350406 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 9 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350406 กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 9/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ งานพุทธาฯ ครั้งที่ 16 ศาลีอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
กว่าจะสัมมาทิฏฐิ 10 ตอน 9/13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2535 ณ พุทธสถานศาลีอโศก จ.นครสวรรค์
กำลังจะตี 4 ยังไม่ทันตี 4 ดี กำลังจะตี 4 ใครยังสะลึมสะลืออยู่ ก็สลัดความง่วงเหงาหาวนอนออกจากชีวิตสะ ยังจะมีเวลานอนอีกมาก แล้วอาตมาก็ยินดีที่จะอนุญาตให้นอนอย่างไม่ต้องตื่นอีกเลย เมื่อถึงหลุมฝังศพ จริง ๆ หาเงินกันจัง ทำไมไม่ค่อยพอใช้ : โดยเฉพาะเวลานี้ เรากำลังมาศึกษา โอกาสของเรา เรามางานนี้มีเพียง 7 วัน บางคนไม่ถึง 7 วันหรอก อ้างโน่นอ้างนี่ ติดโน่นติดนี่ บางคนไม่ได้ติดอะไรหรอก ติดจะไปหาเงิน ไม่รู้จะหาอะไรกันนักกันหนา เออ ทั้ง ๆ ที่เวลาอย่างนี้ ไม่ได้มีมากวันเท่าไหร่หรอกในปีหนึ่ง ๆ แต่หาเงินปีหนึ่งตั้งสามร้อยกว่าวัน หาจังเลย ทำไมไม่ค่อยพอใช้ ก็ไม่รู้ หาจัง อาตมาหยุดหาเงินมาแล้ว ตั้งหลายสิบปีมาแล้ว มันก็ยังพอใช้อยู่นะ ฮึๆ หยุดหามาแล้ว ก็ยังพอใช้อยู่ คือเราไม่ต้องใช้มันซะอย่าง มันก็ไม่มีปัญหาอะไร มันก็พอใช้ ต้องหาวิธีลดเรื่องใช้เงิน จนกระทั่งไม่ต้องใช้เงิน : คนที่เอาแต่ใช้ ๆ ๆ แล้วจะไปหาอย่างไรมันถึงจะพอใช้ แล้วก็ไม่รู้จักวิธีที่จะลดการใช้ ถ้าเผื่อว่าความจริงมันเป็นไปไม่ได้นะ อาตมาก็ทำไม่ได้ พวกเราหลายคน อย่าว่าแต่เป็นสมณะเลย แม้แต่ฆราวาสนี่ เราก็ได้ทดสอบแล้ว เราก็ไม่ต้องหาเงิน เราก็หาลด หาวิธีที่เราไม่ต้องใช้เงินมา แล้วก็ไม่ต้องหาเงิน มันจะอยู่ได้ไหม ขนาดมารวม ๆ กอง ๆ กันอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ๆ มันยังอยู่ได้เลย ก็ช่วยกันทำ ช่วยกันสร้าง ก็มีกินมีใช้อะไรกันไป ปรับ
อ่านต่อ
ระบบชีวิตของเราไปตามระบบของเรา มีชีวิตอยู่อย่างมีอาชีพอย่างที่เรามี อาชีพทางโลกเขาคือ อาชีพที่บอกว่า ต้องเป็นงานที่ได้เงินแลกเปลี่ยนมา ถึงเรียกว่าอาชีพ แน่ะ! ถึงขนาดนั้นนะ มาถึงเรานี่ เราบอกว่า อาชีพไม่ใช่เรื่องที่ทำแล้ว ประจำชีวิตแล้วจะต้องได้เงินแลกเปลี่ยนมาถึงจะเรียกอาชีพหรอก “อาชีพ” หมายถึงงานที่ทำเป็นส่วนมากของชีวิต : อาชีพคืองานที่เราทำอยู่ประจำชีวิต ทำอยู่ประจำวัน ประจำคืน ประจำเดือน ประจำปีนี่แหละ เราก็ทำของเราอย่างนี้แหละ ที่ทำมาก เป็นส่วนมากของชีวิต ไม่ได้เงินมาเลย นั่นแหละยิ่งเป็นอาชีพจริง ๆ แต่เราก็ยังชีพของเราได้ ด้วยงานการเหล่านี้นั้นแหละ งานการเหล่านั้นเป็นงานการที่เป็น สัมมาอาชีพ แล้วเราก็อยู่ของเรามา พิสูจน์มาเรื่อย ๆ เกิดระบบของคนอีกโลกหนึ่ง “ปโรโลโก” อีกหนึ่งฟากฟ้า คนละโลกกัน : อย่างที่เขาเข้าใจว่าทำงาน อาชีพก็คืองานที่ทำแล้วได้เงินแลกเปลี่ยนมาเรียกว่าอาชีพ คนโลกนั้นเราก็เคยอยู่โลกนั้น เป็นโลกหนึ่งอีกโลกหนึ่ง อีกฟากฟ้าหนึ่ง แต่อีกหนึ่งฟากฟ้านี้มันไม่เหมือนกัน อีกหนึ่งฟากฟ้านี้ก็อีกโลกหนึ่ง คนละโลกกัน ทุกวันนี้อาตมาพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะมีลูกคู่ อาตมาพูดแล้วมีลูกคู่(Chorus ประสานเสียง) คือมีคนที่เป็นเช่นนั้น คนที่อยู่ในโลกนี้ด้วยกัน แล้วก็มั่นใจว่าจะอยู่ในโลกนี้ ที่ไม่ใช่ “โลกนี้ อยังโลโก” นะ แต่โลก “ปโรโลโก” โลกที่อาตมาอยู่นี่ โลกที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ แล้วท่านก็มาประกาศให้มนุษย์รู้ตาม มนุษย์ก็รู้ตาม มาประพฤติพิสูจน์ เข้ามาสู่โลกใหม่นี้ “ปโรโลโก” นี่ โลกอื่นอีกต่างหาก ปร(ปะ-ระ) ปโร(ปะ-โร) นี่ โลกอีกต่างหากจากโลกที่เขาอยู่กันอย่างนั้น ที่อยู่กับใคร ๆ ก็อยู่กันเยอะแยะ โลกนั้นก็อยู่กันอย่างแออัดยัดเยียดแล้วทุกวันนี้ แต่โลกนี้นี่ ไม่ล้อมรั้วนะ โลกนี้ไม่ล้อมรั้ว ไม่ปิดประตูใส่กลอน เปิดโล่งนะ แต่ไม่ค่อยเข้ามาหรอก ไม่ค่อยเข้ามา เข้ามาไม่ค่อยได้ เรียกร้องให้มาดู เรียกร้องให้มาชมนะ ท้าทายให้มาพิสูจน์ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเข้ามา จะว่าไม่มีใครเข้ามา ก็ไม่ได้ มีคนเข้ามาแล้ว แต่ก็คนเข้ามายาก แล้วไม่ค่อยเข้ามา เพราะฉะนั้นก็ต้องทำต่อไป ให้มีคนที่เข้ามาเพิ่มขึ้น ๆ มันก็มีวันเพิ่มขึ้นอยู่ ทุกวันนี้มีผู้เข้ามาเพิ่มขึ้นอยู่ สมณพราหมณา ผู้สยังอภิญญา : โลกนี้ กับ โลกหน้าหรือโลกใหม่ ที่เรียกว่า อยังโลก กับ ปรโลก 2 โลกนี้ ที่ท่านตรัส พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า เป็นผู้ที่ประกาศ เป็นผู้ที่ชี้แจงโลก ที่บอกว่า ภิกษุหรือว่าเป็นสมณพราหมณ์ ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง “โลกนี้” ก็คือ อยังโลโก นั่นแหละ “โลกหน้า” ก็คือ ปโรโลโก แต่บทนี้ท่านใช้พระบาลีผัน อย่างที่ท่านเรียก อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในตนเอง แล้วก็ประกาศให้ผู้อื่นได้รู้แจ้งด้วยนี้ (หมายเหตุ : เทศน์เรื่องนี้ตอนก่อน เมื่อวาน หัวข้อ สัมมาทิฏฐิ 10 ข้อที่ 10 สมณพราหมณา : ) สยังอภิญญา ผู้ประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง : อาตมาว่า อาตมาได้มาประกาศ ตามที่อาตมามั่นใจว่า อาตมาได้เรียนมาจากของพระพุทธเจ้า และอาตมาคิดว่า อาตมาพูดนี่ ยังไม่เหมือนใครที่เขาพูด ปโรโลโก ที่เขาอธิบายกัน : เขาอธิบาย ปโรโลโก หรือ ปรโลก เขาอธิบายว่า ตายไปแล้ว จึงไปสู่ปรโลก ตายไปแล้วนี่จะไปสู่ปรโลก บางทีเรียกแบบไทย ๆ ว่า ปอ-ระ-โลก ไปสู่ปรโลก แต่ต้องตายแล้วนะถึงได้ไปสู่ปรโลก ถ้ายังเป็น ๆ อย่างนี้นี่ ไม่มีสิทธิไปสู่ปรโลก แล้วโลกอย่างนั้นเป็นอย่างไร คนที่ไม่อวดดี ก็บอกว่า ไม่รู้ คนอวดดีก็ แหม ทำเป็นรู้นะ ตายไปแล้วจะเป็นอย่างโน้น จะเป็นอย่างนี้ ซึ่งจะเป็นอย่างไร ๆ ก็ไม่รู้ มันพิสูจน์กันไม่ได้ ไม่เป็นเอหิปัสสิโก ท้าทายตายไปดูสิ ตายไปดู แล้วก็ไปดูปรโลกนั้นแล้วก็เอามาบอกกัน ท้าทายไม่ได้ ขืนตายไปแล้ว ไม่กลับมาแน่เลย แล้วก็ไม่ได้มาบอกกันอีกแหละ มันก็เสร็จสิ มันก็ไม่มีการพิสูจน์กันแท้ ๆ แน่ ๆ เพราะฉะนั้นปรโลกอย่างนั้น อาตมาว่า มันไม่แจ่มแจ้งหรอก อธิบายอย่างไร มันก็ไม่สัจฉิกัตวา “สัจฉิกัตวา” : “สัจฉิกัตวา” คือมันแจ่มแจ้ง เอ๊! เปรียญอยู่ไหนบ้าง? จะแปล “สัจฉิกัตวา” ให้เปรียญ อยู่แถว ๆ นี้ “สัจฉิกัตวา” นี่ทำให้แจ้งด้วยตนเอง ทำให้แจ้งขึ้นมา ให้ผู้อื่นแจ้งก็ตาม เกิดสัจฉิกัตวา นี่แปลว่า แจ้งชัด มันหมดสงสัย มันรู้เห็นจริง มีจริง เป็นจริง สัมผัสได้ สัจฉิกัตวา โดยการเกิดแล้ว ทำแล้ว สัจฉิกัตวา อาตมาว่า คงมาจากศัพท์ของ “สัจฉิ” ตัวหนึ่ง “กต” ตัวหนึ่ง สัจฉิกัตวานี่ “กต” นี่แปลว่ากระทำแล้ว ได้กระทำแล้ว “สัจฉิ” นี่แจ้ง เพราะมันมีการกระทำแล้ว มันเกิดผลแล้ว “สยัง อภิญญา” : อาตมาพูดถึง เมื่อวานนี้พูดกันถึง “สยัง อภิญญา” พูดถึง ตัวเอง “สยัง” เป็นตนเอง “อภิญญา” มีความรู้ยิ่ง “สยัง อภิญญา” รู้ได้ด้วยตนเอง มีของตนเอง มีอภิญญาอันนั้นของตนเอง มีความรู้ยิ่ง “อภิญญา” ความรู้ยิ่ง : อภิญญา นี่เป็นความรู้ยิ่ง ไม่ใช่ความรู้แค่ตรรก แค่ความคิดนึก แค่การฟัง แต่เป็นความรู้ที่มันรู้ นอกจากจะรู้ที่ตนเองเกิด ตนเองเป็น ตนเองมีแล้ว ยังเป็นความรู้ที่รู้ในอภิญญานี่เป็นความรู้ชั้นสูง จะเป็นอภิญญา 9 อภิญญา 6 อภิญญา 3 ก็เป็นการรู้ เป็นญาณวิเศษ เป็นญาณชนิดที่คนในโลกใหม่จะรู้ รู้ในปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน รูป ก็ไม่ใช่รูปวัตถุนอก รูปตัวนี้คือสิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้โดยญาณซึ่งเป็นนามธรรม เป็น อรูป เป็นนามธรรม เป็นเรื่องของกิเลส เป็นเรื่องของอารมณ์ เป็นเรื่องของจิต เจตสิก ทั้งหลายแหล่นั่นแหละ ถูกรู้โดยญาณ โดยปัญญาญาณ หรือญาณทัสสนวิเศษที่เข้าไปรู้ และรู้อย่างนั้นแหละมันก็เป็นสภาพที่เหนือโลก เป็นโลกุตระ รู้อย่างยิ่งนั้น ไม่ใช่ความรู้อย่างโลก ๆ เป็นการรู้ปรมัตถ์ เป็นการรู้กิเลส รู้แล้วก็ละ รู้แล้วก็เลิก รู้แล้วก็ทำลายไปได้ รู้แจ้งเห็นจริง ด้วยมีสัมผัสอยู่ครบ : การรู้ รู้สิ่งลึก ๆ รู้สิ่งละเอียดอย่างนี้ เป็นการรู้ที่มีสภาวะรองรับ รู้สภาพที่ถูกรู้จริง ๆ เลย เราเห็นเราแจ้งอยู่นะ เราสัมผัสอยู่ มีสัมผัสเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้นเรากำลังมาเน้น มาพูดกันถึงเรื่องว่า พ้นมิจฉาทิฏฐิ สู่สัมมาทิฏฐิ ฟังดี ๆ ตั้งใจดี ๆ อาตมาจะค่อย ๆ ไล่ละเลียด ๆ ๆ ซอยไปให้ฟังว่า เริ่มต้นจะพ้นมิจฉาทิฏฐินี่ จะพ้นเมื่อไหร่? ไม่ใช่ ฟังนี่คุณรู้แจ้งแล้วเข้าใจว่า เออ! พ้นแล้ว พ้นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ไม่ใช่ อย่างนั้นไม่พอ จะพ้นเมื่อไหร่? เอ้า ฟังมิจฉาทิฏฐิสูตรดู มิจฉาทิฏฐินี่จะพ้นมิจฉาทิฏฐิก็อยู่ในนี้ สูตรนี้ชื่อ มิจฉาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยการละมิจฉาทิฏฐิ ในพระไตรปิฎกเล่ม 18 อาตมาพูดถึงบ่อยนะ มิจฉาทิฏฐิสูตร สักกายทิฏฐิสูตร อัตตานุทิฏฐิสูตร นี่ ว่าด้วยการละมิจฉาทิฏฐิ ละสักกายทิฏฐิ ก็คงเคยได้ฟังมา (พตปฎ. เล่ม 18 ข้อ 254-256) ผู้ศึกษาธรรมะมาแล้วว่า ถ้าไม่ละสักกายทิฏฐิ เราก็จะไม่เป็นพระโสดาบัน จะเป็นพระโสดาบันได้ ต้องละสักกายทิฏฐิ ละแค่มิจฉาทิฏฐินั้น ยังไม่ได้ขึ้นเขตเป็นพระโสดาบันนะ พึ่งจะจ่ออยู่ที่ปากทางพระโสดา ละแค่มิจฉาทิฏฐิ ยังไม่ได้ขึ้นเขตเป็นพระโสดานะ พึ่งจ่อปากทางพระโสดาบัน ต้องปฏิบัติจนกระทั่งละสักกายทิฏฐิได้เรื่อย ๆ เดินทางเข้าไปเรื่อย ๆ สูงเข้าไปเท่าไหร่ ละเข้าไปเท่าไหร่ มันจึงจะพ้นสักกายทิฏฐิเข้าไปเรื่อย ๆ จะสมบูรณ์ ก็จะต้องละอัตตา ซึ่งเรียกว่า พ้นอัตตานุทิฏฐิ มี 3 คำ มิจฉาทิฏฐิ สักกายทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิ
มิจฉาทิฏฐิสูตร : ลองฟังดูน่ะ นี่ข้อ 254 ในพระไตรปิฎก เล่ม 18 ข้อ 254 บอกว่า ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ . แล้วก็มีอะไรต่ออะไร ท่านว่าไว้เยอะแยะยาว แล้วก็นั่งในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง อะไรต่ออะไรของท่าน ว่าเป็นสำนวนพระไตรปิฎก แทบจะลอกยกเอามาหมดเลย มันก็เป็น ฯลฯ ไว้นะ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่ อย่าไปทิ้งคำว่า "รู้อยู่" ไม่ใช่ว่า รู้แล้วก็ไม่อยู่ ไม่ใช่น่ะ รู้อยู่นะ คือหมายความว่า มีตัวรู้นี่อยู่ แล้วก็อยู่กับตัวรู้นี่ เป็น Continuous เป็นปัจจุบันธรรม น่ะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ บุคคลรู้เห็นจักษุแล โดยความเป็นของไม่เที่ยง คำว่า ความเป็นของไม่เที่ยง นี่คือ เห็นเป็นอะไร? อนิจจัง โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ รู้เห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นจักษุวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นจักษุสัมผัสโดยความเป็นของไม่เที่ยงจึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ นี่พูดทวารเดียว ทวารตา แล้วก็เห็นรูป ต่อไปก็ ท่านจะตรัสต่อไปอีกว่า บุคคลรู้เห็นหู แล้วก็ต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนกับอย่างเมื่อกี้ บุคคลรู้เห็นหู… โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้ แล้วก็ รู้เห็นโสตวิญญาณ หู ก็คือโสตวิญญาณ คือเสียง โดยความเป็นของไม่เที่ยง แล้วก็จะต้องรู้ต่อไปอีกล่ะ รู้เห็นโสตสัมผัส นอกจากจะเป็นเห็นรูป เห็นหู แล้วก็มาเห็นรูป เอ้ย มาเห็นเสียง เห็นหูแล้วก็ไปเห็นเสียง แล้วก็มาเห็นโสตวิญญาณ ก็คือวิญญาณทางหู แล้วก็มาเห็นมารู้เห็นโสตสัมผัส ก็เรียกว่ามีการสัมผัสทางหู แล้วก็มาเห็น รู้เห็นเวทนา สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เพราะมีหูสัมผัสอยู่เป็นปัจจัย ต้องมีสัมผัสอยู่เป็นปัจจัย : ฟังให้ดีนะ อาตมาเคยเน้นสรุปมาให้ฟังว่า ต้องมีอันนั้น สัมผัสอยู่เป็นปัจจั ย ไม่ใช่ไม่มีปัจจัย ไม่มีตา ไม่มีหู อาตมาบอกแล้วว่า ถ้าเผื่อว่าเราดับตามที่เขาแปลด้วยภาษาตื้อๆ เป็นมิติที่ 1 ว่า เป็นผู้ที่ดับรูป ดับเสียง ดับกลิ่น ดับรส สนิทแล้ว ผู้นั้นก็ถึงนิพพาน ก็ไม่ยาก จะดับรูป ดับเสียง ก็ตามันยังลืมอยู่ได้ มันมีตาอยู่ เอาเหล็กแหลมมาทะลวงปุ๊บ ตาดับ รูปดับนะ หูได้ยินเสียงอยู่เหรอ เอาเหล็กแหลมมาทะลวงหู ทะลุหูนี่ปุ๊บ หูดับ เสียงดับ ไปนิพพาน จบ ไม่ยาก เล่นอย่างนั้นเล่นไม่ยาก ข้อกำกับข้างหลัง ท่านบอกไว้แล้วว่า มีจักษุสัมผัส คือ ตาที่สัมผัสเป็นปัจจัย มี หูสัมผัส เป็นปัจจัย มี จมูกสัมผัส เป็นปัจจัย มี ลิ้นสัมผัส เป็นปัจจัย มี กายสัมผัส เป็นปัจจัย มีมโนด้วย มี มโนสัมผัส เป็นปัจจัย มีใจสัมผัสเป็นปัจจัย มีสิ่งเหล่านี้สัมผัสเป็นปัจจัยอยู่ ไม่ใช่ไปทะลวงทิ้ง “บุคคลรู้เห็น” รู้อยู่ เห็นอยู่ : แล้วอาตมา ก่อนหน้านี้ เน้นคำว่า บุคคลรู้เห็น รู้อยู่ เห็นอยู่ เป็นปัจจุบันนั่นเทียว เป็น Continuous ไม่ใช่ว่า รู้…ไม่อยู่ เห็น…ไม่อยู่แล้ว ไม่รู้ไปรู้เมื่อไหร่-เห็นอยู่เมื่อไร ไม่ใช่เมื่อไหร่ เมื่อเดี๋ยวนี้ รู้อยู่ เห็นอยู่ คำว่า “อยู่” คำเดียวนี่ ทิ้งไม่ได้เลย เห็นไหม? ทิ้งไม่ได้เลย คำว่า ”อยู่” คำเดียวนี่แหละ ทำให้คนเพี้ยนเบี้ยว บุคคลผู้ไม่ครบ 32 : ผู้ฟังว่า… ตาบอด บรรลุธรรมไม่ได้ด้วย … คนที่ไม่เห็นอยู่ …ฯลฯ พ่อท่านว่า… ไม่ได้ คนที่ไม่ครบ 32 เดาเอาไม่ได้ คนที่มีวิบากถึงขนาดขั้นไม่ครบ 32 แล้วนี่ ก็ยัง ท่านตัดไว้ก่อน แต่ไม่ปฏิเสธที่จะพากเพียร ที่จะปฏิบัติบารมี สั่งสมบารมี ตาบอด หูหนวก คนไม่ครบ 32 อะไร ก็สั่งสมบารมีได้ แต่จะสมบูรณ์ไม่ได้ ไม่สมบูรณ์ พิสูจน์ไม่ได้ ยืนยันไม่ได้ ไม่ครบ 32 ไม่มีสิทธิ์เป็นพระอรหันต์ ได้ระดับต้น ระดับกลาง ได้ สั่งสมบารมีได้ จะหูหนวก ตาบอด จะพิการส่วนไหน ไม่ครบ 32 ก็บำเพ็ญบารมีได้ สั่งสมบารมีได้ แต่ไม่มีสิทธิ์บรรลุ เพราะว่า ไม่ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นคนที่มีวิบากอย่างนั้น ก็คือ คนที่มีวิบากอย่างนั้นก็ต้องรู้สิว่าเป็นคนมีวิบาก ก็ต้องพยายามให้ตนเองครบสมบูรณ์ให้ได้นะ เอาเถอะน่า คนอย่างนั้น เรายังไม่เป็นอย่างนั้น เอาให้ได้ก่อนเถอะ จะไปพูดทำไม มีอย่างนั่นนะ ก็คนอย่างนั้นก็รับวิบาก ก็เมตตากัน สงสารกัน เอาละ ก็เดี๋ยวอ่านให้จบเสียก่อนนะ (ต่อ) บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ : บุคคลรู้เห็นจักษุ… บุคคลรู้เห็นหู... รู้เห็นจมูก... รู้เห็นลิ้น... รู้เห็นกาย... รู้เห็นใจ จากหู ก็เป็นจมูก ก็เป็นลิ้น แล้วก็เป็นกาย แล้วก็ใจ ไล่เลียงไปครบสมบูรณ์นั่นแหละ 1. รู้เห็นทวาร(ตน)เอง (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) 2. ผลของทวาร ทวารตาก็เห็นรูป ทวารหูก็เห็นหรือรู้ในเสียง ทวารจมูกก็ได้กลิ่น ทวารลิ้นก็ได้รส ทวารกายก็ได้สัมผัส เรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์ สัมผัสทางกาย ทางใจก็ธรรมารมณ์ (พ่อท่านอ่านต่อ…) รู้เห็นใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงจึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นมโนสัมผัสโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ ดูกรภิกษุ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ ฯ
ทีนี้ เราก็มาอธิบายความ ให้มันชัดๆเจนๆ ลงไปในนี้ให้ได้ ถ้าเข้าใจละเอียดลออไม่ได้ เราก็พ้นมิจฉาทิฏฐิตัวเดียวนี่ก่อนอื่นนี่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น คนที่เขาบอก เขาสัมมาทิฏฐิ โดยการเข้าใจอะไร ก็พอเข้าใจเท่านั้นเอง แต่เขาก็ไม่ได้เกิดปรมัตถธรรม ไม่ได้เกิดมีสัมผัสเป็นปัจจัย แล้วก็ไม่เคยอ่านรู้เลยว่า เมื่อมีตาเห็นรูป รูปเป็นอย่างไร รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ฟังดีๆ นะ อาตมาพูดปรมัตถ์นะ รู้เห็นรูป - อย่างสมมุติสัจจะ : รูปเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เมื่อเห็นรูปแล้ว รูปเป็นของไม่เที่ยง ตาเป็นของไม่เที่ยง ก็เชื่อแล้วละ แต่ตานี่แหละ เห็นรูปนี่แหละ แต่ก่อน ตานี่ มันอยู่ข้างนอก ไม่ใช่ตาทิพย์ ตามันก็เห็นมันข้างนอกนี่ มันก็เห็นอะไรๆ เออ มันก็จะเที่ยง แต่มันก็ไม่เที่ยงหรอก แต่เราก็ไปยึดถือว่า มันจะต้องมี จะต้องเป็น จะต้องได้ตลอดกาลนาน เมื่อไม่ได้ก็ทุกข์ ทีนี้ อันนั้น มันเป็นเรื่องภายนอก มันจะต่อไปหาภายใน เช่น เห็นธนบัตรเป็นกอง ๆ เป็นของเรา แล้วมันไม่เที่ยงหรอก คุณก็เชื่อว่ามันไม่เที่ยง ถ้าคุณไปยึดติดว่าจะให้มันเป็นเราอยู่ตลอดกาลนาน มันก็ทุกข์แล้ว หยาบ ๆ ใครก็รู้ แต่อย่างนั้น ยังไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิหรอก แค่บอกว่า คุณไม่มีเงินทองหรือว่าลาภยศ อะไรข้างนอก ๆ นี่มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ปรมัตถ์ มันไม่เที่ยง แต่มันไม่ใช่ปรมัตถ์ มันเป็นสมมุติสัจจะ มันเป็นรูปนอก มันพาทุกข์แน่ ๆ คุณอย่าไปยึดว่า อย่าพร่องเลยหนอ เงินทองเรามีอยู่แสนหนึ่ง อย่าพร่องเลยนะนี่ มันก็พร่อง มันก็พลัด มันก็พราก ถึงแม้มันไม่พร่อง มันยังเป็นแสนอยู่ อย่างไรสุดท้ายคุณก็ยังต้องตายจากมัน ถ้าคุณยึดมันเป็นเรา มันเป็นของเรา คุณจะตายจากมันนี่ คุณตายไม่ลงนะ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องตาย ตายมาเยอะแล้ว จะทำอย่างไร มันก็ต้องตาย ไม่ลงก็ต้องตาย ตายมาเยอะนั่นแหละ ตอบข้อสงสัย กรณีคนที่ตัดอวัยวะบางอย่างทิ้ง ยังมีสิทธิบรรลุธรรมไหม? : แน่ะ (กระดาษคำถามจากผู้ฟัง) พอบอกว่าไม่ครบ 32 ก็มาเลย บุคคลที่ตัดมดลูกตัดรังไข่ ลูกอัณฑะ มีเหรอตัดลูกอัณฑะสมัยนี้? จีนสมัยก่อน สมัยมีขันที โน่นแหละมี สมัยนี้ผู้ชายเขาไม่..ไม่ถึงขั้นจะตัดลูกอัณฑะหรอก สมัยนี้เขาทำหมันผู้ชายง่ายจะตายไป ไม่เดือดร้อนอะไร ไม่กระทบกระเทือนต่ออวัยวะส่วนใหญ่ ที่เรียกว่าอาการ 32 ด้วย (พ่อท่านคุยกับผู้ฟัง) หา? ที่ไหน? อ๋อ! เขาตัดกันเอง ตัดให้เป็ดกินเลยอย่างนั้นหรือ? อ๋อ พวกนั้นก็แล้วไปเถอะ โดนคู่กรณีตัดให้เป็ดกิน แล้วไปลงข่าวหนังสือพิมพ์มี อาตมานึกไม่ถึง พวกตัดอวัยวะส่วนสำคัญพวกนี้ มดลูก รังไข่ อะไรพวกนี้ ก็เรียกว่าไม่ครบได้เหมือนกัน แต่ก็ปฏิบัติได้ ในนี้สงสัยถึงกับถามว่า ถ้าปฏิบัติธรรมเบื้องต้น โสดาฯ สกิทาฯ มีสิทธิ์บรรลุไหม? มีสิทธิ์ นั่นมีสิทธิ์บรรลุธรรมได้ นั่นมีสิทธิ์บรรลุธรรมขั้นต้น ๆ ขั้นอะไรต่ออะไร สั่งสมบารมีได้ เอ้า! หายข้อสงสัย หายข้อข้องใจ เพราะหลายคนก็ตัดไปแล้ว ทำอย่างไรได้ล่ะเนาะ รู้เห็นรูป - อย่างปรมัตถธรรม : เอ้า ทีนี้ต่อ เมื่อกี้พูดแล้ว ถึงข้างนอก เป็นสมมุติสัจจะ รูปที่เราเห็นข้างนอก เป็นวัตถุรูปข้างนอก จะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสข้างนอก มันก็เป็นสมมุติที่หยาบ ๆ ทางปรมัตถ์ เข้ามาถึงจิต แม้รูปที่คุณสัมผัสข้างนอก มันก็ต่อไปถึงปรมัตถ์ ต่อมาถึงจิต ฟังดี ๆ นะ มันไม่ได้ขาดหายนะ ท่านบอกว่า เห็นรูป แล้วก็มี จักษุวิญญาณ แล้วก็มีจักษุสัมผัส เมื่อจักษุสัมผัสแล้วก็เกิดเวทนา แล้วยังย้ำตอนท้ายด้วยว่า ที่เกิดขึ้น เพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ท่านย้ำว่า เวทนาเกิด เพราะมีสัมผัสเป็นปัจจัย : รู้เห็นจักษุสัมผัส โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ รู้เห็นแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละมิจฉาทิฐิได้ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นอนิจจัง มิจฉาทิฏฐินี่แค่อนิจจังเท่านั้นแหละ จึงละมิจฉาทิฏฐิได้ คุณสัมผัสข้างนอก สัมผัสรูป สัมผัสลาภ ยศ เงินทอง เพชรนิลจินดา อะไรก็ตาม เสร็จแล้วเราก็เกิดที่อารมณ์สุขหรือทุกข์ ถ้าอยากได้ มันไม่ใช่ของเรา มันยังไม่เป็นของเรา ก็อยากได้ แหม อยากได้เพชรเม็ดนี้ อยากได้เงินกองนี้ อยากได้รูปนี้มาให้แก่เรา อยากได้กลิ่นนี้ อยากได้เสียงนี้ อะไรก็แล้วแต่ มันอยากได้ แต่ยังไม่ได้ ทุกข์หรือสุข? (ผู้ฟังตอบกันว่า ทุกข์) ทุกขเวทนา คุณเห็นซ้อนลงไปอีก กรณีบุคคลผู้ไม่ครบ 32 เช่นคาบอด : ทีนี้ เห็นรูปนอก ก็เห็นแต่แค่เพชรนิลจินดา มันก็แค่ปรมัตถ์ เอ้ย! ขออภัย แค่สมมุติสัจจะ จริง เห็นจริง รู้จริง เพราะฉะนั้นคนตาบอดจะเดาไม่ได้หรอก เดาเห็นเม็ดเพชร เห็นได้อย่างไร คนตาบอด มันไม่รู้จริงหรอก มันไม่เข้าใจจริงหรอก มันมีแต่เดา เพราะฉะนั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ได้เอาการเดา เห็นด้วยการเดา คนตาบอดจะเป็นพระอรหันต์เดาได้อย่างไร แค่ทวารเดียว ก็ไม่ครบแล้ว ยิ่งหูก็หนวกอีก แถมตาก็บอดด้วย ก็เลิกเลย ทีนี้ มันไม่ครบ 32 อย่าง ญาณทัสสนวิเศษ รู้เห็นรูปอย่างปรมัตถธรรม : พอเห็นแล้ว แค่สมมุติ รูปที่ถูกรู้ ต้องตามรู้เข้ามาถึงญาณข้างใน ตอนนี้ตา ไม่ใช่ตาดวงนอกนี่แล้ว ตาทิพย์แล้ว ญาณทัสสนวิเศษแล้ว รู้สิ่งที่ถูกรู้นั้น รู้เป็นสุขเวทนา หรือทุกขเวทนา แล้วเกิดญาณที่เรียกว่า เป็นญาณที่ต่อเนื่องทางรูปนี่แหละ จักษุสัมผัส จักษุวิญญาณ วิญญาณมันเกิดรูปได้นะ วิญญาณเป็นรูปทางวิญญาณ เป็นรูปทางในข้างใน เกิดได้ หลับตายังเห็นอยู่เดี๋ยวนี้ หรือแม้แต่แค่เห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องหลับตา เห็นรูปนี่ เงินทอง รูปข้างนอกเป็นปัจจุบัน ในก็เป็นปัจจุบัน มีมุทุภูตธาตุที่แววไว และมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ : คุณมีมุทุภูตธาตุที่แววไว พิจารณาอย่างเร็ว พิจารณาเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ นั่นๆ น่ะ เงินใบสีม่วงกองเบรอะอยู่ตรงนี้เลยนะ เสร็จแล้ว ใจข้างในมันก็อยากได้ ไม่ใช่ของเรา แต่อยากได้มาเป็นของเรา มันก็ทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้ เห็นอาการนั้นว่าเป็นทุกขเวทนา อยากได้ เสร็จแล้ว ก็มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิจัยออกทีเดียวว่า โอ๋ ไอ้ที่มันอยากได้นี่ มันคือตัวตัณหา มันไม่ใช่ของเรา แต่ไปอยากได้เป็นของเรา พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า แม้แต่มันเป็นของเราจริง ๆ แล้ว เนื้อนี่ก็ไม่ใช่เรา หนังนี่ก็ไม่ใช่เรา เนื้อหนังนี่มันเป็นของเรา อยู่กับตัวเราแท้ ๆ เลย นี่เป็นสิทธิ 100% เลยนะนี่ ส่วนนี้ของอาตมาอยู่นี่ ท่านยังไม่ให้พิจารณาว่านี่เห็นว่าเป็นเเรา เป็นของเรา แล้วธนบัตรเป็นเรา เป็นของเราได้อย่างไร มันไกลตัว นอกตัว ไกลจะตายไป แม้มันจะเป็นของเราโดยสิทธิ ธนบัตรเหมือนกับเนื้อหนังนี่ เป็นสิทธิของเรา ต่อให้ธนบัตรนั้น เพชรนิลจินดานั้น มันเป็นของเราโดยสิทธิ เป็นของเราแล้วก็ตาม ก็ให้พิจารณาให้เห็นเห็นว่ามันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ของเราหรอก อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะอยู่กับเราไม่พรากจากกันเป็นนิรันดร หรือมันจะต้องมันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ของเราหรอก อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่ามันจะอยู่กับเรา จะไม่พรากจากกันนิรันดร หรือว่ามันจะต้องสมอกสมใจ โดยใด ๆ ก็แล้วแต่ นั่นก็พิจารณาโดยความเป็นวัตถุนอกเข้ามาหาใน สุข-ทุกข์ ตัวชัดเจนที่สุดนี่ เราเรียนการพ้นทุกข์ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นสุข หรือมันจะเป็นทุกข์ตรงนี้แหละ กิเลสเหตุที่เรียกเรียกว่าเราเราอยากได้ ถ้าเราอยากได้ พระพุทธเจ้าก็สอนนะ ให้มีการงาน ให้ทำสัมมาอาชีพ มีการงาน ถ้าอยากได้ ก็ไปไปแลกเปลี่ยนเอามา จะเอามาทำอะไร? เอามาทำความสำคัญอะไร? เห็นความสำคัญนั้นไม่เป็นความสำคัญ จึงละวางได้ : จะเอาเพชรมาใส่แกงหัวปลีวันนี้ มัน จะได้เค็ม ๆ หน่อย อยากจะเอาเพชรมาทำอะไร บอกแล้วว่าเพชรยังสู้เกลือไม่ได้เลย มันมันไม่สำคัญอะไร คุณก็พิจารณาไปตามความเฉลียวฉลาดของคุณนะ ใครเฉลียวฉลาดมากก็วางได้เร็ว ไม่เฉลียวไม่ฉลาดก็วางได้ช้า ไปติดขี้หมูราขี้หมาแห้ง ที่เขาหลอกอยู่ตะพึดเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นใครที่มองเห็น ละวางได้มากเท่าไหร่ ๆ แล้วไม่มาเห็นความสำคัญนั้นันไม่เป็นความสำคัญ เห็นว่ามันไม่สำคัญ ยิ่งไม่สำคัญชัด ๆ มากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งเห็นชัดง่าย คนมีความฉลาดมาก ละลดไปได้ กิเลสอยากลดลง ๆ ไม่อยากได้ หรือแม้ได้ ..เป็น…มีแล้ว ก็ไม่ยึด “ไม่อยากได้และไม่ยึด” นี่ฟังดี ๆ ภาษามันซ้อนลงลงไปลึกขึ้น ก็เคยพูดทั้งนั้น เคยอธิบายทั้งนั้น อยากก็ไม่อยาก แม้ได้แล้วก็ไม่ยึด ไม่ยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา อาการของจิตนี่ มันจะไม่ทุกข์และก็จะไม่สุข จะเป็น อทุกขมสุข ไม่ทุกข์ไม่สุข หรือเป็นอุเบกขา ตอนนี้ฟังดี ๆ นะนะ คือขยายความอะไรต่ออะไร หลายตอน หลายครั้ง หลายครา อาตมาขยายมามากแล้ว ท่านเน้น “ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย” : เพราะฉะนั้นมันจะลดลงมาหาอุเบกเขา หรือ อทุกขมสุข เมื่อไม่ทุกข์ไม่สุข ก็ยังไม่จบนะ เห็นความไม่ทุกข์ไม่สุขนี่ เพราะที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัส (ทวารสัมผัส 6) จักษุสัมผัสก็คือญาณทางทวารตา ญาณทางทวารหูก็โสตสัมผัส ญาณทางทวารจมูกก็ฆานสัมผัส ญาณทางลิ้นก็ชิวหาสัมผัส ญาณทางกายก็กายสัมผัส ญาณทางใจก็มโนสัมผัส มีสัมผัส เพราะจักษุสัมผัส หรือเพราะทุกข์จากทวาร 6 จักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส และมโนสัมผัส (สัมผัสเหล่านี้) เป็นปัจจัย เป็นองค์ประกอบ เป็นปัจจัย ต้องมีอันนี้เป็นองค์ประกอบ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ตอนนี้แหละ จะจริง-ไม่จริงอยู่ตรงนี้ เขาอธิบายอนิจจลักษณ์ หรืออธิบายไตรลักษณ์ โดยอนิจจา อนิจจัง อนิจจลักษณะ ลักษณะของอนิจจังคือมันเป็นความไม่เที่ยง แล้วก็ไปคิดเอา ว่า ไอ้นี่ก็ไม่เที่ยงหนอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive