นามเป็นรูปได้ รูปก็เป็นนามได้ คือเช่นไร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.93 KB
วันที่แก้ไข8 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

นามเป็นรูปได้ รูปก็เป็นนามได้ คือเช่นไร _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ ลูกได้ฟังเรื่องอุปาทายรูป๒๔ และนามรูปมาหลายครั้งยังไม่เข้าใจค่ะ ลูกอยากถามว่า เมื่อสัญญาเข้าไปกำหนดรู้ เวทนา แล้ว สัญญาจะเป็นนาม ส่วนเวทนาจะเป็นรูป เวทนาที่เป็นรูปนี้เป็น อุปาทายรูป๒๔ หรือนามรูป หรือเกี่ยวข้องกันอย่างไรคะ พ่อครูว่า... เป็นอภิธรรมที่ต้องแจกแจงอีก เวทนาเป็นความรู้สึกเป็นนามแล้วจะไปเป็นรูปได้อย่างไร อาตมาก็แจกแจงมาจนถึงทุกวันนี้ ผู้ที่ศึกษามาอย่างมิจฉาทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ใช่จะเข้าใจได้ง่ายๆ ยิ่งนามกับรูป เดี๋ยวนามไปเป็นรูป เดี๋ยวรูปไปเป็นนาม ตั้งแต่หนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนักที่อาตมาเขียนมาตั้งแต่สมัยเป็นฆราวาส นามกับรูปมันไม่เที่ยงมันเปลี่ยนไปเป็นสิริมหามายา นาม จะต้องเป็นจิตวิญญาณ รูปเป็นสิ่งที่ถูกรู้ อาตมาก็ไม่ได้บอกว่าเป็นวัตถุแต่ท่านไปเข้าใจว่ารูปเป็นวัตถุขึ้นง่ายๆ ซึ่งก็ไม่ผิดหรอก เป็นวัตถุก็ถูก และก็ถูกรู้ด้วยนามก็ถูก แต่ทีนี้รูปไม่ได้หยุดอยู่ที่แค่วัตถุเท่านั้น นามธรรมนั้นเมื่อมันอยู่ในสถานะของตัวที่ถูกรู้ ให้ผู้เป็นผู้รู้สัมผัสรู้กำหนดรู้อีกทีหนึ่ง ตัวที่ถูกรู้นั้นแม้จะเป็นนาม ก็กลายเป็นรูป เป็นรูปจิต อรูปจิตไป ให้นามตัวสัญญาที่กำหนดรู้ มันไม่เที่ยง หากไปยึดถือตายตัวว่า นามกับรูปก็จะได้ตื้นๆแค่ชั้นเดียว ในชั้นกามภพชั้นเดียวภายนอกที่เป็นรูปมีวัตถุ พอเป็นนามแล้วไม่รู้เรื่องเสร็จแล้วก็ไปปฏิบัติหลับตาอีกไม่เกี่ยวกับข้างนอกมันก็เลยตัดสะพานที่จะรู้เลย มันไม่เกี่ยวกันเลยตัดข้ามอยู่ในภพ แล้วจะไปพูดอยู่กับสิ่งนอกภพ ก็เลยไม่ได้รู้เรื่องอะไรกันเลยนี่คือการไม่ได้รู้รอบซ้อนกันมาไม่ได้รู้ ก็ค่อยไป นามกับรูป อย่าไปยึดมั่นถือมั่นไปยึดถือว่าจะเป็นอย่างนั

อ่านต่อ

้นอยู่ ที่สงสัยว่า เวทนาเป็นอุปาทายรูปหรือนามรูป นามรูป คือนามตัวหนึ่งรูปตัวหนึ่ง จึงมีคำว่านามรูปเป็นภาวะ 2 อันนี้ก็ไม่ใช่เข้าใจกันได้ง่ายๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะต้องเรียนภาวะ 2 ทั้งสิ้น เรียนภาวะเดียวไม่ได้เป็นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเรียนเป็น 2 เสมอ ถ้าจะใช้พยัญชนะตรงๆว่าเป็นรูปก็เป็น รูปรูป เอารูปสำทับคำว่ารูปเลยคือดินน้ำไฟลมมหาภูตรูปอันนี้ไม่ใช่นามเลย ทีนี้รูปกับนาม รูปคือรูปอันหนึ่ง นามคือนามอันหนึ่ง เข้ามาประชุมกัน มันเป็น 2 แล้ว แต่เรียกนามรูปหรือรูปนาม ส่วนมากจะเรียกนามรูป เข้ามาประชุมกันก็เป็น 2 เรียกว่าเทวะ ในจิตวิญญาณหรือในจิตนิยามจะต้องเป็น 2 ให้เรียนรู้ คุณจะเรียนรู้จิตวิญญาณด้วยธาตุ 1 ไม่ได้ ในอาหารสูตร ข้อที่ 4 ท่านตรัสถึง วิญญาณาหาร ว่า วิญญาณนั้นแยกรูปแยกนามได้ ผู้ใดสามารถแยกรูปเป็นนามได้ก็เป็นอันรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้ารู้แยกรูปนามไม่ได้ก็เรียนรู้อะไรไม่ได้ ถ้าแยกรูปแยกนามเป็น 2 ได้แล้ว คุณก็จะเรียนรู้วิญญาณได้ทั้งหมดจะได้รู้ถึงอัตตาเป็นวิญญาณ และเรียนรู้อัตตาไปจนกระทั่ง แจกละเอียด ลดละจางคลาย รู้เนื้อแท้เข้าไปจนสุดท้าย แยกธาตุแล้วไม่มีตัวตน แม้จะเอารูป 24 อุปาทายรูป ก็เรียนรู้รูปที่ถูกรู้นี่แหละ แยกเป็นสภาวะแต่ละชื่อ ถ้าจะเรียกหมดก็เป็นรูป 28 ถ้าเป็นวัตถุจริงๆเป็นมหาภูตรูปจริงๆเป็นดินน้ำไฟลม แยกไว้ต่างหากเป็นรูปรูปแท้ๆ ทีนี้เมื่อมาประชุมกับนามเข้า ก็เริ่มต้นตั้งแต่อุปาทายรูป ปสาทรูป กับ โคจรรูป เคลื่อนไปสัมผัสประชุมกันเข้าตามวิสัยของสภาพ 2 เป็นนามรูปกับรูปนามโคจรไปกระทบสัมพันธ์กัน เพราะฉะนั้นผู้ที่หลับตาทำสมาธิจะมาเรียนแต่หนึ่งๆ อย่างมิจฉาทิฏฐิเข้าใจผิดเป็นเดียรถีย์ มันจึงโมฆะตั้งแต่ต้นทาง ฟังครั้งที่ล้านๆ อาตมาจะพูดย้ำตรงนี้ ฝ่ายที่นั่งสมาธิหลับตาให้เรียนรู้ตรงนี้ มันเป็นโมฆะเป็นเดียรถีย์ ไม่มีทางจะเป็นนิพพานของพระพุทธเจ้าได้เลย จะพูดอีกกี่ล้านครั้งมันก็เป็นอื่นไปไม่ได้ มันก็ต้องอย่างนี้ ต้องพูดอย่างนี้ แต่ได้ถูกหลอกให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นลูกศิษย์ของเดียรถีย์ไปอย่างสนิทสนมเลย อาตมาจะแคะจะแงะจะขุดขึ้นมาก็ไม่ยอมขึ้นมา จะเอานิพพานหรือไม่เอานิพพาน ถ้าไม่เอานิพพานก็จมไปอีกตลอดกาลนาน ไม่ได้ตีทิ้งแต่คุณไม่เปิดจิตรับเลย ไม่มี ปรโตโฆษะสักนิดน้อยเลย มาศึกษา มาเปิดจิตดีๆ อย่ายึดมั่นถือมั่น ถ้าคุณไม่ยึดมั่นถือมั่นก็จะมีพระอรหันต์ที่สอดคล้องกับพระไตรปิฎกอย่างที่อาตมาพาทำนี้ ตั้งแต่จรณะ 15 วิชชา 8 หรือศีล สมาธิปัญญา อะไรก็ตาม ไล่ไปกันจนกระทั่งต่างๆนาๆสารพัด พยายามฟังด้วยดีแล้วก็จะเข้าใจ 641008_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อะไรคือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน