่พวกเขาไม่อายกัน : ละอายแม้แต่ในความคิดที่เป็นอกุศล : ต้องแบ่งจับมาฝึก จับมาทำทีละเรื่อง ๆ : วิธีทำอย่างไร หากยังไม่มีตัวละอาย : ข้อที่ 2. เราจะเป็นผู้มีความประพฤติทางกายบริสุทธิ์ พ่อท่านจำนนที่ต้องอวดดี เพื่อให้สังคมรู้จักสิ่งดีที่ถูกต้องแท้จริง : จักมี กายสมาจารบริสุทธิ์ : ผู้รู้และแหวกพ้นกรอบค่านิยมของโลกปุถุชน : (ต่อ) ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อที่ 2.-4. กายบริสุทธิ์ วาจาบริสุทธิ์ มโนบริสุทธิ์ : สัตบุรุษกล่าววาจาบริสุทธิ์ แม้พูดแรง แต่เพื่อประโยชน์ต่อสังคม : สัตบุรุษใช้สัปปุริสธรรม ในการประมาณผลกระทบต่อสังคม : เปิดเผย หาช่องทะลุมิได้ เป็นอันสำรวมดีแล้ว : (ต่อ) ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์ : ข้อที่ 5. เลี้ยงชีพบริสุทธิ์ :

เนื้อหาในไฟล์

350407 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 10/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก ** UNDER CONSTRUCTION กำลังจัดทำ *** สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ

กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 10/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์

ตัวสำคัญ สภาพของปรมัตถ์ สภาพของที่เราจะเข้าใจว่า การปฏิบัติ การประพฤติ ที่มันก่อเกิดสภาพอย่างไรถึงจะพ้น (1) มิจฉาทิฏฐิ แล้วอย่างไรจะพ้น (2) สักกายทิฏฐิ แล้วอย่างไรจะพ้น (3) อัตตานุทิฏฐิ อาตมาได้พยายามขยายให้มันเป็นภาษาคน ฟังง่าย ๆ ที่จะสื่อเข้าไปถึงสภาพของจิต เจตสิก รูป นิพพาน ( มิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ และอัตตานุทิฏฐิ ใน พตปฎ. เล่ม 18 ข้อ 254-256 ตามลำดับ) จะพ้นมิจฉาทิฏฐิจริง ๆ ได้อย่างไร : เมื่ออธิบายไปแล้ว แล้วสรุปเป็นภาษาอีกทีหนึ่ง อีกนิดหนึ่งว่า คนนี่จะพ้นมิจฉาทิฏฐิจริง ๆ นั้น จะต้องเห็นจริง ๆ เลยนะ จะเกิดการ “เห็นอยู่ รู้อยู่” ต้อง เห็นอยู่-รู้อยู่ “เป็นปัจจุบัน” ทีเดียวนะ เห็นอะไร รู้อะไร ก็ได้อธิบายไปแล้ว ( หัวข้อ มิจฉาทิฏฐิสูตร เทศน์วันวาน 350406 ) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ (ข้อความจาก มิจฉาทิฏฐิสูตร พตปฎ. เล่ม 18 ข้อ 254)

ทีนี้การ “เห็นอยู่ รู้อยู่” นี่แหละ เป็นภาษาที่ยืนยันบอกชัดเลยว่า ไม่ใช่ตรรก ไม่ใช่ความคิดนึก ไม่ใช่ความเข้าใจเท่านั้น มันจะต้องเห็น เห็นอะไร เห็นสภาวะ เห็นด้วยญาณ เห็นด้วยธาตุรู้ที่เป็นญาณอธิปัญญา เป็นญาณที่เห็น ญาณของคุณเป็นอย่างไร คุณจะเกิดการเห็นอาการนั้น

อ่านต่อ

เห็นสภาพนั้น เห็นลักษณะนั้น อยู่เดี๋ยวนั้น เป็นปัจจุบันนั้น ภาษาบาลีนี้ อาตมาไม่ได้ไปดูที่ภาษาบาลี แต่คิดว่าแปลมาจากภาษาบาลีนี้ตรงแน่ “เห็นอยู่ รู้อยู่” นี่แปลมาจากภาษาบาลีแน่ ๆ ไม่ใช่เห็นธรรมดา มีคำว่า “อยู่” ด้วย “เห็นอยู่ รู้อยู่” ซึ่งถ้าคำว่า “เห็น” นี่ ภาษาบาลี อาตมาก็พอรู้ว่า เขาใช้ว่า “ปัสสะ” ภาษาบาลีคำว่า “รู้” นี่ เขาใช้คำว่า “ชาน” (อ่าน ชา-นะ) ช ช้าง สระอา น หนูนี่แหละ ชานะ อย่าไปคิดว่า ฌานะ ตัว ฌ กะเฌอล่ะ ชานะ นี่แหละ ชา นี่แปลว่า รู้ ปัสสะ หรือวิปัสสนานี่ ปัสสะตัวนี้แปลว่าเห็น ทีนี้ ถ้าเผื่อว่า “อยู่” นี่มันเป็นลักษณะของ เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบันกาล ปัจจุบันกาละ เป็น continuous ภาษามันก็ควรจะเป็น อาตมาถามผู้รู้ทางบาลีแล้ว ก็น่าจะเป็น “ปัสสันโต ชานันโต” “ปัสสันโต ชานันโต” ไม่ใช่ปัสสะเฉย ๆ ไม่ใช่ชานะเฉย ๆ เป็นปัสสันโต หรือว่าชานันโต หรือปัสสมาโน หรือชานมาโน อะไรนี่ อาตมาก็ยังไม่แน่ใจนัก ท่านผู้รู้ก็ยังไม่รู้ว่า ผันไปให้เป็นเห็นว่า มันมีลักษณะที่เป็นเดี๋ยวนั้น เห็นอยู่เดี๋ยวนั้น being เป็นอยู่เดี๋ยวนั้น กำลังเป็นอยู่ เห็นอยู่ แล้วเห็นหลัด ๆ เห็น กำลังเห็นอยู่ เหมือนกับคุณมองอาตมานี่ เห็นลูกกะตา มองมาขณะนี้ เห็นอยู่โทนโท่นี่เลย รู้อยู่ชัด ๆ เดี๋ยวนี้เลย นี่มันยังอธิบายนอกๆ นี่ มันก็เป็นอย่างนี้ คุณกำลังมองจ้องเห็นอาตมาอย่างนี้เลยนี่ ตายังดี ยังไม่เป็นต้อ ยังไม่บอด เห็นอยู่นี่ ลืมตา แสงก็มี ไม่มืด เห็นอยู่ รู้อยู่ เป็นปัจจุบันนี้ ทันทีทันใดอยู่เดี๋ยวนี้ ไอ้นี่ก็เหมือนกับ แทนที่จะเหมือนลูกนัยน์ตาเห็น เราก็จะต้องเห็นด้วยญาณของเรา เห็นอยู่เดี๋ยวนี้เลย แล้วเห็นอะไร? เห็นอนิจจัง เห็นด้วยความเป็นอนิจจัง คงจำได้นะ เห็นด้วยความเป็นอนิจจังที่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัส เพราะว่าตานี่ มันสัมผัสทางตา จักษุสัมผัส ก็คือสัมผัสทางตานี่ ตาเราเห็นอยู่เดี๋ยวนี้ เห็นรูปอันนี้ เห็นรูป แน่ะ! เห็นรูปขนม ฮิตไอศกรีมก็เห็นไอศกรีม เห็นไอศกรีม ตอนนี้ แหม บรรยายไปบรรยายมา ไอ้ตัวอยากไอศกรีม นี่ฮิต เห็นไอศกรีมอยู่เดี๋ยวนี้เลย เห็นแล้วเราก็เกิดญาณอ่านข้างใน อ่านปรมัตถ์ ไม่ใช่รูปนอก เราก็มีตา เห็นอะไร รู้เห็นจักษุวิญญาณ รู้เห็นจักษุสัมผัส รู้เห็นเวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา อุเบกขาเวทนาหรืออทุกขมสุขเวทนา มันจะเกิดญาณรู้นี่ ขณะนี้เรารู้นะ ตาคือตา ตานี่เป็นรูปนอก เป็นทวารนอก สัมผัสเป็นรูป รูปเป็นผลของตา เป็นจักษุวิญญาณ รูปเป็นผลของตา เสร็จแล้ว เกิด แล้วก็มีจักษุสัมผัสอยู่ มีจักษุสัมผัสนี่แหละ บอกให้เป็นปัจจุบัน สัมผัสอยู่นะ ไม่ได้ถอนสัมผัสนี้ไป มีตาสัมผัสอยู่ทีเดียว เป็น continuous บอกแล้วเป็นปัจจุบันกาล เป็นเดี๋ยวนี้ ทันทีทันใดนี้ อยู่หลัด ๆ อยู่ ยังไม่หลุดไป ยังไม่ห่างไป มีจักษุสัมผัสอยู่ แล้วก็อ่านเข้าใจเวทนาในเวทนา ตามที่เราได้ศึกษาโพธิปักขิยธรรมมา สติปัฏฐาน 4 มีองค์ประชุมของตา กาโย พิจารณากายในกาย นอกกาย มีตามานี่ องค์ประชุมตา องค์ประชุมของจิตวิญญาณ จิตไม่ได้ดับ จิตไม่ได้มืด จิตไม่ได้บอด มีจักษุวิญญาณ มีโสตวิญญาณ มีฆานวิญญาณ มีชิวหาวิญญาณ มีกายวิญญาณ มีธรรมารมณ์ มีมโนวิญญาณ มีวิญญาณนะ มีญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็มีอยู่ มีลักษณะรู้เห็น ไม่ได้ดับวิญญาณ ไม่ใช่มีแต่ลูกนัยน์ตา เสร็จแล้วก็นั่งทื่อ วิญญาณไม่รู้เรื่อง ไม่รับรู้ ไม่ใช่ รับรู้อยู่ ไม่ได้ดับ ไม่ได้หลับตาด้วย ตาก็ยังเปิดโท่โล่นี่นะ นี่ ท่านยืนยันไว้ชัดหมด เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ตาลืมอยู่ มีตา มีวิญญาณทางตา มีการสัมผัสทางตา จักษุวิญญาณ มีการสัมผัสทางหู มีการสัมผัสทางจมูก มีการสัมผัสทางลิ้นอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียว ทีนี้แล้วก็เรียนกันวันนี้ ผ่านการพุทธาภิเษกกันวันนี้ แล้วก็ยังไม่รู้ถึงภาคปฏิบัติ อันเป็นของพระพุทธเจ้าอย่างชัดเจนว่า นี่แหละ มันจะพาไปนิพพานได้อย่างนี้ จะพ้นมิจฉาทิฏฐิ จะพ้นสักกายทิฏฐิ จะพ้นอัตตานุทิฏฐิ ด้วยลักษณะอย่างนี้ ปัจจุบันกาลอย่างนี้ ไม่ใช่ปิดลูกกะตา ไม่ใช่ไปดับหู ดับจมูก กายก็สัมผัสไม่รู้เรื่องอะไร ก็ไม่ใช่ นั่งแข็งทื่ออยู่แล้วว่านิโรธ ไม่ใช่ อย่างนี้แหละ

การปฏิบัติขั้นสักกายทิฏฐิ : แล้วก็พิจารณากายก็คือองค์ประชุมทั้งหมด มีตา มีวิญญาณทางตา แล้วก็มีเวทนา มีความรู้สึก กาโย พิจารณากายในกาย เวทนาในเวทนา ว่าสุขเวทนาเป็นอย่างไร ทุกขเวทนาเป็นอย่างไร พิจารณาออก มีญาณอ่านออกเลยว่า อ้อ! เรามีอาการอย่างนี้นะ มันสุขนะ หรือว่ามันทุกข์นะ มันยังไม่ได้สมใจอยาก มันทุกข์นะ ทุกข์เพราะมันยังไม่สมใจอยาก : ทีนี้ เราก็ไม่ได้บำบัดทุกข์ด้วยวิธีการเอามาสมใจอยาก ถ้าคนโลก ๆ เขาก็ไม่รู้เรื่องอะไร (วิธีที่ 1) เขาก็จะไปดิ้นรนแสวงหาเพื่อมาบำบัดบำเรอให้มันสมใจอยาก ก็เป็นการบำบัดทุกข์ธรรมดาของปุถุชนโลกีย์ (ดู 4 วิธีบำบัดทุกข์ พ่อท่านเทศน์วันก่อน 350405 ตอนที่ 8/13) นี่เราไม่ได้นั่งแบบเจโตสมถะเท่านั้น (วิธีที่ 2) แต่ก็เราใช้กำลังสมถภาวนาบ้างเหมือนกัน ถ้ามันแรง เราก็กดข่ม เราก็ลดมันด้วยอำนาจ คุณจะมีอำนาจทำให้มันหยุด ให้มันระงับ ให้มันหยุดดิ้น มันอยากมาก กิเลสเห็นแล้ว อาการมัน โอ้โฮ! ไอศกรีม นี่ มันอยากจนกระทั่ง มันออกมาทางข้างนอกแล้วนะ น้ำลายไหลเลย คุณต้องกดข่มมันด้วยวิธีสมถภาวนา ก็ต้องรู้ว่าใช้วิธีสมถภาวนา ทำอย่างไร นั่นคือ บำบัดทุกข์ด้วยวิธีที่สอง วิธีที่สาม ก็พิจารณาเห็นว่า อื้อฮือ! ใช้ปัญญาญาณด้วยความจริง เห็นสัจจะ มันไม่ใช่ของตัวของตน มันไม่เที่ยง มันเป็นอุปาทาน มันเป็นกิเลส เราก็ตามตัวกิเลส ตามตัวอุปาทาน ตามตัวตัณหานั้นให้เจอ แล้วก็พยายาม จะใช้ความรู้ ความจริง ความเห็นแจ้ง เห็นจริงอะไร ว่า โถ! เรานี่ ดูสิ มีกิเลสนี่ เพราะตัวกิเลสนี่เอง มันมีอำนาจผลักดัน ทำให้ตัวเราโง่เง่า ถ้าเผื่อว่ากิเลสนี่มันไปอยาก มันอยากแล้ว ประเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนไป ทำไมมันอยาก มันจริงอยู่ที่ไหน ประเดี๋ยวมันก็เปลี่ยน ประเดี๋ยวมันก็หยุด ทนให้มันไม่ต้องไปกลืนไปกินไปอยาก ไปให้มันกิน ประเดี๋ยวมันก็ต้องหยุดดิ้นต่อไป ก็เคยหลายทีแล้ว ไม่ได้กิน ไม่ได้สมอยาก ก็ไม่เห็นมันตายสักที มันตัวนี้แหละ มันเป็นตัวชีวิต ตัวกิเลสนี่ พยายามหาวิธี หาเหตุ หาผล หาความจริงอะไรมายืนยัน มันไม่ใช่เรา ๆ เขา ๆ มันไม่ใช่ตัวจริงหรอกอร่อยพวกนี้ มีวิธีพิสูจน์สิ มันไม่จริงหรอกอร่อยนี่ อยากมันก็ไม่จริงหรอก ไม่ให้มันอยากก็ได้ ดับเทุกขเวทนา ดับที่ตัวสมุทัยอาริยสัจ : แล้วคุณก็เห็นจริง ๆ เลยว่า ไอ้ตัวเวทนา ตัวรู้สึกนี่ ดับที่ตัวสมุทัยอาริยสัจนี่ อ่าน คุณจะต้องอ่านออกเลยนะว่า อาการกิเลสมันเป็นอย่างไร มันลดลง เบาบางลง อาการเบาบางของกิเลส ลดความอยากลง มันลดลงด้วยเห็น ๆ ด้วยญาณนี่ เห็น ๆ นี่ แล้วคุณจะอ่านออกต่อไปเลยว่า แล้วอารมณ์ของจิตวิญญาณ ที่มีความอยากนั่นนะ กิเลสอยากตัวนั้นบางจางลง อ่อนลงนั่นนะ อารมณ์ของจิตเป็นอย่างไร ทุกข์น้อยลงไหม เห็นความจริงอันนั้นให้จริงเลย ทุกข์น้อยลงไหม ความดิ้นรนมันลดลง ความอยากนั้นมันเบาบางจางลง เห็นว่ามันทุกข์น้อยลง การที่มีสภาพอย่างที่เราได้กระทำจริง อย่างที่อาตมาอธิบายไปเมื่อกี้นี้แหละ เกิดจริง-เป็นจริงที่ตนเองนั่นแหละ เป็นภาคปฏิบัติที่แท้ เมื่อคุณทำได้ เหตุลดน้อยลง คือทุกข์สมุทัยลดน้อยลง คุณก็จะเห็นความทุกข์น้อยลง นั่นคือกำลังปฏิบัติเห็นทุกข์ กำลังคืบคลานเข้าไปสู่การปฏิบัติขั้นสักกายทิฏฐิ โดยความเป็นความไม่เที่ยง เป็นลักษณะอย่างไร อาตมาก็พูดให้ฟังจนไม่รู้จะ... อาตมาว่า อาตมาพูดภาษาไทยนี่เก่งแล้วนะ ความไม่เที่ยงก็บอกแล้ว เมื่อเริ่มต้น มันติดต่อกัน มันละเอียด เมื่อเริ่มต้นคุณจับกิเลสได้ เห็นกิเลสนี้แล้วว่า มันไม่เที่ยง แค่ว่ามันไม่เที่ยงแค่นั้นนะ คุณเห็นด้วยญาณ มีญาณเห็นเลยว่ามันไม่เที่ยง เช่น กิเลสนี้ แหม อยากไอศกรีม ก็อ่านใจออก อ่านเวทนาออก อ่านกิเลสออก อ่านองค์ประชุมของจิตวิญญาณที่มีกิเลสเข้าไปเป็นเจ้าเรือนออก เห็นกิเลสมันไม่เที่ยง มันตะกรุมตะกราม จะซัดไอศกรีมแล้วนี่ มันโต กิเลสมันไม่เที่ยง แต่มันโต แค่เห็นว่ามันไม่เที่ยง แล้วมันก็โตขึ้นเท่านั้นแหละ มันก็พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว แสดงว่าคุณปฏิบัติมีปรมัตถ์แล้ว มีภาคปฏิบัติขั้นใจถึงใจ จิตถึงจิต สักกายะ ตัวใหญ่ ตัวการใหญ่ : เห็นกิเลสแต่ยังไม่ได้ดับกิเลส ยังไม่ได้ลดตัวใหญ่ “สักกายะ” นี่แปลว่าตัวใหญ่ ตัวการ ตัวการใหญ่ มันใหญ่ สักกะนี่ใหญ่ สักกะนี่แปลว่าใหญ่ มันใหญ่ มันโต มันแข็งแรง อย่างเราเอามาใช้คำภาษา ในภาษาสมัยใหม่ เขาเรียกศักยภาพ มีอำนาจ มีศักยภาพ สักกะนี่มันใหญ่ มันโต แต่เราทำให้มันลดลง ๆ บอกแล้วมันต้องเห็น ต้องทำให้มันเป็นวิราคานุปัสสี เห็นอนิจจัง อนิจจานุปัสสี ตามเห็นความไม่เที่ยง ก็พ้นมิจฉาทิฏฐิ ทีนี้คุณทำให้มันลดได้ ก็เกิดการพ้นสักกายทิฏฐิขึ้นมาได้ พ้นสภาพที่จะดำเนินไปอย่างที่กิเลสโตขึ้น มาเป็นสภาพที่กิเลสลดลง ด้วยการรู้และทำถูกต้อง เรียกว่าสัมมา ไม่ใช่มิจฉาแล้ว ตอนนี้สัมมา สัมมา ถ้าเผื่อว่าลดลงได้เรื่อย ๆ เมื่อคุณเริ่มต้นที่จะเดินจากจุดหนึ่ง เดินถูกแล้ว รู้ทิศทางเริ่มต้น เดินก้าวย่างเข้าไปก็เข้าไปในทางเรียกว่ามรรค มรรคา ทาง ทางอาริยมรรค เป็นทาง พอเริ่มต้นเดินได้ก้าวหนึ่ง หรือคุณลดกิเลสได้จิ๊ดหนึ่ง คุณก็เริ่มต้นเขยิบขึ้นมานิดหนึ่ง เป็นการ คตะ คโต เป็นการเดินการเลื่อนแล้ว เลื่อนขึ้นไป ๆ นั่นแหละ กำลังเป็นสัมมาอาริยมรรค กำลังเป็นโสดาปัตติมรรค เพราะปฏิบัติถูกหมด โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล โสดาปัตติมรรค ลดสักกายะได้จิ๊ดหนึ่ง ก็กำลัง สักกายทิฏฐินี่ พ้นสักกายทิฏฐิ ที่มันลดทุกข์ ลดตัวเหตุ ตัวสมุทัยชัด ๆ แม้มันจะยังไม่สบาย ยังไม่โล่ง มันยังไม่ว่าง สมมุติว่าทางนี่ยาว 100 เมตร คุณก็เริ่มเดินมาเรื่อย ๆ เดินมาเรื่อย ๆ ก็มรรคนั่นเอง เดินทางมาเรื่อย ๆ จะเป็น โสดาปัตติผล ก็ควรจะเดินเลย 50 เมตร เพราะว่ามีทางสักร้อยเมตรนี่ ก็เดินควรจะสมบูรณ์ ควรจะก้าว ชื่อว่าเราเป็นโสดาฯ แล้วนี่นะ มีมรรค มีผล ผลก็คือถูกสัมมาอาริยมรรคนี่แหละ เดินถูกทาง และได้เดิน ได้ก้าว ได้ย่าง ได้ดำเนินไป คตะ คโต ไป ดำเนินไปดี ดำเนินไปอย่างเข้าทางอาริยมรรค โสดาปัตติมรรค มีมรรคไว้เรื่อย ๆ ได้เกิดทาง เกิดเดินเข้ามาเรื่อย ๆ ดำเนินมาจริง ๆ กระทำจริง ๆ กระทำให้ลด ๆ อยู่เรื่อย ๆ เสมอ ๆ จริง ๆ เข้าไปเรื่อย ๆ ควรจะมีน้ำหนักจนกระทั่งถึงครึ่งทางจริง ๆ เรียกว่า เออ! เราตอนนี้โสดาฯ พอสมควรแล้ว แต่อย่าไปปักใจนะว่า มันจะเที่ยงง่าย ๆ มันจะแน่ง่าย ๆ มันจะเป็นสมาธิ หรือ มันจะเป็นฐีติ มันจะตั้งมั่น ต้องทำมันจนกระทั่งมันเต็มร้อย ทำอื่นอีก อื่นอีกๆ อย่างนี้ ๆ ก็เติมสภาพของพ้นสักกายทิฏฐิจริง ๆ มันเหลือน้อยเท่าไหร่ ก็คือตัวตนนั่นแหละ ตัวตนของกิเลส อธิบายเป็นรูปธรรม ก็เป็นภาษาอย่างนี้ กิเลสมันอย่างนี้ ทำมือให้ดูนี่ มันก็พร่องลง ๆ ถ้ามันเหลือน้อยลงมาก็เป็นตัวตนที่เล็กลง เป็นอัตตา เอ่อ เป็นสักกายะ ที่ลดลง ๆ ตัวอัตตานี่ จนกระทั่งตัวเล็กนี่เรียกว่าอาสวะ แล้วมันหมดจริงหรือไม่จริง คุณต้องรู้ของคุณเองจริง ๆ ว่า มันหมดจริง ๆ มันลดลงจริง ๆ บางเบาลงจริง ๆ การกระทำ การประพฤติที่มีความรู้จริง เป็นปัจจัตตัง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจได้ ไม่ใช่เข้าใจเฉย ๆ บอกแล้วไม่ใช่เข้าใจ ตอนนี้มันเป็นการรู้แจ้งเห็นจริง รู้แจ้งเห็นจริงตามของจริง จึงเรียกว่าญาณทัสสนวิเศษ มีญาณ มีตาทิพย์ ญาณทัสสนวิเศษ-เจโตปริยญาณ 16 : อาตมาอธิบายเจโตปริยญาณ 16 ให้ฟัง ( ดู เจโตปริยญาณ 16 ในภาคผนวก) ในขณะที่เรารู้มันชัดเจนว่า นี่คือราคมูล เป็นเรื่องของราคะ เช่น แหม มันอยากกินไอศกรีม นี่ราคะ แล้วคุณก็ทำให้มันลดลงได้ ในขณะที่ลดลงได้นี่ แต่คุณก็รู้ว่า มันเป็นแค่ สังขิตตังจิตตัง หรือ วิกขิตตังจิตตัง สังขิตตังจิตตัง : สังขิตตังจิตตัง หมายความว่า ลักษณะอาการที่มันลดได้แล้ว แต่มันก็ยัง แหม มันยังอึด ๆ อัด ๆ มันยังไม่โปร่ง ยังไม่โล่ง ยังไม่เบา ยังไม่ง่ายหรอก มันยังลดได้ แต่เรารู้ว่าเราลดได้นะ มันจะเป็นสภาพยังตัวแค่นๆ ลักษณะที่ลดได้นี่ มันก็กิเลส มันก็ยังตื้อ ๆ อยู่ ยังไม่โปร่ง ยังไม่โล่ง ยังไม่เบา ยังไม่ง่าย เป็นลักษณะของสภาพที่มันกด ๆ ดัน ๆ หนักมาทางสมถะ ลักษณะสมถะ วิกขิตตังจิตตัง : ถ้าเผื่อว่ามันเป็นลักษณะของปัญญา ก็ลดลงได้เหมือนกัน สายปัญญาก็ลดลงได้ เรียกว่าลักษณะของปัญญาเป็น วิกขิตตังจิตตัง มันก็ฟุ้ง ๆ กระจาย ๆ อยู่ มันยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตาย มันยังกระเส็นกระสาย แต่รู้ว่าถูกล่ะ ลดได้ ลดได้ แต่ก็ยังไม่โปร่ง ยังไม่โปร่งใส ใช้สำนวนสมัยใหม่มาประกอบก็ได้ ยังไม่ชัด ยังไม่ได้คุณภาพเพียงพอ ยังไม่สบายเท่าไหร่หรอก สังขิตตังจิตตัง หรือ วิกขิตตังจิตตัง นี่คนละลักษณะ ลักษณะอันหนึ่งสมถะ ลักษณะอันหนึ่งวิปัสสนา คือลักษณะอันหนึ่งฟุ้ง อีกลักษณะหนึ่งกด ๆ ก้อน ๆ แค่น ๆ ส่วนลักษณะวิกขิตตังจิตตังนี่กระเด็นกระจาย มันไม่ค่อยจะจับ มันไม่ค่อยจะอยู่ตัว มันยังฟุ้ง ๆ กระเซ็น ๆ อะไรอยู่อย่างนั้นน่ะ เขาแปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ สังขิตตังจิตตัง ว่าจิตหดหู่ วิกขิตตังจิตตัง ว่าจิตฟุ้งซ่าน ความจริงแล้วมันก็ไปชนเอากับภาษา ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ แล้วมันก็เลยวุ่น มันไม่ใช่อย่างนั้น ไปแปลเป็นภาษาไทยคำเดียวกัน มันเป็นลักษณะอย่างที่อาตมากำลังอธิบายโดยสภาวะให้ฟังนี่ มันเริ่มทำได้แล้วล่ะ แต่มันยังจะต้องทำต่อๆ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเช็ค(Check ตรวจสอบ)เจโตปริยญาณนี่ มีจิตที่รู้ยิ่งเห็นจริงในตาทิพย์แท้ ๆ เลย รู้จิต รู้การกระทำ รู้กิเลส รู้ลักษณะของเราจริง ๆ เลย มหัคคตจิต-อมหัคคตจิต : เราต้องตรวจ ต้องเกิดญาณของตัวเองจริง ๆ เลย รู้ว่าอาการตอนนี้เราแค่สังขิตตังจิตตัง หรือแค่วิกขิตตังจิตตัง แล้วต้องทำให้เจริญอีก เป็น มหัคคตะ ถ้ามันทำไม่เจริญ เราก็รู้ว่ามันไม่เจริญ มันยังเป็น อมหัคคตะ มันยังไม่ดีขึ้น ยังไม่สูงขึ้น ยังไม่เจริญขึ้น มันยังเหมือนเดิมอย่างเก่า หรือดีไม่ดีแย่กว่าเก่า อะไรคุณก็ต้องรู้ตัวเอง มันไม่เจริญ ต้องให้เจริญยิ่งขึ้น สหรคตะ หรือ มหัคคตะ ให้เจริญขึ้น ขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็จะรู้ ถ้าคุณเอง คุณมีญาณอย่างที่ว่านี้ เรียกว่า เจโตปริยญาณ ของคุณนั่นแหละ ของใครก็ของคนนั้น ต้องมี ปฏิบัติธรรมต้องมี ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเป็นวิชาธรรมดานะ วิชชา 9 ประการ เจโตปริยญาณ นี่เป็นวิชชาหนึ่งที่จะต้องทำ ทำแล้วก็ต้องเกิด เมื่อคุณทำจนกระทั่งคุณตรวจเป็น มหัคคตะ ได้จริง จนกระทั่งทำลดได้อีก ๆ ดีกว่าสังขิตตะ ดีกว่าสังขิตตังจิตตัง ดีกว่าวิกขิตตังจิตตัง ดีกว่า จิตมันยัง แหม มันยังแค่น ๆ หด ๆ ยังไม่โปร่ง ยังเห็นกิเลสนี่ มันทำให้เรายังอึด ๆ อัด ๆ ยังไม่โล่ง หรือว่ายังจับไม่มั่นคั้นไม่แท้ ยังกระเด็นกระดอน ยังกระเซ็นกระซ่านอยู่ มันยังฟุ้ง ๆ อยู่ มันยังไม่ได้สวยได้งามอะไร มันยังไม่ดี สอุตตรังจิตตัง : จนกระทั่งทำได้เป็น มหัคคตะ ดีขึ้น ๆ ๆ เจริญขึ้น สูงขึ้น ทำไปเรื่อย ๆ จนถึงขั้นว่า โอ้โฮ! จิตที่ดี ดีมากขึ้นมา เป็น สอุตตรจิตตัง เป็นจิตที่ดีขึ้นจริงๆ เลย เออ! ตอนนี้ กิเลสของเราลดลงไปมาก แต่รู้เองรู้อยู่จริงเลย รู้ว่า แม้ได้ดีแล้ว ก็ยังมีดีกว่านี้อีก ยังไม่จบหรอก รู้ เรารู้ตัวว่ายังไม่จบ เป็นสอุตตรังจิตตัง จิตนี้ดี แต่ยังมีดีกว่านี้อีก ยังไม่จบ เราจะรู้ว่า มันยังไม่สุด ยังไม่จบ ก็ดีขึ้นมาแล้วล่ะ สบายเบา แต่ประมาทไม่ได้ อนุตตรังจิตตัง : ต้องทำให้ถึงขั้น อนุตตรังจิตตัง เป็นจิตที่ดีกว่านี้ไม่มีอีก เป็นจิตที่ดีที่สุด เป็นจิตที่จบสมบูรณ์ให้ได้ ดีกว่านี้ไม่มีอีก สมาหิตจิต - วิมุตตจิต : แต่ในเงื่อนไขของ อนุตตรังจิตตัง นั้น จะต้องมีสภาพที่ซ้อนเชิงอีกว่า จะต้องเป็น สมาหิตัง จะต้องเป็น วิมุตตตจิต จริง ๆ เราก็จะต้องตรวจในลักษณะว่า อสมาหิตะ คือลักษณะอย่างไร อวิมุติ คือลักษณะอย่างไร นี่ก็เป็นอีก 2 เงื่อนไขหลัก ของเจโตปริยญาณ 16 สมาหิตัง คือสมาธิของพุทธ : เราก็ตรวจอาการของจิตว่า สมาหิตัง ที่เขามาแปลว่า สมาธิ อีกแหละ สมาธิของอย่างนี้นี่ ต้องประกอบไปด้วยการลืมตา การมีปัจจุบันนี่เทียว เห็นอยู่หลัด ๆ นี่ เป็นอัตตานุทิฏฐิ คือบุคคลผู้แลเห็น ผู้เห็นอยู่ รู้อยู่ ในอัตตานุทิฏฐิ

อัตตานุทิฏฐิ : (ดู อัตตานุทิฏฐิสูตร ในภาคผนวก)

บุคคลผู้รู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นอนัตตา ฯ รู้เห็นรูป ฯ … รู้เห็นจักษุวิญญาณแล ฯ … รู้เห็นจักษุสัมผัสแล ฯ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาแล ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นอนัตตา (พ่อท่านออกเสียงย้ำ) โดยความเป็นอนัตตา : เห็นอย่าง โดยความเป็นอนัตตา โดยความไม่มีตัวตนของกิเลสนั้นจริงๆ และเป็นปัจจุบัน มีการงาน เป็นฌานที่มี “มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต” (ดู ฌานที่เป็นสมาธิพุทธแท้ ในภาคผนวก) เป็นฌานที่แข็งแรง เป็นฌานที่มีอยู่ในบทบาทปัจจุบันธรรม มีชีวิตเหมือนปกติ ทำการทำงาน แต่อยู่เหนือมัน จิตนี่อยู่เหนือมัน กิเลสมันไม่… กระทบสัมผัสทางตา ไอศกรีมเหรอ อยู่เหนือมัน ไม่มี... อ่านเวทนาเป็นอุเบกขา เจตสิกเป็นฌาน ที่ถึง “ขั้นฌานอุเบกขา”(ฌานที่ 4) สงบ สงัด เฉย บริสุทธิ์ สะอาด “ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา” ผ่องใสอยู่อย่างนั้น เหนือชั้นจริงๆ ( ดู องค์คุณอุเบกขา 5 ในภาคผนวก) เห็นอนัตตาอยู่หลัด ๆ เห็นตัวตนมันไม่มี ตัวตนของกิเลส (การเห็นนี้)จะต้องมี object ต้องมีสิ่งที่ ตัวที่ถูกรู้ ใช่ไหม? ต้องมีตัวที่ถูกรู้อยู่ชัด ๆ หลัด ๆ ว่ามันเป็นอนัตตา ที่ไม่มีจริง ๆ นะ เป็นตัวที่ไม่มีตัวตน สูญญตา มันสูญอยู่ มีสติสัมปชัญญะปัญญา ลืมตาโพลง ๆ และอาการที่อ่านซ้อนอยู่ว่า มันแข็งแรง มีประโยชน์การงาน สมาหิตะนี่คือมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต เป็นความตั้งมั่น เป็นฐีเต อเนญชัปปัตเต อย่างสมาธิชนิดที่มีหิตะ-ประโยชน์ และเป็นอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ที่มีประโยชน์การงาน มีกัมมนิเย มีกัมมัญญา มีการงาน มีบทบาท มีคุณค่า มีประโยชน์อยู่ สร้างสรรอยู่ ไม่ใช่มานั่งงอมืองอเท้า พระพุทธเจ้าค้นพบธรรมะของท่าน ค้นพบทฤษฎีวิเศษของท่านนั่นนะ ท่ามกลางศาสนาที่เป็นฤาษี นั่งสะกดจิตหลับหูหลับตาอยู่ ท่านก็ต้องมาอธิบายของท่านว่า ของท่านไม่ได้มานั่งหลับหูหลับตา ของท่านมีการงาน มีสิ่งที่วิเศษ มีการรู้เป็นปัจจุบันธรรม ตาก็ลืม หูก็ได้ยินเสียง จมูกก็ได้กลิ่น ลิ้นก็ได้รับรสอะไรอยู่ เป็นธรรมดาธรรมชาติของมนุษย์ธรรมดา ๆ แต่จิตนี้เป็นโลกุตตรจิต จิตนี้เป็นโลกุตตรจิต มีสภาพของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นการแจ้งไตรลักษณ์ ที่ไม่ใช่ไตรลักษณ์อย่างแค่ตรรกศาสตร์ เออ! ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวเราของเรา ก็ใช่ทั้งนั้น แต่นั่นก็ขั้นหนึ่ง นั่นก็อย่างหนึ่ง เราก็รู้ด้วย ใช้ด้วย แต่ยังไม่ถึงยอด ถ้าถึงยอดแล้วจะต้องดำเนินการด้วยมัคคังคะ ปฏิบัติ ทำ มีสติ มีความพยายามที่จะปฏิบัติตามทิฏฐิ ตามความเข้าใจที่คุณจะฟังไปแรก ๆ นี้ก็ได้ แล้วไปเริ่มปฏิบัติ ปฏิบัติด้วยความพยายาม แม้แต่สังกัปปะ ความนึกคิด ก็อย่าให้ไปมิจฉา ต้องตั้งศีลขึ้นมานะ คุณตั้งศีลแล้วนะ มิจฉาต้องไปเป็นกามวิตก เพราะไอศกรีม หรือพยาบาท เพราะไอศกรีม ไม่ได้กินมัน จะต้องแกล้งเททิ้ง ต้องแกล้งไม่ให้คนอื่นกินบ้าง อะไรบ้าง ไม่ต้องไป ฉันจะต้องเอามากระทืบๆ แหม! ไอ้ไอศกรีม ข้าไม่ได้กิน ก็จะต้องแกล้ง ไม่มีทั้งประเภทชัง ไม่มีทั้งประเภทชอบ ไม่มีทั้งประเภทที่จะต้องไปทำลาย หรือว่าไปดูดดึงอะไรทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจิตจะสังกัปปะ จะมี มิจฉาสังกัปปะ มีอยู่ 3 จะเป็นในลักษณะอาการออกมาเป็นกามวิตก ดำริเรื่อง วิตกแล้ว ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะนี่ ก็ไม่ได้ ไม่เอา ลดอาการนั้น จะเป็นทางพยาบาทวิตกก็ไม่เอา ลด จะไปเบียดเบียนอะไร ใคร อย่างไร ไปเบียดเบียนลักษณะอย่างหยาบ กลาง ละเอียด อย่างไร แค่ไหน จะเป็นคนนั้นคนนี้อะไรหรือตัวเองก็ไม่เบียดเบียนทั้งนั้น ทำให้ตัวเองนี่ กลาง ๆ โล่ง ๆ มีใจเมตตาด้วยซ้ำ เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เจือจาน เข้าใจเขา เข้าใจเรา เออ! ไอศกรีม นะ คนติดอยู่ก็ติดไป แม้แต่หมามันยังไม่ติดหรอก ก็เอา ก็พยายาม แต่คนนะ ติดยิ่งกว่าหมา ไปติดไอศกรีม ท่านสีลวัณโณ คงจำไม่ลืมเลยนะ ก็ดี แล้วก็มาเป็นกรรมฐานให้คนอื่นไปอีกนะ ก็คงจะลดละไปได้มากได้มายล่ะนะ พ้นวิจิกิจฉา จะเกิดศรัทธา : ขยายอีกทีหนึ่ง เอาให้ชัด เรามาปลุกฯ มาพุทธาภิเษกฯ กันสะให้จริง เมื่อเขัาใจดี พ้นวิจิกิจฉา พ้นวิจิกิจฉาแม้ในความหมาย แม้ในความรู้ความเห็นเท่านั้น พ้นวิจิกิจฉา หมดสงสัยเลยนี่ จะเกิดศรัทธา ศรัทธินทรีย์ จะเกิดอำนาจความเชื่อที่ถึงขั้นที่จะปฏิบัติตาม มันจะมีกำลังพาตัวเราไปปฏิบัติ ผู้ใดถึงขั้นปฏิบัติหรือถึงขั้นอยากจะปฏิบัติ แล้วลงมือปฏิบัติไป นั่นแหละแสดงถึงความก้าวหน้าของเรา เพื่อจะลงมือกระทำจริง เพื่อพิสูจน์ เมื่อคุณทำจริง พิสูจน์ได้ผลจริง มันก็เป็นไปได้เรื่อยๆๆๆ ถ้าได้เพียงแค่รู้ เสร็จแล้วก็ไปเขียนตำราขาย มันก็เท่านั้นเอง ศรัทธาต้องให้ถึงขั้นเกิดกำลังศรัทธินทรีย์: เพราะฉะนั้น จะรู้แล้วจะต้องมาถึงขั้นมันเกิดกำลังที่เรา มันเกิดอินทรีย์ เกิดอำนาจที่เรา ว่า แหม มันดีนะนี่ ถ้าดีต้องเอา คนเรานะถ้าดีต้องทำ ถ้าดีต้องเป็นให้ได้ ถ้าดีต้องมีให้ได้ ดีแล้วไม่ถึงขั้นว่า แหม เราต้องอยากได้ เราต้องเป็นให้ได้ ลงมือกระทำ นั่นเรียกว่า แค่ศรัทธา แค่เชื่อ เชื่อ เออ! จริง ถูก! แต่ยัง ยังไม่ทำ แค่ศรัทธา ยังไม่มีกำลังในอินทรีย์ ยังไม่มีกำลังในศรัทธา ยังไม่มีกำลังในความเชื่อ เพราะฉะนั้นถ้ามีกำลังในความเชื่อนี่ มันจะถึงขั้นจริงเลยนะ คนนั้นจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แหม ! มันต้องทำ แม้แต่ลับหลัง จะทำต่อหน้าคนก็อายเขา เราหาทางทำที่ลับตาเขา กระทำฝึกหัดปฏิบัติเอาเอง คนมันศรัทธาจริง ๆ มันเชื่อถือจริง ๆ มันอยากได้จริง ๆ มันอยากเป็นจริง ๆ นี่แม้แต่ทำต่อหน้าคนเขาก็ว่า เขาก็กระเซ้าเย้าแหย่อย่างโน้นอย่างนี้ ทำลับหลังก็ทำ ถ้ายิ่งไม่กลัวเลย เรื่องอะไรล่ะ ของดีก็ทำต่อหน้า ยิ่งกล้าหาญ ยิ่งมีอินทรีย์ ยิ่งมีกำลัง เราก็ทำต่อหน้านี่แหละ เรากระทำดีอ่ะ มันจะไม่กินไอศกรีมต่อหน้านี่แหละ ไม่ใช่ว่าไม่ได้หรอก เกรงใจเขา เหนียมอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เหนียมหรอก เพราะว่าเรื่องดีน่ะ มันเชื่อมั่นเลย แล้วปัญญามันก็แน่ มันก็เอา อย่างนี้เป็นต้น แล้วมันจะมีสภาพจริง ศรัทธินทรีย์ก็คือกำลังอำนาจของความเชื่อ: เพราะฉะนั้นศรัทธินทรีย์ไม่ใช่แค่คำพูด ศรัทธินทรีย์ก็คือกำลัง อำนาจของความเชื่อ และเชื่อจริง แล้วจะต้องมีปัญญาเข้ามาร่วมด้วย บางคนศรัทธาที่ตัวอาจารย์อย่างมีกำลัง : บางคนเชื่อประเภทโลก ๆ เขานี่ บางทีเชื่อ ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ มีกำลัง โอ้โฮ! เชื่ออาจารย์ ไม่ได้เชื่อตัวเอง ไม่ได้เชื่อปัญญาตัวเองเลย ตามอา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน