ความเจริญสูงสุดที่มนุษย์พึงมีคือ 7 ส.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข8 ตุลาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ความเจริญสูงสุดที่มนุษย์พึงมีคือ 7 ส พ่อครูว่า... โลกทุกวันนี้จะหาทางเข้าใจสัจธรรมความจริงอย่างที่ว่ามีไปเรื่อยๆ อาตมาเคยเขียนเอาไว้ในหนังสือสรรค่าสร้างคน ว่า ความเจริญสูงสุดที่มนุษย์พึงมี โดยเอาตัว ส. มาเป็นตัวหลัก 7 ส. 1. ส.สุข คือ สุขที่กิเลสลดลง เพราะดับเหตุแห่งทุกข์ได้ 2. ส.สูง คือ ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น เป็นความเจริญดีงามผู้อื่นเขายอมรับ เป็นความสุข ความสูงไม่ใช่ตัวเราเองมาสร้างเองกำหนดเอง แล้วไปทำหาวิธีหว่านล้อมให้คนอื่นเขายอมรับยกย่อง ไม่ใช่ แต่สูงเพราะทุกคนใช้ภูมิปัญญาเห็นดีเห็นงามยกย่องให้ ยอมให้ ว่าสูงกว่า เหนือกว่า เจริญกว่า 3. ส.สรรสร้าง หรือสร้างสรร ของอาตมาไม่มี ค์ ถ้า สรร แปลว่าเลือก หากสรรค์แปลว่าสร้าง ก็คือสร้างอย่างเลือกเฟ้น สรร แปลว่าเลือกเฟ้น สร้างอย่างใช้ปัญญา ใช้ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์เลือกเฟ้น เอาสิ่งที่ควรที่เหมาะสมกับกาละเทศะฐานะ สร้าง สร้างอย่างเลือกเฟ้น ด้วยปริภาณปัญญา มีธรรมวิจัยพร้อม ก็เป็นผู้สร้างสิ่งที่ดีไม่มีสิ่งเสีย 4. ส.เสียสละ แต่ไม่เสียหาย ไม่ใช่ ประเภทเสียหายต่ำทราม แต่ภาษามันซ้ำซ้อน แปลไปในทางไม่ดีก็ได้ แปลไปในทางดีก็คือเสียสละได้ ได้มากมีมากก็เสียสละก็ให้เกื้อกูลผู้อื่นเป็นผู้ที่ได้เสียสละ ไม่ใช่เป็นผู้ไปเอาของคนอื่น เป็นภาระไปเบียดเบียนคนอื่นไม่ใช่ แต่ให้ เข้าใจและเห็นจริงว่ามันเป็นคุณค่าของมนุษยชาติ ผู้ใดเสียสละได้ตัวเราเองได้เป็นผู้เสียสละ เป็นผู้เสีย ผู้สละ ไม่ใช่เสียหายแต่เป็นผู้เสียสละเป็นผู้เสียหายแก่ผู้อื่น ผู้เสียนั่นแหละคือเราได้ ในหลวงท่านตรัส เป็นคุณค่าของชีวิต รู้ทั้งรู้ไม่ใช่เสียรู้ รู้ทั้งรู้ว่าเราเสียเปรียบ เปรียบแล้วเราเป็นผู้เสียไม่ใช่เป็นผู้ได้ เป็นผู้ให้เป็นความยินดีที่ควรให้ก็ให้ ให้ เสียสละ 5. ส.สมบัติ

อ่านต่อ

เป็นสิ่งที่ตัวเองเป็นตัวเองมีเป็นโลกียสมบัติหรืออาริยะสมบัติ เป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างไม่พร่อง ไม่รู้จักหมด ก็คือคุณธรรมเป็นสมบัติที่แท้ เป็นกรรม เป็นสมรรถนะ เป็นความสามารถเป็นต้น เป็นปัญญาเป็นต้น นี่คือคุณสมบัติ แล้วก็ใช้ปัญญาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตจริงใจ สร้างแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ แล้วก็สร้างแล้วเกินกว่าที่เรากินเราใช้ ก็เป็นผู้ที่มีขุมทรัพย์ เป็นผู้ให้ ได้ให้ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เป็นทายก เป็นผู้ให้ ได้เป็นผู้ให้อยู่ตลอดเวลา ก็เป็นผู้ที่เป็นบ่อซึมซับ เป็นบ่อทองบ่อเงิน หรือเป็นนาบุญ เป็นนาที่งอกบุญ แต่คำว่าบุญเข้าใจผิดแล้วก็ไปกันใหญ่ แต่เข้าใจถูกก็ไม่มีปัญหาอะไร นาบุญ คือ เป็นการเริ่มสละกิเลสที่จริงคำว่านาบุญไม่ควรใช้แต่เขาใช้แล้วก็ถือว่าเป็นประโยชน์ พูดที่งอกคุณค่าประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เพราะไม่เข้าใจว่าบุญคือกุศล เป็นอกุศล มีแต่กุศลมอบให้แก่ผู้อื่นเสมอ ส่วนบุญนั้นเป็นอาวุธ เป็นธรรมาวุธ เป็นเครื่องประหาร มันมีแต่หน้าที่ประหาร อันนี้มันก็ผิดเพี้ยนไปจนอาตมาเอากลับคืนมาได้บ้างแล้ว ต้องสำทับตรงนี้ คำว่าบุญ ถ้ามีมีแต่การฆ่าไม่มีทางดี มีแต่หน้าที่เดียวทำลายกิเลสหน้าที่เดียวทำลายก็หายไป มีหนึ่งเดียวทำไมเพราะว่ามี 2 มันก็จะวนกลับแล้วเมื่อไหร่มันจะเป็น0 มันจะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้เมื่อไหร่ เพราะมันมีแต่บุญ ต้องไม่มีการวนกลับ อย่างเดียว ฆ่าอย่างเดียว ฆ่าแล้วฆ่าเลย ไม่มีโอ๋ ไม่มีประคบประหงมอะไรเลย ไม่มีสังสารวัฏไม่มีสงสารไม่มีการวนกลับ ไม่มีสงสารเลยนะบุญนี้ ฟังภาษาให้ดีเป็นภาษาธรรมะ บุญไม่มีสงสาร ไม่มีวนกลับ ฆ่าอย่างเดียวลุยแหลกตรงที่สุด One way Traffic ทางเดียว โค้งปั๊บจับปรับเข้าคุก ย้อนศรไม่ได้ มีทิศเดียว มันต้องคมแม่นลึกลัด บุญนี่สุดยอดเลย หากผิดเพี้ยนมันก็จะวนเพราะสงสารก็คือความวนเป็นสังสารวัฏเป็นวัฏต่างๆ แต่นี่ไม่มีสงสารเลย ฆ่าตะพึด ฆ่าอย่างเหี้ยมโหดเลย บุญเป็นอย่างนั้น ฟังแล้วน่ากลัว แล้วก็น่ากลัวจริงๆ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ไม่มีบุญเลยอย่าเอาบุญมาใส่ฉัน ฉันเป็นคนไม่มีบุญ คำว่า บุญ เลยเข้าใจกลับกันเพราะไปถูกครอบงำเป็นมิจฉาทิฏฐิ เอาบุญไปใช้สลับซับซ้อน จนกระทั่งอาตมามากู้กลับเอาความถูกต้องคืน โพธิรักษ์สู้ๆ เหนื่อยเท่าไหร่ก็ต้องสู้ สรุป ส.สมบัติ เป็นโลกุตระสมบัติ เป็นอาริยะสมบัติ สรุปไว้ตรงนี้ก่อน 6. ส.สูญ สูญสิ้นกิเลสตัณหาอุปาทาน ก็ย้อนกลับไปหาภาษากลิ กิเลสตัวโทษภัยตัวปัญหาของจิต ปัญหาก็คือตัวเคลื่อนอยู่อุปาทานก็คือตัวกบดานนิ่ง ยึดไว้ ตัวตัณหาก็ออกทำงานแสดงตัว ออกแรงออกอาละวาดเคลื่อนที่ไปเป็นตัณหา แล้วก็มากบดานนิ่งเป็นอุปาทาน Static กับ Dynamic คำว่า Static กับ Dynamic 2 คำนี้ต้องขอบคุณเขาเป็นภาษาพลังงาน ทุกคนเข้าใจหมดเลย ภาษามาตั้งแต่วิทยาศาสตร์มาทุกระดับก็เข้าใจหมด สูญ ก็คือไม่มีแล้วกิเลสตัณหาอุปาทานหมดเกลี้ยง 7. ส.สัมบูรณ์หรือสมบูรณ์ เต็ม บูรณะเต็มครบ ก็ไม่ต้องครบอะไรก็เอา 6 ส.ให้ครบ ครบอีกหลายรอบ ทับทวีเพิ่มขึ้น ย้อนกลับที่ไปที่ 1 สุข มันยังเป็นมายาสูงสุด ต้องไม่สุขไม่ทุกข์ คำว่าไม่สุขไม่ทุกข์ก็บอกถึงความไม่มี 2 ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แล้วไม่มีก็เป็นสภาพ 1 สภาพกลางๆ ระหว่างไม่มี 2 อันตา แปลว่าข้าง ไม่มีข้างในเลย ไม่มีแม้ว่าสุข ไม่ว่าทุกข์ โลกุตระไม่มี 2 เพราะฉะนั้นคำว่า ไม่สุขไม่ทุกข์คือเป็น 1 ส่วนคำว่าอุเบกขาคือ 0 คำว่า 2 คือเทวะ คำว่า 1 คือ อทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์คือ 1 คำว่า อุเบกขา คือ 0 สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือคุณสมบัติอุเบกขา 5 ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน เราต้องรู้ว่าจิตเราสะอาดบริสุทธิ์ สะอาด สะอาดจากอะไร ก็คือสะอาดจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน สะอาดแล้วยิ่งสะอาดควบแน่น ยิ่งสะอาดมีปริมาณ ยิ่งสะอาดมีคุณภาพและปริมาณ ยิ่งยิ่งขึ้น ปริโยทาตา แล้วก็รวมเป็นหนึ่งอยู่ที่ มุทุภูตธาตุ กัมมัญญา ปภัสสรา รวมตรงกลางเป็นมุทุธาตุ คุณภาพ 2 ของทุกมิติทุกเหลี่ยมทุกมุมทุกสภาพเลย จุดที่ มุทุภูตธาตุ เป็นตัวแท้ของอนุสัยซึ่งเป็นอนุสัยของโพธิสัตว์ไม่ใช่อนุสัยของกิเลส อนุสัย คืออาศัยอยู่อย่างเล็กน้อย อย่างไม่กลับปรินิพพานเป็นปริโยสารก็ต้องมีสิ่งที่อาศัย พระโพธิสัตว์มีอนุสัยเป็นเครื่องอาศัย อนุสัยนี้สูงกว่าวิสัยสูงกว่านิสัยสูงกว่าอาศัย อาสยะ นิสยะ วิสยะ อนุสยะ สยะ คือตัวเรา เอาเศษวรรคมาใช้ ส คือตัวที่ 5 ย คือตัวที่ 1 ย ร ว ส ห ฬ อ ตัวที่ 5 คือครึ่งหนึ่งของ 9 พลังงานสูงสุดคือ 9 แรงสุดใจสุดบริบูรณ์ที่สุด คือพลังงาน 9 และ 5 คือครึ่งหนึ่งเกินกว่าครึ่งไปทางเจริญไม่มีล้ม ธรรมะของโลกุตระ 5 ไม่มีล้ม จึงเอาพยัญชนะมาแทนเอาตัว ย กับ ส ย กับ ส อ่านว่า ยส พอ ส กับ ย คือตัวเรา พอ ยส ก็มีลำดับมีขั้นตอน ถ้า สย ก็ Static ส่วน ยศก็เป็น Dynamic คนอื่นรับรู้ว่ามีขั้นมีตอนนี้ฉันมีลำดับ เพราะฉะนั้นตัวพยัญชนะอาตมาก็พยายามอธิบายเท่าที่อาตมามีภูมิในพยัญชนะบาลีเป็นรากเหง้า เอามาสื่อกับสภาวะให้พวกเราได้เข้าใจอาศัยใช้กับชีวิตไป เพราะเข้าใจแล้วก็ได้รับรอง ไม่ได้พูดเล่นไม่ได้พูดเพ้อเจ้อแต่เป็นเรื่องจริงที่เขาบัญญัติขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านบัญญัติขึ้นมา พระสาวกมหาสาวกก็สืบทอดกันมา พระพุทธเจ้าองค์ไหนก็ไม่รู้ที่บัญญัติ เราไม่รู้ที่ต้น แต่บัญญัติมาแล้ว พระพุทธเจ้าบัญญัติ พยัญชนะเท่านี้ก็เหลือที่จะเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ได้แล้ว เป็นสิ่งแทนสภาวะสำหรับพยัญชนะเหล่านี้ เพราะฉะนั้นในสัจจะทั้งหลายแหล่ก็มีสัจจะเป็น 2 เป็นพยัญชนะกับสภาวะ พยัญชนะกับเนื้อแท้ สาระ แยกกันไม่ได้นะ พูดถึงพยัญชนะก็คือสาระนี้ สาระนี้ก็คือพยัญชนะอันนี้ แล้วต้องตรงกันได้เท่าไหร่ตรงกันได้ก็คือถูกต้องแล้วคร้าบ (ปัญญา นิรันดร์กุล ต๋อยไตรภพ มาตามนัดก็พูด) ปัญญาเป็นความรู้โลกุตระ ไม่ใช่ความรู้ทางโลกแต่เป็นความรู้โลกุตระที่ซับซ้อนลึกซึ้งวิเศษ คำว่า สุข เป็นคำลำลองเป็นมายา แต่เรารู้แล้ว เราก็ไม่ต้องให้หยาบอะไร สุขไม่ต้องมีแต่โลกีย์เลย เป็นสุขที่เป็นโลกุตระเป็นอุปสโมสุขที่ไม่ต้องมีสุขมีทุกข์เป็นสุขสูงสุด ที่อธิบายไปแล้วว่าไม่สุขไม่ทุกข์คือ อทุกขมสุข ไม่สุขไม่ทุกข์นั้นไม่ลึกเท่าอุเบกขา เพราะอุเบกขานั้นคือสะอาดปราศจากกิเลส ก็ไม่สุขไม่ทุกข์บอกสภาวะว่าไม่มีทั้ง 2 อย่าง ใช้แทนกันได้สำหรับผู้ที่ปัญญายังไม่พอ แต่พูดที่ละเอียดลงไปก็จะรู้ละเอียดลงไปอีกว่ามันมีนัยยะอย่างนี้ให้ปฏิบัติให้ถึงสภาวะได้อย่างนี้ไป มันก็จะเจริญไปตามพยัญชนะที่สื่อถึงสภาวะอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใดที่สามารถไปถึงขั้นสูญ ก็เป็นตัวบอกกลางที่สุด 0 นี่ กลางที่สุด ความเป็นกลางหรือผู้อยู่กลางๆ คือ คนผู้ที่รู้ 2 แล้วก็อยู่กลางไม่เข้าไปแวะไม่เข้าไปติดยึดข้างใดข้างหนึ่ง เป็นคนกลางๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ช่วยข้างใดข้างหนึ่ง ความเป็นกลางนะ กลางต้องเข้าข้างคนดี ต้องเข้าข้างต้องช่วยคนดี คนเป็นกลางต้องเข้าข้างคนดี ต้องช่วยคนดี ถ้าคนเป็นกลางไม่ช่วยใคร ใครจะเป็นจะตายก็ไม่ช่วยใคร คุณนั่นแหละตายซะ อะไรกันก็รู้อยู่ว่าควรจะช่วยอะไรไว้ ของดีก็ควรช่วยไว้ ของไม่ดีก็ควรให้สูญสลายไป แล้วใจดำอำมหิตไม่ช่วยใคร นี่คือมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นคำว่าทางสายกลาง คำว่าความเป็นกลางเอาไว้ค่อยขยายความในอนาคต สรุปว่า การก้าวหน้า (สมณะเดินดินว่า...การก้าวหน้าคือความหมดกิเลสหรือป่าวนะ) 641008_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อะไรคือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน