สัมมาทิฏฐิ 10 เริ่มที่คบสัตบุรุษ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมมาทิฏฐิ 10 เริ่มที่คบสัตบุรุษ พ่อครูว่า... ศีลกับปัญญาจะทำให้เกิดสมาธิได้อย่างไร ก็ตอบก่อนว่าถ้าไม่ใช่ศีลกับปัญญาจะไม่เกิดสมาธิ นั่งหลับตาก็ทำให้เกิดสมาธิแต่ไม่ใช่สมาธิของศาสนาพุทธ สมาธิต้องมีศีลกับปัญญาช่วยกันเหมือนล้างมือด้วยมือล้างเท้าด้วยเท้าทำให้เกิดความบริบูรณ์ได้ ศาสนาพุทธเสื่อมเพราะไม่รู้จักศีล ไม่เข้าใจคุณสมบัติของศีล ไม่เข้าใจลึกซึ้งถึงขั้นละเอียดว่าศีลกับวินัยมีนัยยะสำคัญต่างกันอย่างไรเป็นต้น ก็ได้แต่ยืนยันว่าทุกวันนี้ พระมีศีลเท่าไหร่ 227 เขาจะตอบอย่างนี้ทั้งนั้น เราก็บอกว่าไม่ใช่ ศีลนั้นไม่ใช่วินัย 227 เขาก็จะเถียงเลยว่า พระก็ต้องถือศีล 227 ทั้งนั้น ซึ่งมันก็จริงว่าพระเดี๋ยวนี้ไม่รู้จักศีลรู้จักแต่วินัย ถ้าพระไตรปิฎกไม่มีไม่ได้เขียนไว้ก็จะไม่รู้จักเลย พระไตรปิฎกยืนยันไว้ว่า ศีลนั้นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนเป็นเรื่องต้น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้แต่ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ก็อยู่ในนี้ เป็นการบ่งชี้ว่าไม่เข้าใจเรื่องศีล เอามาใช้ไม่ได้ เข้าใจไม่บริบูรณ์ มันก็ไม่เหลือแล้วศาสนาพุทธ ขออภัยที่อาตมาต้องพูดอะไรให้ชัดเจนหมดเกลี้ยง ไม่ได้ตั้งใจไปข่มเบ่งใส่ไคล้ ที่พูดไปนี้เป็นความจริงทั้งหมดไม่ได้มีอคติเลย พูดกันอย่างตรงๆสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นก็เลยไม่รู้จักสภาพของความเป็นศีลเป็นปัญญาที่เป็นเหมือนกับแม่กับพ่อ ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ร่วมกันทำให้เกิดสัตว์โอปปาติกะขึ้นมา มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกาในสัมมาทิฏฐิ10 ข้อที่ 7 8 9 เราก็ไม่เข้าใจ แม่คืออะไรพ่อคืออะไรเขาก็ไปบอกว่าเป็นบุญคุณของพ่อแม่ไปโน่น อธิบายกันไปไม่ใช่นามธรรมที่ลึกซึ้ง แม่คือคุณธรรมทางด้านจิตวิญญาณ พ่อก็เป็นคุณธรรมด้านจิตวิญญาณ ให้กำเนิดออกมาเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ เรียกว่าโอปปาติกะ ซึ่งความเป็นสัมมาทิฏฐิอันนี
อ่านต่อ
้เขาไม่ได้มีสัมมาทิฏฐิกันจริงๆ ศาสนาพุทธจึงไม่เหลือ แม้แต่ปราชญ์เอกในศาสนาพุทธทุกวันนี้ก็เข้าใจไม่ได้ ไม่ได้เข้าใจอย่างนี้อธิบายไม่เป็นอย่างนี้จึงปฏิบัติกันไม่ได้ ก็ไม่ได้มีธรรมะเนื้อหาสาระของพระพุทธเจ้าก็ไม่เหลือก็ไม่มีความเป็นจริงเกิดขึ้นมาได้ จริงๆแล้ว ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความรู้ถึงขั้นไม่เข้าใจ มาตา ปิตา สัตตาโอปปาติกา แม้แต่แค่เรื่อง ทาน เขาก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ในสัมมาทิฏฐิ 10 แม้แต่คำว่าทานในข้อที่ 1 เลย ทานมีผล ผลอย่างไร มีสัมมาทิฏฐิไหมเขาก็ยังไม่เข้าใจไม่รู้ ว่า สัมมาทิฏฐิของการทาน มีผล ผลของทานคืออย่างไร ผลของทาน เป็นโลกุตระ ทานแล้วจิตของเราไม่เกิดกิเลส จิตของเราทำให้กิเลสลดได้อีกคือการทาน ทานแล้วก็ลดกิเลส แต่หากทานแล้วกิเลสยิ่งโตยิ่งมาก ตะกละ เพิ่มเป็นภพชาติ ยิ่งมีโลภะมากมายก่ายกองเข้าไปอีก มันก็เป็นมิจฉาทิฐิสอนกันไม่ได้ตั้งแต่เริ่มทาน เพราะฉะนั้นปฏิบัติศีลที่เขาบอกว่าเป็น ยัญพิธีที่บูชาแล้ว ย่อชัดๆคือพิธีการ เป็นศีลสมาธิปัญญา ปฏิบัติศีลเพื่อให้เกิดคู่กันกับปัญญาแล้วทำให้เกิดที่จิต อธิศีล อธิปัญญา มีอธิจิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ฟังต่อไปแล้วอย่าอาเจียนเป็นโลหิตพุ่งออกจากปาก ยิ่งในข้อ 3 เป็นผลของการของศีล หุตัง คือสังเวยที่บวงสรวงแล้ว เขาก็แปลทับศัพท์จากภาษาบาลีเก่าๆ ผลคือ ประสบผลได้สังเวยผล สำเร็จผล ผลคือวิธีการปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็ได้ผล ลิ้มเล็มเสวย ลิ้มเล็มผลนั้น ได้รับผลนั้นเป็นวิมุติรส หรือเป็นธรรมรสขึ้นไปสูงสุดเป็นวิมุติรส ได้ผลอย่างนั้น เขาก็ไม่รู้จักกันก็ต้องเข้าใจกรรมวิบากที่เป็น สุกตทุกฎานังกัมมานังผลังวิปาโก มันจะเกิดดีหรือไม่ดี สุกตะหรือเกิดไม่ดี ทุกตะ ผลมันเป็นอย่างไรก็ไม่รู้จัก อ่านไม่เป็นรู้ไม่ได้เพราะอ่านจิตเจตสิกไม่ออก จิตเจตสิกรูป สภาวะ 2 จากรูป กับจิตแล้วแยกเป็นเจตสิกละเอียดต่อไปอีก รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เจตสิกก็ถูกรู้ได้เหมือนกันเป็นนามรูป โลกนี้โลกหน้าก็คือ โลกโลกียะกับโลกุตระ เขาก็แยกกันไม่ออก ไม่รู้เรื่องของโลกุตระ มีแต่โลกโลกียะอย่างเดียว แล้วก็บอกว่าโลกหน้าคือ การตายจากร่างกายได้เกิดอีกรอบหนึ่ง จิตวิญญาณไปเกิดอีกภพหนึ่งเรียกว่าโลกหน้ากันแค่นั้น มันก็อธิบายไปปฏิบัติไม่ได้ เป็นดินน้ำไฟลมไปหมดเลย ไม่เข้าถึงปรมัตถ์ มาตา ปิตา สัตว์โอปปาติกะ มารดาบิดาก็ไม่มี สัตว์โอปปาติกะคือลูกของมารดาบิดาก็ไม่มีแน่นอน มีมันก็ผิดไปหมด ก็ไม่รู้เรื่องอะไรกันเลย เพราะอะไร เพราะคุณไม่คบสัตบุรุษ ในข้อที่ 10 คุณไม่รู้จักสัตบุรุษ คุณไม่คบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังธรรมจากสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ศรัทธาจึงจะบริบูรณ์ เมื่อศรัทธาบริบูรณ์แล้วจึงจะทำการโยนิโสมนสิการได้บริบูรณ์ ถึงจะทำใจในใจของตนเองให้บริบูรณ์ได้ เมื่อทำใจในใจของตนเองได้บริบูรณ์ได้เต็มสติสัมปชัญญะก็จะบริบูรณ์ การสำรวมอินทรีย์ก็จะบริบูรณ์ ก็จัดการกับทุจริต 3 ให้เป็นสุจริต 3 โดยบริบูรณ์ได้ สติปัฏฐาน 4 ก็บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ก็บริบูรณ์ วิชชาและวิมุติก็บริบูรณ์ด้วยประการฉะนี้ นี่คืออาหารสูตร 10 พระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 66 ขยายความให้ชัดเจนเพราะว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษ ไม่พูดเท็จอาตมาพูดเป็นแต่ความจริงพูดเท็จไม่เป็น คนที่ฟังอาตมาพูดตรง อาตมาพูดเท็จไม่เป็น เขาก็หัวเราะฟันร่วงหรือเปล่ายิ่งพูดธรรมะสัจจะอาตมายิ่งไม่พูดเท็จ ไม่พูดให้ผิดเพี้ยน เพราะว่ามันเป็นบาปหนักบาปหนา อาตมารู้จักบาป รู้จักบุญดี ซึ่งยากมากที่จะเข้าใจเรื่องบุญได้สมบูรณ์แบบ เพราะว่าเป็น เอกังเสนะ เดียวๆเลย ไม่มีหน้าที่อื่นเลยมีหน้าที่เดียว ทำเสร็จแล้วหมดหน้าที่ก็หายไปเลยสะสมไม่ได้ แต่เขามิจฉาทิฎฐิพยายามจะขายบุญกัน มันก็ยิ่งทำให้เห็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ แม้แต่ปราชญ์เอกของศาสนาพุทธ ท่านก็ยังไม่เข้าใจสัมมาทิฏฐิในเรื่องของกาย แม้แต่ลักษณะเรื่องรูปนาม นามรูป ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน ปุตตมังสสูตรในข้อที่ 4 วิญญาณอาหาร ท่านก็ตรัสสรุปไว้ชัด ว่าวิญญาณาหารนั้น ก็คืออาหารของวิญญาณ อาศัยการกำหนดรู้ด้วยนามรูป วิญญาณ คืออาหารกำหนดรู้ได้ด้วยนามรูป เป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร วิญญาณาหาร (อาหารของวิญญาณ กำหนดรู้นาม-รูป . อันเป็นปัจจัยให้ตั้งอยู่แห่งสังขาร เพื่อการเกิดในภพใหม่ คือมีปัจจัยเกิดชาติชรามรณะ ทุกข์ และความคับแค้น) (ปุตตมังสสูตร พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 241-244) 641011 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 13