590404 ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๐ บ้านราช เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน๑.docx
เนื้อหาในไฟล์
590404 ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ 40 บ้านราช เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน1
สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน 1 พ่อครูว่า... วั นนี้วันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2559 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันแรกที่จะเริ่มสาธยายสำหรับงานปลุกเสกฯ พระแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 40 เป็นจารีตประเพณีเราที่เชื่อมต่อมา ที่เราได้มีวัตรปฏิบัติเช่นนี้มาสำหรับชาวอโศก 40 ปีไม่น้อย เราถือว่าเป็นการศึกษาอบรม เราก็เห็นคุณค่า พากเพียรมา เป็นศาสตร์และศิลป์ ศาสตร์คือความรู้ที่มนุษย์ควรได้แล้วเอามาพัฒนาชีวิตให้เจริญ ส่วนศิลป์นั้นสูงกว่าศาสตร์เพราะว่าต้องมีทั้งความรู้ดี เหมือนกับศาสตร์ที่เขามี ผู้มีศิลป์คือผู้ใช้ศาสตร์จัดองค์ประกอบขึ้นในโลกตั้งแต่วัตถุถึงกิริยาอาการ จนถึงอาการจิต รวมทั้งวัตถุรูป ดินน้ำไฟลมอากาศ วัตถุรูป ที่จะสามารถมีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ศาสตร์เขามีความรู้เหล่านี้ ศิลป์รู้เข้าไปจัดการดินน้ำไฟลมอากาศจิตวิญญาณ ความรู้เขาก็แบ่งกันไป บางทีเขาไม่ได้เรียนถึงจิต เขาเรียนแค่ดินน้ำไฟลมอากาศ อย่างฟิสิกส์เป็นต้น เคมีเป็นต้น แยกไปเรียนเฉพาะ ส่วนจิตวิญญาณเขาก็เรียนต่างหาก แต่บางทีเขาก็เอาดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณซึ่งรวมกันอยู่แล้วมีพฤติกรรมอยู่แล้วในความเป็นมนุษย์ มนุษย์เมื่อสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดแม้ศาสตร์กับศิลป์ จนมีผู้รู้ที่มีความรู้ศาสตร์และศิลป์อย่างสูงขึ้นมาเรียกว่าศาสดา ในดึกดำบรรพ์ก็มีศาสนาผีศาสนาตามเผ่าพันธุ์ และก็มีผู้นำจนมีความรู้ศิลปะกว้างขวางขึ้นได้เรื่อยๆ จนกลายเป็นศาสนา เรียกว่าเป็นคำสอนของผู้นำ เป็นคำสอนของศาสดา เกิดขึ้นมาถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ยอมรับของสังคมหลายร้อยหลายพันปีอย่างที่เป็นอยู่ งานปลุกเสกครั้งนี้ ตั้งชื่อการเทศน์ว่า เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ เราใช้คำว่าเพชรเพื่อขยายค
อ่านต่อ
วามคำว่าพุทธ คำว่าพุทธก็หมายถึงศาสนาพุทธ หมายถึงศาสตร์ เป็นความรู้ที่เรียกว่าพุทธ เป็นศาสนาที่อยู่ในโลกเป็นแนวหน้าของศาสนาในโลกนี้เหมือนศาสนาฮินดู ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนายิวหรือศาสนาอื่นๆ ที่เน้นว่าเป็นเพชรมาประกอบคำว่าพุทธเพราะเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่อันหนึ่งเพชรหมายถึงของที่มีค่า เป็นของมีราคาในโลก ก็เป็นพุทธที่มีค่าสูงที่ทุกคนควรจะรู้จักค่า แล้วเกิดเป็นคนควรจะได้ค่าของศาสนานี้โดยเฉพาะเราชาวพุทธ เราจึงต้องมาศึกษาให้รู้ค่าแท้แท้ในระดับที่เป็นเพชร คุณค่าของศาสนาพุทธในขั้นที่เรียกว่าเพชร ฉะนั้นคุณธรรมและคุณค่าของศาสนาพุทธที่จะมีค่าที่เราเรียกว่าเพชรก็ต้องสูงส่งแน่นอน ในมงคล ที่เรียกว่า สิปปะ เป็นมงคลอันอุดม มงคลหมายความว่าเหตุหรือธรรมะคือสิ่งที่นำมาซึ่งความเจริญอันสูงสุด (อุตตมะคือสูงสุด) หรือธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าธรรมะของท่านนำไปสู่มงคลอันสูงสุด เพราะฉะนั้นเหตุที่จะพาไปสู่ความสูงสุดมีถึง 38 ประการ แต่วันนี้เราจะเอามาพูดแต่เพียงศิลปะ ศิลปะต้องมีทั้งความรู้และความเฉลียวฉลาด คนที่มีความรู้อย่างเดียวแต่ไม่มีศิลปะนั้นมีเยอะ ก็เรียกว่านักวิชาการ ไม่ฉลาดเพียงพอที่จะให้เจริญถึงความสูงสุด จะไปคบหาคนก็ไม่รู้จักคน คบคนพาลก็ไม่รู้ว่าคือคนพาล คนพาลก็พาลพาไปหาผิด ทีนี้ผู้รู้มีความรู้สังคมองค์ประกอบในความเป็นมนุษย์ ก็จะรู้ว่าคนพาลคืออะไร เป็นบัณฑิตคืออะไร ก็เลือกอยู่หรือเลือกคบ เลือกศึกษา เลือกฝึกฝนตนเอาชีวิตไปอยู่ด้วย ก็เป็นความฉลาดในการมีชีวิตอยู่ในสังคมอยู่ในโลก ซึ่งจริงๆ เป็นครั้งแรกเลย ขั้นต่ำพระพุทธเจ้าเรียกว่าอบายมุข 6 เป็นคนที่คบมิตรชั่ว คือคนไม่ฉลาดเลย แค่นี้ก็เป็นความรู้ได้จะต้องมีความรู้ศิลปะแค่ว่าต้องเลือกอยู่กับบุคคลอย่างใดหมู่ใด ที่จะเป็นสัปปายะ 4 นอกจากจะรู้สัปปายะ 4 คือสถานที่ บุคคล อาหาร ธรรมะสัปปายะ ชาวอโศกคือผู้ที่ได้นำชีวิตมาอยู่แบบอโศก ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาตามแบบอโศก เช่น ถือศีล 5 ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ เป็นพื้นฐานชาวอโศก ยุคนี้อาตมาจำเป็นต้องยกฐานะศีลข้อ 1 มาถึงไม่กินเนื้อสัตว์ เคร่งขึ้นมาหน่อยเป็นธูตะ เป็นพื้นฐานสามอย่างชาวอโศก ปฏิบัติให้มีศิลปะ ให้ศีลนี้ขัดเกลาจิต กายวาจานั้นเบื้องต้นต้องไม่ละเมิด ไม่ฆ่าสัตว์ กายไม่ทำ วจีไม่ทำ แล้วเราก็มีศิลปะให้จิตเจริญลดกิเลส ศีลข้อ 1 ลดโทสะมูล ลดได้จนเกิดจิตไม่รุนแรง มีเมตตาเกื้อกูลเอ็นดูสัตว์โลก พระพุทธเจ้าตรัสในจุลศีล เกิดจิตเอ็นดูเมตตาสัตว์ เกิดมงคลอันอุดมมีศิลปะจริงๆ ผู้สามารถปฏิบัติก็เจริญ เป็นการบูชาคนที่ควรบูชา คนที่มีศิลปะเป็นคนมีศีล รู้สิ่งอันควรเอามาประกอบชีวิต คนไม่มีศีลไม่มีศิลปะหรอก อันนี้เป็นเพชรพุทธ ที่มีค่าสูงรู้ไปถึงศิลปะ ถ้าคนมีศีลคือคนเป็นศิลปิน รู้จักหลักเกณฑ์ของศาสดาที่ให้ละเลิก คนเราเกิดมาอวิชชาพาเกิด ผู้สูงสุดเป็นอรหันต์หมดอวิชชาแล้ว ถ้าไม่คิดจะทำงานต่อ ก็ไม่เกิดหรอก ปรินิพพานไป แต่ผู้เกิดอยู่ก็ต้องรู้ชีวิตเกิดมาควรเป็นคนมีคุณค่า เป็นศิลปะ ถ้าผู้เป็นศิลปินไม่รู้คุณค่า รู้จักแต่ความรู้ฉลาด คนที่หลงตัวเป็นศิลปินแต่เขาไม่รู้การทำให้ชีวิตเจริญสูงสุด กายวาจาใจ ศิลปะที่เขาเรียนกันทั่วโลก เขาก็รู้ว่าศิลปะชั้นสูงมันต้องถึงจิต ทำความเจริญถึงจิตได้ เขาพอรู้ แต่รู้ไม่แม่นชัดคมสมบูรณ์แบบ ก็เรียนกันไปเบลอๆ เสร็จแล้วก็เป็นแค่ช่างมีมือ ใช้งานฝีมือตนทำงานเลี้ยงชีพ เป็นงานศิลปะปลอม มอมเมา เป็นงานอนาจาร โดยไม่รู้ตัว แพร่ระบาดในโลก เขาเรียกว่าศิลปะแท้จริงคืออนาจาร ทุกวันนี้โลกเสื่อม มีแค่เฉลียวฉลาดแบบน้ำเน่า ไม่ใช่เพชร เป็นข้าศึกแก่กุศล กิเลสยิ่งหนา ชีวิตจัดจ้านต่อสิ่งบำเรอกิเลสคือกาม รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสวิตถารไปเรื่อย จัดจ้านเรื่อยๆ ไม่มีเบาลง นี่คือส่อเห็นถึงอนาจาร ถ้าศิลปะต้องเข้าใจลหุ วิการรูป จะต้องลงไปหาความเบา เรียบร้อยสุภาพ แต่เขาจัดจ้านขึ้นไม่รู้ตัว สังคมไม่รู้ตัว บุคคลที่ควรบูชาคือ คนควรยกย่องให้เป็นครูอาจารย์ผู้นำ ถ้าใครรู้ผู้ควรบูชาก็มีศิลปะในชีวิตตน ยุคนี้เข้าใจผิดง่ายมาก ไปบูชาคนไม่ควรบูชาเยอะมาก ไปบูชาคนเจริญโลกธรรมเยิ้มด้วยกาม แข็งด้านหนาปึกด้วยอัตตา เมื่อไม่รู้จักคนควรบูชา จนถึงหมู่กลุ่มที่รวมกันคบหากันเป็นธรรมดา คนที่รวมกันอยู่ก็เป็นกลุ่มชนสถานที่ อยู่ในที่อันสมควรเรียกว่า ปฏิรูปเทสวาโส มีสิ่งอาศัยเครื่องกินเครื่องอยู่ อุปโภคบริโภค การศึกษาที่ควรอาศัยอันไหนไม่ควรอาศัยก็ไม่เอามา ชุมชนอโศกเราไม่มีใครสะสมเหล้าบุหรี่ลิปสติก เพชรพลอย ชาวอโศกเราไม่นิยม แต่นิยมสร้างอาหารสะสมอาหาร เป็นต้น กลุ่มหมู่ของคนมีสัปปายะ 4 เป็นที่อยู่ที่เรียกว่าปฏิรูปเทสวาโส ผู้มีปัญญาก็รู้ โดยเฉพาะมีศิลปะ ก็เลือกอยู่กับที่ๆ ควรอยู่ เป็นคนฉลาด มีศิลปะก็เจริญ แล้วรู้จักมีการกระทำอันเป็นบุญ อันกระทำแล้วในกาลก่อน แสดงถึงความเป็นผู้นำ ปุพเพกตปุญญตา คือมีบุญที่สะสมไว้ก่อนแล้ว คือคนที่ไม่ต้องใช้บุญแล้วเพราะได้ผลของบุญคือการชำระกิเลสแล้ว จิตไม่มีกิเลสแล้ว ไม่มีบาป มีแต่กุศลตามฐานะ โสดาบันก็มีทำบุญไว้ก่อนระดับหนึ่ง สกิทาอนาคาอรหันต์ก็ทำบุญไว้ก่อนระดับของท่าน ผู้มีปัญญาจะรู้จักแล้วมาทำตามที่นำพากันทำมาก่อน คือคนควรบูชาแล้วอยู่ในเสนาสนะที่นำพาไป แล้วตั้งตนไว้ชอบ สัมมาปณิธิ ก็คือ พยายาม แต่กิเลสจะพาล้มไปเรื่อยๆ ก็ตั้งตนให้ตรงตามทิศทางที่สัมมา มาเรียนรู้ปฏิบัติตนให้สูงไปถึงที่สุด สัมโพธิปรายนะ ตั้งตนไว้ชอบแล้วก็เป็นพาหุสัจจะ ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้รับฟังใส่ใจศึกษามากตามที่แปลกันมา มันหลวมไป เพราะมันต้องได้ยินได้ฟังได้รู้มาก่อน แล้วปฏิบัติจนเกิดความจริง บรรลุสัจจะอันสูงอันเจริญ ถึงปรมัตถสัจจะ เป็นผู้มีการศึกษาที่เจริญมากขึ้นตามลำดับ มีทั้งศาสตร์และศิลป์ หากมีแต่ศาสตร์อย่างเดียวก็สุดโต่ง อาตมาแต่งเพลงภูฟ้าผาน้ำ ที่เขาหลงว่าเป็นความรู้ศิลปะแต่ที่จริงคือปัญญาล่มเมือง สรุปแล้วพหุสัจจะคือความรู้แห่งสัจจะที่เจริญ ระดับโสดาบันก็เป็นผู้รู้แก่นสารชีวิต เป็นอาริยบุคคล จึงรู้แก่นสาร ปุถุชนไม่มีปัญญามีแต่เฉกา ปุถุชนเต็มรูปมีแต่เฉกา คือฉลาดประกอบด้วยกิเลส บาลีเรียกว่าเฉกตา หรือเฉโก คือฉลาดที่ไม่รู้ว่าฉลาดจริงๆ คืออะไร ฉลาดคือฉฬายตนะ ผู้ฉลาดที่รู้ฉฬายตนะ รู้กระทบสัมผัสสิ่งประดามีในโลกแล้วจัดองค์ประกอบศิลป์ให้ตนเจริญได้ แต่ฉลาดแบบไม่รู้องค์ประกอบให้พาเจริญ เป็นมงคล ไปสู่ที่สูงได้นั้น แต่มนุษย์เจริญได้ถึงอุตตมะ พระพุทธเจ้าตรัสมงคลข้อที่ 8 คือศิลปะ แต่ทั้ง 38 ข้อนี้คือมงคลอันอุดมทั้งนั้น ถ้าเราฉลาดเรียนรู้ทั้งบุคคลสถานที่พฤติกรรม จนลึกถึงจิตวิญญาณถึงธรรมะขึ้นปลาย เป็นภาษาชี้บ่งจิตวิญญาณที่ยิ่งสูง จนถึงเกษม ถึงวิริชะ อโศกะ เป็นเรื่องจิต ผู้มีปัญญารู้ถึงจิต เกษม วิรชะ อโศกะ ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ เป็นจิตที่กระทบโลกธรรมแล้วไม่หวั่นไหว เป็นศิลปะโลกุตระแท้จริง เป็นเพชรพุทธสุดยอดศิลป์ที่แท้จริง ในมงคล 38 มีการบำรุงบิดามารดา สัตว์เดรัจฉานไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่เท่าไหร่แล้วคนที่ไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่ที่แท้จริงคนนั้นไม่มีความเฉลียวฉลาดสังคมไหนก็ตามไม่รู้จักบุญคุณของพ่อแม่ ไม่ช่วยเหลือพ่อแม่ ปล่อยให้พ่อแม่ให้เหี่ยว อย่างเหตุการณ์ในสังคมขณะนี้คงได้ยินข่าวคราว เป็นเหตุการณ์ที่ลูกไม่บำรุงพ่อแม่ นอกจากไม่บำรุงแล้วก็ยังโกงทรัพย์สินของพ่อแม่ จนเกิดเรื่องในสังคมขณะนี้ แต่ถ้าแม่ตนเองเป็นคนเลวจนกระทั่งถ้าปล่อยสมบัตินี้ให้เป็นสิทธิของพ่อแม่มันก็จะเสียหายถ้าพ่อแม่เลว แต่นี่ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นพ่อแม่ที่เลวอะไรที่เป็นตัวเองจะต้องไปทำเป็นนิตินัยของตนเอง ไม่ควรอย่างยิ่งเลย พ่อแม่เป็นสิทธิ์ของพ่อแม่ถึงแม้ว่าเราจะเป็นตัวจักรเป็นตัวงาน เป็นตัวที่มีสิทธิ์ที่สุจริตมากโดยพฤตินัยโดยจริง ว่าตนเองเป็นคนดำเนินการทำงานสร้างสมบัติพัสถานนี้ขึ้นมา จะในนามที่พ่อแม่ทำมาก่อนก็ตาม เริ่มต้นได้ตนเองเป็นเฟืองเป็นจักรที่ได้สร้างสรรสิ่งอันนี้ขึ้นมาจนเจริญงอกงามร่ำรวยเป็นหลักฐานมากมายขึ้นมา เราก็ควรจะต้องให้ความเคารพพ่อแม่ ไม่ควรจะต้องไปยึดอย่างนั้น พ่อแม่จะไปไหนก็วางใจให้ดำเนินกิจการเต็มที่ด้วย เป็นพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงสังคมที่เลวร้ายขึ้นมาอย่างมาก คนไทยไม่ควรเป็นเช่นนั้น ส่อให้เห็นสังคมล้มเหลวสังคมเสื่อม อาตมาเคยนำมงคล 38 มาร้อยเรียงเป็นอาริยชาติ ที่มีภูมิธรรมเก่าอันนี้ขึ้นมาตอนออกป่าครั้งเดียว แล้วมาขยายเป็นอาริยชาติ วันนี้เป็นวันแรกที่จะพูดถึงเพชรพุทธและศิลปะ ความเป็นพุทธนั้นเป็นฐานแห่งความเจริญของมนุษย์ที่มีพระศาสดาตรัสรู้ พร้อมที่จะนำพาคนให้มาเรียนรู้ ทุกศาสดาก็ล้วนมีเจตนาเผยแพร่ความรู้ให้คนเอาไปปฏิบัติตนจนเจริญตาม ศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้าท่านก็ระบุไว้ แม้แต่ในมงคล 38 ก็ระบุไว้ชัดเจน เป็นความครบครันตั้งแต่หยาบ รู้จักบุคคลไปถึงรู้จักจิตเจตสิก แม้แต่จิตที่เป็น อโศกะ ไม่โศกเศร้าแล้ว เหมือนทางโลก ที่เขาหม่นหมองทุกข์คาอยู่มาก โศกเศร้า ปริเทวะคือไม่ปล่อยวางทุกข์นั้นง่าย พิรี้พิไรในความโศกเศร้า ทุกข์คือสิ่งไม่ควรมีในจิตใจของตน แต่ตนไม่รู้จักอาริยสัจ ก็เลยเป็นอาการทุกข์เป็นรูป โศกเศร้าเป็นนามเป็นกิริยาของทุกข์ ปริเทวะคือไม่รู้จักปล่อย ต่องแต่งๆ ถ้าไม่รู้ก็อยู่กับเรา ไม่หายไปไหน เพราะเราไม่รู้จักไม่ทำการดับเหตุ พระพุทธเจ้านั้นพาทำแบบดับเหตุให้สลายไปแบบเที่ยงแท้ ไม่นำพาพิรี้พิไร จึงเหลือส่วนที่จะทุกข์ต่อไปเบาบางลงเรียกว่าโทมนัส อุปายาสะก็ที่เหลือ เบาบางลงเรื่อยๆ คืออุปายาสะ ก็คล้ายๆ พิรี้พิไร แต่อันนี้จบไปเรื่อยๆ ก็เหลือเศษติดไปจนถึงหางช้างติด หรือติดปลายนวม คือความเบาบางมากแล้ว อรหันต์แปลว่าพ้นความลึกลับเป็นที่สุด ผู้ที่ทำตัวเองให้มีอัตตาน้อยลง ที่ยึดมั่นถือมั่นในอัตตาของตน ทำความเห็นแก่ตนให้ลดลง เรียกว่ามีอรหัตตผลไปตามลำดับ จนหมดเลย ไม่ลึกลับไม่เหลือเศษแห่งความไม่รู้ รู้ครบหมด จึงชื่อว่าอรหันต์ แล้วอรหันต์อยู่ไหน ก็อยู่ในใจของคน คนที่มีอรหันต์อยู่ในใจเป็นคนที่ควรคบหาอย่างยิ่ง ควรเอาเป็นแบบอย่างบูชา เป็นอรหันต์แล้วก็อยู่ในสังคม ไม่ได้หนีออกจากสังคม ถ้าจะออกไปอยู่ป่าก็เอาไปเป็นเครื่องทดสอบเท่านั้น เหมือนอย่างการศึกษาทุกวันนี้ก็มีการออกภาคสนาม ที่จะไปเผชิญกับสิ่งนั้น ไปลองดู แต่จริงๆ แล้วศาสนาพุทธนั้นไม่ต้องออกป่าเลย ไม่ต้องนั่งสมาธิเลยก็ได้ ผู้นั่งสมาธิคือสะกดจิตให้ไม่รับรู้ ไม่เป็น analysis มีแต่ hypnosis คือให้จิตหยุดสงบอย่างเดียวเป็นศาสนาที่รู้ง่ายทำงาน มีทั่วไป ศาสนาที่เอาแต่เห็นแก่ตัวไม่มีประโยชน์อะไร ถ้าจะเผยแพร่ลัทธิสะกดจิตตน ไปแล้วไม่เอาอะไรเลยมีแต่กินอยู่ไปแล้วก็สะกดจิตตนเองไป อย่างศาสนาเชน มีแค่ภาชนะเดียวเพื่อการกินเท่านั้น สุดโต่งมาก ดิ่งอัตตาเต็มบ้อง ตัวกูของกู ไม่มีศิลปะมีแต่ความรู้ พวกนี้หนีเข้าป่าเขาถ้ำ พระไตรปิฎกสูตรแรกเลย คือพรหมชาลสูตร พวกนั่งหลับตาเรียกเจโตสมาธิ ได้ผลคือเจโตสมถะ ทำจิตให้เป็นสมาธิคือเจโตสมาธิ เรียกว่าเจโตสมถะก็ได้ แบบนี้จึงเป็นการเรียนที่มีแต่อดีตกับอนาคต เรียกว่าตักกีโหติ วิมังสี ไม่รู้ว่าทำผิดทาง อย่างธรรมกาย ทำให้เกิดความเสียหายมาก อาตมาพูดมา 46 ปีแล้วก็ไม่กระเตื้อง แต่ก็ยังดีมีผู้ออกมาปฏิบัติตามจนได้มรรคผล จนถึงอรหัตตผล ถ้าจะประเมินกันจริงๆ พวกเรามีอรหัตตผล การประเมินที่จะบอกว่าเป็นอรหันต์ในยุคนี้ไม่ง่าย ในองค์ประกอบสังคมตอนนี้คนทำได้ระดับหนึ่งก็ตีค่าผ่านแล้ว เพราะตีค่าความเป็นเพชรสูงกว่าในอดีตเยอะ เพราะต้องสู้กับความเลวร้ายสูงมาก พวกเรามีอรหันต์ไม่ใช่น้อย แต่อาตมาเป็นนักวิชาการที่ทำสถิติที่ว่าไม่เก่งเท่าไหร่ สรุปคือสังคมพวกเรามีอรหันต์ ไม่ใช่แค่ตัวอาตมาเท่านั้น พวกเราก็มีเป็นอรหันต์ ซึ่งก็ได้ประกาศไปบ้างแล้ว อรหันต์ในยุคนี้มีค่ามาก หายาก ราคาแพงมาก จึงภูมิใจในชาวอโศกที่เป็นสังคมมนุษย์กลุ่มที่มีค่ามาก เป็นสุดยอดเพชรของพุทธ เพราะมีค่าจริงๆ หาได้ยาก เหมือนกันกับไก่เห็นพลอยมันไม่รู้ค่า เราเป็นเพชรในสังคม ไก่ทั้งหลายไม่รู้หรอกว่าคือเพชร เหยียบย่ำเพชร ไปจิกกินแมลงไม่รู้ค่าเพชร ไม่ต้องแปลกใจ แต่เข้าใจอย่างดีเลย ในสังคมกลุ่มที่มีอรหะ หนึ่ง ไม่ลึกลับในอบายภูมิ ที่ต้องคลุกคลีสิ่งที่ปนเปเละเทะ หลายคนก็มาอย่างเจโตและปัญญาครบ จิตจะสัมผัสโลกอย่างเขาก็ไม่หวั่นไหว ไม่อยากได้อยากมีอยากเป็นอย่างเขา มีอุเบกขาฐานนิพพาน เห็นเป็นอสุภะ เหนืออบายคือเพชรอันดับหนึ่ง คนเหล่านี้คือโสดาบัน ในหมู่เรา หนึ่ง เราต้องเป็นจริงได้ สอง เราต้องมีปัญญารู้ว่าจิตเราอุเบกขาเนกขัมมะ เว้นขาดออกมาได้ แต่ไม่ได้หนีจากสิ่งนั้น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปสัมผัสก็ได้ แม้สัมผัสจิตเราไม่หวั่นไหวหงายเงิบ เป็นสิ่งยืนยันความเจริญจริง โดยเฉพาะใจไม่สุขทุกข์กับอบายที่โลกจัดจ้านหยาบคายหนัก ที่ชิงลาภยศ เล่เหลี่ยมทุจริต โกง ปล้น การโกงในประเทศก็เลวแล้ว แต่ดันผ่าโกงต่างชาติไปด้วยก็บาปขนาดไหน โกงกว้างกรอบที่ตนเองไม่พอ ก็หลอกคนข้างนอกประเทศให้มาทำลายประเทศอีก จ้างล็อบบี้ยิสต์ให้มาถล่มประเทศตนอีกนี่คือคนชั่วชัดในโลก เขาไม่รู้ตัว ไม่หยุดทำชั่ว กามคือใคร่อยากในสิ่งที่คนเขาควรได้ควรมีควรเป็น แต่ก่อนผู้หญิงเราชอบของสวยอยากได้เพชรพลอยประดับ แต่ตอนนี้ลดความอยาก แต่ว่าโลกเขาโฆษณากันมากมาย เต็มบ้านเต็มเมืองเต็มโลก หาวิธีหลอกกันเต็มโลก เราก็หลุดพ้นจากกาม จากใคร่อยากในโลกธรรม ลาภ อยากได้ลาภคือโลภ ได้ยศสรรเสริญแก่ตน ส่วนราคะคือกาม อยากเสพเป็นรสสุขแก่ตน เราเรียนรู้พ้นโลกเหล่านี้แล้วไม่หนีไปไหน ก็อยู่กับโลกได้ แต่จิตมี ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ จิตไม่หวั่นไหวแม้สัมผัสโลกธรรมใดๆ เป็นมงคลอันอุดม เป็นศิลปะระดับ 35 ในมงคล 38 พวกเราจึงเป็นสาธารณโภคีได้ ไม่ใช่สะกดจิตไม่ให้เกิดอาการอย่างไม่รับรู้แล้วหนีสังคม แต่ว่าของพุทธจะลดความเห็นแก่ตัว ลดความขี้เกียจ จะเกิดประสิทธิภาพสูง ถ้าเห็นแก่ตัวนี่แม้ดีจะไม่ทำ แต่ถ้าขี้เกียจก็ไม่ทำอีก สองตัวนี้หากลดลงก็จะเกิดประโยชน์ต่อสังคม ชาวอโศกเราได้รายได้รายรับต่ำน้อย แต่มันก็เอามารวมกันแล้วประสิทธิภาพสูง เราก็สร้างสรรเพิ่มซับซ้อนทดแทนสิ่งที่ออกไป มันก็เลยมีขึ้นมาอยู่ได้ จนกลายเป็นไม่ขัดสนไม่เป็นหนี้ ในสังคมพวกเราพื้นฐานอบายไม่มี มีอย่างต่ำก็กาม คนที่มีอยู่ก็ลดละไปตามลำดับ คนล้างได้ก็เป็นอนาคามีอรหันต์ไปเรื่อยๆ จึงเป็นคนมีอาริยธรรม เหนือโลก เป็นโลกุตระแท้จริง สังคมอโศกถือว่าสังคมสบาย สังคมเจริญ ปายะคือสบายคือเจริญ สังคมอโศกแม้แต่กามก็เหนือไปเรื่อยๆ ว่ากันจริงคือสังคมอนาคามี เป็นสังคมนักบวช แม้ฆราวาสมาอยู่ในนี้ก็ปฏิบัติธรรมถือศีล เป็นนักพรตทั้งนั้น มาในนี้ไม่ต้องทำการสวดมะยังภันเตฯ เลย ในบ้านราชฯ มีนายรัฐเขต เป็นตำรวจบ้าน เขาก็ว่าอย่ามาเรียกผมว่าตำรวจเลย เหมือนคำว่าพระนี่แย่มากแล้วอย่าเอามาเรียกเรา อาตมาก็เลยตั้งชื่อว่า นายรักษ์เขต คือรักษาเขต ดูแลเขตแดน เป็นชื่อตำแหน่งนายรักษ์เขต สังคมอโศกเป็นสังคมอาริยะ มีศาสตร์และศิลป์ มีศีลแท้จริง เป็นเพชรพุทธแท้จริง สังเกตแม้เด็กเกิดใหม่ชาวอโศกไม่ร้องกันจ้าจัดเหมือนข้างนอก เพราะอะไร ง่ายๆ มันเป็นสนามแม่เหล็กของสังคมนอก บ้านนั้นบ้านนี้ร้องกันหมด เด็กได้ยินก็เลยร้องตาม เด็กร้องไห้เป็นการแสดงอัตตาอำนาจชนิดหนึ่ง เด็กเอาอย่างกัน แต่ที่นี่ไม่มีสนามแม่เหล็กเช่นนั้น มีแต่เงียบ เด็กมีสัญชาตญาณร้อง แต่สิ่งแวดล้อมไม่พาทำ ไม่เหมือนโลกๆ เขา สังคมเราจึงน่าภาคภูมิใจ แม้แต่ในสังคมที่พระพุทธเจ้าไม่ยอมเกิด เกิดมาก็เสียของความเป็นพระพุทธเจ้าเสียหมดเลย คุณมาเห็นใจอาตมาบ้าง อาตมาจึงแสนยากแสนเข็ญ ที่จะประคับประคอง ที่จะให้คนมีศีล ให้คนมาเป็นอย่างนี้แสนยากแสนเข็ญ แต่ก็รู้ความจริงไม่ได้ท้ออะไร นอกจากไม่ท้อแท้แล้วก็แสดงความไม่ท้อถอยด้วยที่จะอยู่ไปถึง 151 ปี ที่ตั้งจิตเช่นนั้นก็เพื่อทำงานช่วยสังคมรับใช้สังคม คำว่ารับใช้สังคมนี่แหละคือนักการเมืองที่แท้จริง คนของพวกเราเป็นผู้รับใช้สังคม แต่เขาไม่รู้ไม่เข้าใจ เขาก็หาว่าเราเป็นจระเข้ขวางคลอง เป็นคนขวางโลก ขวางหูขวางตา คนก็จะเจริญด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แต่ก็ไม่รู้เรื่อง ต้องแต่งจัดจ้าน พวกเราไม่ได้เป็นเหยื่อไปกับเขา พระพุทธเจ้าตรัสว่าตั้งแต่เป็นโสดาบันก็เป็นเอกราชในตนเอง เป็นเอกราชทั่วทั้งแผ่นดิน เราเป็นคนที่เขาแตะไม่ติดไม่ซึมไม่ซับ สะอาดไปเรื่อยๆ แต่ชาวอโศกเรายิ่งกว่าโสดาบัน พวกเราเข้าใจแล้วว่ามาปลุกเสกฯนี้มาทำไม แม้จะซ้ำซาก 40 ปี เราเห็นควรมาก็มา เป็นคนมีทั้งปัญญาและสิ่งจริง รู้กาลเทศะ มีอิสระเหนือโลกแล้วได้ช่วยโลก ลักษณะสามโลก โลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปา สามโลกนี้มีตรีมูรติ ของสิ่งที่เป็นเทพเทวดา เทวดาสามองค์เรียกว่าตรีมูรติ คนมีโลกุตรจิต จิตไม่หนีโลกแต่เหนือโลก รู้โลก โลกวิทู รู้โลกอบาย กามโลก รูปโลก อรูปโลก ใครวนตรงไหนก็รู้ได้ ทำตนให้หลุดพ้นตามลำดับๆ คนโลกวิทู รู้โลกหลุดจากโลกได้ตามฐานะ พวกเรามีโลกุตรจิต โลกวิทู ของพระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วเป็นโลกานุกัมปาทุกคน นี่คือเทวดาสามเทวดาที่ช่วยสร้างโลก เป็นศิวะ ราม พรหม เป็นผู้มีเพชรพุทธแล้วช่วยโลกด้วยศิลปะ อาตมาเขียนเรื่องศิลปะโลกุตระไปถึงหน้า 50 แล้วก็กลับมาขยายซ้อนอีก คำว่าศิลปะนี่มีแต่ศาสนาพุทธที่รู้จักศิลปะดีที่สุด จริงที่สุด เอามาใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด อย่างเช่น มงคล 38 คือของพุทธ รู้ตั้งแต่คน คนไหนควรไม่ควรคบ รู้จักคนควรบูชา รู้ที่อยู่อันเหมาะ จนที่สุดถึงจิตปรมัตถ์ ตั้งแต่ตื้นๆ คนรู้จักชาวอโศกว่าพาลหรือบัณฑิต แล้วเป็นประเทศที่ควรอยู่ด้วยหรือไม่ คนที่นี่เป็นคนมีบุญเก่า ได้ตัดกิเลสมาแล้ว แล้วช่วยให้คนอื่นลดกิเลส แล้วได้ตั้งตนให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ เป็นศิลปะ เป็นมงคลอันอุดมทั้ง 38 ลักษณะ ยิ่งใหญ่นะ ถ้าเข้าใจที่อาตมาพูดนี้เอาไปศึกษา สุดท้ายถึงจิตเกษม อโศก วิรชะ เขมัง เอตัมมังคลมุตตมังทั้ง 38 นี้คือมงคลอันอุดม ที่ท่านยืนยันในสิปปะ คือข้อ 8 แต่ศิลปะอยู่ในทั้ง 38 รู้จักพาลหรือบัณฑิตจนถึงจิตเกษม สรุปคือศาสนาพุทธรู้จักศิลปะดีจริงๆ ครบครัน อยู่ในคนนี่แหละ ไม่ได้อยู่ในวัตถุหรือพีชะ แต่อยู่ในจิตนิยาม อาตมากำลังเขียน เกิดจากคุณเพชรดินฟ้า เขียนว่าเขาไปพบสุริยุปราคา มันทำให้เขาเกิดปัญญาว่าดวงจันทร์ดวงเล็กแต่บังดวงใหญ่มิดได้ แม้เพียงช่วงเวลาจำกัด นับวินาที ทำให้เขาเข้าใจว่า เล็กก็ใหญ่ได้ ตัวอุตุนิยาม พีชนิยามโดยตัวมันเองไม่เป็นศิลปะ มีแต่วัตถุรูป คนมีจิตวิญญาณเข้าไปสัมผัส ต้องมีจิตวิญญาณร่วมด้วยและจิตต้องเฉลียวฉลาดขั้นหนี่งจึงเป็นศิลปะ ไม่ใช่อนาจาร ….จบ