560819_รายการเรียนอิสระ ที่ สวนลุมฯเรื่อง นานาสังวาสประกาศอีกทีที่สวนลุมฯ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข15 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

560819 รายการเรียนอิสระ ที่ สวนลุมฯ เรื่อง นานาสังวาสประกาศอีกทีที่สวนลุมฯ

วันนี้วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม 2556 ที่ สวนลุมฯ การชุมนุมของเราเป็นการชุมนุมประท้วงแนวใหม่ neo protest พ่อครู ได้ให้หลักการว่า … เราไม่ได้มาเอาแพ้เอาชนะ ซึ่งจำนวนคนมาชุมนุมก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีประเด็นว่าทำไมคนชั่วรวมตัวกันได้ดี แต่คนดีรวมตัวกันไม่ค่อยได้ อ าตมา ว่า … คนชั่วเขามีอะไรล่อ แต่คนดีไม่ได้มารวมกันเพื่อแย่งอาหาร แต่เรามารวมกันเพราะความเข้าใจ แต่อัตตามานะมี และมันมีหลายชั้น มันถือดี นึกว่าตนดีกว่า จึงมีการข่ม ก็เป็นกิเลส ถ้าเป็นผู้ใหญ่พอ เหมือนแม่กับลูก ลูกมาตีเราบ้างเราก็ไม่ถือสา เพราะเด็กมีอารมณ์ชอบใจบ้างไม่ชอบใจบ้างก็ไม่ถือสา แต่ถ้า ลดกิเลสไปเรื่อยๆ และไม่ถือสา มันจะรวมตัวกันสนิทแน่นเลย แต่เมื่อใดกิเลสมันแน่นขึ้้นมาเต็มที่เมื่อไหร่ ก็แตกทันที เราไม่ต้องทำอะไร เรายาวให้เป็นเย็นเรื่อยไปไขความจริงออกมาให้มากๆ หมดๆ เขาจะตีกันเองจนแตกเลย แต่ตอนนี้เขายังเลี้ยงกันอยู่ ดอกเบี้ยเขายังมีอยู่ แต่มันก็มีวันหมด ไม่ถึง 100 ปีหรอก เราศึกษาธรรมะยิ่งจะลดอัตตามานะย ิ่ งจะเข้ากันได้สนิทเนียนกันมากขึ้น เราจะมีสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 จะมีเอกภาพเป็นปึกแผ่น พระพุทธเจ้าตรัสอะไรเป็นสัจจะ อย่าไปเถียงท่านเลย ย ิ่ งพิสูจน์ยิ่งเป็นรูปธรรม ในสัจจะนั้นมีสองทาง ทางที่เราทำนี่สู่ มักน้อยสันโดษเหนียวแน่น แต่อุดมสมบูรณ์ คือมักน้อยเราจะไปหาจน ไปสู่ก้นกรวยไปหา 0 แต่อีกทางจะบานไม่จบ ของเราจะเป็นปึกแผ่นแน่นเหนียว รวมแล้วจะอุดมสมบูรณ์ แต่ทางไปมักมากหรูหรามาก ไปทิศทางบานปลายเป็นปากกรวย แล้วจะแย่งกันแข่งกัน พระพุทธเจ้าว่าธรรมะใดเป็นไปเพื่อความมักมากมักใหญ่ ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต ธรรมใดเป็นไปเพื่อความมักน้อย ธรร

อ่านต่อ

มะนั้นเป็นของเราตถาคต

มีข้อมูลที่คนนำมาเป็นของธรรมกาย ที่จัดอบรมครู เขาบอกว่า ….. ข้อมูลเรื่องธรรมกาย จัดอบรมครู ถวาย อาตมา จากญาติธรรม กทม.

คุยกับเพื่อนอาจารย์ที่ รร. มัธยม เขาบอกว่า รัฐบาลมีคำสั่งให้ครูมัธยมทั่ว ประเทศ ไปอบรมที่วัดธรรมกาย ที่ปราจีนบุรี โดยรัฐออกค่าใช้จ่ายให้ โดยส่งตรงไปยังธรรมกายเลย ไม่ผ่านเข้ามาในรร.ก่อน อบรม 5 วัน ต้องหยุด รร. เพื่อให้ครูไปอบรม และเท่าที่ทราบคำสั่งแบบนี้บังคับไปทุกคน มีคนโวยว่าไม่ชอบธรรมกายไม่ไปได้หรือไม่ ผอ.บอกว่าไปก่อนต้องเซ็นชื่อ แล้วค่อยว่ากัน มีครูบางส่วนไปมาแล้ว และบางคนบอกว่า ธรรมกายที่ปราจีนเป็นอณาจักรเลยค่ะ ครูทั่วประเทศเฉพาะมัธยมประมาณ 200,000 คน แล้วครูประถมมีคำสั่งด้วยมั้ย และครูประถมทั่วประเทศมีเท่าไหร่ และต่อหัวรัฐบาลจ่ายเท่าไหร่ ค่าเดินทางจ่ายด้วยมั้ย แต่ก็ไม่รู้จะได้ข้อมูลมากแค่ไหน เพราะไม่ใช่ระดับ ผอ. ใน รร.เลยส่งเรื่องเข้ามาเผื่อแจ้งเข้า sms ส่งข้อมูลให้ประชาชนช่วยสืบต่อ ประเด็นคือ ตั้งใจให้ไปอบรมจริงหรือ แล้วเรื่องความศรัทธาควรบังคับกันหรือ แล้วเงินที่รัฐบาลให้ธรรมกายโดยตรงเป็นเท่าไหร่กัน เพราะไม่ส่งผ่านเข้ารร.ก่อน นี่คือเรื่องที่ส่งมา จริงหรือไม่ อาตมา ไม่รู้ แต่คนที่เวทีบอกว่าจริง แต่ที่เราทำให้อิสระเสรี ไม่มีอะไรล่อ ไม่มีลาภยศศักดิ์ มีแต่สัจธรรมเท่านั้น มองได้สองนัย คือนัยหนึ่งล่อด้วยอามิส แต่อีกนัยคือผูกมัดด้วยอำนาจยศสรรเสริญ แต่ของเราไม่ได้ผูกด้วยอามิส อีกประเด็นหนึ่งส่งมาว่า ดิฉันอนุโมทนาพ่อท่านที่ให้มุมมองความคิดแก่สังคม ดิฉันติดตามดูท่านตั้งแต่ออกทีวีเป็นรายการแรกเลย กราบขออภัยที่ส่งประเด็นมาว่า

_ประเด็นที่ 1 พ่อครู บอกว่าเถรวาทมีอย่างรึ ตายแล้วสูญ? อาตมา ตอบว่า... บริบทนั้นเถรวาทเข้าใจว่า ถ้าผู้ใดเป็นอรหันต์แล้วกายแตกตายในชาตินั้นคนนั้นต้องสูญ จึงมีแนวคิดว่า ถ้าจะไปเป็นพระพุทธเจ้าอย่าเป็นอรหันต์นะ เพราะถ้าเป็นอรหันต์ก็ต้องตายก่อน แล้วเข้าใจผิดอีกว่า โสดาบันที่ต่ำสุดก็อีก 7 ชาติก็ต้องบรรลุอรหันต์ แล้วก็สูญอีก ดังนั้นจะบรรลุโสดาบันไม่ได้ ก็เลยเจ๊งหมด ใครอยากเป็นพระพุทธเจ้าก็เป็นอาริยะไม่ได้แม้โสดาบัน ดังนั้นเขาเข้าใจว่า ถ้าจะไปเป็นพระพุทธเจ้าอย่าเรียนรู้เพื่อบรรลุธรรม ซึ่งเป็นความเห็นผิดมาก ผู้ใดมีเชิงคิดเช่นนี้จัดเข้าพวกอุทเฉจทิฏฐิ คือตายแล้วสูญ แต่ อาตมา ว่า อรหันต์นี้เป็นอมตบุคคลเป็นอตมยตา จะตายแล้วสูญหรือต่อภพภูมิก็ได้ นี่คือสัจจะอย่างนั้น

_ ประเด็นที่ 2 ถ้ามาชุมนุมก็ให้มาชุมนุมเรื่องความเข้าใจในการชุมนุม อย่าไปตำหนิเรื่องศาสนาหรือลัทธินิกายใดเลย อาตมา ก็ตอบว่า … เลี่ยงไม่ได้เลย เพราะผู้เลี่ยงไม่ตำหนิคนผิดนี่ทำผิดนะ พระพุทธเจ้าว่าให้ตำหนิคนที่ควรตำหนิ และชมคนที่ควรชม ท่านพุทธทาส ท่านแปลว่าต้องกระหนาบแล้วกระหนาบอีก เหมือนแม่พ่อจะต้องการให้ลูกดีต้องเคี่ยวกระหนาบ จ ้ำ จี้จ ้ำ ไชเลย เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ถูก ธรรมะจึงเจริญก้าวหน้า ที่ อาตมา ทำนี่เพราะเข้าใจธรรมะและทำตามพระพุทธเจ้าก็เห็นความเจริญ และขอแจ้งความจริงว่า ต้องขอบอกว่า เถรสมาคมเขาทำผิด ที่จะบอกต่อไปก็จะแจงส ิ่ งที่เถรสมาคมทำผิดต่อ อาตมา เพื่อคลายตะปูตรึงใจที่เขามีต่อ อาตมา ที่เขาเข้าใจว่าเถรสมาคมเขาสั่งสึก อาตมา ถูกไล่ออกจากศาสนาแล้ว แล้วก็ยังมีหน้าเป็นภิกษุอีก อาตมา ก็ว่าไม่ได้ถูกไล่ โปรดฟังดังต่อไปนี้ คือ เถรสมาคมได้ประกาศทำประกาศนียกรรม เอาสงฆ์หมู่ใหญ่ มาประชุมแล้วประกาศว่าโพธิรักษ์ไม่ใช่อย่างนั้น ที่จริงเราได้ประกาศลาออกจากสงฆ์หมู่ใหญ่มาก่อน เราได้ประกาศนานาสังวาสกับมหาเถรสมาคม มันมีอยู่สองอย่างคือ หมู่ใหญ่ประกาศให้หมู่น้อยเป็นนานาสังวาส แต่อีกอย่างคือหมู่น้อยประกาศแยกนานาสังวาส เราก็ทำอย่างที่สองคือเรามี หมู่อยู่ 22 รูป ประกาศนานาสังวาสตอน พ.ศ. 2518 ประกาศแก่หมู่สงฆ์ เกือบ 200 รูปที่ ต. หนองกระทุ่ม จ. นครปฐม กลางศาลาวัดหนองกระทุ่ม เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2518 ต่อหน้าพระสังฆาธิการหลายรูป ในหนังสือปกาสนียกรรมก็พิมพ์รายละเอียดเอกสารไว้ครบหมด เพียงแต่ท่านทำทีเบี่ยงเบนเล่นแง่ เท่านั้นเอง ตอนนั้นให้เจ้าคณะอำเภอ ส่งให้ผู้ว่าราชการ จังหวัด นครปฐมเซ็นเลย(นายคล้าย จิตพิทักษ์) แล้วส่งให้ถึงอธิบดีกรมการศาสนายืนยันความจริง (หนังสือ ที่ นฐ. 23 / 13430 วันที่ 10 ก.ย. 2518 ) และสงฆ์มหาเถรสมาคมก็ยอมรับทราบ การเป็นนานาสังวาส ตามที่มีหลักฐานที่ทางมหาเถรสมาคมส่งหนังสือไปที่การรถไฟไม่ให้ลดราคาให้หมู่สงฆ์อโศก ว่าไม่ได้อยู่ในการปกครองของมหาเถรสมาคม ดังคำความว่า “พระภิกษุสามเณ ร ในสำนักสันติอโศก มิได้ขึ้นอยู่ในปกครองของคณะสงฆ์ไทย ตามพรบ. คณะสงฆ์ 2505 และไม่ได้อยู่ในความอุปการะของทางราชการ (หนังสือ กรมการศาสนา ที่ ศธ. 0407 / 8537 ) แต่แล้วมหาเถรสมาคมก็ “กลับคำ” หน้าตาเฉย ตามธรรมวินัย เมื่อสงฆ์เป็น นานาสังวาสกันแล้ว ทั้งสองฝ่าย ต่างก็ปฏิบัติกันไป ตามความเห็นและยึดถือที่แตกต่างกัน และที่สำคัญ คือ สงฆ์ฝ่ายหนึ่งไปฟ้องร้องชำระความผิดหรืออธิกรณ์อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ถ้าฝ่ายใดไปอธิกรณ์อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายนั้นก็ต้องอาบัติ และอธิกรณ์นั้นเป็นโมฆะ การตัดสินความนั้นไม่เป็นอันทำ ใช้ไม่ได้ ไม่มีผลบังคับ แต่ทางคณะสงฆ์มหาเถรสมาคม ก็ได้ “กระทำ” กับคณะสงฆ์สันติอโศก ถึงขั้น “อนุวาทาธิกรณ์” หมายความว่า คณะสงฆ์มหาเถรสมาคมได้โจทย์หรือฟ้องร้องกล่าวหาสันติอโศก แล้วก็ตั้งคณะพิจารณาตัดสินความกัน นี่ก็เป็น “การ กระทำ” ของคณะสงฆ์มหาเถรสมาคม ซึ่งที่จริงตามธรรมวินัย “กระทำไม่ได้”

และอีกอย่าง การทำสังฆกรรมตัดสินความคดีของสันติอโศกมหาเถรสมาคมก็เอาสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุตินิยาย ทั้งสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ซึ่งเป็นสงฆ์ 2 ฝ่าย หรือนานาสังวาสกันแท้ๆ มาร่วมพิจารณาคดีของสันติอโศก ซึ่งผิดธรรมวินัย ทำไม่ได้ แม้ทำ ก็ไม่เป็นอันทำ ไม่มีผลบังคับ โมฆะ ใช้ไม่ได้ (วินัยวิบัติ ในประเด็น “คณปูรกะ”) แถมที่คณะก รรมการ กสงฆ์ทำการวินิจฉัยตัดสินความอาตมา ก็ไม่เป็น “สัมมุขาวินัย” คือ พิจารณาความลับหลังจำเลย เพราะไม่ได้แจ้งจำเลยไม่ได้เรียกกลับจำเลย คือ อาตมากับสงฆ์สันติอโศกเข้าไปนั่งอยู่ในที่พิจารณ า ความร่วมรับรู้รับฟัง ร่วมให้การ แต่อย่างใดเลย สงฆ์มหาเถรสมาคม “กระทำ” เอาตามอำเภอใจ ดังกล่าวนี้จริงทั้งสิ้น กระนั้นก็ตาม คณะสันติอโศกก็อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้ดื้อดึงดันยอมในส ิ่ งที่ยอมเสียสละได้ ก็พยายามไม่ให้เสียธรรม แม้ที่สุดยอมขึ้นศาล ยอมเปลี่ยนสภาพหลายอย่าง แต่ที่ไม่ยอม คือไม่ยอมสละสมณเพศ ยังขอยืนยันความเป็นสมณะตามธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา (ไม่ได้ปาราชิกเลย และไม่ผิดตามหลักที่จะให้สึก 11 ข้อ) แต่ที่ท่านว่าอาตมาปาราชิกข้อ 4 คือ อวดอุตริมนุสธรรม แต่เขาก็ไม่กล้ามา สอบว่าบรรลุธรรมจริงหรือไม่ ซึ่ง อาตมา นี่ถ้ากดข่มก็บ้าตายแล้วนี่ 40 กว่าปีแล้ว ก็ขอยืนยันว่า มาทำส ิ่ งเหล่านี้ไม่ได้ผิดธรรมวินัย แต่มหาเถรสมาคมก็ทำผิดต่ออาตมาอย่างร้ายแรง ไล่ออกมา ทั้งที่จริงไม่ต้องไล่หรอก ออกมาอยู่แล้ว ขอออกมาตั้งร้านปาท่องโก๋ร้านเล็กๆ ส่วนท่านร้านใหญ่ก็ทำไป แต่เรามั่นใจว่าเราทำสูตรพระพุทธเจ้าให้ประชาชนกิน ถ้าอยู่ได้ก็อยู่ต่อไป แต่มันมีว่าเขาไปฟ้อง ศาล ถ้าสั่งให้สึกแล้วไม่สึก แต่ก็ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องสึกภายใน 7 วัน อาตมาก็ยืนยันว่าไม่สึก เมื่อมีสึกก็ผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นพระอยู่ แต่ก็ยอมรับเรื่องผิดกฎหมายก็ตัดสินลงโทษให้ติดคุก 2 ปี ก็แพ้คดีความ ก็ลงโทษให้รอลงอาญา คือติดคุกอยู่นอกคุก ก็ต้องคุมประพฤติ ผู้คุมประพฤติก็มาที่วัดมาถึงก็ไหว้อาตมา ให้อาตมาสอน ก็เลยมาคุมอยู่สองสามครั้งแล้วก็ไม่มีอีกสองสามปีเลย มีคนหนึ่งกลับไปกินมังสวิรัติเลย นี่คือความจริง ฟังแล้วน่าขัน แต่ก็เป็นไป เมื่อผิดตามกฎหมายก็ยอมรับโทษ แต่ว่าไม่ได้ขาดจากความเป็นภิกษุสงฆ์ ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็ต้องยอมสึกสิ แต่เขาก็หาว่า อาตมา ไม่เป็นพระแล้วก็ว่าไป

_ อ าจารย์ กฤษฎาว่า..วันนี้ตั้งประเด็นว่าจะทำอย่างไรให้คนที่มีกำแพงน้ำแข็งกั้นไว้ ไม่ยอมรับ แล้วเอาประเด็นไปขยายผิดๆ อีก จะทำอย่างไรให้เขาเข้าใจ หลายคนกำลังมีวิตกต่ออัตตา ว่ากำลังสร้างอัตตา แล้วไปสู่ส ิ่ งผิด แล้วทำอย่างไรจะปรับกันได้ ให้พัฒนากันอย่างมีปัญญา อาตมา ว่า … เรื่องอัตตานี้มันยาว แต่จะพูดเรื่องของคุณ 8705 ก่อน เรื่อง คนบ้า

_0888705xxx คนปกติย่อมยอมรับว่า ตนเองก็เครียดได้ในบางครั้ง! จะมีก็แต่คนบ้าเช่นพธร.เท่านั้น ที่ไม่เคยยอมรับเลยว่าตนเอง..เครียด! และยิ่งหากมีใครไปสะกิดโดนต่อมเครียดเข้า..คนบ้าเช่นพธร.นี้จะยิ่งออกอาการดิ้นพลาดๆ เถียงทันทีทันควันเลยว่า..คนอย่างข้า ไม่เคยเครียด! ซึ่งจิตแพทย์เขาก็จะมองกันตรงนี้แหละ เพราะมีหลักอยู่ว่า คนบ้าที่ไหน..จะยอมรับได้ว่าตนเองนั้นก็เครียดได้! สรุปว่า คนโง่ถูกหาว่าโง่ ย่อมโมโห! ฉันใด..คนบ้าถูกหาว่าบ้า ก็ยิ่งเครียดจัด ฉันนั้น! ดังนั้น,พธร.จึงควรหัดฟังจิตแพทย์ไว้บ้าง! อย่าปล่อยให้ทั้งความโง่+ทั้งความบ้าของพธร.เอง ผสมกันแล้วกลายเป็นความดื้อรั้น! ที่ใครๆ เตือนแล้วก็ไม่ฟัง..ว่าการชุมนุมทางการเมืองนั้น เป็นเรื่องของฆราวาสเท่านั้น ไม่เหมาะที่เพศนักบวชจะไปทำอย่างนั้นได้! ซึ่งถ้าพธร.อยากจะร่วม ชุมนุมจริงๆ ละก็..ทำไม?ไม่สึกออกมาเป็นแกนนำเสียเลย! จะดูสง่างามกว่า..เพราะไม่ต้องถูกชาวบ้านด่าอีกด้วย! OKไม๊! อาตมา ว่า … จะไม่สึกแล้วไปเป็นแกนนำนั้นสง่ากว่าเยอะ ถ้าสึกออกมาไม่มีพล.อ. อาตมา เป็นพระอยู่อย่างนี้มานำ แล้วเอาธรรมะมานำ ขออภัยนะว่า พล.อ.ปรีชาก็สู้ไม่ได้หรอก สง่างามกว่าเยอะเลย ซึ่งคนเราจะด่าใครก็ตามแล้วจริงๆ แล้วโจรยังไม่ด่าพระเลย คนที่ด่าพระนี่คนนี้แย่กว่าโจร หรือคนมีปฏิภาณปัญญาก็จะเกรงใจพระแม้รู้ว่าพระนี่ไม่ค่อยดี แต่นุ่งจีวรโกนหัวอยู่เขาก็ยังเกรงใจเลย แต่ว่าคนที่ด่าโดยไม่รู้ว่าท่านเป็นพระดีหรือไม่แล้วไปด่าส่งนี่คนนั้นตื้นมากเลย และที่เขาบอกว่าธรรมดาคนเราย่อมยอมรับว่าตนเองเครียดในบางครั้ง มีแต่คนบ้าจึงบอกว่าไม่เคยเครียด ...ซึ่ง อาตมา ว่าเรื่องจริงคือตั้งแต่เป็นฆราวาส อาตมา ไม่มีความเครียดเลย เช่นเขาบอกว่ากินพริกนี่เขาบอกว่ามันแซบ อาตมา เป็นลูกอีสาน กินพริกเก่ง กินพริกคำข้าวคำหนึ่งเลย ทั้งแสบทั้งมัน อาตมา ก็ติดพริกติดเผ็ดตามเขา ถูกครอบงำตามเขาว่ารสอร่อยตั้งแต่เป็นฆราวาส แต่เมื่อปฏิบัติธรรมก็รู้ว่ารสอร่อยมันเป็นของหลอก มันอัลลิกะ มันไม่จริง ตอนก่อนก็เห็นว่ามันอร่อยตอนไม่ปฏิบัติธรรม แต่พอรู้แล้วมันก็หายไป มีบารมีแต่ถ้าไม่มีบารมีก็ต้องฝึก พอไม่มีแล้วมันก็ไม่มี แต่คุณ 8705 ก็แย้งว่า คำโกหกเป็นคำไม่จริง แต่มันมีจริงใน ในโลกนี้โกหกกันเต็มบ้านเต็มเมือง อาตมา ก็เคยโกหก แต่ตอนนี้ไม่โกหกแล้วคือ ไม่มีโกหกแล้ว แต่เขาไม่เชื่อว่าโกหกไม่มี เพราะเขาก็ยังโกหกอยู่ เช่นเดียวกันรสอร่อย เขายังมีรสอร่อยอยู่ก็เลยว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรว่าไม่มีรสอร่อย ส่วน คนที่ปฏิบัติแล้วก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มันเป็นของคู่กันระหว่างสุขกับทุกข์ ทุกข์เป็นเหตุให้ไปแสวงหาสุข สุขนั้นเท่าปลายเข็มแค่ไคลแมกซ์แล้วก็หมด คุณก็อยากใหม่ก็ไปแสวงหาใหม่

ซึ่งผู้ที่ทำความไม่มีได้แล้วก็จะเข้าใจดัง พระพุทธเจ้าว่าไว้ในพระไตรฯ ล. 16 ข. 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี โ ลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ ประชาธิปไตยนั้นคือ สาธารณโภคี พระพุทธเจ้าทำสำเร็จมาก่อนแล้ว ซึ่งสมัยนั้นคนไม่เข้าใจสิทธิมนุษยชน คนไม่มีสิทธิในส ิ่ งต่างๆ ในการแสดงออก มีเจ้าของหมดเป็นระบอบสมบูรณายาสิทธิราช แต่ท่านก็ตั้งรัฐอิสระของท่านได้ แต่ยุคนี้เป็นยุคที่คนมีสิทธิมนุษยชนแล้ว ไม่มีทาส ไม่มีสมบูรณายาสิทธิราช อาตมา ก็เอาสาธารณโภคีมาประกาศในหมู่ฆราวาส สามารถมีกินใช้ร่วมกันได้ พึ่งเกิดแก่เจ็บตาย ได้ อาตมา ไม่ได้ละเมิดคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ อาตมา มาชุมนุมนี่มาประกาศสาธารณโภคีมาเผยแพร่ลัทธิสาธารณโภคีนะจ๊ะเอามั๊ยๆ คืออยู่กันอย่างพ่อแม่พี่น้องเป็นญาติธรรม จะเป็นคนที่ไหนก็ตาม มาอยู่ร่วมกันได้ อย่างน้อยต้องมีศีล 5 คือ 1 . ไม่ฆ่าสัตว์ 2 . ไม่ลักขโมยใคร 3 . มีผัวเดียวเมียเดียว 4 . ไม่โกหก 5 . ไม่มีอบายมุข กินก็ให้มีมื้อมีคราว ใครเริ่มต้นปฏิบัติธรรมอย่ากินจุบจิบ กินสามมื้อให้มีกำหนดในที่นั่งสามที่ ชาวอโศกนี่ส่วนใหญ่จะกินสองมื้อ การปฏิบัติเรื่องอาหารโภชเนมัตตัญญุตาก็เป็นอรหันต์ได้ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องกินอาหาร เอาอาหารนี่เป็นประเด็นปฏิบัติอย่างเดียวก็ได้

ยืนยันว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธตั้ง 95 % มาเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้าให้ถูกตรงก็แล้วกัน ถ้าเข้าใจสัมมาทิฏฐิ ก็บรรลุโสดาบันไม่ยากหรอกศีล 5 ถ้าสังวรกายกับวาจาได้ ในศีล 5 ถ้าคนกลุ่มในอยู่ในศีล 5 ได้ ไม่ละเมิดแม้ใจจะกดข่มอยู่ก็ถือว่าเป็น โคตรภูบุคคล คือมีรูปธรรมได้ แต่ถ้าจิตไม่ฝืนแล้วในศีล 5 เป็นปกติธรรมดาศีลเป็นปกติแล้ว ก็ได้เป็นโคตรภูจิต ย ิ่ งอ่านออกกายวาจาใจ อ่านจิตออกเราไม่ทำอย่างมีหิริโอตตัปปะ อย่างอัตโนมัติ คุณก็มีโคตรภูญาณสมบูรณ์ก็เป็นโสดาบันแล้ว ต่อไปเป็นเรื่อง อัตตา ซึ่งที่เรามารวมตัวกันนี้ให้เก็บอัตตาก่อน ลดตัวตน ใครจะใหญ่อย่างไรเก็บก่อน เรามารวมตัวกันก่อน ถ้าทำได้อย่างนี้ก็บรรลุผล พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องอัตตา ว่า คือความยึดติดในตัวเอง นอกเหนือจาก กาม ซึ่งในธรรมจักรกัปปวัตนสูตรสอนเรื่องส่วนสุดสองฝ่ายคือ กาม กับ อัตตา กามคือ สุขโดยมีภพข้างนอก เสพสัมผัสทางทวาร 5 ภายนอก พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้อัตตาหยาบ คือวัตถุและลาภยศสรรเสริญภายนอก กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เมื่อคุณกระทบก็สุข แต่ถ้าคุณละได้หมด ไม่ระริกระรี้กับผัสสะภายนอกแล้วก็หมดอัตตาภายนอก ก็เป็นพระอนาคามี พระอนาคามี ศีล 5 ศีล 8 สมบู รณ์ เหลือศีล 10 เป็นผู้ไม่มีบ้านช่องเรือนชาน กายวิญญัติ วจีวิญญัติไม่มี มันเหลือแต่ส่วนสุขทุกข์อยู่ภายใน แต่ภายนอกมามันก็ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก นี่คือมีฌาน วางเฉยได้ ไม่ต้องไปมีกรรมกิริยาร่วมกับเขา ถ้ามันรูปแรงอยู่ก็จะมีมโนมยอัตตา เป็นการสำเร็จสุขในจิต มีไคลแม็กในรูปจิต แต่ถ้าลดรูปจิตได้ก็เหลืออรูปอีกเหลือเล็กน้อยมาก คนนี้คืออนาคามีไม่มีพิษภัยกับใคร อาจมีเรื่องชื่อเสียงอยู่หน่อย มีแต่ชื่อเสียงทางดีทางสุจริตยังเป็นอยู่บ้าง แต่จะรู้ว่าเราไม่น่าจะไปติดยึดในมานะเป็นเรื่องความติดแม้ไม่ทุกข์มากก็ยังมีอยู่ต้องลดลงๆ อีก

ถ้ าคุณสามารถอ่านจิตเจตสิกได้ อ่านได้เป็ นอาการรูป ซึ่งซ้อนอยู่ในปริเฉทรูป คือ context เหมือนกับในเอกภพที่มีรูปเอกภพเต็มที่ จะมีกลุ่มหมู่บิ๊กแบงแตกตัวเป็นเนบิวล่า แล้วแตกเป็นกาแล็กซี่แล้วแตกตัวเป็ นจักรวาลซ้อนกันเป็นจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่ ซึ่งตัดแบ่งเป็นซอยย่อยไปจนถึงเล็กสุดเป็นความว่าง ถ้าคุณจะไม่ให้มีอีกก็ต้องทำให้พ้นอรูปฌาน กำหนดรู้ให้หมดไม่รู้ไม่ได้ ต้องพ้นสัญญาเวทยิตนิโรธ พ้นจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา พ้นอวิชชาสังโยชน์พ้นอวิชชาสวะ นี่คือตรวจในปริเฉทรูปคืออากาสธาตุ แต่ถ้าไม่รู้ก็ทำอย่างอยู่ในเทหวัตถุแท่งทึบ ก็ไม่รู้ ว่ามีอะไรบ้างมืด แต่ว่าถ้าทำอย่างรู้ มีจักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ก็จะรู้หมด ไอสไตน์จะรู้แต่สสารหรือวัตถุ แต่ อาตมา รู้ทั้งวัตถุและวิญญาณ อาตมา ก็รู้เพราะได้ศึกษามนุษย์ มนุษย์ก็มีจักรวาลน้อยจักรวาลใหญ่อยู่นั่นแหละ ตอนนี้มีดาวหางดวงหนึ่ง มีการโคจร โค้งรอบประเทศไทย ดาวหางนี่คือดาวโสโครก เป็นวงรีเบี้ยวเข้าหาศูนย์กลางประเทศไทยไม่ได้ สรุปคืออัตตามันเป็นตัวตนที่รู้ได้ยาก ต้องพยายามไขความต่อไป

อ าจารย์ กฤษฎาสรุป...หลายคนคงจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าทำไมกองทัพธรรมจึงมาปรากฎตัวที่นี่ ประเด็นที่มีผู้ส่งประเด็นว่าให้สึกไปก่อนจึงมาทำการเมือง ก็ได้เฉลยว่าเป็นนักบวชนี่แหละมีกองทัพธรรม และประเด็นที่เกี่ยวกับการแยกตัวของมหาเถรสมาคมก็คงจะเข้าใจกันเพ ิ่ มขึ้นอีก....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน