สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ตลาดประชารัฐบุญนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน ตลาดประชารัฐบุญนิยม สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันที่ 4 ธันวาคม 2560 พรุ่งนี้เป็นวันที่ 5 ธันวาคมถือว่าเป็นวันชาติ เป็นวันพ่อแห่งชาติ วันดินแห่งโลก สหประชาชาติให้เป็นวันดินแห่งโลกเพื่อระลึกถึงในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงช่วยเหลือมนุษยโลก ทางรัฐบาลถือว่าเป็นวัน kick off ตลาดประชารัฐทั่วประเทศมีหลายร้อยตลาด เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากการที่ไม่มีสถานที่ขายสินค้า พ่อครูว่า...พูดถึงตรงนี้เลยเราไม่รู้ว่ารัฐบาลคิดคำว่าตลาดประชารัฐ คิดขึ้นมาอย่างไร มันมาตรงกับที่เราคิดและเราทำ เราก็สร้างอาคารตลาด อาคาร บวร ขึ้นมาเพื่อจะให้เป็นแหล่งที่จะให้คนมาขายของ คนที่ไม่มีที่จะขายสินค้าขายผลผลิต โดยเฉพาะผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหาร ซึ่งเราไม่ได้ขายเนื้อสัตว์ นอกนั้นก็เป็นสินค้าอื่นๆ ตั้งใจจะให้เป็นตลาดของแห้งครึ่งหนึ่งตลาดสดครึ่งหนึ่ง เจตนาให้เป็นตลาดจริงๆเพื่อคนจะได้มา ใครก็แล้วแต่ ถ้าถือว่าไม่เป็นคนสำมะเลเทเมา เป็นคนไม่มีศีลธรรมเลย ก็ควรจะมีศีลธรรมอยู่บ้าง ไม่ได้คิดจะทำตลาดเพื่อหาเงินหาทอง หรือเก็บค่าเช่าเลย อาตมาก็ได้ยินเปรยๆกันว่า ตลาดประชารัฐที่เขาจะเปิด เขาก็บอกไปว่า ตอนแรกยังไม่เก็บเงิน แสดงว่าตอนต่อไปจะเก็บเงิน แต่เรานี่ไม่เก็บเงินเลยตลอดไป รัฐบาลก็คงจะต้องมีรายจ่าย อาจจะเป็นธรรมะหรือคุณธรรมว่าคงจะไม่ให้คนเห็นแก่ตัวเกินไป เราเองก็จะว่าไป เหมือนส่งเสริมให้คนเห็นแก่ตัวไหม อาตมาว่า มองในแง่ต่างๆก็มองกันไปได้ แต่เราไม่มีเจตนาอย่างนั้น จะเห็นแก่ตัวหรือไม่เห็นแก่ตัวเราก็พยายามให้คนได้พัฒนาตัวเอง ช่วยเหลือผู้คนว่ากันไป นี่คือการขยายความในใจที่จะทำซึ่งจะถือว่า อาตมาคุยอวดอ้าง ทำเพื่อประชาชนก็อาจจะเป็นไปได้ ก็ขออภัยที่อาจทำให้เห็นไม่ดี อย่าไปคิดอย่า
อ่านต่อ
งนั้นเลยถ้ามันเป็นแง่ลบ อาตมาไม่มีจิตใจอยากโอ้อวดสาเฐยจิต ว่าได้ช่วยเหลือมนุษยชาติประชาชนหรือไม่ ที่อาตมาต้องพูดบ่อย บอกว่าตัวเองทำเพื่อสังคมเสียสละเพื่อประเทศชาติ ที่พูดบ่อยก็เพราะว่า อาตมาอยากจะบอกความจริงให้รู้ว่า ความมีจิตใจบริสุทธิ์ มีความจริงใจ ที่เสียสละ โดยไม่คิดสิ่งตอบแทน ไม่คิดจะเอาสิ่งตอบแทนจะไปหาชื่อเสียงหาลาภยศ ไม่มี แปลกที่ในคนยุคนี้ก็ยังมีคนเสียสละต่อประเทศชาติเป็นการเสียสละที่จริง อย่าคิดว่าธรรมะพระพุทธเจ้านั้นทําให้คนหมดกิเลส คนเสียสละโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนนั้นมันเป็นไปไม่ได้หรอก อยากจะให้ล้มความคิดนี้ ซึ่งอาตมาตนเองมั่นใจว่าอาตมาไม่ได้มีจิต สาเฐยจิต จิตใจอย่างโอ้อวดอะไรหรอก หรือจะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งตอบแทนอะไรกลับมาเลย เพื่อจะได้ชัดเจนว่าธรรมะพระพุทธเจ้านั้น ทำให้คนไม่มีกิเลสสรุปชัดๆ ทำงานเพื่อสังคมมนุษยชาติแท้ๆได้ และไม่จำเป็นต้องเป็นนักบวชด้วย เป็นฆราวาสนี่แหละทำได้ อาตมาถึงมั่นใจที่จะทำให้ฆราวาสนี่แหละ จะได้ออกไปเป็นนักการเมือง เป็นข้าราชการ จะออกไปทำงานกับประชาชน ให้เป็นนักการเมืองมีหน้าที่รับใช้ประชาชน ข้าราชการนั่นแหละคือนักการเมืองประจำ คือเป็นผู้รับใช้ประชาชนอยู่แล้ว แต่เขาก็ถือว่า เขาเป็นใหญ่ เขาเป็นผู้คุมอำนาจ กำหนดกฎเกณฑ์ อำนาจ คุณจะต้องมาพึ่งพาฉัน ทั้งๆที่ข้าราชการคือผู้รับใช้ประชาชน คุณพึ่งประชาชนนะ คนรับใช้ประชาชน ในระบอบประชาธิปไตยประชาชนเป็นเจ้านายของคุณ แต่เขาไม่ได้สำนึกเช่นนี้ เขาสำนึกว่าตนเองเป็นเจ้านายประชาชน คุณจะต้องบริการประชาชนต่างหาก ประชาชนเขาไม่รู้จริงๆ แต่คุณไปรับหน้าที่ราชการ เขาใช้คุณเพื่อทำหน้าที่รับใช้ประชาชน คุณต้องมีความรู้เพื่อรับใช้ประชาชนตามหน้าที่ กระทรวงกรมกองต่างๆ คุณต้องมีความรู้ในเรื่องนั้นๆเขาก็บรรจุคุณเป็นคนรับใช้ประชาชน ข้าราชการ ประชาชนเขาไม่รู้จริงๆ คุณก็ต้องรับใช้เขาทำหน้าที่รับใช้ ไม่ใช่ว่าคุณมีความรู้แล้ว คุณจะต้องข่มประชาชน ให้ประชาชนเป็นเบี้ยล่าง นี่คือความหลงผิดของมนุษยชาติ หลงผิดของนักการเมืองและข้าราชการ ในระบอบประชาธิปไตย ก็ขอสอนข้าราชการ สอนนักประชาธิปไตยนักการเมืองเอาไว้ สมณะเดินดินว่า...ไม่รู้ว่าพวกสายการบินจะสอนข้าราชการได้หรือไม่ เพราะว่าดูข่าวทุกวันนี้พวกดารา ไปเป็นแอร์โฮสเตสกันตามๆ เลิกเป็นดารา ตอนเราขึ้นเครื่องบินจะเห็นว่าแอร์โฮสเตสมาอ่อนน้อมถ่อมตนรับใช้ประชาชน อำนาจเงินก็ทำให้คนที่แม้จะแข็งกระด้างอย่างไร ก็ต้องมาเป็นผู้รับใช้ อ่อนน้อมถ่อมตน พ่อครูว่า ถ้าเขาอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคนรับใช้ไปได้ตลอดเลย เป็นคนอย่างนี้ไปตลอดเลยก็จะยอดเยี่ยมเป็นคนประสบความสำเร็จในชีวิต สมณะเดินดินว่า...สิ่งที่พ่อครูพูดมีคนข้างนอกอาจจะไม่เข้าใจ แต่พวกเราเข้าใจให้ได้ก่อนก็แล้วกัน กรรมของมนุษย์ที่ได้ทำไปแล้วโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มันสามารถทำได้ และฆราวาสก็สามารถทำได้ พ่อครูเคยพูดถึงในหลวงว่าตลอด 70 ปีของในหลวงก็จะเป็นตัวอย่างที่ทรงงานมาโดย ไม่ได้หวังจะได้ผลตอบแทนอะไร มั่นคงสม่ำเสมอ ยังเดินตลอดไม่เปลี่ยนแปลง เหมือนตลาดประชารัฐ จริงๆก็มีเทปวิดีโอ เก็บที่พ่อครูพูดไว้ ก่อนที่รัฐบาลจะทำตลาดประชารัฐเสียอีก ว่าจะทำอาคารนี้เพื่อให้ประชาชนมาใช้งาน คนทางโลกก็อาจจะไม่เข้าใจ ก็จะมองว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังซับซ้อนหรือเปล่า จะเอามาหาผลประโยชน์อะไร แต่เราอยู่กับพ่อครูมานาน จะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รับใช้ช่วยเหลือประชาชน แต่แปลกที่สิ่งที่พ่อครูพูดก็ตรงกับที่รัฐบาลคิด และเมื่อไปคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ว่าฯ ก็รับตรงกันเลย เป็นเรื่องสอดคล้องตรงกัน ก็ยังไม่ได้อธิบายเลยว่าเราจะทำอะไรยังไงกัน ผู้ว่าฯเข้าใจหมดเลย ผู้ว่าฯก็ไปที่อุทยานบุญนิยมอยู่แล้ว มองเห็นรูปแบบที่เราให้เกษตรกรมาขายของโดยไม่เก็บค่าเช่า ผู้ว่าฯก็เข้าใจ พรุ่งนี้เป็นห่วงว่า พ่อค้าแม่ค้าจะมาเยอะหรือเปล่า อย่างที่อุทยานบุญนิยม ก็เปิดโรงบุญด้วย ตอนเช้า จะมีบิณฑบาต 7 โมงครึ่ง เราก็พอเข้าใจว่า วันที่ 5 เป็นวันสำคัญราชการก็คงจะไม่ค่อยว่าง ก็เลยนิมนต์พ่อครูไปเปิดงานพรุ่งนี้ พ่อครูก็ย้ำตลอดว่า เรื่องของการให้เป็นสิ่งที่สำคัญ ในหมวดต่างๆเรื่องของทาน และท่านก็ย้ำอีกว่า ทานอย่างไรไม่ต้องตั้งจิตหวังว่าจะได้อะไรกลับคืนมา แม้แค่ความปลื้มใจ อย่างที่ธรรมกายเขาเน้น มนุษย์ผู้ใดที่สามารถให้แล้วโดยไม่หวังอะไรตอบแทนเลย คนนั้นคือเอกบุรุษหรือสุดยอดมนุษย์ผู้ประเสริฐ ถ้าให้โดยตลอดเวลาโดยไม่หวังอะไรตอบแทนคือพระอรหันต์ ถ้าหวังผลตอบแทน แต่ไม่หวังตอบแทนมากกว่าก็เป็นพระอนาคามี ถ้าน้อยกว่านั้นก็เป็นพระสกิทาคามีเป็นพระโสดาบัน ถ้าเอาอยู่ตลอดเวลาก็ปุถุชน
พ่อครูว่า..ที่ท่านเดินดินพูดเรื่องการให้นี้เป็นที่สุดแห่งที่สุด ของการปฏิบัติธรรม ในบารมี 10 ทัศ ก็คือทาน มีทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ก็คือทาน ทำอย่างไรจิตใจของเราจึงจะเป็นจิตใจที่มีแต่ให้ ในหลวงของเราก็รู้จุดที่จบของการมีธรรมะสุดยอด ก็ถึงบอกว่าเราเสียนี่แหละคือเราได้ เสียสละเพื่อให้นั่นแหละจบ ได้ ก็จบแล้ว ก็เป็นผู้ที่เกิดมาเป็นผู้ที่ได้ทุกอย่างแล้ว ก็เป็นผู้ให้ได้ทุกอย่างให้ได้เสมอ เป็นผู้ให้ผู้เสียสละอยู่เสมอ นั่นแหละคือผู้จบ ในความเป็นมนุษย์แล้ว พระอรหันต์ทุกท่านทุกองค์ไม่มีตัวตน หมายความว่าท่านไม่ทำอะไรเพิ่มมาไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวตน มีแต่ทำเพื่อให้ผู้อื่น แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็ไม่ต้องกังวลว่าจะอยู่ยังไง เป็นอย่างไร จะกินอย่างไร เมื่อไหร่จะได้กินไม่ต้องกังวล ปรปฏิพัทธาเมชีวิกาไม่ต้องกังวล ให้คนอื่นเลี้ยงตนเองไว้ ถ้าเราไม่เป็นผู้ให้จริงเขาไม่เลี้ยงไว้ก็ควรตาย ถ้าหากเราเองไม่มีคุณค่าที่ยังเป็นผู้ให้ผู้อื่นได้อยู่ คนที่เป็นผู้ให้ผู้อื่นเขาก็จะเลี้ยงไว้เพราะเขาเห็นคุณค่า แต่ถ้าเขาเห็นคนๆนี้ไม่ได้ให้ใคร ไม่มีใครอยากเลี้ยงไว้หรอก ถ้าเป็นพระอรหันต์หรือเป็นผู้ที่ตั้งจิตไม่สะสมไม่มีสมบัติส่วนตัวไม่มีอะไร เมื่อใครไม่เลี้ยงไว้ไม่มีใครให้ก็ตาย เพราะฉะนั้นต้องทำให้ผู้อื่นให้ให้ได้ ถ้าเราทำให้ผู้อื่นให้ แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่มีใครเอามาให้กินก็ตาย มันเป็นข้อบังคับไปในตัวเหมือนกัน สรุปอีกที ให้ นี่แหละ เป็นคุณสมบัติพิเศษของมนุษย์มีใจเผื่อแผ่ ให้เสียสละอยู่เสมอและก็มีกรรมกิริยามีพฤติกรรมประจำตนเอง เป็นผู้สร้างสรรค์ ไม่ใช่ไปเอาของคนอื่นมาให้นะ เอาของที่เป็นสิทธิของตัวเองเราสร้างขึ้นมา เป็นสิทธิในสิ่งของนานๆแล้วเราก็ให้สิ่งของนั้นให้ผู้อื่นได้ จะเห็นได้ว่าพวกเรานี้ อุดมสมบูรณ์ มันเป็นเครื่องชี้บ่งให้เห็นว่าพวกเราอุดมสมบูรณ์นี้ เป็นเครื่องชี้บ่ง ว่าพวกเรามีเหลือเฟือ และมีเหลือเฟือนี้ เอาไปตีราคาแพงๆ เหมือนไดเรคเซลล์หาทางครอบงำให้คนหลงเชื่อว่านี่ของดีของแพงจะได้เอาตังค์มาแลกเปลี่ยน เปล่าเลย! อยากจะให้ฟรีได้ทั้งหมดถ้าหากเราไม่ต้องการแลกเปลี่ยนเอามาไว้ใช้บ้าง อย่างนั้นด้วยซ้ำไป นี่เป็นใจจริงๆ ขยายความให้ฟังดูเหมือนยิ่งใหญ่แล้วจะเป็นจริงได้หรือเปล่า ถ้าเป็นจริงไม่ได้ก็ขายหน้า สมณะเดินดินว่า...เลขาฯผู้ว่าราชการจังหวัดแจ้งว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมาตอน 8 โมง ที่อุทยานบุญนิยม บิณฑบาต 07.30 น. เรามีตลาดประชารัฐ 2 แห่งคือที่อุทยานบุญนิยมเป็นสาขา 1 ที่อาคาร บวร เป็นสาขาที่ 2 601204_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตลาดประชารัฐแบบคนจนตลาดแห่งการให้