590403_พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๐ และปฏิญาณศีล ๘.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข29 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590403 พ่อครูเทศน์เปิดงานปลุกเสกฯครั้งที่ 40 และปฏิญาณศีล 8

พ่อครูว่า...วั นนี้วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2559 ไปจนถึงวันที่ 9 เมษายน 2559 นี้ ที่บวรราชธานีอโศกก็จะเป็นงานหลักของชาวอโศก ครั้งที่ 40 เป็นงานประเพณีจารีตที่ชาวอโศกจะต้องทำไปอย่างไม่มีกำหนด จนกว่าจะเสื่อมสลายในตัวมันเอง จะยาวไปเท่าไหร่ก็ช่างมัน 40 ปีผ่านไป ที่เห็นหน้านี้ก็แน่ๆ ที่ไม่เห็นหน้าก็แน่ๆ แต่ที่ตายไปแล้วก็มาไม่ได้ หรือป่วยมาไม่ได้ก็แล้วไป มันมีหลายแบบ

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน อุปาทาน 4 อย่าง เดี๋ยวนี้ถ่ายทอดสดไปด้วย หลายคนก็เลยบอกว่าสบายอยู่ที่บ้าน แต่มาอยู่ที่นี่ได้แตะต้องสัมผัส ทั้งตาหูจมูกลิ้นกาย มีสัมผัสละเอียดโผฏฐัพพะ ภายนอกหมด แล้วรวมเป็นเวทนาภายใน เป็นธรรมารมณ์ ญาณ ของจิตนิยามจะมีประสิทธิภาพรู้ได้ รู้สึกเรียกว่ามีเวทนา เป็นธรรมะสองที่เพิ่มดีกรีของคุณภาพธาตุรู้ของจิตนิยาม พีชนิยามก็เริ่มมีธาตุรู้ อุตุนิยามไม่มีธาตุรู้ มันเกิดตามประสาของพลังงานฟิสิกส์ จะอยู่อย่างไฟฟ้า แม่เหล็กทำลายหรือสร้าง ดูดหรือผลัก เย็นร้อนอ่อนแข็งไม่มีธาตุรู้สึก แม้แต่พีชนิยามก็เป็นเพียงธาตุรู้ เริ่มรู้จักตัวเองของมัน ตัวเองจริงๆคือ ish คือรูป นาม แล้วก็ธาตุรู้องค์รวม และก็เกิดธาตุรู้เป็นสามเส้า มีเท่านี้แหละ i he she ใช้พยัญชนะเรียกไปเท่านั้น มีตัวขัดเกลาเอง i มีสองสภาวะ สองนี้ไม่ใช่ตัวเราแน่นอน แล้วก็มีอื่น เหมือนฟิสิกส์ เมื่อมีสองก็จะมีเรา นิวเคลียสเป็นสภาพสาม จิตนิยามก็เหมือนกัน เราย่อลงมาเรียนแค่สามหน่วย ish หรือรูป นาม และธาตุรู้ในฐานะเราเป็นจิตนิยาม มีเวทนา สัญญา สังขาร จึงมีธาตุรู้ได้ดีกว่า พีชนิยาม วิญญาณ เป็นธา ตุรู้ที่อวิชชา ถ้าเป็นวิญญาณที่เป็นปัญญาหรือวิชชาคือรู้ของจริงตามความเป็นจริงไปตามลำดั

อ่านต่อ

บ แล้วสามารถจัดการกับสิ่งที่ไม่ต้องการแล้วกำจัดออกหรือทำลายให้สูญหายไปจากจิตได้ พระพุทธเจ้าสามารถทำได้ แตกตัวเป็นธาตุเบากับธาตุหนัก ฟิวชั่นรวมกันเป็นธาตุหนัก ส่วนฟิชชั่นจะแตกตัวกระจายหายไป ก็ปล่อยทิ้งไปเลย สูญหายไปเลย แล้วก็พยายามประมวลเดาได้ มีสภาวะรู้ได้แค่ half life แต่ของพระพุทธเจ้านี้รู้องค์รวมตั้งแต่นิวเคลียส รู้ธาตุรู้ที่เป็นอวิชชาให้เป็นวิชชาหรือปัญญา มีประสิทธิภาพสูงกว่าสัญญา แต่ถ้าเป็นพีชะก็ไม่เก่งในการรู้ แต่ปัญญานี่รู้ได้ชัดเจนละเอียดละออ รู้แม้แต่ตอนไม่แตกตัวเป็นธาตุหนักหรือธาตุเบา มีสองสภาวะ ที่เรียกโดยภาษาว่า เพศผู้คือปุริสภาวะ และ เพศเมียคืออิตถีภาวะ เป็นสองเพศนี่เอง ศาสนาพุทธรู้ชัด แยกฟิวชั่น ฟิชชั่นได้ และสามารถกำหนดหมายให้ฤทธิ์เดชของเพศเมียหยุด อย่าออกบทบาท ให้เป็นเพศเดียวกันกับเพศผู้ได้เลย เป็นหนึ่งได้เลย มีอำนาจฤทธิ์เดชแท้ๆ สามารถควบคุมพลังงานที่อ่อนแอกว่าให้เป็นสามัญตา ให้มีส่วนร่วมส่วนช่วย เพศเมียจึงเป็นผู้ช่วยที่ซื่อสัตย์อยู่อย่างจำนน แต่จำนนไม่ใช่เพราะถูกบังคับ แต่เขาเห็นด้วยปัญญาจึงยอมด้วยใจจริง อันนี้อยู่ในเพศหญิงก็มีปัญญาตัวนี้ได้ ตัวจบตัวสูงสุดตัวนี้ได้ พระพุทธเจ้าจึงจำนนต่อพระอานนท์ ให้ผู้หญิงบวช เพราะแม้เป็นผู้หญิงก็มีปัญญาทำให้เกิดความสูญ ความว่าง ความไม่มีกิเลสในจิตวิญญาณอีกเลยได้ พระพุทธเจ้าจึงต้องจำนน เพศหญิงจึงสามารถบรรลุอรหันต์ได้แม้จะอยู่ในสภาพองคาพยพไม่ครบ แต่มีปัญญาได้ ปัญญาเกิดได้อย่างไร ปัญญาคือธาตุรู้สูงกว่าสัญญา ลึกละเอียดคมแม่นเก่งกว่า วิเศษกว่า ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละหรือปัญญาผลที่รู้จบรู้ชัด ปัญญาเหล่านี้เกิดจากปฏิบัติมรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 เมื่อเกิดผลก็จะเป็นอินทรีย์พละ อินทรีย์คือดีกรี ส่วนพละคือผล สั่งสมเป็นศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา คือการเกิดสภาวะพลังงานทางจิตที่สมบูรณ์แบบ เกิดเมื่อเรียนรู้จักใช้ มรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 ในทุกกรรม กรรมที่ทำอาชีพเลี้ยงตน กรรมที่ประกอบด้วยกายวาจาใจ หรือวจีอย่างเดียว หรือมโนกรรม หรือสังกัปปะ แหล่งที่เรียกว่ามโนกรรมหรือสังกัปปะ เป็นจุดรวมที่จะต้องมีญาณปัญญา วิชชาเข้าไปเห็น (ปัสสติ) เห็นด้วยการสัมผัสรู้เรียกว่าปฏิฆสัมผัสโส มีญาณปัญญาวิชชาสัมผัสแตะเลย จิตเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง หลับตาไปเห็นรูปร่างในจิตคืออุปาทาน นามธรรมเป็นแค่อาการไหวๆ ไม่มีรูปร่างสีสันเส้นสายอะไรเลย เป็นอาการเคลื่อนที่ ไหว ต้องอ่านอาการให้ออก เช่น อาการกำลังโกรธ คุณสามารถฝึกให้รู้ได้ นี่โกรธกำลังเกิดนะ แล้วอ่านในปัจจุบัน ไม่มีเส้นแสงสีรูปร่างตัวตน แต่คนยากที่ไปสอนกันว่ารูปต้องมีตัวตน ซึ่งมันไม่ใช่ เห็นอยู่รู้อยู่นี่ไม่ใช่รูปร่าง แต่เป็นอาการของความรู้สึก มันเป็นอาการความรู้สึก ไม่ใช่ร่างหรือสรีระของความรู้สึก ถ้าไม่ละเอียดพอ จะเข้าใจสรีระกับความรู้สึกว่าต่างกันไม่ได้ ก็ไม่สามารถเรียนรู้เรื่องกาย กายนี่ต้องมีองค์สองตลอด คือมีสิ่งที่ถูกรู้ กับธาตุรู้ที่เป็นญาณปัญญาวิชชาไปอ่านตัวถูกรู้ได้ ตั้งแต่หยาบๆ ที่มีดินน้ำไฟลมได้ เช่น สิ่งประกอบฉากนี้ ให้รู้ว่าเรามีมาก กินได้ ใช้เลี้ยงชีวิตได้ การยึดถือเพี้ยน ๆไปจากความจริงเรียกอุปาทาน พระพุทธเจ้าสอนไว้สี่อย่างเป็นอัตตา 4 กามุปาทานเป็นอาการของราคะของกาม อยากได้มาเสพสัมผัส มาเป็นเรา เป็นของเรา ถ้าเป็นของเราคือโลภ ถ้าอยากเอามาสัมผัสเป็นรสบำเรอใจคือราคะ ทิฏฐุปาทานคือการยึดความเห็น ความรู้ ความเชื่อถือ เป็นนามธรรมทั้งนั้น แต่เข้าใจได้ ว่าเรามีความเห็นเช่นนี้ สีลลัพพตุปาทาน คือยึดในศีลพรตที่ตนเข้าใจ ศีล 5 หรือศีล 8 ศีล 10 ศีล 10 คือไม่สะสมเงินทอง ตั้งแต่เป็นเณร อย่างสิกขมาตุเราก็ทำได้ แต่พระทางโน้นเขาร้องว่าไม่มีเงินไม่ได้ มันยุคเดียวกันนะ ศาสนาอ่อนแอเพราะคนแก้ตัว คนแก้ตัวคือจัญไร คนแก้ไขคือเจริญ สมาทานศีลอะไรก็ทำตามพรตนั้น แต่การที่ยึดได้แค่ศีลพรตคือได้แค่หลักเกณฑ์เท่านั้น ไม่ได้เข้าถึงอัตตา ปฏิบัติศีลพรตไม่รู้จักอัตตาสาม จึงไม่รู้จักอัตตวาทุปาทาน คือยึดได้แค่ลัทธิของผู้ที่มีอัตตาเป็นนิรันดร ไม่สามารถรู้ ไม่มีอุบายเครื่องออกที่จะทำให้อัตตาหรืออาตมันนี้สลายได้ คือคนที่เป็นผู้ที่ยึดได้แค่วาทะ แค่คำพูด ได้แค่เรื่องราว ยึดได้แค่ลัทธิความเชื่อถือ วาทะ เชื่อเช่นนี้แต่ไม่มีญาณปัญญาเข้าไปสัมผัสนามธรรมที่เป็นจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ พระเจ้า ไม่เข้าใจอาการพระเจ้าคืออย่างใด รู้เพียงแค่ความเชื่อ แต่ไม่สภาวะพระเจ้า โดยเฉพาะจิตวิญญาณเราก็สากลเดียวกับทุกคน แม้แต่พระเจ้าก็อันเดียวกัน ไม่ได้ต่างกันเลย พระเจ้ากับพระบุตรหรืออย่างอื่นก็ถอดแบบเดียวกันมา เราจะเป็นพระบุตรก็ต้องศึกษาหัวใจ หทย ว่าประกอบด้วยอาการอย่างไรให้ชัด สภาวะที่เรียกว่าสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สัตว์นรก เทวดาสมมุติ หรือโลกีย์ลดได้เป็นอุบัติเทพ เทวดาแท้ เราก็ทำให้เกิดจริงในใจเราได้ ขจัดอาการสัตว์นรกออกจากจิตเราได้ ถือว่าเกิดใหม่เป็นอุบัติเทพ จนไม่มีเลยลักษณะเทวดาโลกีย์ เป็นพระพรหม ไม่มีสัตว์โลกเหลืออยู่เลย ผู้ทำได้จึงพ้นอัตตวาทุปาทาน พ้นนามรูป อัตตาคือองค์ประชุมของนามรูป เรียกว่ากาย เมื่อมันประชุมสังขารกันเราก็จับได้ โดยญาณปัญญาเราอ่านออกเดี๋ยวนี้ในตัวเราของเรา จึงเรียกว่าสักกายะ นี่คือตัวตน อัตตา แต่ขยายความเป็นสักกายะคือตัวตนที่ประชุมกัน อย่างหยาบเรียกว่าโอฬาริกอัตตา ฆ่าตัวหยาบได้ก็เหลือข้างในเป็นมโนมยอัตตา รูปที่สำเร็จด้วยจิตอยู่ ข้างนอกไม่แล้ว อสังขาริกัง ไม่มีตัวกิเลสข้างนอก ตายหมดแล้ว ในกามภูมิ กามภพตายสนิทจากจิต สัมผัส ลาภ เงินทอง กี่ล้าน หมื่นล้านก็เฉย ไม่เกิดกิเลสอยากได้เลย สัมผัสโลกธรรมใดๆ ไม่เกิดกิเลสเลย เหลือแต่ภายในมีระริกระรี้ ยังกรึ่มๆ ฝันเพ้อว่าถ้าได้จะดี แต่ข้างนอกไม่ทำไม่เกิดกิเลสแล้ว อย่างอาตมาไม่ได้ต้องไปหลอกล่อ โกง และเล็มให้เขาเอาอะไรมาให้ ไม่ต้อง มีเท่าที่ตนมีบารมี พอหมุนใช้เป็นไปตามบารมี อาตมาพิสูจน์ตนเองว่าเราไม่เรี่ยไร และเล็ม เลียบเคียง จะบอกบุญก็บอกไปตรงๆ ครั้งสองครั้งก็หยุด ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็หยุดจบ เท่าใดเท่านั้น แต่ก็ไปได้ ศาสนาเทวนิยมไม่รู้จักอาตมันของตน กำจัดอัตตมันของตนไม่ได้ จนเป็นนิพพานไม่มีอัตตาเขาทำไม่ได้ ศาสนาเทวนิยมจึงเป็นอัตตวาทุปาทานตลอดกาล เพราะแม้นามธรรมในตนก็ยังไม่รู้เลย ผู้ที่เป็นพุทธแต่มีทิฏฐิที่เอนเอียง ทั้งทิฏฐุปาทาน สีลลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน จึงมีอยู่ทั้งสิ้น ผู้สามารถอ่านอาการลิงค นิมิต อุเทศ ของนามธรรมนี้ออกว่านี่คือตัวเรา เช่น ตอนนี้มันกำลังเป็นกามสัตว์ ตั้งแต่อบาย สัตว์นรก อ่านออกเห็นหลัดๆ สัมผัสออกกำลังเกิดเลย ยังอยากใคร่กระสันตัณหาเลย มีปัจจุบันธรรม ทวาร 6 เปิดกระทบสัมผัสอย่างปัจจุบันธรรม จึงจับได้คาหนังคาเขา ไม่ใช่เอาสัญญามาระลึก เพราะจะปั้นเอาอย่างไรก็ได้ เช่น สัมผัสตรงหน้านี้ มะม่วงน้ำดอกไม้ นี่สัมผัสผิวพรรณรูปร่างผ่องใส เกิดอาการอยากน่ากิน เดี๋ยวนี้หลัดๆ อาการมันเกิดจริง อ่านได้จับทันนี่คือของจริง คนอื่นสัมผัสก็อยากได้ ต่างคนต่างอยากได้ก็แย่งกัน หากไม่ยอมกันก็ฆ่ากัน ใครตายก็ไม่ได้ ใครอยู่ก็ได้ เรื่องเลวร้ายมีตรงนี้ ถ้าว่าต่างคนต่างอยากได้ แต่ไม่แย่งกันไม่ฆ่ากัน อดทนเอา ไม่ได้ก็เอาอื่นแทนได้ ถ้าคนยอมเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะกลัว แต่ไม่อยากให้เกิดสงคราม คนนี้เจริญสูง แต่คนที่จะเอาให้ได้นี้เลว แล้วก็เป็นจริง มาลงละเอียดถึงอัตตวาทุปาทานที่ยังเข้าใจไม่ได้ ก็น่าสงสาร สภาวะจิตเจตสิกจริงที่มีอาการ ลิงค นิมิต ตามผู้บรรยาย หากผู้บรรยายอุเทศไม่ชัดตามที่พระพุทธเจ้าสอน เมื่อไม่ชัดผิดเพี้ยนก็ปฏิบัติตามไม่ได้ แต่อาตมาว่าพวกเราได้ฟังอาตมาแสดงอุเทศชัด เข้าใจได้ แล้วเอาไปปฏิบัติ ถ้าทำไม่ได้ก็ตามฐานะ แต่คนทำได้จะเห็นองค์ประชุมของรูปนาม คืออัตตา คือธรรมะสองคือกาย สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป นามธรรมของเราคือปัญญาคือวิญญาณ กระทบแล้วรู้ แม้เป็นนามธรรมภายในก็อ่านออก เป็นเวทนา มันกำลังอยากได้ก็มีเวทนา สุขหรือทุกข์ ก็เป็นอาการของจิต มโน วิญญาณ ผู้มีธาตุรู้ถึงปัญญาหรือญาณทัสนวิเศษ คือธาตุรู้ที่รู้ได้ พระพุทธเจ้าจึงสรุปทฤษฎีใน ล.14 ข.258 ว่าปัญญาเกิดได้เพราะมรรคองค์ 8 และมีโพชฌงค์เป็นตัวเดิน รวมกันเรียกว่าโพธิปักขิยธรรม 37 ต้องปฏิบัติแบบมีอินทรีย์ 6 ไม่มีไม่ได้ ต้องมีหูได้ยินเสียง ตาเห็นรูป อย่าไปนั่งปิดหูตา มันมิจฉาทิฏฐิ การเรียนรู้ตามปฏิจจสมุปบาท อวิชชา เพราะไม่รู้สังขาร สังขารคือการปรุงแต่งรูปนาม แม้แต่มันปรุงแต่ในจิตเป็นนามธรรมยังไม่มีชื่อเรียกเลย ก็อ่านอาการของมันออกได้ ผู้เรียนรู้ตรงกันอาการตรงกันพูดกันถูก เช่น คำว่าสูญ เป็นอย่างไร จิตว่างๆๆๆ ที่เขาพูดกันในสำนักต่างๆ มหายานจนถึงเถรวาทก็มาเถียงจิตว่าง แท้จริงจิตว่างคือจิตว่างจากกิเลส กิเลสคืออะไร ต้องรู้จักตัวตนตั้งแต่หยาบ ในศาลานี้ว่างจากช้าง แต่มีคน มีเสา มีไฟ มีธง ไม่ให้ตัวใหญ่จากช้างก่อน ศาลานี้ว่างจากหมา มีแต่ตัวคน แต่คนที่แย่กว่าหมาก็มี ก็ระวัง ในนี้จะมีหรือไม่ก็ไม่รู้ เราก็เข้าใจชัดขึ้น จนศาลานี้ว่างจากปุถุชน มีแต่อาริยชน จิตว่างนี้ต้องแยกแยะให้ชัด สุดท้ายศาลานี้ว่างจากกามแล้ว เหลือแต่รูปกับอรูป ว่างคือจิตคุณไม่มีอาการแม้กระทบสัมผัสต่อรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อายตนะ 5 สัมผัสอย่างไรกิเลสไม่เกิด คือจิตว่าง ผู้ว่างจากกามภพ ก็อยู่กับโลกกามนี่แหละ แต่เขายั่วอย่างไรก็ไม่เกิดอาการกิเลสเลย แต่เขาก็วนไปว่าจิตว่างๆนี่แหละ แต่ละสำนัก เช่น ลูกศิษย์ท่านพุทธทาสก็เก่งว่าจิตว่างอยู่เต็มไปหมด แต่ไม่พ้นอัตตวาทุปาทาน ขออภัยที่พาดพิง ถ้าท่านพุทธทาสมีสภาวะที่อาตมาอธิบาย ท่านก็ต้องพูดแล้ว ต้องมีมวลอย่างอาตมา แล้วไม่ตีทิ้งอภิธรรม เพราะคนที่มีภูมิธรรมสูงกว่าท่านพุทธทาสเรียบเรียงไว้ คนธรรมดาจะไปเรียบเรียงขนาดจิตเจตสิกอย่างนี้ได้อย่างไร เช่น จิต 52 ดวงเป็นต้น แต่ท่านพุทธทาสท่านอ่านไม่รู้เรื่องก็เลยตีทิ้ง อาตมารู้อ่านเข้าใจก็อธิบายได้ รูปตัวนี้หมายถึง สิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้หมายถึงแค่ดินน้ำไฟลมข้างนอกเท่านั้น แต่คืออุปาทายรูปด้วย ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็ไปปฏิบัติให้บรรลุไม่ได้ เขาตีทิ้งไปเสีย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ภาคปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท มาเข้าสู่เป้า ในปฏิจจสมุปบาท พระไตรปิฎก ล.16 ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ คนไม่รู้นี่ไม่รู้จักวิญญาณ พอคนเริ่มรู้จักวิญญาณ แยกแยะวิญญาณได้ต้องมีอายตนะ ผัสสะ มีผัสสะเป็นปัจจัย จึงแยกแยะวิญญาณ เกิดรู้จักวิญญาณคือญาณ หรืออัญญาณ คำว่าอัญญาณแปลว่าไม่รู้ แต่ถ้าอัญญาคือรู้ได้ รู้สิ่งที่รู้คือเวทนา รู้อาการของเวทนาว่า มีสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดจากตากระทบรูปก็เกิดกาย เราก็อ่านกายนี่และคือจิตเจตสิก เมื่อปรุงแต่งเกิดเวทนา ต้องเข้าใจ กาย เวทนา จิต ธรรม สี่สิ่งนี้ไม่ได้แยกกัน องค์ประชุมก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม ท่านแจก ชาติ 5 ตัณหา 6 เมื่อมีการกระทบสัมผัส ฆ คือสัมผัสแตะกันแล้วเกิดปฏิกิริยา Action reaction คือปฏิ แล้วเกิดสภาพหนึ่งที่เราจับได้ มีปฏิฆสัมผัสโส การปฏิบัติต้องมีอันนี้ หรือมีสัมผัสชาเวทนา ถ้าปราศจากการสัมผัสนี้แล้ว ไม่มีเวทนาก็ไม่เป็นฐานะที่จะปฏิบัติได้ เรียกว่าไม่มีกรรมฐานะ ทำไมอาจารย์ทั้งหลายท่านไม่นำมาพูดเลย ก็เพราะท่านไม่รู้ หากรู้ต้องนำมาเปิดเผยตามกาละ ที่อาตมาบอกเพราะมีภูมิรู้เป็นของตน เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ไม่ได้มีอาจารย์ไหนๆ มาในชาตินี้ ท่านอื่นท่านก็อ่านในพระไตรปิฎก แต่เข้าไม่ถึง จึงไม่เข้าใจนามรูป 5 ก็ใช้ไม่เป็น ไม่เข้าใจเวทนา สัญญา มีการทำงานบทบาทอย่างไร สัญญาของเราคือธาตุรู้ทำหน้าที่กำหนดหมายรู้ เป็นตำรวจตรวจสอบ แต่ทุกวันนี้ตำรวจไม่ค่อยตรวจเลย แท้จริงตำรวจต้องช่างตรวจสอบ สัญญาทำหน้าที่ช่างตรวจสอบ ผู้รู้จักอาการหน้าที่ของสัญญาจะใช้สัญญาเป็น รู้เวทนา อาการจิตมีที่หมายมุ่งหมายอะไรเป็นจุดสำคัญ มันเข้าใจ รู้ จึงรู้เจตนา ว่าคือกาม หรือพยาบาท เจตนาเป็นกลางๆ ไม่มีกามพยาบาท ไม่มีอคติ ก็รู้ว่าคือเจตนาบริสุทธิ์ ไม่มีกามไม่มีพยาบาท ไม่มีเจตนาทำร้าย ก็จะเข้าใจเจตนาของตน ก็เรียนรู้ผัสสะ รู้เจตนา ว่าเป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ รู้มโนสัญเจตนา ว่ามีกาม ภพ ถ้าเจตนาที่ไม่มีภพเรียกว่าวิภวภพ คือเจตนาของอรหันต์หรือพระอาริยะชั้นสูง มีจิตมุ่งหมายปรารถนา เช่น พระพุทธเจ้าท่านแจ้งเจตนาไว้ รู้เจตนา รู้ผัสสะ รู้การทำใจในใจมนสิการให้กิเลสหมดไป กิเลสหมดก็จัดการทำงานรับใช้มนุษยชาติได้อีก นามรูป 5 เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะมนสิการ ผู้รู้รู้จริง ทำจนเป็นอรหันต์ได้ จากการทำใจในใจเรียกว่ามนสิการ ทุกวันนี้การทำใจในใจเขาไม่ค่อยเข้าใจ ว่าเราทำใจในใจของเราอย่างไร เราจัดการใจเราอย่างไร จัดการตรงไหน เรารู้กิเลสเกิด กำจัดกิเลสอย่างไร กำจัดแล้วมันหมดไปก็รู้ว่าหมดหรือไม่ จนสำเร็จผล มีญาณทัสสนะวิเศษ มีวิมุตติญาณทัสสนะ ดับได้แล้วกิเลสตายคือนิโรธ เราหลุดพ้นจากมันได้ มันจะมาสัมผัสมันก็เกี่ยวเราไม่ได้ เรามีฤทธิ์เดชมากกว่ามัน พิสูจน์ได้ อาตมาบรรยายสอนย้ำว่าต้องมีตัว 6 นี้สำคัญ ภาคปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท วิญญาณเรียนรู้ 6 แล้วรู้สังขาร 3 คือกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร สังขารเสร็จก็รู้วิญญาณ แยกแยะนามรูป ก็ต้องมีนามธรรมที่เป็นปัญญาเป็นสัญญา อ่านตัวที่ถูกรู้คือวิญญาณ วิญญาณที่ปรุงแต่งด้วยอวิชชาคือสัตว์นรก ก็อ่านโดยเอาสัญญากำหนดรู้เวทนา กำหนดรู้ว่ามันสุขทุกข์อย่างไร แล้วแยกออกว่าในเวทนานี้มีจิต ที่เป็นอกุศลจิตคือกิเลสตัณหาเป็นสมุทัยไหม ถ้าเรากำจัดสมุทัยออกได้เวทนาเราก็สะอาด ทำได้ก็ต้องรู้ผัสสะจริง วิญญาณ 6 นามรูป 5 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 ในตัณหา 6 ก็มีตัณหา 3 อย่างหยาบคือกามตัณหา ก็กำจัดก่อน ตั้งแต่อบายก่อนเลย แล้วค่อยทำละเอียดมา จนหมดกิเลสที่เกิดกับทวารนอกได้ ดับได้จิตว่างจากกิเลสกาม เหมือนศาลานี้ว่างจากช้าง แต่ในนี้มีรูปภพอรูปภพอีก ก็เรียนรู้ที่เหลือ แต่ก็อยู่กับช้างได้ ช้างเข้ามาไม่ได้ เรามีฤทธิ์เหนือช้างได้ ศาสนาพุทธไม่ได้หนีจากเหตุปัจจัยจากโลก จากอบายภูมิ จากกามภูมิ เหลือรูปภูมิอรูปภูมิเป็นภวตัณหา ก็ล้างมันอีก หมดรูปตัณหา เหลืออรูปตัณหาก็ล้างออกได้ หมดก็ไม่ได้หนีไปไหน ทวาร 6 วิญญาณ 6 ผัสสะ 6 ตัณหา 6 ก็อยู่ครบ แต่ตัณหานั้นเราไม่มีกามตัณหา หรือภวตัณหา มีแต่วิภวตัณหา คือไม่เกิดกามภพ รูปภพ อรูปภพอีกแล้ว เป็นชาติที่ละเอียดสุดแล้ว ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพัตติ ถ้าเราทำให้เหตุแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปหมดแล้ว ผู้นั้นก็อภินิพพัตติ ไม่มีกิเลสชาติเลย โอกกันติ เป็นสัมผัสปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีอวิชชา รู้ทันจับกิเลสได้ โอกกันติก็เป็นนิพพัตติ กิเลสลดลงเรื่อย ก็เป็นอภินิพพัตติ เกิดที่ไม่มีกิเลสเกิดร่วมเลยสูงสุด นิพพัตติคือลดไปเรื่อยๆ อภินิพัตติคือสูงสุดแล้ว เราก็เห็นของจริงได้ก็เอามาพูดได้ อาตมาเห็นของจริงตนทำได้ มีหลักฐานในพระไตรปิฎกได้ ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ทำไม่มีผัสสะ หนีผัสสะ แล้วบังคับใจให้ไม่รู้อีก อันนี้ผิดจากคำสอนพระพุทธเจ้าเลย ถ้าแก้ไขความรู้อันนี้ อันเดียวนี่แหละ เอาศีล 5 เป็นหลัก แม้บวชพระแล้วจะถือว่าตนมีศีล 227 ก็ไม่รู้เรื่องแม้แต่ศีล 5 เลย ก็ไม่เป็นไปตามลำดับ บวชเป็นพระแล้วก็ต้องเอาตั้งแต่ศีล 5 จะขึ้นเป็นสังฆราชแล้วศีล 8 ยังไม่รู้เรื่อง ชื่นใจที่ได้เดินเหยียบดอกไม้อีก เวรจริงๆ จะเอาอะไรไปสอนเขา ใครจะเ ปลี่ยนหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่คนที่มานี่ ใครมากี่ครั้งก็ตาม แต่วันนี้คุณมาก็ใช้ได้แล้ว มาเป็นเครื่องยืนยันว่าเราเห็นคุณค่าของการอบรมขัดเกลาอุเทศชนิดนี้ การมาฝึกปรือขัดเกลาไม่ใช่แค่ปริยัติ อุเทศ แต่เรามีปฏิบัติโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ 6 เท่าที่เรามีสิ่งแวดล้อม กิเลสหยาบๆ ยังไม่รู้เลย แต่กิเลสพวกเราไม่หยาบก็รู้ได้

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ชาวอโศกเป็นแผ่นดินพุทธ สังคมชาวอโศกก็ขอพูดความจริงสู่ฟังว่า อโศกเกิดพุทธบริษัท มีอุบาสก อุบาสิกา นักบวชชาย นักบวชหญิง ที่มีอาริยธรรม มีธรรมพระพุทธเจ้าที่พัฒนาเป็นอาริยะ จนเกิดชุมชนมีวัฒนธรรม พฤติกรรมสังคมที่สอดคล้องกับในหลวงตรัสเพราะพุทธศาสนาของบ้านเมืองเป็นศาสนาของประเทศชาติ เป็นศาสนาที่ผู้รู้ที่ไปบริหารปกครองจัดการกับมวลชนในประเทศ ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นพุทธศาสนิกชนมีภูมิธรรมสูงขั้นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงงานเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาหกสิบกว่าปีแล้ว ปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม มีผลดีงามมากจนทำให้ชาวอโศกที่เป็นพุทธอยู่ได้เกิดได้ ถ้าประเทศนี้ไม่มีในหลวง ไม่มีความรู้ทางพระพุทธศาสนา อโศกอยู่ไม่ได้ขอบอกเพราะมีพระเจ้าแผ่นดินเข้าใจว่าแบบคนจนต้องบริหารแบบคนจน ต้องขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ที่ชาวอโศกเข้าใจและปฏิบัติจริง มีความสุขจากการขาดทุนจริง อันเป็นสัจจะทวนกระแสโลกีย์ อโศกจึงอยู่ได้ขอยืนยัน และมีผู้รู้ที่มีภูมิธรรมทางพุทธ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุผู้ใหญ่ที่รู้ความจริงว่าคนมาขาดทุนคือคนที่ช่วยสังคมคนเอาเปรียบสังคมคือคนชั่ว เป็น อนาริยชน คือคนไม่เจริญ ไม่ว่าจะเป็นภิกษุหรือผู้บริหารประเทศท่านพอรู้สัจธรรมอันนี้ อโศกจึงอยู่ได้ ถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัว ไม่มีภิกษุผู้รู้ ไม่มีผู้บริหารประเทศที่มีทุนทางสังคมรู้ อโศกอยู่ไม่ได้ ตอนนี้ก็ได้ก็ระเหเร่ร่อนไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ชาวอโศกเป็นอาริยบุคคล มีศีล 5 ศีล 8 เป็นปกติ ศีล 10 ด้วย พ้นมิจฉาอาชีวะ 5 อาจมีส่วนที่ไม่พ้นตามลำดับ แต่ว่ามีคนที่พ้นการมอบตนในทางผิด พ้นลาภแลกลาภ แต่พ้นกุหนาลปนานี้ไม่มี เหลือฐานเนมิตกตา เป็นฐานตัวใครตัวใครที่ต้องทำให้ตนมีมงคลอันอุดม นอกนั้น นิปเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตาก็มีได้ เป็นอนาคามี พิสูจน์ตามหลักฐานพระพุทธเจ้าอ้างอิงเกิดเป็นสังคมสาธารณโภคีที่เป็นเศรษฐกิจที่ทันสมัยใหม่เสมอนิรันดร ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหนคนก็ต้องการ ไม่มีเก่า เป็นเศรษฐกิจที่เก่าสมัยใหม่เสมอ ไม่ว่าจะสมัยไหนก็ใหม่เสมอสุดยอด ชาวอโศกจึงเป็นชาวพุทธที่มีเนื้อแท้ของความเป็นพุทธ อาตมาถึงประกาศว่าชาวอโศกเป็นแผ่นดินพุทธที่แท้จริง ประกาศเป็นชมพูทวีป มีอิธพรหมจริยวาโส มีผู้ประพฤติพรหมจรรย์ บรรลุพรหมจรรย์ได้ตามลำดับจริง เกิดตัวอย่างในโลก จึงเป็นผู้ที่มีอาริยธรรมในโลก เป็นพวกขาดทุนของเราคือกำไรของเรา อยู่เป็นคนจนอย่างมีความสุข อย่างเต็มใจ มีความตั้งใจจน ไม่ได้เป็นคนหลงเลอะเทอะโมหะอะไรเลย จะมาจน ในหลวงท่านตรัสนี่อาตมาเห็นแล้วเห็นพระทัยท่าน ว่าท่านเป็นในหลวง ท่านต้องเกรงใจคนมาก อย่างอาตมานี้ไม่เกรงใจเหมือนในหลวง เพราะไม่ได้รับหน้าที่ อาตมาเป็นผู้มาสาธยายสัจธรรม พวกเราดีจริงเหมือนท่านตรัส เพราะขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตามในหลวงตรัส Our loss is our gain ก็น่าสงสารชาวนักเศรษฐศาสตร์ที่ท้วงท่าน เราเสียสละให้ไปให้คนอื่นได้ และเราก็อยู่ได้ไม่เดือดร้อน เราจะตั้งหน้าตั้งตาเสียสละให้แก่สังคมต่อไปไม่หยุดยั้ง ….ใครจะเสียสละกับอาตมายกมือ งานนี้ 7 วันตั้งใจศึกษาเอา อาตมาใช้คำว่า เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ งานนี้ ตั้งชื่อเรื่องสาธยายไว้เช่นนี้ แล้วจะเข้าใจเพชรที่มีน้ำเพชรต่างๆ อย่างงามของพุทธเจียระไนขึ้นไปเรื่อยๆ สู่กันฟัง ตั้งใจศึกษาติดตามให้ดีๆ จะได้ฟังเพชรพุทธสุดยอดศิลป์

คำกล่าวนำปฏิญาณอุโบสถศีล [พากล่าวคำ นโมตัสสะ ภควโต ฯ 3 จบ ก่อน] ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานปลุกเสกพระแท้ๆ ครั้งที่ 40 นี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตน อยู่ในศีล 8 อันได้แก่ ปาณาติปาตา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ เว้นขาดความโหดร้ายทารุณ เว้นขาดการเบียดเบียนใดๆ จะพยายามสร้างเมตตาธรรม อทินนาทานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการขโมย เว้นขาดการเอาของผู้อื่นด้วยเชิงเอาเปรียบ จะพยายามสร้างสัมมาอาชีพ ขยันสร้างสรร เสียสละ ละเลิกความโลภ ความเห็นแก่ตัว อพรหมจริยา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดเรื่องเมถุนธรรม เว้นขาดเรื่องกามคุณ จะเป็นผู้ละเลิกราคะ จะเป็นผู้กำหนดรู้เท่าทันในกาม มุสาวาทา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการพูดปด เว้นขาดการพูดหยาบเว้นขาดการพูดส่อเสียด เว้นขาดการพูดเพ้อเจ้อ จะพยายามพูดเป็นสารัตถะ เป็นธรรม สุราเมรย มัชชะ ปมาทัฏฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการเสพติดมัวเมา มีอบายมุขทั้งหลายเป็นต้น มีกามต่อมา มีโลกธรรม 8 อีก และจะเว้นขาดการยึดภวอัตตภาพทั้งปวง วิกาลโภชนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจาก อาหารและเครื่องใช้ ที่ควรเว้นควรเลิก จะกินจะใช้ตามที่กำหนด จะเป็นผู้พยายาม เป็นผู้มักน้อยและสันโดษ นัจจะคีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสนา มาลาคันธะ วิเลปนะ ธารณะ มัณฑนะ วิภูสนฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากท่าทางอันไม่สมควร คำพูดที่มีเสียงสำเนียงอันไม่สมควร เช่น ฟ้อนรำ ดนตรี เป็นต้น เว้นขาดจากดอกไม้ของหอม เครื่องตกแต่งพอกทา เครื่องประดับ เว้นขาดจากฐานะแห่งการแต่งตัว แต่งงามประดิษฐ์ประดอย อุจจาสยนะ มหาสยนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติเว้นขาดจากที่นั่งที่นอนใหญ่ เว้นขาดจากการรับของใหญ่ เว้นขาดจากการสะสมของใหญ่ ที่สุด เว้นขาดการหลงติดความใหญ่ ศีลทั้งหลายเหล่านี้ หากข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ตั้งใจประพฤติ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ได้ผล ถ้าหากข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจประพฤติ ก็ย่อมได้ ตามธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักตั้งใจศึกษาฝึกฝน พากเพียรบำเพ็ญ ตามที่หมู่คณะ ได้นำพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันด้วยดี ให้สุดความสามารถ

ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งใจ ปฏิญญาณไว้ ณ โอกาสนี้ ตามนี้

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน