สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน อุปาทาน 4 อย่าง.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน อุปาทาน 4 อย่าง เดี๋ยวนี้ถ่ายทอดสดไปด้วย หลายคนก็เลยบอกว่าสบายอยู่ที่บ้าน แต่มาอยู่ที่นี่ได้แตะต้องสัมผัส ทั้งตาหูจมูกลิ้นกาย มีสัมผัสละเอียดโผฏฐัพพะ ภายนอกหมด แล้วรวมเป็นเวทนาภายใน เป็นธรรมารมณ์ ญาณปัญญาของจิตนิยามจะมีประสิทธิภาพรู้ได้ รู้สึกเรียกว่ามีเวทนา เป็นธรรมะสองที่เพิ่มดีกรีของคุณภาพธาตุรู้ของจิตนิยาม พีชนิยามก็เริ่มมีธาตุรู้ อุตุนิยามไม่มีธาตุรู้ มันเกิดตามประสาของพลังงานฟิสิกส์ จะอยู่อย่างไฟฟ้า แม่เหล็กทำลายหรือสร้าง ดูดหรือผลัก เย็นร้อนอ่อนแข็งไม่มีธาตุรู้สึก แม้แต่พีชนิยามก็เป็นเพียงธาตุรู้ เริ่มรู้จักตัวเองของมัน ตัวเองจริงๆคือ ish คือรูป นาม แล้วก็ธาตุรู้องค์รวม และก็เกิดธาตุรู้เป็นสามเส้า มีเท่านี้แหละ i he she ใช้พยัญชนะเรียกไปเท่านั้น มีตัวขัดเกลาเอง i มีสองสภาวะ สองนี้ไม่ใช่ตัวเราแน่นอน แล้วก็มีอื่น เหมือนฟิสิกส์ เมื่อมีสองก็จะมีเรา นิวเคลียสเป็นสภาพสาม จิตนิยามก็เหมือนกัน เราย่อลงมาเรียนแค่สามหน่วย ish หรือรูป นาม และธาตุรู้ในฐานะเราเป็นจิตนิยาม มีเวทนา สัญญา สังขาร จึงมีธาตุรู้ได้ดีกว่า พีชนิยาม วิญญาณ เป็นธาตุรู้ที่อวิชชา ถ้าเป็นวิญญาณที่เป็นปัญญาหรือวิชชาคือรู้ของจริงตามความเป็นจริงไปตามลำดับ แล้วสามารถจัดการกับสิ่งที่ไม่ต้องการแล้วกำจัดออกหรือทำลายให้สูญหายไปจากจิตได้ พระพุทธเจ้าสามารถทำได้ แตกตัวเป็นธาตุเบากับธาตุหนัก ฟิวชั่นรวมกันเป็นธาตุหนัก ส่วนฟิชชั่นจะแตกตัวกระจายหายไป ก็ปล่อยทิ้งไปเลย สูญหายไปเลย แล้วก็พยายามประมวลเดาได้ มีสภาวะรู้ได้แค่ half life แต่ของพระพุทธเจ้านี้รู้องค์รวมตั้งแต่นิวเคลียส รู้ธาตุรู้ที่เป็นอวิชชาให้เป็นวิชชาหรือปัญญา มีประสิทธิภาพสูงกว่าสัญญา แต่ถ้าเป็นพีชะก็ไม่เก่งในการรู้ แต่ปั

อ่านต่อ

ญญานี่รู้ได้ชัดเจนละเอียดละออ รู้แม้แต่ตอนไม่แตกตัวเป็นธาตุหนักหรือธาตุเบา มีสองสภาวะ ที่เรียกโดยภาษาว่า เพศผู้คือปุริสภาวะ และ เพศเมียคืออิตถีภาวะ เป็นสองเพศนี่เอง ศาสนาพุทธรู้ชัด แยกฟิวชั่น ฟิชชั่นได้ และสามารถกำหนดหมายให้ฤทธิ์เดชของเพศเมียหยุด อย่าออกบทบาท ให้เป็นเพศเดียวกันกับเพศผู้ได้เลย เป็นหนึ่งได้เลย มีอำนาจฤทธิ์เดชแท้ๆ สามารถควบคุมพลังงานที่อ่อนแอกว่าให้เป็นสามัญตา ให้มีส่วนร่วมส่วนช่วย เพศเมียจึงเป็นผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์อยู่อย่างจำนน แต่จำนนไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เขาเห็นด้วยปัญญาจึงยอมด้วยใจจริง อันนี้อยู่ในเพศหญิงก็มีปัญญาตัวนี้ได้ ตัวจบตัวสูงสุดตัวนี้ได้ พระพุทธเจ้าจึงจำนนต่อพระอานนท์ ให้ผู้หญิงบวช เพราะแม้เป็นผู้หญิงก็มีปัญญาทำให้เกิดความสูญ ความว่าง ความไม่มีกิเลสในจิตวิญญาณอีกเลยได้ พระพุทธเจ้าจึงต้องจำนน เพศหญิงจึงสามารถบรรลุอรหันต์ได้แม้จะอยู่ในสภาพองคาพยพไม่ครบ แต่มีปัญญาได้ ปัญญาเกิดได้อย่างไร ปัญญาคือธาตุรู้สูงกว่าสัญญา ลึกละเอียดคมแม่นเก่งกว่า วิเศษกว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละหรือปัญญาผลที่รู้จบรู้ชัด ปัญญาเหล่านี้เกิดจากปฏิบัติมรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 เมื่อเกิดผลก็จะเป็นอินทรีย์พละ อินทรีย์คือดีกรี ส่วนพละคือผล สั่งสมเป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือการเกิดสภาวะพลังงานทางจิตที่สมบูรณ์แบบ เกิดเมื่อเรียนรู้จักใช้ มรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ในทุกกรรม กรรมที่ทำอาชีพเลี้ยงตน กรรมที่ประกอบด้วยกายวาจาใจ หรือวจีอย่างเดียว หรือมโนกรรม หรือสังกัปปะ แหล่งที่เรียกว่ามโนกรรมหรือสังกัปปะ เป็นจุดรวมที่จะต้องมีญาณปัญญา วิชชาเข้าไปเห็น (ปัสสติ) เห็นด้วยการสัมผัสรู้เรียกว่าปฏิฆสัมผัสโส มีญาณปัญญาวิชชาสัมผัสแตะเลย จิตเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง หลับตาไปเห็นรูปร่างในจิตคืออุปาทาน นามธรรมเป็นแค่อาการไหวๆ ไม่มีรูปร่างสีสันเส้นสายอะไรเลย เป็นอาการเคลื่อนที่ ไหว ต้องอ่านอาการให้ออก เช่น อาการกำลังโกรธ คุณสามารถฝึกให้รู้ได้ นี่โกรธกำลังเกิดนะ แล้วอ่านในปัจจุบัน ไม่มีเส้นแสงสีรูปร่างตัวตน แต่คนยากที่ไปสอนกันว่ารูปต้องมีตัวตน ซึ่งมันไม่ใช่ เห็นอยู่รู้อยู่นี่ไม่ใช่รูปร่าง แต่เป็นอาการของความรู้สึก มันเป็นอาการความรู้สึก ไม่ใช่ร่างหรือสรีระของความรู้สึก ถ้าไม่ละเอียดพอ จะเข้าใจสรีระกับความรู้สึกว่าต่างกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถเรียนรู้เรื่องกาย กายนี่ต้องมีองค์สองตลอด คือมีสิ่งที่ถูกรู้ กับธาตุรู้ที่เป็นญาณปัญญาวิชชาไปอ่านตัวถูกรู้ได้ ตั้งแต่หยาบๆที่มีดินน้ำไฟลมได้ เช่น สิ่งประกอบฉากนี้ ให้รู้ว่าเรามีมาก กินได้ ใช้เลี้ยงชีวิตได้ การยึดถือเพี้ยนๆไปจากความจริงเรียกอุปาทาน พระพุทธเจ้าสอนไว้สี่อย่าง เป็นอัตตา 4 กามุปาทานเป็นอาการของราคะของกาม อยากได้มาเสพสัมผัส มาเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าเป็นของเราคือโลภ ถ้าอยากเอามาสัมผัสเป็นรสบำเรอใจคือราคะ ทิฏฐุปาทานคือการยึดความเห็น ความรู้ ความเชื่อถือ เป็นนามธรรมทั้งนั้น แต่เข้าใจได้ ว่าเรามีความเห็นเช่นนี้ สีลลัพพตุปาทาน คือยึดในศีลพรตที่ตนเข้าใจ ศีล 5 หรือศีล 8 ศีล 10 ศีล 10 คือไม่สะสมเงินทอง ตั้งแต่เป็นเณร อย่างสิกขมาตุเราก็ทำได้ แต่พระทางโน้นเขาร้องว่าไม่มีเงินไม่ได้ มันยุคเดียวกันนะ ศาสนาอ่อนแอเพราะคนแก้ตัว คนแก้ตัวคือจัญไร คนแก้ไขคือเจริญ สมาทานศีลอะไรก็ทำตามพรตนั้น แต่การที่ยึดได้แค่ศีลพรตคือได้แค่หลักเกณฑ์เท่านั้น ไม่ได้เข้าถึงอัตตา ปฏิบัติศีลพรตไม่รู้จักอัตตาสาม จึงไม่รู้จักอัตตวาทุปาทาน คือยึดได้แค่ลัทธิของผู้ที่มีอัตตาเป็นนิรันดร ไม่สามารถรู้ ไม่มีอุบายเครื่องออกที่จะทำให้อัตตาหรืออาตมันนี้สลายได้ คือคนที่เป็นผู้ที่ยึดได้แค่วาทะ แค่คำพูด ได้แค่เรื่องราว ยึดได้แค่ลัทธิความเชื่อถือ วาทะ เชื่อเช่นนี้แต่ไม่มีญาณปัญญาเข้าไปสัมผัสนามธรรมที่เป็นจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ พระเจ้า ไม่เข้าใจอาการพระเจ้าคืออย่างใด รู้เพียงแค่ความเชื่อ แต่ไม่สภาวะพระเจ้า โดยเฉพาะจิตวิญญาณเราก็สากลเดียวกับทุกคน แม้แต่พระเจ้าก็อันเดียวกัน ไม่ได้ต่างกันเลย พระเจ้ากับพระบุตรหรืออย่างอื่นก็ถอดแบบเดียวกันมา เราจะเป็นพระบุตรก็ต้องศึกษาหัวใจ หทย ว่าประกอบด้วยอาการอย่างไรให้ชัด สภาวะที่เรียกว่าสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สัตว์นรก เทวดาสมมุติ หรือโลกีย์ลดได้เป็นอุบัติเทพ เทวดาแท้ เราก็ทำให้เกิดจริงในใจเราได้ ขจัดอาการสัตว์นรกออกจากจิตเราได้ ถือว่าเกิดใหม่เป็นอุบัติเทพ จนไม่มีเลยลักษณะเทวดาโลกีย์ เป็นพระพรหม ไม่มีสัตว์โลกเหลืออยู่เลย ผู้ทำได้จึงพ้นอัตตวาทุปาทาน พ้นนามรูป อัตตาคือองค์ประชุมของนามรูป เรียกว่ากาย เมื่อมันประชุมสังขารกันเราก็จับได้ โดยญาณปัญญาเราอ่านออกเดี๋ยวนี้ในตัวเราของเรา จึงเรียกว่าสักกายะ นี่คือตัวตน อัตตา แต่ขยายความเป็นสักกายะคือตัวตนที่ประชุมกัน อย่างหยาบเรียกว่าโอฬาริกอัตตา ฆ่าตัวหยาบได้ก็เหลือข้างในเป็นมโนมยอัตตา รูปที่สำเร็จด้วยจิตอยู่ ข้างนอกไม่แล้ว อสังขาริกัง ไม่มีตัวกิเลสข้างนอก ตายหมดแล้ว ในกามภูมิ กามภพตายสนิทจากจิต สัมผัส ลาภ เงินทอง กี่ล้าน หมื่นล้านก็เฉย ไม่เกิดกิเลสอยากได้เลย สัมผัสโลกธรรมใดๆไม่เกิดกิเลสเลย เหลือแต่ภายในมีระริกระรี้ ยังกรึ่มๆ ฝันเพ้อว่าถ้าได้จะดี แต่ข้างนอกไม่ทำไม่เกิดกิเลสแล้ว อย่างอาตมาไม่ได้ต้องไปหลอกล่อ โกง และเล็มให้เขาเอาอะไรมาให้ ไม่ต้อง มีเท่าที่ตนมีบารมี พอหมุนใช้เป็นไปตามบารมี อาตมาพิสูจน์ตนเองว่าเราไม่เรี่ยไร และเล็ม เลียบเคียง จะบอกบุญก็บอกไปตรงๆ ครั้งสองครั้งก็หยุด ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็หยุดจบ เท่าใดเท่านั้น แต่ก็ไปได้ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักอาตมันของตน กำจัดอัตตมันของตนไม่ได้ จนเป็นนิพพานไม่มีอัตตาเขาทำไม่ได้ ศาสนาเทวนิยมจึงเป็นอัตตวาทุปาทานตลอดกาล เพราะแม้นามธรรมในตนก็ยังไม่รู้เลย ผู้ที่เป็นพุทธแต่มีทิฏฐิที่เอนเอียง ทั้งทิฏฐุปาทาน สีลลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน จึงมีอยู่ทั้งสิ้น ผู้สามารถอ่านอาการลิงค นิมิต อุเทศ ของนามธรรมนี้ออกว่านี่คือตัวเรา เช่น ตอนนี้มันกำลังเป็นกามสัตว์ ตั้งแต่อบาย สัตว์นรก อ่านออกเห็นหลัดๆ สัมผัสออกกำลังเกิดเลย ยังอยากใคร่กระสันตัณหาเลย มีปัจจุบันธรรม ทวาร 6 เปิดกระทบสัมผัสอย่างปัจจุบันธรรม จึงจับได้คาหนังคาเขา ไม่ใช่เอาสัญญามาระลึก เพราะจะปั้นเอาอย่างไรก็ได้ เช่น สัมผัสตรงหน้านี้ มะม่วงน้ำดอกไม้ นี่สัมผัสผิวพรรณรูปร่างผ่องใส เกิดอาการอยากน่ากิน เดี๋ยวนี้หลัดๆ อาการมันเกิดจริง อ่านได้จับทันนี่คือของจริง คนอื่นสัมผัสก็อยากได้ ต่างคนต่างอยากได้ก็แย่งกัน หากไม่ยอมกันก็ฆ่ากัน ใครตายก็ไม่ได้ ใครอยู่ก็ได้ เรื่องเลวร้ายมีตรงนี้ ถ้าว่าต่างคนต่างอยากได้ แต่ไม่แย่งกันไม่ฆ่ากัน อดทนเอา ไม่ได้ก็เอาอื่นแทนได้ ถ้าคนยอมเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่ไม่อยากให้เกิดสงคราม คนนี้เจริญสูง แต่คนที่จะเอาให้ได้นี้เลว แล้วก็เป็นจริง มาลงละเอียดถึงอัตตวาทุปาทานที่ยังเข้าใจไม่ได้ ก็น่าสงสาร สภาวะจิตเจตสิกจริงที่มีอาการ ลิงค นิมิต ตามผู้บรรยาย หากผู้บรรยายอุเทศไม่ชัดตามที่พระพุทธเจ้าสอน เมื่อไม่ชัดผิดเพี้ยนก็ปฏิบัติตามไม่ได้ แต่อาตมาว่าพวกเราได้ฟังอาตมาแสดงอุเทศชัด เข้าใจได้ แล้วเอาไปปฏิบัติ ถ้าทำไม่ได้ก็ตามฐานะ แต่คนทำได้จะเห็นองค์ประชุมของรูปนาม คืออัตตา คือธรรมะสองคือกาย สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป นามธรรมของเราคือปัญญาคือวิญญาณ กระทบแล้วรู้ แม้เป็นนามธรรมภายในก็อ่านออก เป็นเวทนา มันกำลังอยากได้ก็มีเวทนา สุขหรือทุกข์ ก็เป็นอาการของจิต มโน วิญญาณ ผู้มีธาตุรู้ถึงปัญญาหรือญาณทัสนวิเศษ คือธาตุรู้ที่รู้ได้ พระพุทธเจ้าจึงสรุปทฤษฎีใน ล.14 ข.258 ว่าปัญญาเกิดได้เพราะมรรคองค์ 8 และมีโพชฌงค์เป็นตัวเดิน รวมกันเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม 37 ต้องปฏิบัติแบบมีอินทรีย์ 6 ไม่มีไม่ได้ ต้องมีหูได้ยินเสียง ตาเห็นรูป อย่าไปนั่งปิดหูตา มันมิจฉาทิฏฐิ การเรียนรู้ตามปฏิจจสมุปบาท อวิชชาเพราะไม่รู้สังขาร สังขารคือการปรุงแต่งรูปนาม แม้แต่มันปรุงแต่ในจิตเป็นนามธรรมยังไม่มีชื่อเรียกเลย ก็อ่านอาการของมันออกได้ ผู้เรียนรู้ตรงกันอาการตรงกันพูดกันถูก เช่น คำว่าสูญ เป็นอย่างไร จิตว่างๆๆๆ ที่เขาพูดกันในสำนักต่างๆ มหายานจนถึงเถรวาทก็มาเถียงจิตว่าง แท้จริงจิตว่างคือจิตว่างจากกิเลส กิเลสคืออะไร ต้องรู้จักตัวตนตั้งแต่หยาบ ในศาลานี้ว่างจากช้าง แต่มีคน มีเสา มีไฟ มีธง ไม่ให้ตัวใหญ่จากช้างก่อน ศาลานี้ว่างจากหมา มีแต่ตัวคน แต่คนที่แย่กว่าหมาก็มี ก็ระวัง ในนี้จะมีหรือไม่ก็ไม่รู้ เราก็เข้าใจชัดขึ้น จนศาลานี้ว่างจากปุถุชน มีแต่อาริยชน จิตว่างนี้ต้องแยกแยะให้ชัด สุดท้ายศาลานี้ว่างจากกามแล้ว เหลือแต่รูปกับอรูป ว่างคือจิตคุณไม่มีอาการแม้กระทบสัมผัสต่อรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อายตนะ 5 สัมผัสอย่างไรกิเลสไม่เกิด คือจิตว่าง ผู้ว่างจากกามภพ ก็อยู่กับโลกกามนี่แหละ แต่เขายั่วอย่างไรก็ไม่เกิดอาการกิเลสเลย แต่เขาก็วนไปว่าจิตว่างๆนี่แหละ แต่ละสำนัก เช่น ลูกศิษย์ท่านพุทธทาสก็เก่งว่าจิตว่างอยู่เต็มไปหมด แต่ไม่พ้นอัตตวาทุปาทาน ขออภัยที่พาดพิง ถ้าท่านพุทธทาสมีสภาวะที่อาตมาอธิบาย ท่านก็ต้องพูดแล้ว ต้องมีมวลอย่างอาตมา แล้วไม่ตีทิ้งอภิธรรม เพราะคนที่มีภูมิธรรมสูงกว่าท่านพุทธทาสเรียบเรียงไว้ คนธรรมดาจะไปเรียบเรียงขนาดจิตเจตสิกอย่างนี้ได้อย่างไร เช่น จิต 52 ดวงเป็นต้น แต่ท่านพุทธทาสท่านอ่านไม่รู้เรื่องก็เลยตีทิ้ง อาตมารู้อ่านเข้าใจก็อธิบายได้ รูปตัวนี้หมายถึงรูป 28 ที่ไม่ได้หมายถึงแค่ดินน้ำไฟลม แต่คืออุปาทายรูปด้วย ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็ไปปฏิบัติให้บรรลุไม่ได้ เขาตีทิ้งไปเสีย

590403_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๐ และปฏิญาณศีล ๘

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน