อะไรคือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต.docx
เนื้อหาในไฟล์
อะไรคือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต พ่อครูว่า... เรื่องที่คนไม่เข้าใจเข้าใจผิดว่าอย่างนั้นคือความเจริญ เจริญอย่างยับเยินแล้ว เจริญมีสร้อยเต็มเลย นั่นมันเจริญชิบหาย คือมันไม่รู้ตัวว่าเป็นความฉิบหาย เป็นความหายนะไม่ใช่ความเจริญ เพราะเขาไม่เข้าใจไม่รู้ เพราะฉะนั้นอะไรคือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต ความเจริญที่แท้จริงของชีวิตคือ ผู้คนรู้จักกิเลสของตัวเอง แล้วทำให้กิเลสตัวเองลดลงจนดับสิ้นได้ นี้เป็นเป้าแท้ เนื้อแท้ของความเจริญของมนุษย์ ซึ่งไม่ต้องพูดซ้ำอีกหรอก แต่มันจะต้องพูดอย่างนี้ แม้จะเป็นการพูดโดยโวหารภาษาอย่างไรก็คืออันนี้แหละ ก็คือ ต้องเรียนรู้กิเลสในตัวเรา หยาบ กลาง ละเอียด ไล่ตั้งแต่หยาบก่อน อย่าไปลัดเอาละเอียดมาก่อนไม่ได้ ต้องเอาหยาบก่อน ลืมตามาดูวัตถุที่กระทบรูปอะไรที่มันมีความร้ายแรงความต่ำความไม่ดีชัดๆก่อน แล้วตัวเราก็อยู่กับโลกที่เขาสมมุติ เขายึดถือกัน ที่ไหนก็แล้วแต่ ในประเทศไทยก็คนไทยนับถือวัฒนธรรมอย่างนี้ ศาสนาอย่างนี้ ก็เรียนรู้ความจริงตามนี้ รู้แล้วลด เรียนรู้จิตเจตสิกที่มีกิเลส เรียกว่าอาการของจิต มีลักษณะ กลิ (กิเลส มาจากรากศัพท์ กลิ เป็นโทษภัยทางจิต) อ่านมัน ซึ่งมีคำสาธยายบรรยายไว้เยอะแยะ ผู้สาธยายอื่นๆเอามาอธิบายอยู่ บางทีอาจจะผิดเพี้ยนกลับไปกลับมาบ้าง แต่ว่าพยัญชนะหากอยู่ในศาสนาพุทธ ก็จะมีภาษาบาลีเป็นภาษาหลัก อาตมาถนัดแปลบาลีไม่ถนัดสันสกฤต แล้วก็รู้สภาวะจริงของความหมายของภาษาบัญญัติ ซึ่งคนที่ติดอยู่ในภาษาบัญญัติพยัญชนะเท่านั้น ไม่ได้อ่านเข้าถึงนามธรรมที่เป็นสภาวะธรรมที่แท้ ซึ่งมันไม่ง่ายนะ เช่นคำว่า กาย เป็นต้น ซึ่งเป็นคำแรกเลย เป็นสังโยชน์เบื้องต้นคำว่ากายของตน สักกายของตน สักกะคือตน กายก็เป็นนามรูป ภาวะ 2 มีภายนอกและภายใน ซึ่งต้องมีภายนอกอยู่เสมอ
อ่านต่อ
คำว่า กาย นั้นยืนยันว่าต้องมีภายนอกเสมอ จนเขาเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิว่า กายมีแต่เพียงภายนอกไม่มีภายใน นี่คือมันได้ก่อน มันได้เพี้ยนเข้าใจผิดไปจนกระทั่ง กาย ไปเข้าใจว่าเป็นที่วัตถุภายนอกไม่มีจิตเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย ก็เป็นมิจฉาทิฐิทันที ประเด็นแค่นี้ ถ้าเข้าใจตั้งแต่เริ่มต้นไม่ได้เพราะว่าคำว่ากายต้องมีภายนอกภายในเสมอ แล้วต้องเน้นที่จิต ต้องเป็น 2 เสมอ เป็นเทวฺ แล้วต้องมีภายนอกและต้องเน้นที่จิต เป็นตัวรูป ภายนอกไม่ใช่ตัวรู้มันถูกรู้ เพราะฉะนั้นเอาภายนอกก่อน แม้คุณจะหมดกิเลสภายนอกแล้ว เรียกว่า กายภพหรือกามภพ คุณได้หมดกิเลสนี้แล้ว คุณก็จะต้องใช้ภายนอกโยงเข้าไปถึงภายใน กระทบดินน้ำไฟลม กระทบกับภายนอกแล้ว จิตของคุณ กิเลสภายนอกของคุณไม่มีแล้ว หมดแล้ว จะกระทบแรงอย่างไร จะอยาบหนักหนาสาหัสอย่างไร กิเลสมันก็ไม่เกิดเลยภายนอก แล้วคุณกระทบอยู่นี่แหละไม่ต้องหนีไปไหน ถ้าหากกิเลสภายในยังไม่หมด มันก็จะเกิดขึ้นมาให้เห็น ภายนอกคุณสบายแล้ว แม้คุณจะถูกเขาทำร้ายคุณก็ไม่เป็นโทษเป็นภัยแก่ใครเลย มีแต่คนอื่นจะเป็นโทษเป็นภัยแก่เรา เราก็จะต้องมีปฏิภาณอย่าให้เขาทำชั่วกับเรา แต่ว่ามันสุดวิสัยเราหลบเลี่ยงไม่เก่ง ไม่อยากให้ใครมาทำชั่วกับเราหรอก แต่เขาพยายามทำจนสุดวิสัยเขาทำชั่วเอาเราเป็นตัวประกันทำชั่วกับตัวเรา มันก็เป็นเรื่องสุดวิสัยแล้ว เพราะฉะนั้นเข้าประเด็นที่ว่าอะไรคือความเจริญความประเสริฐที่แท้จริงของชีวิต ความเจริญคือกิเลสลดลง นั่นแหละคือเป้าหลักเลย เอาอันนั้นเป็นเครื่องวัด นั่นคือความเจริญ ทีนี้คนไม่รู้ถึงความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้มักมาก แล้วมักมากๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วย มักมากทางวัตถุทางอำนาจทางสรรเสริญยกย่องเชิดชูก็แล้วแต่ คุณจะเอาหมด เพราะคุณไม่เข้าใจ ไม่ได้เรียนรู้สัจธรรมอย่างที่ว่านี้ ศาสนาพระพุทธเจ้าสอนละเอียดหมด ลาภยศสรรเสริญอำนาจต่างๆที่ภาษาบาลีว่าคืออธิปไตยโลกที่สมมุติกัน โลกาธิปไตยแล้วทำอัตตาธิปไตย อำนาจของจิตวิญญาณที่มันหลงตัวหลงตนใหญ่โตมโหฬารจะต้องเบ่งข่มคนอื่น ใหญ่กว่าคนอื่นให้หมดก็เป็นอัตตาอธิปไตย โลกาธิปไตย กับ อัตตาธิปไตยนี่แหละ หากว่าชัดเจนและมีปัญญารู้แล้ว คนที่ไม่รู้ก็ไปเพิ่มอำนาจโลกจนเป็นเจ้าโลกอย่างที่จะรับประเทศมหาอำนาจเป็นกันเป็นประเทศเจ้าโลก อย่างที่เบ่งๆกัน นั่นแหละคือ ความไม่เข้าใจ เป็นความเจริญที่น่ากลัว ในคำตรัสของในหลวง ร.9 บอกว่าถอยหลังอย่างน่ากลัว คือ ความไม่เจริญอย่างน่ากลัว คือ สร้างอำนาจอัตตาใหญ่ในโลก แล้วเบ่งข่มเขาหมด จนกระทั่งเบียดเบียนคนอื่นได้แล้วกลบเกลื่อนซับซ้อนไปมาว่า ฉันเป็นผู้ช่วยคุณฉันเป็นผู้มีประโยชน์ต่อคุณนะ อะไรต่างๆพวกนี้ซับซ้อนความลวง แต่แท้จริงนั้นลึกซ้อนฉลาดเกมส์โกงล้วงตับกินไส้ อาตมาพูดไปแล่้วรู้สึกว่ายังไม่เก่ง ยังพูดไม่ถึงจุดละเอียดแต่คงพอเข้าใจกัน
อะไรคือความเจริญที่แท้จริงก็คือ คือเป็นคนที่ให้คนอื่นเขาเอาเปรียบได้ เราไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ยอมให้เขาเอาเปรียบได้เหมือนคนขี้แพ้ จริงๆก็ไม่ใช่เหมือนแต่เป็นคนขี้แพ้ได้จะเรียกด้วยพยัญชนะโลกเรียกด้วยภาษาโลกว่าเป็นคนยอมแพ้ ถ้าเสียเปรียบได้ก็เสียเปรียบให้เขาไป แต่ถ้าจะเสียเปรียบให้เขาไป เขาก็จะกลายเป็นเสื่อมต่ำลงไปอีก ยิ่งจะขี้โลภเห็นแก่ได้หยิ่งผยองหลงตัวเอง มันก็ไม่ได้อีกแหละเป็นภาวะสิริมหามายาซึ่งซับซ้อนอยู่อย่างนี้เสมอเลย เพราะฉะนั้นจึงจะต้องรู้จักความพอเหมาะพอดีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้ว่าเป็นความพอเพียงพอเหมาะพอดี นั่นแหละเป็นตัวที่สูงสุด เจริญที่สุด สูงสุดก็คือจุดที่สมดุลที่สุด เจริญสูงสุดอยู่ที่สมดุลที่สุด โดยเราเป็นผู้ที่อยู่ในฐานะวรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ)เป็นคนไม่เป็นภาระ จะเป็นคนแก่หรือเด็กคนโง่หรือคนพิการก็เลี้ยงง่ายไม่เป็นภาระ ยิ่งเป็นคนดีๆยิ่งไม่เป็นภาระเลยเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) น้อยเสมอ แม้ที่สุดสูงสุดในความน้อยก็คือเป็น 0 แต่ไม่ใช่เป็นหนี้ การเป็นหนี้ไม่ใช่มีน้อยแต่มันซวยแล้ว ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดี ต้องไม่เป็นหนี้ แต่มีน้อยไว้สูญไว้ แล้วในสาธารณโภคี มันไม่ต้องมีของตัวเองเลยมีแต่ของส่วนกลางแล้วทุกคนขยันเกินที่ตัวเองกินใช้ ของส่วนกลางจึงไม่หมดง่ายๆ เพราะแต่ละคนมีสมรรถนะในแต่ละวันสร้างสรรค์สิ่งที่สร้างสรรค์มันมากกว่าตัวเราเองอาศัยใช้สอย ยิ่งมีมากคนเท่าไหร่ยิ่งมีสมรรถนะความขยันเพียงพออีกมันก็ยิ่งมากๆๆ กองกลางก็ยิ่งมีมาก เมื่อกองกลางมีมาก เราก็ช่วยคนอื่นได้มาก นี่แหละคือสุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คือเศรษฐศาสตร์คนจน หากว่าต่างคนต่างจะไปรวยนั่นไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ที่เจริญ ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ที่ดี เศรษฐศาสตร์ที่ดีที่สุดคืออยู่ในฐานะคนจน ซึ่งมันก็ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆแต่มันจริงที่สุด เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ศึกษาปฏิบัติให้ดีจนหมดเนื้อหมดตัวแล้วก็พึ่งสาธารณโภคีจริงๆ นี่แหละเป็นคนวรรณะ 9 ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) พอ ใจพอ มันพอจนใจมันพอ มันไม่เอามากกว่านี้ มีมากกว่านี้ก็เอาเข้ากองกลางหรือไม่ก็สะพัดก็ออกไปเลยไม่ยึดถือไว้เป็นของตัวของตนไม่เอามาเป็นของตัวของตนให้เป็นภาระ ที่หนัก ภาระที่หนัก เพราะฉะนั้นก็ช่วยกันดูแลรักษาช่วยกันใช้ด้วยกันสะพัด ช่วยกันหมุนเวียนมันก็จะเกิดภาวะหมุนเวียนไม่รู้จบ สะพัดคือหมุนเวียน มีการสร้างขึ้นเกิดขึ้นแล้วก็ให้ไป สร้างขึ้นแล้วก็ให้ไป ผู้เจริญคือผู้ที่สร้างขึ้นได้แล้วมีส่วนให้แก่ผู้อื่นไป อาตมาขอแวะถึงเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ที่เขาบอกว่าเป็นเศรษฐศาสตร์เจริญเรียกด้วยหลักวิชาว่า GDP พูดไปหลายทีแล้ว D คือ domestic คือภายในเราทั้งวัตถุสิ่งที่ได้ผลผลิตหรือเงินทองที่เราสร้างขึ้นเป็นของเราเอง เสร็จแล้วเราเอาไปจำหน่าย จำหน่ายแล้วคุณก็เอาเกินกว่าราคาทุน เกินราคาทุนนี่แหละผิดแล้ว เป็นคนไม่มีคุณค่าแล้ว เป็นคนเอาเปรียบเขาทันที เกินทุนคือเอาเปรียบเขาทันที คำนี้ไม่ยากนะ ทุนเท่าไหร่ส่งไปให้เขา แต่คุณเอากลับมาเกินทุน เอาเปรียบเขามาเกินจริงเกินทุน คุณก็เลวแล้ว เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ของโลกมีแต่จะเอาเกินทุน อวิชชามันบังความเฉลียวฉลาด คิดไม่ออกว่ามันจนแล้วจะอยู่ได้อย่างไร มาขาดทุนแล้วจะอยู่ได้อย่างไร อธิบายไปจนหมดจนสิ้นแล้วก็ยังไม่เข้าใจกัน แต่ละคนอยู่ร่วมกันมีสมรรถนะมีความขยัน สมรรถนะคือสามารถทำมีความสามารถสร้างสรรค์เป็นผู้ผลิต แล้วก็ขยันด้วย แล้วก็รู้นะว่าควรจะสร้างอะไรในสิ่งที่ดี ก็ไม่สร้างสิ่งที่ไม่ดีเลย สร้างแต่สิ่งที่ดีๆขึ้นมา สร้างแล้วก็ไม่ได้ยึดถือว่าเป็นของตนเอง ตัวเองปฏิบัติเป็นผู้กินน้อยใช้น้อย ที่เหลือก็เอามาเข้ากองกลางจุนเจือผู้อื่น เพื่อให้ผู้อื่นไปตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคนแต่ละคนมีคุณสมบัติ คุณลักษณะ คุณวิเศษอย่างนี้ แต่ละคน ถ้าไม่เป็นคนป่วย คนพิการ คนแก่ คนอีเดียดในสมรรถนะ ก็จะมีความสามารถพอเพียงทำเกินที่ตนเองกินใช้ทั้งนั้นแหละ มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ยิ่งขยันมีสมรรถนะดี ความรู้ดีของที่ผลิตก็ดีตีราคาทางโลกก็แพง เราก็ทำขึ้น เมื่อทำขึ้นแล้วมันก็เป็นก็มีก็เป็นขึ้นมา เสร็จแล้วก็สะพัดไป ยิ่งให้ยิ่งไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ยิ่งไม่หวงแหน มันก็เป็นคุณธรรมที่ซับซ้อนที่สุดที่เรียกว่ายิ่งให้ไป คนยิ่งจะตอบแทนยิ่งจะเคารพนับถือเชิดชูยกย่อง เขายิ่งจะไม่หวงแหนกับเรา เราก็ยังจะไม่หวงแหนเขา แล้วก็อยากให้กับคนที่ไม่หวงแหนนี่แหละ ให้คุณไปเป็นนาบุญ คุณก็สามารถออกงอกมา ให้ไป 5 เขาก็ไปงอกให้คนอื่น 500 เจริญให้คนอื่นอีกหมื่นแสน เขาก็ยิ่งอยากจะให้สิคนอย่างนี้ เพราะว่างอกเก่งเจริญงอกงามเก่ง เพราะฉะนั้นคนที่เจริญที่แท้จริงคือ คนที่ใช้น้อยกินน้อย ไม่สะสม รวมไปถึง อปจยะเลย ข้อที่ 8 ในวรรณะ 9 ถ้าเข้าใจอย่างนี้แล้วนี่คือเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะฉะนั้นคนที่มีความรู้อย่างนี้ทำอย่างนี้ เข้าไปหา GDP อีกที Domestic คือเราเองของเราภายในของเราผลิตเองและเอาไปขายให้ผู้อื่น อย่าไปเอาเปรียบเกินทุน ถ้าหากเกินทุนมาคือเลวแล้ว ต้องไม่เกินทุนและต่ำกว่าทุนได้มากเท่าใดถึงขั้นแจกฟรี ให้ไปเลย ถ้าเป็น domestic จริงๆแล้วไม่เอาจากเขาเลย ให้ไปหมดเลย ของเราแท้ๆ ยังแลกเปลี่ยนอยู่ก็คือยังไม่สมบูรณ์ยังให้ไปจริงใช่ไหม ยิ่งคุณตีราคาคิดวิธีอย่างทุนนิยมสามานย์ เอาวัตถุที่คุณสร้างได้ ราคามัน 5 ไปขายได้ 100 ราคามัน 5 ไปขายได้ 1,000 ได้เปรียบมามากๆนี่แหละคือ GDP เจริญ อย่างนี้ ง่าว สุดๆ ภาษาเหนือคือโง่สุดๆเลย คือเข้าใจผิดไปไกลเลย เพราะฉะนั้นมันจึงไม่จริง ไม่ใช่สัจจะ P ก็คือ Product และ G ก็คือรายได้รวม Gross เพราะฉะนั้นเป็นรายได้รวมเป็น Domestic ของเราเอง เป็นรายได้ที่น้อยเท่าไหร่ยิ่งสะพัดได้มาก นั่นคือผู้ที่มีเศรษฐศาสตร์คือเศรษฐกิจดีเป็นที่พึ่งของคนอื่น นี่คือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต นี่คือชีวิตคือความเจริญที่แท้จริง คุณ 1 คน คุณทำอย่างนี้อยู่เสมอ 2 คนมารวมกัน ก็มีสิ่งที่เป็นเศรษฐกิจที่จะสะพัดให้ผู้อื่นได้มากขึ้น 3 คน 5 คน 100 คน พันคน หมื่นคน แสนคน ล้านคนก็ว่าไป ล้วนแต่มีความเป็นจริงของจิตอย่างนี้ทั้งนั้นเลย นี่คือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต แต่ โลกมันไม่เป็นอย่างนี้ เศรษฐกิจ รัฐศาสตร์ของเขา ไม่ว่าจะกี่ดอกเตอร์ทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ ไม่ได้พากันประพฤติปฏิบัติอย่างนี้ มันจึงไม่จริง เพราะฉะนั้นความจริงอันนี้พวกเรามายืนยันกัน แน่นอนนะเราไม่สร้างหนี้ มีเท่าไหร่ก็พอตัวอยู่ได้ไม่ขัดสนจนเกินไป เป็นไปได้ตามที่เราทำ พิสูจน์กันไปเรื่อยๆ อัตราการก้าวหน้าของความเจริญของ GDP แบบโลกุตระ สรุปเป็นภาษาแบบบุญนิยมหรือแบบโลกุตระ เจริญก้าวหน้าไปในอนาคตทั้งโลกเลย เขาจะรับรองว่าถ้ามีปฏิภาณปัญญาแท้ต้องรับรองว่าอันนี้คือ สุดยอดแห่งเศรษฐกิจ สุดยอดแห่งเศรษฐศาสตร์ สุดยอด จะอยู่เย็นเป็นสุขแล้วเหลือเฟือไม่แย่งชิงมีเหลือเฟือ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... พ่อครูล้างสมองขี้เลื่อยของเราไปแทนที่จะเป็นดาวมหาภัยความต้องการมากที่สุดให้เป็นดาวสันติภาพให้โลกนี้อุดมสมบูรณ์และสงบสุข พ่อครูว่า... จะได้เข้าใจ คงจะได้รู้ความเจริญที่แท้จริงของชีวิต ไม่ใช่ก้าวหน้าอย่างน่ากลัว แต่เป็นการก้าวหน้าอย่างจริงจัง ก้าวหน้าอย่างแท้จริง โดยอาศัยคำว่าเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจมาอธิบายนิดหน่อย เป็นวัตถุที่เกิดการสะพัด การสร้างสรร การเสียสละ การไม่เห็นแก่ได้ ไม่เห็นแก่ตัว มีแต่ช่วยผู้อื่นไป เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณที่มีความจริงอย่างนี้ มีความเห็นความเข้าใจอย่างนี้ แล้วก็ปฏิบัติประพฤติได้จริงอย่างนี้ จิตมันจริงอย่างนี้เลย แล้วทำอย่างนี้จริงๆ เป็นคนจริง ที่มีความรู้ แล้วก็มีความจริงเป็นจริงได้อย่างนี้ไปอยู่ในโลก ไม่มีวันเสื่อม คนจะทำร้าย คนจะเข้าใจผิด คนจะมาใช้ภาษาอะไรมาล้มล้างหักล้าง ว่าคิดอย่างนี้คิดผิด มันก็หักล้างไม่ได้ 641008_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อะไรคือความเจริญที่แท้จริงของชีวิต