560815_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู ณ ที่สวนลุมฯ เรื่อง อธิปไตย ๘ ขั้น .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560815 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อครู ณ ที่สวนลุมฯ เรื่อง อธิปไตย 8 ขั้น
รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2556 ที่ สวนลุมฯ พ่อครูว่า… ทำมานาน ก็อธิบายตั้งแต่สงครามหยาบ รบราฆ่าฟันกันเลย แต่ อาตมา ไม่ได้ไปรบแต่จำสิ่งที่ได้รู้มา และชี้ให้เห็นจริง น้อมนำมาสู่สงครามในชีวิตที่เป็นสงครามแย่งชิงลาภยศสรรเสริญสุข แล้วเข้ามาสู่สงครามในตัวเอง ที่พระพุทธเจ้าท่านให้สู้กับสัตว์ตัวร้าย พระพุทธเจ้าแบ่งเป็นสัตตาวาส 9 คนไม่ศึกษาจะไม่รู้หรอกว่ามีอยู่ในตัวเรา เรียกอีกภาษาธรรมะว่า “สัตว์โอปปาติกะ” เริ่มแต่สัตว์อบาย ที่ต่ำสุดชั่วสุด อยู่ในคนนี่แหละเป็นสัตว์เดรัจฉาน จริงๆ ไ ม่ใช่ สมมติ เรี ยกด้วยภาษาว่าสัตว์สมมติสัจจะ แต่มันคือสัตว์ที่แท้จริงในตัวเรา เราต้องศึกษาและกำจัดสัตว์ในจิตวิญญาณ ถ้ากำจัดได้ก็เป็นอาริยบุคคล เป็นมนุษย์อาริยกะ ไม่ใช่มนุษย์มิลักขะ นี่คือสัจจะ ผู้ใดสามารถกำจัดสัตว์ออกจากใจเราได้ก็เข้าถึงปรมัตถสัจจะ ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ ขอให้เรียนอย่า งสัมมาทิฏฐิ เป็น อกาลิโก ไม่จำกัดยุคสมัย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ฺ ท้าทายให้พิสูจน์ได้ อาตมา ท้าทาย...ใ ครจะมาพิสูจน์ ใครจะมาเป็นอรหันต์ …. ช่วงนี้ในสังคมไทยที่เป็นจุดเล็กๆ ในโลกนี้ ย ิ่ งสวนลุมพินียิ่งเป็นจุดเล็กๆ ที่เราทำเป็นปรากฏการณ์ ที่ มนุษย์ตาดีจึงจะรู้ มนุษย์ตาไม่ดีไม่รู้หรอก เราจะอาศัยเวทีนี่ประกาศธรรมะพระพุทธเจ้าไปเรื่อย เราจ ะมีทั้ งกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม และทำให้เป็นประจำเรียกว่า อาชีพ ให้เกิดชีพ,ชี วะ,ชีวิต ธรรมะพระพุทธเจ้าปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออก เรียกอานาปานสติ คือมีสติเมื่อยังไม่ตายก็มีลมหายใจเข้าออก ตราบที่เรามีลมหายใจ ตราบนั้นเรายังไม
อ่านต่อ
่ตาย เมื่ออานาปานก็มีสติรู้ตัวทั่วพร้อมก็มีสติปัฏฐาน อานาปานสติไม่แยกจากมหาสติปัฏฐาน ใ น อานาฯ ก็มีมหาสติฯ ในมหาสติฯ ก็มีอ านาฯ แต่คนเอาแต่ภพข้างในทิ้งข้างนอกหมด นั่งหลับตาไม่รับรู้ข้างนอกเลย แต่ถ้าเรารู้ทำอย่างรู้ๆ ก็สามารถนั่งหลับตาให้เป็นประโยชน์ได้ 3 อย่าง ที่จริงมี 4 อย่างแต่อย่างที่ 4 คือ ปฏิหาริย์แบบอิทธิปาฏิหาริย์พระพุทธเจ้าท่านเบื่อหน่ายระอาเกลียดชัง แต่ท่านสรรเสริญ อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ คือคำสอนที่ให้คนบรรลุธรรมได้ เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์...ไม่ผิดศีล เป็นต้น กายก็ไม่ผิดไม่ฆ่า วาจาก็ไม่สั่งฆ่า ไม่พูดฆ่า และที่สำคัญคือใจต้องไม่ฆ่าด้วย จิตมีเมตตาได้ นี่คือปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ประเสริฐกว่าอิทธิปาฏิหาริย์ ยุคนี้เป็นยุคที่คำสอนพระพุทธเจ้ายากและเพี้ยนไปมาก ไม่เหลือเชื้อพุทธเลย ในส่วนใหญ่ของกระแสหลักเลย อาตมา นำมาทำนี่ก็เกือบจะไม่เหลือเชื้อเลย และมีคนก็หาว่าอวดเก่ง ไม่ได้เรียนจากสำนักไหน แต่เรามาจากไหน? อาตมา ก็เคยเปิดเผยว่า เอามาจากที่ได้ศึกษามาแต่ละชาติๆ ส่วนคนที ่ ไม่เชื่อชาติหน้าชาตินี้ เขาฟังก็หัวร่อหยามหยัน ว่าไม่มีข้อพิสูจนฺ์ แต่มันพิสูจน์ได้ตรงที่ว่า ความเป็นจริงที่เราให้นำมาทำนี่ทำได้ไหม เช่น ลดกิเลส โลภ โกรธ หลง ตามลำดับ ทำได้ไหม มีวิธีปฏิบัติทั้งสมถะและวิปัสสนาวิธี ทำได้ไหม ก็ทำได้ เป็นบุคคล ก็เกิดปรากฏเป็นพฤติภาพในสังคมตั้งแต่ 1 คน ถึง 100 ถึง 1000 คน ก็มีพฤติภาพเป็นองค์รวมเช่น อโศกนี่ (ไม่ได้คุยอวดโอ่นะ) ไม่ได้มีจิตอวดอ้างแต่เปิดเผยความจริง ยินดีให้มาพิสูจน์ได้ ว่าจริงหรือเท็จ เมื่อเราสามารถทำได้เราจึงสามารถสร้างสรรเสียสละได้ คนเราเมื่อลดโลภ ลดเห็นแก่ตัว เอาเปรียบน้อย ก็สร้างสรรมาก แจกจ่ายเจือจาน เราทำอย่างไม่ เสแสร้ง คนที่รู้ว่าเสแสร้งอยู่ก็ให้ทำไป แต่ให้ศึกษาอย่างมีปัญญาญาณว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มันไม่มีตัวตนหรอกกิเลสพวกนี้ เป็นแค่อาคันตะกะมาแฝงอยู่ เราสามารถทำให้มันออกจากตัวเรา สามารถทำได้จริง พิสูจน์ได้ เมื่อทำได้ผลก็เกิด และมาสู่คนอื่นต่อ เราทำได้ของเราเราก็อาศัยพึ่งตนรอด อัตตาหิ อัตตโนนาโถ อาศัยเพียรสร้างสรรสุจริต และลดความเสพความสะสม ก็มีแรงให้แก่ตัวน้อยลง ส ิ่ งที่เป็นกิเลสเฟ้อก็น้อยลง แต่พลังงานความขยันไม่ลด ทรัพย์ของคนที่จริงคือ ความขยันและสมรรถภาพ เป็น ทรั พย์ ที่กิ นใช้ไม่ หมด เราก็จะสร้างสรรทำ เราก็มีเหลือเผื่อแผ่คนอื่น ย ิ่ งเราเกิดกลุ่มหมู่พึ่งพากัน คนแต่ละคนเหลือก็เอามาร่วมกัน มากินใช้ส่วนกลาง และมีเหลือแจกจ่ายแก่คนอื่น โดยไม่ไปรีดไถคนอื่น แต่ชักเลือดเน ื้ อของเราทำนี่แหละ โอกาสนี้ก็จะทำส ิ่ งหนึ่งไม่ได้ทำเพื่ออวดอ้าง แต่ทำเพื่อพิสูจน์สัจจธรรมพระพุทธเจ้าและทำเพื่อให้รู้ว่าไม่มีอะไรซ่อนแฝง ไม่มี h idden agenta เป็นของบริสุทธิ์ในยุคที่เดือดร้อนต้องการการช่วยเหลือเจือจาน คนที่ทุจริตก็หยาบกร้านมาก เราบอกว่าอย่าทำเลยไม่ดีเขาก็ไม่ฟัง ไม่เป็นไรบาปใครบุญมัน แต่เราจะทำส ิ่ง ดี เราก็เลยคิดกันว่าจะจัดตลาดอาริยะวันที่ 12 ส ิงหาคม เราก็ถือเป็นเรื่องแก้ขัด เพราะคนมีภาวะทุกข์ถม บีบคั้น เราเลยคิดว่าจะจัดตลาดอาริยะเดือนละสองครั้ง เอาวันอาทิตย์ต้นเดือนกับกลางเดือน ก็พยายามคุยกันดูว่าจะทำได้ไหม ขออภัยที่ต้องบอกว่า เราไม่รับเงินบริจาคจากภายนอกนะ ไม่ใช่ว่าเรารังเกียจ เราไม่รับเงินคนข้างนอกมาทำตลาดอาริยะ มีงบทำโดยเฉพาะ ส่วนงานชุมนุมนี้ นั้นรับบริจาคสำหรับส่วนกลางมีอยู่ มีการรายงานค่าใช้จ่ายอยู่ เป็นเรื่องของการชุมนุม แต่เรื่องตลาดอาริยะจะใช้เงินของอโศกเรา ใครจะมาทำด้วยก็ต้องมาเป็นสมาชิกอโศกจึงจะได้ เราจะเร ิ่ มต้นในวันที่ 1 ก ัน ย ายน 56 เป็นครั้งที่ 2 และก็ครึ่งเดือนต่อไปเป็นครั้งที่ 3 ไม่ได้มาทำอวดอ้าง แต่ทำเพื่อฝึกหัดตนเอง ได้พิสูจน์สัจธรรมพระพุทธเจ้าและได้ผลพลอยได้ได้ช่วยเหลือคนอื่น ต่อไปเข้าสู่ภาคบรรยายเรื่อง การเมือง เมื่อวาน อาตมา ได้บรรยายเรื่อง ประชาธิปไตย 8 ลำดับขั้น และก็มี ศ.ดร.ปราโมท นาครทรรพ ได้สรุปเพ ิ่ มเติมมาให้อีก กราบนมัสการและขอประทานโทษ เพิ่งกลับมาถึงบ้านเมื่อสักครู่ เชื่อมั่นว่า พ่อครู นำไปสอดใส่และปรับเปลี่ยนได้ตามสบาย เพราะ พ่อครู ท่านได้เรียบเรียงไว้เข้ากับ landscape การเมืองไทย เรื่องประชาธิปไตยนี้อธิบายตามหลักและวิถีพุทธที่แท้จริงได้ทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องระบบหรือระบอบการปกครองและกฎหมาย อันหลังนี้ถึงแม้จะคล้ายศีลและวินัย แต่มนุษย์ก็หลากหลายและตัณหาทำให้กดขี่ข่มเหงกันเองและทำลายผู้อื่นไม่มีที่สิ้นสุด จึงควบคุมด้วยศีลห้าศีลแปดไม่พอ ความจริงศีลห้าศีลแปดในตัวนั้นพอ ถ้าคนถือได้จริงๆ ทั้งหมดก็แทบจะไม่ต้องมีกฎหมายหรือการปกครอง อำนาจในระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 8 ลำดับขั้น อำนาจลำดับที่ 1 คือ อำนาจของประชาชน ออกมาประท้วงยืนยันคะแนนเสียง 1 คน 1 เสียง อำนาจลำดับที่ 2 คือ พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ตาม s upreme law (อำนาจลำดับที่ 1 ร่วมกับอำนาจลำดับที่ 2 เป็น ราชประชาสมาสัย) อันนี้สำคัญเพราะมีนิติราชประเพณีแต่โบราณ และขนบธรรมเนียมประเพณีของราษฎร ที่กลมกลืนกัน บังเอิญขณะราษฎร์ขัดกับพระมหากษัตริย์ ไม่เป็นราชประชาสมาสัย จึงดำเนินการเป็นประชาธิปไตยไม่สำเร็จ อำนาจลำดับที่ 3 คือ พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจนั้นผ่าน 3 สถาบันคือ สถาบัน นิติบัญญัติ (รัฐสภา) บริหาร(ครม.) และตุลาการ(ศาล) อันนี้เป็นลัทธิตะวันตก ซึ่งถือว่าอำนาจแต่ละอำนาจต้องแยกกันและถ่วงกัน ของไทยปนเปกันหมด สักแต่อ้างกษัตริย์ แต่อำนาจกษัตริย์ตามทฤษฎีและประเพณีประชาธิปไตยตะวันตก รัฐบาลและกฎหมายกับลิดรอนอำนาจกษัตริย์ไปเสียอย่างชิ้นเชิง อำนาจลำดับที่ 4 คือ ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามกฎหมาย ในประเทศประชาธิปไตยส่วนใหญ่ไม่บังคับ แต่ส่วนน้อยก็มีบังคับให้ไปเลือกตั้ง
อำนาจลำดับที่ 5 คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) ในประเทศประชาธิปไตยต้องไม่บังคับสังกัดพรรค อำนาจลำดับที่ 6 คือ นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเลือกจาก สส. ในประเทศประชาธิปไตยไม่มีประเทศใดกำหนด ส่วนใหญ่ก็อนุโลมกัน โดยเฉพาะประชาธิปไตยที่มีระบบพรรคเข้มแข็ง ถึงกระนั้นกษัตริย์อังกฤษคือราชินีอลิซาเบธ ก็เลือกคนนอก คือเซอร์ดักกลาส ฮูมมาเป็นนายกฯ เมื่อปี 1965 อำนาจลำดับที่ 7 คือ คณะรัฐมนตรี ที่นายกฯ เป็นผู้เลือกมาทำงาน ในประเทศประชาธิปไตย พรรคกำหนดตัวมาให้นายกเลือกตั้งแต่ยังไม่เลือกตั้ง คือผู้นำนโยบายสำคัญต่างๆ ที่แข่งขันกันขึ้นมาในพรรค ไม่ต้องเอาว่าคนนั้นคนนี้ เพราะส่วนใหญ่เป็นไปตามสูตร ข้อยกเว้นมีแต่มี น้ อย อำนาจลำดับที่ 8 คือ ข้าราชการ ที่ต้องเป็นกลไกที่เป็นกลาง และมีความสามารถในการนำนโยบายการเมืองมารับใช้ราษฎร มิใช่หากินกับราษฎรและเอาราษฎรไปรับใช้หรือเป็นเบี้ยล่างการเมือง อธิบายอย่างนี้ดีครับ ไม่ขัดกับกรอบหลัก และเรียงลำดับตามสัมผัสหรือประสบการณ์การเมืองไทย ซึ่งมีการคดเคี้ยวบูดเบี้ยวในแต่ละข้อ ละตอน หรือละองค์ประกอบทำให้ได้แต่สัญลักษณ์ ไม่ได้ตัวประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือได้แบบแข็งบ้าง อ่อนบ้าง หรือบางทีก็เข้ารกเข้าพงไปเป็นอนาธิปไตยหรือเผด็จการสุดโต่งไปเลยก็มี ผมว่าจะแยกเป็นแปดขั้นหรือข้อหรือลำดับอย่างนี้ก็ดีดังที่กล่าวมาแล้ว เพราะคนไทยมองเห็นภาพพจน์ เข้าใจง่าย แต่ควรอธิบายเสียด้วยว่านี่ไม่ใช่กฎตายตัว แต่คนไทยส่วนใหญ่รวมทั้งนักวิชาการ มักจะไม่เข้าใจว่า ประชาธิปไตยมีไตรลักษณะ ขาดอันหนึ่งอันใดความเป็นประชาธิปไตยก็น้อยลง ไตรลักษณะนี้ประกอบด้วย
1. วิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตย ใช้วิถีพุทธอธิบายได้เกือบ 100 % ( พ่อครู ว่าไม่ใช่เกือบ 100 แต่เป็น 100 % เลย) 2. ความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่เป็นประชาธิปไตย ใช้หลักพุทธอธิบายได้ เกือบ 100 % ( อาตมา ว่าได้ 100 % เลยและการอยู่อย่างพวกเราจะมีเรื่อง 1 . ศีลสามัญตา 2 . ทิฏฐิสามัญตา ให้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าให้ได้ 100 % ไม่ต้องเกินของท่านเลย) 3. ระบบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย ในภาคปฏิบัติระบบหรือลักษณะ ที่ 3 นี้จะต้องไม่ขัดและเอื้ออำนวยให้ข้อ 1 และ 2 มีข้อ 1 และ 2 แล้ว ข้อ 3 ไม่มีก็ยังไม่เป็นไร มีข้อ 3 ที่กด ขัดและทำลายข้อ 1 และข้อ 2 อย่างนั้นถึงจะมีเลือกตั้งกี่หน มีรัฐธรรมนูญกี่ฉบับก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ผมขอเพิ่มเติมเล็กน้อยว่าวิถีพุทธและลักษณะสังคมไทยแต่โบราณมี ราชประชาสมาสัยอยู่แล้วและเป็นประชาธิปไตยมากอยู่แล้ว แต่การแย่งชิงอำนาจการเมืองทั้งภายในประเทศ ในค่ายของการเมืองโลก และระหว่างลัทธิต่างๆ ได้เข้ามาทำลายต้นทุนประชาธิปไตยเดิมซึ่งใกล้เคียงธรรมาธิปไตย โดยมุ่งสร้างและมุ่งเน้นแต่อำนาจรัฐ และการต่อสู้กันเพื่ออำนาจรัฐ โดยอาวุธและเงินมีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ วิถีชีวิตประชาธิปไตยและอุดมการณ ์ หรือความเชื่อประชาธิปไตยก็หดหหายแและถูกบั่นทอนไปเรื่อยๆ ขณะนี้ก็สิ้นคิดสิ้นหวังกันเกือบจะหมดแล้ว ต้องหยุดคิดและถือปัจจัยปัจจุบันเป็นหลัก ต้องกลับไปหาราชประชาสมาสัยและตั้งต้นกันใหม่ คือการฟื้นฟูคงวามเป็นพุทธและความเป็นคนไทย นำสิ่งนั้นมาเป็นฐานวางผังประชาธิปไตยใหม่ ให้มีหลักหรือแก่นเข้ากับสากลได้ แต่แถมความเป ็ นพุทธกับเป็นไทย รวมทั้งทศพิธราชธรรมและปราชญ์กษัตริย์ ซึ่งของเราเคยมีและเหนือตะวันตก
พ่อครู ว่าต่อ.... ประชาธิปไตยที่ย ิ่ งใหญ่แท้จริงคือ ผู้ลดได้ทั้งโลกาธิปไตย (คือโลกมาครอบงำเรา) และอัตตาธิปไตย (คือเราจะไปครอบงำโลก) ได้หมดนั่นแหละ คือธรรมาธิปไตยเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
_ มี sms มาว่าสันติอโศกจะปกครองประเทศไทยหรือเปล่า มหาเถรสมาคมจัดการด่วน ใส่จีวรก็ไม่เป็นสีเหลือง?... อาตมา ตอบ ว่า … ปกครองโดยไม่ปกครอง....คือไม่ขอปกครองใครแต่ให้เขาปกครองตนเองให้รอดแล้วช่วยคนอื่นต่อ เถรสมาคมมีผู้มีปัญญา มีพลัง 4 เป็นปัญญาที่รู้จักโลกรู้จักธรรม ผู้มีปัญญาจะรู้ว่า อาตมา ทำส ิ่ งที่เป็นธรรมวาทีหรืออธรรมวาที อาตมา ไม่มีปัญหาเลยนะ นี่คือสัจจะ อาตมา โดนมาแล้ว อาตมา ก็ยอม ไม่มีปัญหา แพ้ก็แพ้ชะตาทรามดวงใจทรงความมั่นคง ส่วนผ้าห่มก็ไม่ใช้สีเหลืองด้วย ก็ถูกไม่ได้ใช้สีเหลือง เพราะสีเหลืองเป็นสีที่พระพุทธเจ้าต้องห้ามใช้ ไปตรวจในพระไตรปิฎก ล. 15 ข. 169 ห้ามไว้มี สีแสด คราม เหลือง แดง บานเย็น ชมพู ดำ เราก็ไม่ใช้สีที่พระพุทธเจ้าห้าม ส่วนท่านเหลืองอย่างพราวตา ไปเดินเหยียบดอกไม้นี่แหละสีเหลืองอย่างแท้เลย เราไม่ใช่คณะนั้นแน่เลย ไม่ได้โกรธเคืองชิงชังแต่เอาสัจจะมาตอบ นี่คือรางวัลคือสิ่งประเสริฐที่ อ าจารย์ ปราโมท ได้รับรองเสนอแนะมาก็ขอขอบคุณอย่างยิ่ง อาตมา ก็จะขออธิบายซ้ำว่า... อธิปไตย 8 ระดับ มีอย่างไร อำนาจในระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 8 ลำดับขั้น อำนาจลำดับที่ 1 คือ อำนาจของประชาชน ออกมาประท้วงยืนยันคะแนนเสียง 1 คน 1 เสียงเด็กเกิดมาก็ถือว่ามีหนึ่งเสียง อุแว้ออกมาพ่อแม่อุ้มมาเลยก็นับหนึ่งเสียงเลย เรามาแสดงอำนาจประชาธิปไตยอย่างสงบ ตามนิติรัฐนิติธรรม เราไม่ละเมิดเราแสดงอย่างตามสิทธิ์ มีหลักฐานความจริงก็ออกมาแสดงได้ ใครเข้าใจแล้วก็ออกมาสิ เราต้องการให้คนนี้เลิกทำหรือออกจากตำแหน่งก็ออกมา ถ้าคนเห็นด้วยออกมากันมากเลย ถ้าออกมาสักล้านเสียงเป็นขวัญตาสักหน่อยไม่ตะกละเอา 15 ล้านเสียงหรอกเราแค่ 1 ล้านคนจะมีพลังนิวเคลียร์ทางจิตวิญญาณ ไม่ต้องมาทำอะไรมาสงบแล้วแสดงความเห็นนะ เช่น ไม่ต้องการให้กู้เงิน 2 ล้านๆ ก็ออกมากันเลย แล้วอยากจะดูว่า คุณนางสาวนายกปูจะว่าอย่างไร เมืองไทยเรายังไม่มีปรากฎการณ์ที่ออกมาอย่าง สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธ ิ์ คมลึก แม่นประเด็น เราใช้สูตรดูไป คือ Go on and See out อำนาจลำดับที่ 2 คือ พระมหากษัตริย์ ผู้เป็นรัฐาธิปัตย์ตาม s upreme law คือเป็นกฎหมายที่เหนือกว่า กฎหมายกำมะลอ(คำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า common law) (อำนาจลำดับที่ 1 ร่วมกับอำนาจลำดับที่ 2 เป็น ราชประชาสมาสัย) อำนาจลำดับที่ 3 คือ พระมหากษัตริย์ใช้อำนาจนั้นผ่าน 3 สถาบัน คือ สถาบันนิติบัญญัติ (รัฐสภา) บริหาร(ครม.) และตุลาการ(ศาล) ทุกวันนี ้ สภาก็เละเทะ บริหารก็เละเทะ มีแต่ศาลก็กำลังถูกเลื่อยขา ถ้าไทยเราไม่มีอำนาจศาลที่ดีประเทศก็เละยิ่งกว่าคนท้องเสียอีก อำนาจลำดับที่ 4 คือ ประชาชนไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามกฎหมาย จะเลือกใครต้องเลือกให้ดีด้วยปัญญาของตน เพราะเขาไปทำงานมีผลกระทบต่อชาติ แม้ อบต. อบจ. ก็ต้องเลือกให้ดี อำนาจลำดับที่ 5 คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (สส.) เป็นแค่ตัวแทนไม่ใช่เจ้าของอำนาจ รู้จักเจ้าของอำนาจซะบ้าง อำนาจลำดับที่ 6 คือ นายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเลือกจาก สส.
อำนาจลำดับที่ 7 คือ คณะรัฐมนตรี ที่นายกฯ เป็นผู้เลือกมาทำงาน ที่จริงเขาให้ไปดูแลข้าราชการอีกที แต่ไปเบ่งขี้แตก ข้าราชการเลยต้องทำงานรองรับรมต. ดังนั้น ครม. จึงต้องรู้ขอบเขตที่ตนต้องไปทำงานกับประชาชน หรือข้าราชการจะไปทำงานกับ ปปช. ต้องมีสัจธรรมต้องทำงานแคร์ประชาชนบ้าง อำนาจลำดับที่ 8 คือ ข้าราชการ จริงๆ แล้วประเทศไทยนี่อธิบายคำว่า ราชการ เป็นการทำงานรับใช้พระราชาทำงานรับใช้ประชาชนแทนพระองค์ แต่ไม่ได้รับใช้ กลับกลายมาเป็นนายประชาชน นี่มันกบฎกลับกันเลย แต่ไม่ได้พูดอย่างโกรธเคืองชิงชังนะ เป็นการบอกสัจธรรม ไม่ได้ลงโทษย่ำยี แต่ถือเป็นการอธิบาย ความจริง แบบ ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ ข้าราชการคือ คนที่ทำงานรับใช้ประชาชนอยู่ตลอดเป็นพื้นฐานเลย ประชาชนที่จะมีอำนาจในตน จะต้องไม่ตกภายใต้อำนาจโลภโกรธหลง ถ้ามีมาก เราก็ตกภายใต้โลกธรรม อยากได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยากได้อะไรมาบำเรออัตตาเราคือใจอยากได้อะไรก็เอามาให้สมใจแล้วนึกว่าสุข ใครจะเปลืองจะผลาญอย่างไร ลำบากอย่างไรก็ไม่สนใจ คนนี้เห็นแก่ตัว สุขนั้นอัลลิกะคือ หลอกเราให้มาบำเรอทวาร 6 คือ รูป รส กลิ่นเสียงสัมผัส และอัตตา คือ นอกเหนือจากทวาร 5 แล้ว เป็นรูปธรรมหรือนามธรรมที่ปั้นมาให้บำเรอตนในจิต ก็เป็นสิ่งไม่จริง เป็นอัลลิกะทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักรสอร่อยทางกาม ให้รู้ว่าเป็นรสปรุงแต่งพอเสพสัมผัสหมดสัมผัสแล้วก็ไม่มีความจริง รสสุขหายแล้วแต่เราก็จดจำเอาไว้ในสัญญา คนหลงติดสัญญาเป็นเรา เราเป็นสัญญา ไม่หมดอุปาทานในสัญญา คือ สัญญูปาทานักขันโธ ยังไม่หมดความติดยึดว่าเราเป็นสัญญา สัญญาเป็นเรา เสพติดในสัญญานั้น ธรรมะพระพุทธเจ้านี้เดาไม่ได้ เพราะละเอียดลึกซึ้งเกินไปที่จะเดา 1 . คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2 . ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) 3 . ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4 . สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) 5 . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34 ) เราต้องมาศึกษาให้พึ่งตนได้ พอหมดประโยชน์ตนก็เหลือแต่ทำประโยชน์ต่อผู้อื่นโดยอัตโนมัติเลย ให้ศึกษาให้ถึงปรมัตถ์ ขอรับรองว่าธรรมะพระพุทธเจ้ายังอยู่ ยังพิสูจน์ได้แม้ยุคนี้ ตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ นี่คือคำตรัสพระพุทธเจ้า เราช่วยตนพ้นแล้วก็ช่วยผู้อื่นต่อไป ยกตัวอย่างชาวอโศก ธรรมะพระพุทธเจ้าผู้ปฏิบัติบรรลุแล้วก็จะไปช่วยคน ไม่ใช่ว่าบรรลุธรรมแล้วไปอยู่ป่าเขาถ้ำ ธรรมะพระพุทธเจ้ามีหลักว่า เป็นไปเพื่อ โลกุตระ คือ จิตบรรลุธรรม อยู่เหนือโลกียวิสัยแห่งธรรมชาติกิเลส ทั้งกิเลสฝ่ายดึงดูดและฝ่ายผลักไส โลกวิทู รู้จักความเป็นไปของสังคม รู้จักสาระ-อสาระ รู้ความเกี่ยวข้องเป็นเหตุแห่งทุกข์ ที่ตนเคยตกเป็นทาสจนรู้ดีขึ้น เพราะปฏิบัติได้พ้นความเป็นทาสเหล่านั้น โลกานุกัมปา คือ เอ็นดูต่อสัตว์โลก มีประโยชน์ช่วยเกื้อกูลต่อมนุษยชาติ มีความกรุณาช่วยให้เขาพ้นทุกข์ในระดับทุกขอาริยสัจ … ตามจริง คนที่จริงใจตามภูมิก็มี แต่คนหลอกลวงก็มาก ต้องพิสูจน์ดู อาต มา ทำงานตามเหตุปัจจัย อาตมา ไม่ตั้ งเจตนาอยากทำอะไร ไม่พยายามตั้งเจตนาทำอะไรโดยเฉพาะทำกับสังคมหรือกับผู้อื่น จนกว่าผู้อื่นจะเรียกร้องหรือมีสัญญาเชื้อเชิญหรือบังคับให้ทำ อาตม า จึงจะไปทำ ก็กล่าวมาเสมอว่า อาตมา เป็นมนุษย์ no planning no project ทำตามเหตุปัจจัย โดยไม่ตั้งเจตนาจะทำแต่มันมีเหลือให้ทำอย่างเหลือเฟือ ไ ม่จำเป็นที่จะต้องตั้งเจตนา ทุกวันนี้ก็ทำจนเมื่อย เราทำอย่างไม่เอางินเอาทอง ทำอย่าง บริสุทธิ์ใจ เลย ไม่เคยกลัวตกงาน ทำอย่างเต็มไม้เต็มมือไปเรื่อยๆ งานนี้ได้ตั้งสูตรไว้ว่า เป็นงาน “ดูไป” ใช้ภาษาอังกฤษว่า Go on and see out ไปให้ทะลุซอยเลย ไม่ใช่ดูเล่น แต่ดูพิจารณาให้มีอัตราการก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือธรรมะก็ตาม อาตมา จะพาทำสงครามกับสังคม...เสียงปรบมือ... แล้วรู้หรือเปล่าว่าจะพาทำสงครามแบบไหน อาตมา จะพาทำ ธรรมาธรรมะสงคราม ใครได้อ่านภารตะยุทธอย่าง เขายิงศรมาเราก็ยิงศรดอกไม้ไป เราไม่ทำร้ายใคร เราไม่ตอบโต้ ใครขวางหินมาเราเอาไปถมบ่อน้ำเน่า ใครขว้างขี้มาเราก็ เอามาทำปุ๋ย เราพยายามทำ สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์คมลึกแม่นประเด็น เรามาที่นี่ไม่ได้ทำร้ายใคร เรามาของใช้ที่สาธารณะบ้าง เราทำเหนื่อยนะ แต ่ เราผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำ จริงไม่จริงก็มาตรวจสอบ แม้การเมืองจะรุนแรงเราก็จะมาช่วยบรรเทาความรุนแรง เชื่อว่าประเทศไทยเเป็นพระสยามฯ และขอบอกความลับว่าท่านเป็นลูกพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตั้งประเทศไทยเป็นศาสนาพุทธแต่กำเนิด ปัจจุบันก็มีคนนับถือพุทธถึง 95 % แต่ก่อนน่ะ 100 เปอร์เซ็นต์เลย พุทธเพียวๆ เลยนะ เพราะฉะนั้นพระสยามเทวาธิราชจะเป็นใครก็เป็นพุทธะแท้ๆ ก็เชื่อว่าพระสยามเทวาธิราชจะเข้าข้างเราอยู่ ศาสนาคริสต์สอนว่า พระเ จ้ าจะช่วยคนที่ช่วยตนเองก่อน “ถูกต้องแล้วครับ” ทุกคนต้องช่วยตนเองก่อน แล้วพระเจ้าจะช่วย ศาสนาพุทธนั้นสอนให้พึ่งตนนอกจากตนจะพึ่งใครได้ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ โกหินาโถ ปโรสิยา เรามาช่วยตนลดกิเลสสิ่งเกาะเกี่ยวยึดติด เริ่มตั้งแต่ศีลข้อ 1 ติดเนื้อสัตว์มาลองเลิกดูจะรู้ว่ากิเลสเป็นอย่างไร ทำสมถะวิปัสสนาวิธีหรือลด กามคุณ 5 ต้องตั้งตบะ กรรมฐาน แล้วอ่านรู้ กาย วาจาใจที่จะมีปฏิสัมพัทธ์ ที่มี relation แล้วเราจะอ่าน ความต่อเนื่อง continuum เห็นความเชื่อมต่อเชื่อมโยงต่อไปเป็นสันตติเป็นปัจจุบันธรรม จะอ่านได้ อ่านสิ่งที่เชื่อมแต่แล้วมันมีความเกิดหรือดับในจิต จะอ่านออกเป็นลักขณรูป ในปรมัตถ์นี้ ในรูป 28 มีหัวข้อสุดท้ายคือ ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ) 21. อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น) ตรงข้ามกับ อปจยะ (คือเอาออกไม่สะสม) ส่วนอุปจยะคือ จะให้มีอะไร คือ ชัดเจนในกุศลอกุศล ที่จะต้องอ่านออกตั้งแต่หยาบถึงละเอียด ต้องรู้ กายวิญญัติ (องค์รวมทั้งกายวาจาใจ) และวจีวิญญัติ (วาจา) ต้องรู้ว่าสิ่งไหนชั่วส ิ่ งไหนดี และมีขนาดคุณภาพอย่างหยาบหรือละเอียดเป็นลหุตา หรือความเจริญอย่างไรจึงเจริญ แบบหยาบหรือละเอียด เป็นองค์ของ กายวิญญัติ เป็นองค์ประชุมร่วมอย่างที่เรามาชุมนุมกันเราก็ทำงานกันทุกลีลาการกระทำเป็นสัมมากัมมันตะ ไม่ใช่อาชีพเลี้ยงตน มีแต่มาจ่ายมาให้ อาศัยกันใช้ไปวันๆ เท่านั้น 22. สันตติ (ความสืบต่อ : continuum) ละเอียดไปถึงนามธรรม ของไอสไตน์ละเอียดถึง space and time of continuum และ space คือส ิ่ งที่บรรจุทุกอย่างไว้หมดเลย ทั้งกาแล็กซี่ดวงดาว ถ้ามันเป็นความมืดก็เป็นเทหวัตถุแท่งทึบคุณก็ไม่รู้อะไร แต่ถ้าเป็นแบบพุทธ มีจักขุ ญาณ วิชชา ปัญญา แสงสว่าง จะรู้หมดเลยว่าใน space มีอะไรอยู่ ส่วนของพระพุทธเจ้าเป็น กรรม กับ กาละ เราจะหยั่งกรรมกิริยาทุกอย่างออกหมดเลย 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม : decay) 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย : impermanence) อะไรเสื่อมเราจะให้อะไรเสื่อมอะไรเจริญ เราเอาสิ่งที่จะให้เสื่อมบาป อ อกจากจิตหมดเลย ไม่ทำบาปอีก มีแต่ยังกุศลให้ถึงพร้อม แต่ถึงอย่างไรก็อยู่ในกฏสูงสุดคือ อนิจจตา สิ่งเที่ยงมีส ิ่ งเดียวในมหาจักรวาลคือ นิพพาน นอกจากนิพพานไม่มีอะไรเที่ยงเลย นิพพานนั้น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) นี่คือคุณลักษณะสุดท้ายคือ ลักขณรูป ใครจะเอาไว้ใช้ก็เป็นสมาทาน ในสัญญา ยึดถือไว้ใช้สอย พอใช้เสร็จก็ปล่อยว่างสูญ มีอะไรก็มีได้ พอหมดกิจก็สูญ คือ ผู้เป็นอมตบุคคลเกิดก็ได้ตายก็ได้เป็นอตมยตา สรุปลงท้ายด้วย เราจะมาทำงานนี้โดยหลัก “ดูไป” หรือ Go on and See out ทำตามเหตุปัจจัยที่ควร ทั้งการเมืองเศรษฐกิจสังคม เราต้องพยายามช่วยกันดูแล จะเป็นงานที่ทำไงได้เราไม่มีสำนักงานที่เป็นส่วนตัว แต่เราทำสาธารณะทุกคนมาทำร่วมกันได้ ด้วยความปรารถนาดี ต้อนรับทุกสี ขอให้เจตนาดีจริงใจ เราไม่ต้องการทำร้ายทะเลาะกัน เราไม่ต้องการโง่ เราอยากให้ทุกคนฉลาด ใ ห้มาศึกษาส ิ่ งดีงามแท้ ชั่วบาปแม้น้อยอย่าทำเลย นี่คือสมเด็จพ่อสอนมา คือพระพุทธเจ้า เราจะปรารถนาดีต่อคนในที่นี้ ถือว่าเหตุปัจจัยบังคับ ไม่ได้อยากทำนะ คุณว่าถ้าอาตมาทำอยู่ที่สันติอโศกสบายกว่านี้นะ มานี่ก็ต้องลำบากขึ้นต้องเดินทางมา ไม่ใช่ที่เราเคยอยู่ แต่เราก็ถือว่าเป็นส่วนดีแบบหนึ่งเราก็มองเห็นส่วนดี และอดทนเอา ลำบากหน่อย ถือโอกาสประกาศถึงลูกหลานชาวอโศกเอ้ย แล้วอยู่ทางบ้านได้ยินไหม มาช่วยหลวงปู่มาช่วยหลวงพ่อบ้าง ออกมาช่วยกัน มันได้ฝึกหัดเราได้ทำประโยชน์อย่างแท้จริง ก็บอกให้รู้ว่าโอกาสนี้คราวนี้เราจะมาช่วยกันแบ่งเบาทำงานเพื่อประโยชน์ชาติ เป็นโอกาสอันงามอันดี ใครรู้ก็ช่วยบอกกัน สำหรับผู้ที่ไม่ใช่ชาวอโศกก็มาเรียนรู้มาช่วยกัน หลักเกณฑ์เรามี 1 . ถือศีล 5 เป็นอย่างต่ำ ใครจะถือศีลสูงกว่านี้ก็อนุโมทนา ก็พยายามตั้งศีลให้ตนเอง 2 . ไม่กินเนื้อสัตว์ 3 . ไม่มีอบายมุข อโศกเราก็มีพฤติภาพอย่างนี้ คนถือศีล 5 ก็มี ถือศีล 8 ก็มี มาร้องเพลงก็มีแต่ไม่สนุกสนานจัดจ้านหรอก ศีล 5 เราไม่แต่งตัวจัดจ้าน สังเกตว่าอโศกขึ้นเวทีจะแต่งตัวอย่างไรก็ไม่แต่งหน้าแต่งตาหรอก ไม่แต่งชะเวิบชะวาบหรอกไม่เอาแบรน ด์ เนมมาแต่ง จะเป็นไปบ้างพอสมควรแต่อยู่ในเกณฑ์เอาพอควร ก็อนุโลมปฏิโลมกันไป การฝึกฝนมีหลายขั้นตอน รูปนอกก็สำคัญแต่ใจก็สำคัญ มีฌานลืมตา ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิหลับตาซึ่งเป็นเรื่องแคบไม่สมบูรณ์ อย่างกามคุณ 5 คุณก็ไปปิดตา มันก็ไม่ได้ศึกษาภายนอก มีแต่ของแห้งให้ศึกษา เราต้องศึกษาสิ่งหยาบที่เล่นงานเราอยู่ ที่เรากระทบทางทวาร 5 นี่แหละ เราจะศึกษาตามลำดับให้ลาดลุ่มตามเหมือนฝั่งทะเล เรามาจัดสรรให้พอดีไม่ต้องตะกละ เราทำให้ได้มรรคผลตามลำดับ อย่าตะกละ เดี๋ยวจะเข็ดแล้วไม่ทำอีกเลย เราจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive