รูป 24 โดยพิสดาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข11 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

รูป 24 โดยพิสดาร พ่อครูว่า... นาม 5 รูป 28

อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 จักขุ (ตา) โสตะ (หู) ฆานะ (จมูก) ชิวหา (ลิ้น) กายา (กาย)

ข. โคจรรูป, วิสัยรูป 4 รูปะ (รูป) สัททะ (เสียง) คันธะ (กลิ่น) รสะ (รส) โผฏฐัพพะ (สัมผัส) (กายกับโผฏฐัพพะ ถือว่าเป็นอันเดียวกัน)

กายมี 5 แต่ใช้ใจเป็นตัวรับรู้ซ้อนอยู่กับ 5 ทวาร เมื่อซ้อนตรงนี้ จิตตัวนี้ธาตุรู้ตัวนี้ จะถือว่ามีหรือไม่มีก็ได้ เรากำลังอธิบายถึงรูปก็เลยหักจิตออกไป เหลือแต่โผฏฐัพพะคือการสัมผัสภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย คือภายนอกทั้งหมด รวมเรียกว่า กาย เพราะฉะนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย รวมเป็น 1 ก็จะต้องรู้ภายนอกเป็น 1 ทั้งหมด 4 คู่

ค. ภาวรูป 2 10. อิตถัตตภาวะ, อิตถินทรีย์ (ญ) 11. ปุริสสัตตภาวะ, ปุริสสินทรีย์ (ช)

ง. หทยรูป 1 = 12.หทัยรูป ที่ตั้งการเกิดอาการของรูป ก็คือจิต คือมันเป็นอาการของจิต อาการที่เป็นความจริง เรียกว่า ห ส่วนอาการที่เต็มสภาพอยู่คือ ท ส่วน ย คือพยัญชนะเศษวรรคตัวแรก เป็นตัวทำงานระหว่างสองสภาพ เป็น 3 เส้า คือ ทย ไม่มีที่อยู่ที่ตั้ง แต่คุณเกิดความรู้สึกก็จับความรู้สึกได้ตรงไหนตรงนั้นแหละคือ หทยรูป คุณจับความรู้สึกตรงไหนได้ตรงนั้นแหละ หทยรูป เมื่อกายแตะกับวัตถุภายนอก คุณก็มีหทยรูปอยู่ในนั้น แต่หากแตะเข้าไปกายในกายเป็นสภาพอีกอาการเรียกว่า เวทนา เวทนาก็คือกายในกายเข้าไปอีก คือความรู้สึกที่ต่อเนื่องกับภายนอก ไม่มีภายนอกเวทนาไม่เกิด ต้องมีผัสสะกับภายนอก กายต้องมีภายนอก เวทนาก็ต้องมีภายนอกกับผัสสะ มีการสัมผัสกำหนดจึงจะเกิดเวทนา พีชะ มีแต่ สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนา มันถึงไม่มีความรู้สึก รู้แต่ตัวเองอยู่ภายใน ปรุงแต่งอยู่กับตัวเองภายใน ฐานนี้แหละ อาการนี้แหละ ที่ไม่รู้สึกนี

อ่านต่อ

่แหละ ไม่มีเวทนาไม่มีสภาพ 2 ไม่มีสภาพความทุกข์ความสุข ไม่เป็นสภาพของกาย ไม่เป็นสภาพของความมี ผู้ที่สามารถอยู่ท่ามกลางความมีและความไม่มี และยืนอยู่บนความไม่มี เป็นอนุปคัมมะ คือ เป็นผู้เป็นกลาง มัชฌิมะบุคคล เป็นบุคคลที่รู้แจ้งจบด้วยปัญญาอันชอบแล้วตามความเป็นจริง หรือปัญญาอันยิ่ง ไม่เข้าไปมีทั้งสองอย่าง แต่เรายังมีชีวะ เรายังมีชีวิต เรารู้แจ้งเห็นจริงหมดทุกอย่างเลย แล้วก็เห็นควรไม่ควรกับอะไรที่ทำงานร่วมกัน ไม่ควรไม่ทำ อะไรควรก็ทำ จึงเป็นผู้สุดยอด ที่อยู่เหนือสภาวะทุกอย่างในความมีกับความไม่มี เพราะฉะนั้นผู้ที่รู้จักสภาวะ 2 บางทีเราต้องใช้อิตถีภาวะ บางทีเราต้องใช้ ปุริสภาวะ เมื่อมาถึง หทยรูป ก็รู้จักสภาพองค์รวม และในสภาพองค์รวมมี ชีวะ อาหารและปริเฉท

จ. ชีวิตรูป 1 = 13.ชีวิตินทรีย์ รู้ความมีชีวิตอยู่ของกิเลส ฉ. อาหารรูป 1 = 14.กวฬิงการาหารจนถึงวิญญาณาหาร ช. ปริเฉทรูป 1 = 15.อากาสธาตุ=รูปที่กำหนดจะให้ว่าง ปริเฉท คือ เราตัดกรอบอะไรที่จะเอามาใช้ 1 มีความมีชีวิต 2 มีสิ่งที่ต้องอาศัยคืออาหาร ความมีชีวิตที่คุณจะต้องมีเครื่องอาศัย คุณก็ต้องรู้ จะรู้ได้จากเหตุปัจจัยที่มีจริงที่ตนเองรู้ได้ง่ายที่สุดคือ กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว อาหารที่กินเข้าไปทุกคน เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องเสวยอาหาร เป็นพระโพธิสัตว์ก็ต้องกินอาหาร เป็นพระอรหันต์ก็ต้องกินอาหาร เป็นคนก็ต้องกินอาหาร เป็นสัตว์นรกก็ยังต้องกินอาหาร เพราะฉะนั้นอาหารคือตัวร่วมเป็นหนึ่งที่ต้องอาศัยในความเป็นสัตว์โลก โดยเฉพาะ สัตว์ที่เป็นสัตว์โอปปาติกะ จิตนิยามแล้ว เป็นสัตว์เดรัจฉานพูดกันไม่รู้เรื่อง เป็นเวไนยสัตว์ต้องมีภูมิเป็นอาริยะ จึงจะอธิบายกันรู้เรื่อง เวไนยสัตว์ระดับโลกียะพูดกันไม่รู้เรื่อง เราต้องอาศัย ความเป็นชีวะหรือความไม่เป็นชีวะ ก็เอาที่พลังงาน ของความเป็นชีวะแยกออกไปให้เป็นเจตสิกละเอียด พลังงานที่ไม่ต้องการให้เป็นชีวะ ผู้นี้ก็สามารถทำความดับความเป็นชีวะ นอกจากจะดับความเป็นชีวะ เป็นชีวะระดับพืช ไม่เป็นชีวะเลยระดับอุตุ ทำได้ ผู้ทำได้คือผู้ทำได้ ทำจิตเจตสิกของตนเองให้เป็นดั่งที่ว่านี้ได้ เมื่อกระทบสัมผัสเกี่ยวข้องกับอะไรอยู่ คุณก็ทำจิตให้เป็นอุตุ ทำจิตให้เป็นพีชะ วสวัตตีโก เป็นผู้ที่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้เป็นพระเจ้าที่แท้จริง กำหนดจิตของตัวเองให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ ยิ่งใหญ่ไหม อยากเป็นไหม เป็นได้บ้างไหม เห็นไหม พวกเราสามารถตอบได้โดยไม่เคอะเขิน ไม่มังกุว่า เป็นได้บ้าง เราสามารถทำจิตให้เป็นพีชะหรืออุตุได้ เป็นพีชะก็สบายได้แล้ว อาตมาเอาของจริงสภาวะจริงของอาตมามาพูด คนอื่นก็ทำได้ ทำได้บ้างหรือมากก็แล้วแต่เป็นนามธรรมอย่างยิ่งแต่เราทำได้ใช่มั้ย ชีวิติณทรีย์เราดับก็ได้ ไม่ดับก็ได้ อยู่กับอาหารซึ่งคุณต้องอาศัยใหม่ โดยเฉพาะ กวฬิงการาหาร ถ้าคุณจะยังมีชีวิตอยู่คุณก็ต้องใช้อาหารที่จะกินเข้าไปสังเคราะห์ดินน้ำไฟลมที่เป็นแท่งชีวิตเป็นชีวะ แม้เป็นพืชคุณอาหารก็เป็นมนุษย์พืชอย่างนั้น ยิ่งเป็นจิตนิยาม คุณไปควบคุมจัดการเองได้เลยให้มีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงเต็มที่เลย มีสัทธินทรีย์มีสติบริบูรณ์ทั้งภายนอกภายในควบคุมกายพร้อมเต็ม ควบคุมวาจาพร้อมเต็มในจิต พร้อมเต็มหมดเลย มีความตื่นเต็มๆครบร้อย จัดการได้หมด ตกลงชีวิตินทรีย์คุณก็สามารถจะให้มีหรือไม่มีก็ได้ แต่คุณต้องอาศัยนามรูป อาศัยสภาวะ 2 สภาวะสองแล้วปรุงแต่งกันโดยคุณมีจิตเป็นประธานเป็นปริเฉทรูปเป็นสามเส้า มี 3 สภาพ ประธาน เพศหญิงเพศชาย นี่เป็นตัวสังขาร ISH

I คือประธาน S (she) คือผู้หญิง H (he) คือผู้ชาย มีประธานเป็นผู้ควบคุม เป็นพระเจ้าแท้ควบคุมสภาพคู่นี้ไป จะกี่คู่ก็ตาม ภาษาบาลีคือ เทวฺ นี่แหละคือเทวะทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมด ประธานคือผู้ควบคุมเทวะเป็นผู้ทำให้เทวะมีชีวิตอยู่ในระดับพืชหรือมีชีวิตอยู่ในระดับอุตุ หรือมีชีวิตเต็มๆเป็นจิตนิยาม แล้วจัดการกรรม รู้จักธรรมนิยาม 5 อย่างบริบูรณ์เต็มที่จัดการได้ล คุณก็อยู่กับรูปต่างๆและมีชีวิตกับ วิการรูป 5

ซ. วิญญัติรูป 2 = 16.กายวิญญัติ 17.วจีวิญญัติ ไหวให้รู้ ต้องรู้จักความหยาบก่อน เป็นองค์ประชุมของการเคลื่อนไหวภายนอก คือกายกับองค์ประชุมของวจี ซึ่งคุณมีจิตเป็นตัวประธานควบคุมทั้งกายและวาจา คุณจะควบคุมกายและวจีนั้นให้อยู่ในความแรงความเร็วหรืออยู่ในความเบา ได้ทั้งสิ้น อาตมาทำงานนี้ มีความด้อยอยู่อย่างหนึ่ง อาตมาไม่ทำอย่างเบา อาตมาทำเต็มที่แรงอธิบายเต็มที่จริงๆ เพื่อให้มันมีน้ำหนัก เพื่อให้มันแรง ให้มันชัดเจน ออกร่างกายเป็น นัจจะท่าทางลีลาประกอบ สุ้มเสียงสำเนียงคือ คีตะ มีภาษาคำพูด นัจจะ คีตะ วาทิตะ ปรุงแต่งเป็นรูปธรรมเป็นสื่อให้ผู้ได้รับสัมผัส ซึ่งมีปฏิภาณที่จะรู้ได้ทุกมุมเหลี่ยมได้ครบ ใครจะเก็บไปเรียนรู้ศึกษาได้จากอาการสื่อที่อาตมาปรุงแต่งไปใน นัจจะ คีตะ วาทิตะนี้ ออกไปเต็มที่ ไม่ออมมือ จะถือว่าเป็นความด้อยเพราะได้ยินได้ฟังว่า พระอรหันต์จะเป็นผู้ที่ไม่แรง แสดงออกอย่างสุภาพที่แปลว่านิ่ง หงอยๆ แต่อาตมารู้สภาวะ พวกเรานี้มันยิ่งกว่าพวกหนังเหนียว แทงด้วยหอกร้อยเล่ม เช้า กลางวัน เย็นก็ไม่สะดุ้งสะเทือน เดี๋ยวนี้พผู้ยังไม่สะดุ้งสะเทือนก็ยังไม่สะดุ้งสะเทือน แทงไปเถอะหอกหักเท่าไหร่ก็ไม่เข้า อาตมาอธิบายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่รู้กี่ที พวกคุณเข้าใจดีไหม แต่พวกที่ไม่เข้าใจจะบอกว่าพูดอะไรถ้าจะบ้า อาตมาไม่ได้พูดเองนะพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ทั้งนั้นเลย อาตมาก็อธิบายก็เกรงใจอยู่เหมือนกัน ว่าพวกคุณเป็นโจรที่ทำลายศาสนาพุทธอยู่ทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าให้เจ้าพนักงานเอาโจรไปฆ่าเสีย ไปทำลายเสียเพราะโจรทำลายศาสนามันบาป อาตมาก็เป็นพนักงานของพระพุทธเจ้าก็แทงด้วยหอกร้อยเล่มเช้ากลางวันเย็น หมดไปไม่รู้กี่ร้อยแล้วตั้งแต่ทำงานมา 50 ปี หมดหอกไปไม่รู้กี่ร้อยแล้ว เขาก็ยังเฉย พวกเราฟังแล้วก็เข้าใจ ส่วนพวกไม่เข้าใจก็จะบอกว่าพูดอะไรไม่รู้ แต่พวกที่มีปฏิภาณค่อยๆรับรู้ได้เรื่อยๆ จนกว่าผู้นี้จะรู้สึกตัวสำนึก ว่าที่เราเข้าใจอยู่เป็นอยู่เราเข้าใจผิดเหรอ ท่านถึงพยายามจิ้มด้วยหอกร้อยเล่ม ให้เรารู้ว่าอย่าไปยึดถืออยู่กับโลกแคบๆที่มันผิด เปิดหูเปิดตามาฟังอาตมาพูด และรับไปปฏิบัติเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย วนเวียนไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้วหรือมาเป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์ของอาตมาสิ จะกล้าไหม จะมาเป็นลูกศิษย์อาตมาก็ได้อาตมาก็ไม่ว่า คนที่จะละอายรู้สึกตัวว่า เรานี้เป็นผู้ผิดจริงๆ แม้แต่กายเราก็ไม่รู้อย่างสัมมาทิฏฐิ แม้แต่บุญเราก็ยังไม่รู้อย่างสัมมาทิฏฐิ แม้แต่สมาธิก็ยังไม่รู้อย่างสัมมาทิฏฐิ แม้แต่เป็นฌาน คุณก็ไม่รู้อย่างทิฏฐิหรอก เริ่มต้นตั้งแต่คำว่ากาย ไปตรวจสอบกันให้ดีๆ แม้แต่คำว่ากายคำแรก ผู้มาบวชแล้วพระพุทธเจ้าท่านก็สำทับอุปัชฌาย์ ให้อธิบายแยกกายแยกจิต ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นสภาพภายนอก เอามาอธิบาย อาตมาถนัดเอาเล็บมาอธิบาย อธิบายแยกกายแยกจิตที่เล็บ ชีวะของเล็บ ส่วนไหนที่ยังได้อาหารเป็นชีวะ แต่เมื่อใดส่วนใดของเล็บที่เป็นอุตุ ส่วนใดของเล็บที่ยังไม่ใช่อุตุ ยังเป็นพีชะอยู่กับตัวเรา ยังเกี่ยวเนื่องอยู่กับประสาทของเรา แต่ไม่มีเวทนา ไม่เป็นวิญญาณแล้ว ไม่เป็นกายแล้ว ตรงนี้ไม่ใช่กายเพราะไม่มีเวทนา มันเป็นพืช ถ้าเข้าใจตรงนี้ไม่ได้คุณเป็นอรหันต์ไม่ได้ เรากระทบสัมผัสตรงนี้แล้วจิตเราไม่มีเวทนาไม่มีทุกข์ไม่มีสุข ก็เหมือนเล็บส่วนของเราที่มันเป็น พีชะเป็นชีวะอยู่กับตัวเรา แต่มันไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ มันเป็นชีวะอยู่เท่านั้น แล้วมันก็รับรู้ส่วนหนึ่ง เมื่อเรามีจิตที่เป็นตัวเหนือเป็นตัว วสวัตตี เป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่ควบคุมได้ทำได้จริงคุณก็แยกจิตแยกกายได้ เมื่อไม่เป็นกาย ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ เมื่อมีเวทนา มีวิญญาณ เป็นกาย เป็นจิตนิยาม และเป็นกรรม เป็นธรรมะ พระพุทธเจ้า ถึงสำทับให้อุปัชฌาย์ ต้องอธิบายแยกกายแยกจิตให้สัทธิวิหาริกเมื่อบวชเริ่มต้น อธิบายความเป็นกายเป็นจิตในผมขนเล็บฟันหนังนี้ คนที่ไม่เข้าใจความเป็นกายอย่างสัมมาทิฏฐิดีว่ากายต้องมีจิตเสมอ กายไม่มีจิตร่วมด้วยมันไม่ใช่กายแล้ว มิจฉาทิฏฐิตัวนี้ในคนไทย ภาษาคำว่ากายกลายเป็นวัตถุแล้ว มาเป็นสรีระ ไม่มีจิตร่วมด้วยก็ไปกันใหญ่ พวกที่นั่งหลับตาปฏิบัติ ไม่มีภายนอกรับรู้เลย ทิ้งภายนอกไปหมดเลย กายไม่มี แล้วคุณจะไปเรียนอะไร มิจฉาทิฏฐิคำว่ากายแล้ว ตั้งแต่นั่งหลับตา อย่าให้จิตออกไปนอกตัว อย่าไปรับรู้อะไร มองแต่ในจิต และปัญญาจะเกิดเองทุกอย่าง นี่คือมิจฉาทิฏฐิที่ สนิท ถนัดที่สุด เต็มที่เลย หยุดได้แล้ว ลืมตาออกมาเรียนรู้ดีๆ มาฟัง ฟังลูกศิษย์อาตมามาเรื่อยๆก็ได้ หรือจะมาฟังอาตมาโดยน้อมมา ไม่ต้องอายอาตมาหรอกขอาตมาไม่ว่าอะไรหรอก จะมีความละอายอย่างแรงกล้าอย่างไรก็มาเถอะ เห็นไหมต้องมีความละอายอย่างแรงกล้า เขามีความละอายอย่างแรงกล้ามากจนกระทั่งไม่กล้า เขาอายมากจนไม่กล้าที่จะเข้ามารับสารภาพกับอาตมาว่า ขน้อยผิดไปแล้วเด้อ เขาไม่กล้าหรอก ถ้าเขามาสารภาพเขากลัวจะหมดตัว ก็หมดตัวเป็นพื้นฐานเบื้องต้นแค่นั้นตรงนี้ คุณยอมลดตัวตนเบื้องต้น ถ้าคุณไม่ยอมตรงนี้ คุณก็คง ปัญญาข้อที่ 1 ก็ไม่ได้เริ่มแล้วในปัญญา 8 เพราะคุณไม่รู้จักสัตบุรุษ คุณไม่ยอมรับสัตบุรุษที่ท่านสัมมาทิฏฐิ คุณนึกว่าคุณสัมมาทิฏฐิ คุณไม่ยอมคลายว่าคุณไม่สัมมาทิฏฐิ ซึ่งมันบังคับกันไม่ได้ เขาไม่สำนึก เขาบอกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร ข้าพเจ้าไม่ได้ผิดอะไร อั๊วไม่ได้ผิดอะไร สู่แดนธรรม... เรื่องนี้เคยมีมาในโสณทัณฑพราหมณ์ มีวิบากเป็นเจ้าคณะมีชื่อเสียง แต่ไม่กล้าจะยอมรับทางกายวาจาต่อ พระพุทธเจ้า กายวิญญัติวจีวิญญัติ อยู่ในวิการรูป อาการเครื่องหมายทางกาย วจี ควบคุมให้กายเบา วจีเบาหรือหนัก อาตมารู้อยู่ว่าทำเบามันก็ดี แต่ว่าอาตมามุ่งที่ผลมากกว่า มากกว่ามุ่งหมายเอาความเคารพ หากว่าอาตมาสุภาพเบานิ่มอาตมาจะได้รับความเคารพจากผู้ที่ยึดถือ มากทีเดียว แต่อาตมาไม่ทำ เพราะอาตมาจะไม่ตามใจ อาตมาตามใจคุณคุณจะมีอัตตา ให้คุณมาตามอาตมาบ้าง อย่ามาถือว่าอันนี้เป็นความด้อย แต่เป็นความได้ที่อาตมาจะพูดแรงพูดนะ ผู้ที่สามารถรู้สภาพนี้จนหมด ถึงกายวิญญัติ วจีวิญญัติแล้ว ก็เหลือ อีก 3 ฌ. วิการรูป = 18.ลหุตา 19.มุทุตา 20.กัมมัญญา สามสภาพนี้เป็นสามเส้าที่สมบููรณ์แบบ ลหุตาคือ ทำเบา จะทำหนักทำแรงได้ง่าย ทำเบาได้ยาก เพราะฉะนั้นจะทำให้เบานี้ได้ยาก ยิ่งมุทุเป็นสภาพสองทั้งรูปทั้งนามทั้งเคลื่อนไหวทั้งสถิต แรงเคลื่อนและแรงสถิต มุทุภูตธาตุ แรงตั้งมั่นกับแรงเคลื่อนที่ สองอย่างมีประสิทธิภาพได้สัดส่วนดีทั้งเร็ว ทั้งแรง ทั้งลึก ละเอียดอยู่ในนี้เสร็จหมด และก็จะใช้ขนาดไหนก็ได้เป็น กัมมัญญา การกระทำ เท่าที่จะเหมาะควร จะให้เบาเท่าไหร่ จะให้เร็วให้แรงให้ลึกเท่าไหร่ ทำได้หมด สามเส้านี้ ลหุตา มุทุธาตุ กัมมัญญา จึงเป็น สามเส้า สุดท้ายที่พึงใช้งาน นอกนั้นก็เก็บไว้ในลักขณรูปอีก 4 อุปจยะ สันตติ ชรตา เป็นสามเส้า ที่เป็นโดยธรรมชาติ มันเกิด ถ้าคุณยังให้เกิดอยู่ ถ้าคุณจะแช่อยู่ที่สันตติ ไม่เกิดไม่เสื่อมคงสภาพอยู่ที่สันตติ สันตะ สันติ ที่เป็นที่สุดแห่งอันตะ ส คือสภาพตัวที่ 5 ของเศษวรรค พลังงานเลยครึ่งของ 9 แล้ว อันตะ คือกำลังเป็นพลังงาน ส่วนอันติ คือจบ 3 ถ้าอันตะ คือกำลังทำงานอยู่ สันตะ กำหนดให้มันอยู่เฉยๆไม่เกิดไม่ดับ หรือคุณจะให้เกิด หรือคุณจะให้ดับ ถ้าดับโดยที่คุณดับได้สำเร็จ คุณก็ไม่ต้องปล่อยให้มันเสื่อมไป ชรตา คุณทำให้ดับเลยได้ แต่ถ้าคุณไม่ทำให้ดับ มันก็เป็นไปตามโมเมนตัมแรงเคลื่อนค่อยๆสลายไป สุดท้ายจบเมื่อคุณมีจบ คุณก็สูญ แต่ไม่ให้สูญก็ได้หากมีอนิจจตา แต่ถ้าคุณเที่ยง นิจจตาทำสูญได้ ก็จบ อนิจจตา เคลื่อนไปเสื่อม>เจริญ เป็นปลายเปิดระหว่างบุคคลที่เป็นประธาน คุณจะทำให้เที่ยงหรือไม่เที่ยง อยู่ที่คุณเป็นประธาน คุณจะให้เกิดหรือไม่ให้เกิดจะให้สูญหรือไม่สูญจะให้มีอีกหรือไม่มีอีก 0 จนปรินิพพานเป็นปริโยสานก็คือความต้องการของคุณและคุณก็ทำได้สำเร็จ เมื่อปรินิพพานเป็นปริโยสานแล้ว ไม่มีทางฟื้นไม่มีทางแก้กลับอีกแล้วนะ นี่เป็นสุดที่สุดแห่งที่สุดเลย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เมื่อเสร็จหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ตายสุดท้ายก็เลิกกันเลย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... รูป 28 สุดท้ายจะจบที่อนิจจตา รูปคือความมี มีอยู่ตราบใด ความไม่แน่นอนก็จะอยู่ จะเจริญก็ได้จะเสื่อมก็ได้ อนิจจตาจึงเป็นตัวสุดท้ายของรูป พ่อครูว่า... ก็ถูกต้อง สภาวะต่างๆที่อาตมาเอามาแจกเอามาอธิบายนี้ ไม่ใช่เรื่องเดาเรื่องคาดคะเน หรือการเก็งความจริง แต่เป็นเรื่องที่มั่นใจว่าเป็นความจริง ความถูกต้อง ของธรรมะปรมัตถ์ทั้งหลาย อาตมาจะไม่มานั่งสร้างเป็นวิบากเอาความผิดๆมาอธิบาย เพราะอาตมารู้จักกรรมวิบากกรรมเป็นเรื่องจริง อาตมาไม่ทำบาป นอกจากว่ามันสุดวิสัย เพราะอาตมาก็เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 อาตมาอาจจะไม่รู้จักสิ่งที่ผิด ผู้ที่รู้จักสิ่งที่ผิดก็ทักท้วงมาด้วย อาตมาจะได้เอามาพิจารณา หากว่าผิดจริงอาตมาก็รับ หากรับผิดก็เป็นความเจริญ เป็นสิ่งที่ผิดเรารับสิ่งที่ผิดมันเป็นความเจริญ คนที่ผิดจริงๆแล้วไม่ยอมรับผิด มันเสื่อม ยิ่งรู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังดันทุรังโกหกซ้ำซ้อนว่าฉันถูก ทั้งๆที่ตัวเองผิดรู้แล้วว่าผิดนะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ที่โกหกทั้งๆที่รู้ สิ่งที่ผิดแล้วก็ไปโกหกหลอกคนอื่นต่อว่ามันถูก คนนี้ชั่วขนาดว่าความผิดใดๆคนคนนี้ทำได้หมด ไม่มีความผิดใดที่คนคนนี้จะทำไม่ได้ สุดแสบจริงๆเลย สรุปลงท้าย อาตมาได้เคยพูดไว้ว่า ในความรู้ของโลกียะกับโลกุตระ โลกียะยังไม่สามารถออกมารู้ความรู้ใหม่ที่เป็นโลกุตระ ยังมีความรู้อยู่ในกรอบ อยู่ในปริเฉท หรือในบริบทของโลกียะเท่านั้น ไม่สามารถออกจากกรอบนั้นได้ นั่นคือโลกียะ หรือพระเจ้า หรือเทวนิยม ที่เข้าใจผิดเทวะเป็น 1 ไม่มี 2 เป็นสิ่งเทียบไม่มีคู่เปรียบ เพราะฉะนั้นพระเจ้ายิ่งไปหลงตนว่าเป็นพระเจ้าเป็นหนึ่ง สูงสุด รู้สูงสุด ไม่มีใครเทียบ เมื่อไปหลงตนเองว่าเป็นความสูงสุดไม่มีใครเทียบ ความหลงตนซ้อนเป็นความยึดมั่นถือมั่นหลงดี ยึดดี ว่าตนเองถูกที่สุดดีที่สุด ไม่มีใครเทียบได้จริงๆเลย คนผู้นี้ อัตตาเต็มบ้อง แตะไม่ได้ ช่วยอะไรไม่ได้ เป็นตัวกิเลสเต็มรูป เพราะฉะนั้นพระเจ้า ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเป็นหนึ่งในทุกสิ่งทุกอย่าง พระเจ้าคนนั้นคือกิเลสเต็มๆ พระเจ้าองค์นั้นคือกิเลสเต็มๆ เมื่อมีกิเลสเต็มตัวเลย พระเจ้าจะไม่ศึกษาตัวเองเลย พระเจ้าไม่รู้ตัวเอง พระเจ้าไม่ได้ศึกษาตัวเอง ไม่ได้ฉุกคิดว่า ตัวเราเป็นใคร ตัวเรามาจากไหน มาเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ซึ่งอาตมาก็ขยายความไว้หมดแล้ว ความรู้ของพระศาสดาทุกองค์ ท่านไม่รู้ตัวเองว่าความรู้นั้นเป็นของท่าน ท่านไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าเราจะมีความรู้ถึงขนาดนี้ด้วยหรือ ฝากไว้ให้กับพระเจ้าพระบิดาเป็นเจ้าของพระธรรมความรู้นั้น แล้วเราก็บอกว่าเป็นลูก เชื่อสนิทว่าตนเองเป็นลูกเอามาประกาศ ไม่มีใครสามารถที่จะนำมาได้ ลูกจะมีคนเดียว คือพระศาสดาเอง ซึ่งไม่มีใครใหญ่เท่าเหมือนกัน มาประกาศ ผู้นี้เขาไม่แยก1ออกไปเลย ไม่เป็น 2 เลยตลอดนิรันดร จึงเป็นตัวกิเลสเต็มๆเป็นเจ้าของ ตัวผู้มีความรู้ มีความต้องการ มีความปรารถนา มีความอยากทุกอย่าง ชั้นเป็นผู้บงการหมด มันหลงตัวซ้อนๆๆๆอยู่อย่างนั้น รู้ดีหมด ไม่มีใครจะรู้ดีเท่า และเป็นผู้ที่ไม่ยอมสยบแก่ผู้ใดผู้หนึ่งเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ยังไม่ได้เป็นไก่ตัวพี่ในยุคใดก็แล้วแต่ ไม่รู้ว่ามีไก่ตัวพี่จริงๆ คนผู้นี้สุดสงสาร นั่นแหละคนผู้นั้นคือพระเจ้าหรืออัตตา หรือหลงตนว่าฉันรู้ยิ่ง เหมือนกับผู้รู้ที่อยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้ ใครก็ตาม ที่เป็นผู้ที่พูดอย่างผยองว่าฉันเป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์แห่งสยาม เป็นผู้รู้สาธยาย รู้ เป็นผู้ที่คนเขารับรองว่าฉันเป็นปราชญ์เอก แต่ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่รู้ว่าพ้นสักกายะทิฐิหรือยัง คำว่าบุญ คำว่าสมาธิ คำว่าฌาน ยังแน่ ก็ยังเชื่อว่าตัวเองถูกอยู่อย่างนั้น สรุปแล้ว ผู้ไม่รู้อย่างแยกตัวเองไม่ออกเลยว่า ตัวเองจริงๆไม่ใช่ผู้รู้ มีผู้รู้จริงๆอยู่ในยุคเดียวกันนะ เป็นกุศลแท้ๆ ถ้าโลกไม่มีผู้รู้ไม่มีสัตบุรุษเลยก็น่าสงสาร แต่ในยุคที่ยังมีสัตบุรุษ แต่คุณไม่รู้เอง หรือแม้แต่ในยุคนั้นมีพระพุทธเจ้า คุณพบพระพุทธเจ้าคุยกับพระพุทธเจ้าทั้งคืน คุณก็ยังไม่รู้จักพระพุทธเจ้าเลย 641011 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 13

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน