สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภาคปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภาคปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท มาเข้าสู่เป้า ในปฏิจจสมุปบาท พระไตรปิฎก ล.16 ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ คนไม่รู้นี่ไม่รู้จักวิญญาณ พอคนเริ่มรู้จักวิญญาณ แยกแยะวิญญาณได้ต้องมีอายตนะ ผัสสะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงแยกแยะวิญญาณ เกิดรู้จักวิญญาณคือญาณ หรืออัญญาณ คำว่าอัญญาณแปลว่าไม่รู้ แต่ถ้าอัญญาคือรู้ได้ รู้สิ่งที่รู้คือเวทนา รู้อาการของเวทนาว่า มีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดจากตากระทบรูปก็เกิดกาย เราก็อ่านกายนี่และคือจิตเจตสิก เมื่อปรุงแต่งเกิดเวทนา ต้องเข้าใจ กาย เวทนา จิต ธรรม สี่สิ่งนี้ไม่ได้แยกกัน องค์ประชุมก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ท่านแจก ชาติ 5 ตัณหา 6 เมื่อมีการกระทบสัมผัส ฆ คือสัมผัสแตะกันแล้วเกิดปฏิกิริยา Action reaction คือปฏิ แล้วเกิดสภาพหนึ่งที่เราจับได้ มีปฏิฆสัมผัสโส การปฏิบัติต้องมีอันนี้ หรือมีสัมผัสชาเวทนา ถ้าปราศจากการสัมผัสนี้แล้ว ไม่มีเวทนาก็ไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ เรียกว่าไม่มีกรรมฐานะ ทำไมอาจารย์ทั้งหลายท่านไม่นำมาพูดเลย ก็เพราะท่านไม่รู้ หากรู้ต้องนำมาเปิดเผยตามกาละ ที่อาตมาบอกเพราะมีภูมิรู้เป็นของตน เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ได้มีอาจารย์ไหนๆมาในชาตินี้ ท่านอื่นท่านก็อ่านในพระไตรปิฎก แต่เข้าไม่ถึง จึงไม่เข้าใจนามรูป 5 ก็ใช้ไม่เป็น ไม่เข้าใจเวทนา สัญญา มีการทำงานบทบาทอย่างไร สัญญาของเราคือธาตุรู้ทำหน้าที่กำหนดหมายรู้ เป็นตำรวจตรวจสอบ แต่ทุกวันนี้ตำรวจไม่ค่อยตรวจเลย แท้จริงตำรวจต้องช่างตรวจสอบ สัญญาทำหน้าที่ช่างตรวจสอบ ผู้รู้จักอาการหน้าที่ของสัญญาจะใช้สัญญาเป็น รู้เวทนา อาการจิตมีที่หมายมุ่งหมายอะไรเป็นจุดสำคัญ มันเข้าใจ รู้ จึงรู้เจตนา ว่าคือกาม หรือพยาบาท เจตนาเป็นกลางๆ ไม่มีกามพยาบาท ไม่มีอคติ ก็รู้ว่าคือเจตนาบริ
อ่านต่อ
สุทธิ์ ไม่มีกามไม่มีพยาบาท ไม่มีเจตนาทำร้าย ก็จะเข้าใจเจตนาของตน ก็เรียนรู้ผัสสะ รู้เจตนา ว่าเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ รู้มโนสัญเจตนา ว่ามีกาม ภพ ถ้าเจตนาที่ไม่มีภพเรียกว่าวิภวภพ คือเจตนาของอรหันต์หรือพระอาริยะชั้นสูง มีจิตมุ่งหมายปรารถนา เช่น พระพุทธเจ้าท่านแจ้งเจตนาไว้ รู้เจตนา รู้ผัสสะ รู้การทำใจในใจมนสิการให้กิเลสหมดไป กิเลสหมดก็จัดการทำงานรับใช้มนุษยชาติได้อีก นามรูป 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะมนสิการ ผู้รู้รู้จริง ทำจนเป็นอรหันต์ได้ จากการทำใจในใจเรียกว่ามนสิการ ทุกวันนี้การทำใจในใจเขาไม่ค่อยเข้าใจ ว่าเราทำใจในใจของเราอย่างไร เราจัดการใจเราอย่างไร จัดการตรงไหน เรารู้กิเลสเกิด กำจัดกิเลสอย่างไร กำจัดแล้วมันหมดไปก็รู้ว่าหมดหรือไม่ จนสำเร็จผล มีญาณทัสสนะวิเศษ มีวิมุตติญาณทัสสนะ ดับได้แล้วกิเลสตายคือนิโรธ เราหลุดพ้นจากมันได้ มันจะมาสัมผัสมันก็เกี่ยวเราไม่ได้ เรามีฤทธิ์เดชมากกว่ามัน พิสูจน์ได้ อาตมาบรรยายสอนย้ำว่าต้องมีตัว 6 นี้สำคัญ ภาคปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท วิญญาณเรียนรู้ 6 แล้วรู้สังขาร 3 คือกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร สังขารเสร็จก็รู้วิญญาณ แยกแยะนามรูป ก็ต้องมีนามธรรมที่เป็นปัญญาเป็นสัญญา อ่านตัวที่ถูกรู้คือวิญญาณ วิญญาณที่ปรุงแต่งด้วยอวิชชาคือสัตว์นรก ก็อ่านโดยเอาสัญญากำหนดรู้เวทนา กำหนดรู้ว่ามันสุขทุกข์อย่างไร แล้วแยกออกว่าในเวทนานี้มีจิต ที่เป็นอกุศลจิตคือกิเลสตัณหาเป็นสมุทัยไหม ถ้าเรากำจัดสมุทัยออกได้เวทนาเราก็สะอาด ทำได้ก็ต้องรู้ผัสสะจริง วิญญาณ 6 นามรูป 5 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 ในตัณหา 6 ก็มีตัณหา 3 อย่างหยาบคือกามตัณหา ก็กำจัดก่อน ตั้งแต่อบายก่อนเลย แล้วค่อยทำละเอียดมา จนหมดกิเลสที่เกิดกับทวารนอกได้ ดับได้จิตว่างจากกิเลสกาม เหมือนศาลานี้ว่างจากช้าง แต่ในนี้มีรูปภพอรูปภพอีก ก็เรียนรู้ที่เหลือ แต่ก็อยู่กับช้างได้ ช้างเข้ามาไม่ได้ เรามีฤทธิ์เหนือช้างได้ ศาสนาพุทธไม่ได้หนีจากเหตุปัจจัยจากโลก จากอบายภูมิ จากกามภูมิ เหลือรูปภูมิอรูปภูมิเป็นภวตัณหา ก็ล้างมันอีก หมดรูปตัณหา เหลืออรูปตัณหาก็ล้างออกได้ หมดก็ไม่ได้หนีไปไหน ทวาร 6 วิญญาณ 6 ผัสสะ 6 ตัณหา 6 ก็อยู่ครบ แต่ตัณหานั้นเราไม่มีกามตัณหา หรือภวตัณหา มีแต่วิภวตัณหา คือไม่เกิดกามภพ รูปภพ อรูปภพอีกแล้ว เป็นชาติที่ละเอียดสุดแล้ว ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพัตติ ถ้าเราทำให้เหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปหมดแล้ว ผู้นั้นก็อภินิพพัตติ ไม่มีกิเลสชาติเลย โอกกันติ เป็นสัมผัสปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีอวิชชา รู้ทันจับกิเลสได้ โอกกันติก็เป็นนิพพัตติ กิเลสลดลงเรื่อย ก็เป็นอภินิพพัตติ เกิดที่ไม่มีกิเลสเกิดร่วมเลยสูงสุด นิพพัตติคือลดไปเรื่อยๆ อภินิพัตติคือสูงสุดแล้ว เราก็เห็นของจริงได้ก็เอามาพูดได้ อาตมาเห็นของจริงตนทำได้ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกได้ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ทำไม่มีผัสสะ หนีผัสสะ แล้วบังคับใจให้ไม่รู้อีก อันนี้ผิดจากคำสอนพระพุทธเจ้าเลย ถ้าแก้ไขความรู้อันนี้ประเด็นเดียวนี่แหละ เอาศีล 5 เป็นหลัก แม้บวชพระแล้วจะถือว่าตนมีศีล 227 ก็ไม่รู้เรื่องแม้แต่ศีล 5 เลย ก็ไม่เป็นไปตามลำดับ บวชเป็นพระแล้วก็ต้องเอาตั้งแต่ศีล 5 จะขึ้นเป็นสังฆราชแล้วศีล 8 ยังไม่รู้เรื่อง ชื่นใจที่ได้เดินเหยียบดอกไม้อีก เวรจริงๆ จะเอาอะไรไปสอนเขา ใครจะเปลี่ยนหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่คนที่มานี่ ใครมากี่ครั้งก็ตาม แต่วันนี้คุณมาก็ใช้ได้แล้ว มาเป็นเครื่องยืนยันว่าเราเห็นคุณค่าของการอบรมขัดเกลาอุเทศชนิดนี้ การมาฝึกปรือขัดเกลาไม่ใช่แค่ปริยัติ อุเทศ แต่เรามีปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ 6 เท่าที่เรามีสิ่งแวดล้อม กิเลสหยาบๆยังไม่รู้เลย แต่กิเลสพวกเราไม่หยาบก็รู้ได้ 590403_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๐ และปฏิญาณศีล ๘