ที่สุดแห่งที่สุด คือคำว่ามีหรือไม่มี.docx
เนื้อหาในไฟล์
ที่สุดแห่งที่สุด คือคำว่ามีหรือไม่มี พ่อครูว่า... ที่สุดแห่งที่สุดคำว่ามีหรือไม่มีนี่แหละ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43 เป็นสุดยอดแห่งความหมายที่จริงเลย ซึ่งอยู่ในนั้นทั้งหมด ผู้ที่บรรลุธรรมแล้วคือผู้ที่เป็น อนุปคัมโม หรืออนุปคัมมะ คำสั้นๆไม่ยาวเลย อนุปคัมโม คือผู้เป็นกลางแล้วเป็นผู้บรรลุแล้ว คนเป็นกลางผู้เป็นกลางเป็นอย่างไร คือคนที่รู้ 2 ฝั่ง แล้ว 2 ฝั่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ ความมีกับความไม่มี ความไม่มีคือ 0 ความมีเริ่มต้นที่ อุปจยะ เริ่มมีแล้วก็ขยายตัวจนเป็นลักษณะ 4 อุปจยะ สันตติ อนิจจตา ชรตา เป็นรูปหมวดสุดท้ายของอุปาทายรูป 24 4 ข้อสุดท้าย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 28 นี้ ดินน้ำไฟลมเป็นเรื่องของวัตถุโดยตรงเลยก็ไม่ยากอะไร จะมายากก็คือการปรุงแต่งอยู่ในอุปทายรูป 24 นี้แหละ ผู้ที่ท่านรู้จักความมีและความไม่มี เป็นอนุปคัมโม เป็นบุคคลที่เป็นคนเป็นกลาง ซึ่งแปลว่าคนไม่มีแล้วในสองฝ่าย แต่คนผู้นี้มีแล้ว 2 ฝ่าย เห็นไหม ภาษาสิริมหามายา อนุปคัมโม แปลว่า เป็นคนผู้ไม่มีแล้ว ไม่มีอะไร ไม่มี 2 อย่าง คือท่านมีปัญญารู้จักทั้ง 2 อย่าง แล้วท่านก็ไม่เป็นคนที่จะไปมีกับเขา แล้วท่านก็อนุโลมปรุงแต่งร่วมสังเคราะห์สังขาร ทำประโยชน์อะไรกับเขาได้ โดยที่ท่านไม่เอาตัวตนไปเป็นจริงเป็นจังไปอยู่ร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะฉะนั้นการเข้าใจเรื่องของการ อนุปคัมมะหรือมัชฌิมะ บุคคล ไม่ใช่แปลว่าทางสายกลาง แต่ มัชฌิมาปฏิปทา คำว่าปฏิปทาแปลว่าข้อปฏิบัติหรือทางปฏิบัติ ทางปฏิบัติให้เกิดความเป็นมัชฌิมะหรือ อนุปคัมมะ อนุปคัมมะกับมัชฌิมาเป็นคำไวพจน์แทนกันได้ หมายถึงผู้ที่บรรลุแล้วผู้นั้น ผู้ที่มีความเป็นกลางนั้นแล้ว นี่คือนัยยะที่ละเอียดลึกซึ้งมาก ในธรรมะพระพุทธเจ้าที่จะอธิบายใน ธรรมจักรกัปปว
อ่านต่อ
ัตนสูตรก็ตาม ความไม่โต่ฟตงไปทั้งสองข้างผู้ใดมีความบรรลุจริงก็อธิบายได้ฟังชัด จบผู้บรรลุศาสนาพุทธคือผู้บรรลุในความมีความไม่มี ๕. กัจจานโคตตสูตร [๔๒] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระกัจจานโคตต์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ [๔๓] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน ๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑ ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก(โลกสมุทัย)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก(โลกนิโรธ)ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก ย่อมไม่มี(โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) ผู้ที่เข้าถึงความมีและความไม่มี ผู้ที่ยืนอยู่ระหว่างกลาง ชีวิตที่มีอยู่ก็จะเห็นความมีและความไม่มี แต่ที่สุดแห่งที่สุดของผู้นี้แล้วท่านจบอยู่ที่ความไม่มี ท่านผู้นี้เป็นผู้ที่มีความไม่มีได้อย่างแข็งแรงบริบูรณ์ถ้วนรอบ จะไม่มีเมื่อไหร่ก็ได้ จะชะลอความมีไป ท่านก็มีความไม่มีของตัวท่านไปกับความมีไปเรื่อยๆได้ ผู้ที่ท่านบรรลุสมบูรณ์แบบอย่างนี้แล้ว ท่านก็จะไปกับทุกๆคน้ได เพราะทุกๆคนยังไม่ถึงที่สุดแห่งความไม่มี เพราะฉะนั้นเขาก็จะอยู่กับความมี เพราะเขายังไม่ถึงที่สุดแห่งความไม่มี จนกว่าเป็นคนที่รู้จักความไม่มีไปตามลำดับ เช่น พระโสดาบันไม่มีสภาพติดยึดอีกแล้วในอบายมุข จิตของท่านหลุดพ้นแล้วไม่มีแล้ว แต่อบายมุขของท่านมันยังมีอยู่ในโลก เกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กัน กระทุ้งกระแทกท่านอย่างไรท่านก็ไม่มี ไม่เกี่ยวพัน ไม่เกิดรสชาติไม่เกิดปรุงแต่งด้วยเลย ไม่เป็น 2 ท่านมีแต่ความเป็น 1 คือความไม่มี ท่านไม่ปรุงแต่งเป็น 2 และท่านรู้ด้วยว่า เป็น 2 คือผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งความไม่มี เขาก็จะมี 2 3 4 5 6 7 8 9 นับไม่ถ้วน ปรุงแต่งกันอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีความไม่มีได้แล้วเป็นต้น เช่น 1 เป็นต้น ที่สุดทำความเป็น 0 ได้ยิ่งกว่าความเป็น 1 ได้ เป็นความไม่มียิ่งๆเลย และความไม่มีนั้นๆอยู่ในโลกมันก็ยังมีอยู่ แต่ท่านเด็ดขาดเลย ไม่ปรุงแต่งอย่างยิ่ง การไม่ปรุงแต่งกันเลยมีคุณลักษณะหรือคุณสมบัติ ไม่ปรุงแต่งกันเป็นชีวะเลย มันก็ปรุงแต่งแบบวัตถุกับวัตถุเท่านั้น เรียกว่า อุตุนิยาม ก็รู้จักความเป็นคุณสมบัติของอุตุนิยาม ผู้ที่สามารถทำจิตของตนเองให้เป็นอุตุนิยามได้เลยนี่แหละ ผู้นี้แหละเป็นผู้เข้าสู่นิพพาน ถึงจุดที่จิตไม่มีชีวะ จิตไม่มีกาย จิตไม่มีเวทนา จิตไม่มีวิญญาณได้แล้ว เป็นพีชนิยามอย่างน้อย ยิ่งเป็นอุตุนิยาม หมดชีวะด้วย ถ้าเป็นพีชนิยาม ไม่มีกาย ไม่มีวิญญาณเป็นพีชะ ไม่มีเวทนา มีแต่สัญญากับสังขารปรุงแต่งกันอยู่ สัญญากำหนดรู้สิ่งที่ปรุงแต่ง มีสัญญากำหนดรู้ สัญญา สังขาร รูป ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เป็น cyclic order ของพีชนิยาม ผู้รู้จักสภาพความมีกับไม่มีเริ่มต้น จิต พีชะ ทำจิตในจิตให้เป็น พีชะเป็นอุตุได้ ทำเป็นอุตุได้แต่เรายังเป็นชีวะ เราก็ร่วมเอาดินน้ำไฟลมปรุงแต่งรูปอยู่ได้ ก็เป็นอำนาจจิตอำนาจพลังงานรู้ที่เหนือกว่าเป็น วสวัตตีโก เป็นผู้ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ สามารถสังเคราะห์ปรุงแต่งสภาพนี้ได้ตามต้องการ นี่แหละคือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ เป็นพระเจ้าตัวจริง ที่พิสูจน์กันได้ สัมผัสกันได้ เรียนรู้ตามได้ พิสูจน์ความจริงได้ ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องลึกลับ และไม่ใช่เรื่องตายตัว ว่าคำสอนของพระเจ้ามีอย่างไรเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยนิรันดรไม่ใช่ ทุกอย่างไม่เที่ยง คำสอนของพระพุทธเจ้าก็เป็นไปตามกาละ เทศะ เป็นไปตามสัปปุริสธรรม 7 หรือแม้แต่ มหาปเทส 4 อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสุดยอดละเอียดลออ ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เป็นที่สุดแห่งที่สุด ผู้ที่ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าจึงเป็นผู้รู้ ที่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในความเป็นพระเจ้าทั้งหมด ศาสนาพุทธรู้จบ ขออภัยชาวเทวนิยมถ้าหากไปหลงยึดติดอยู่กับความเที่ยงแท้อย่างนั้นก็จะไม่มีปรินิพพานเป็นปริโยสาน ผู้ที่จบปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว เป็นอมตะบุคคล นี่แหละคือยอดพระเจ้า เป็นอมตะบุคคล เหนือกว่าพระเจ้าตรงที่ว่าจะตายก็ได้ จะสูญเลยปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ได้ จะเกิดไปอีกนิรันดรก็ได้ แต่มันไม่มีความจำเป็นจะต้องไปเกิดนิรันดรหรอก มันควรจะเลิก ควรจะจบได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ประกาศศาสนาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้ว ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป หรือแม้แต่พระอรหันต์รู้จักความจบที่จะทำปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ พระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่ง ไม่ใช่แค่พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งนะ พระอรหันต์องค์ใดองค์หนึ่งที่มีภูมิธรรมสามารถทำปรินิพพานเป็นปริโยสาน ปรินิพพานเป็นปริโยสานอยู่ในมูลสูตรข้อที่ 10 อาตมาอธิบายให้ฟัง คนอื่นไม่รู้ เพราะอาตมาเป็นไก่ตัวพี่ รู้อันนี้ก็เอามาอธิบายสู่ฟัง ทั้งๆที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกอาตมาไม่ได้บัญญัตเเอง พระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 58 มูลสูตร 10 อาตมาก็อธิบายไปอาศัยมูลสูตรเป็นหลักสูตรสำคัญ ยิ่งกว่าต้นธาตุต้นธรรม เพราะเอามาใช้สอยได้ เริ่มตั้งแต่ข้อที่ 1 เป็นความยินดีเป็นฉันทะซึ่งยิ่งใหญ่มาก 641011 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 13