580720_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรียนรู้ นาม รูป อย่างพิสดาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580720_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง เรียนรู้ นาม รูป อย่างพิสดาร โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า... เราก็จะต้องเรียนรู้ รูป/นาม ต่อ รูป 28 นี้เราต้องใช้สัญญา ใช้ปัญญาเรากำหนดรู้ทั้งรูปทั้งนาม ขึ้นไปลึกจากสัญญา ไปเป็นปัญญา เต็มปัญญาข้ามเขตไปเป็นอัญญา จะเกิดสภาพนี้จริงในคนที่ได้มรรคผลจริง นาม คำนี้ ก็เกี่ยวพันกับรูป ไม่ได้แยกขาดจากกัน หากจะศึกษาปรมัตถ์ นามที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 7 ที่ว่า นาม แบ่งย่อไป 5 ประการ ส่วนรูปมี มหาภูตรูป กับรูปที่เนื่องจากมหาภูตรูป คือ รูป 24 วันนี้จะขยายนาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เวทนา สัญญา เจตนา เป็นนามสามอย่างที่จะเป็นตัวนามมากๆสำหรับของตนเองเลย อาตมาจะจับให้ฟังว่า เวทนา สัญญา เจตนา เป็นหมวดหนึ่งแล้ว ผัสสะ กับมนสิการเป็นอีกหมวด เวทนาคืออารมณ์ ความรู้สึกที่เป็นตัวตั้งเลย จะสุข จะทุกข์ มีพลังงานเป็นเรื่องราว มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยก็รวมลงที่เวทนา พระพุทธเจ้าว่า รวมลงให้ได้เป็นหนึ่ง เวทนาย เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้กลายเป็นสภาพดังที่ว่าให้ได้ ซึ่งก็รวมลงที่เวทนา หรือมีคู่เทียบที่เรียกว่า ความต่างหรือลิงค เทียบกันไป จนแยกความต่างของมันออก แล้วทำให้เกิดความต่างที่เกิดญาณปัญญาเข้าใจว่าความต่าง มันต่างกันอย่างไรบ้าง เช่น ต่างกันเป็นโลกียะกับโลกุตระ เป็นอกุศลหรือกุศลเป็นต้น ต่างกันแม้กระทั่งว่า มันเป็นธาตุเดียวกัน เวทนาเหมือนกัน แต่เป็นเวทนาที่เกิดจากทวารต่างๆ เกิดแล้วมันก็ปรุงเป็นเวทนา สุขหรือทุกข์ก็ต่างกัน แม้ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ต่างกันอีก แล้วมีอินทรีย์หรือน้ำหนักต่างกัน เป็นสุขินทรีย์ โทมนัสขินทรีย์ หรือเวทนานอกหรือใน สุขินทรีย์คือองค์รวมหยาบภายนอก หากโสนมนัสขินทรีย์ก็มาภายในมากหน่อย จนอุเบกขิน
อ่านต่อ
ทรีย์ แล้วเป็นเนกขัมสิตะหรือเคหสิตเวทนาก็ต่างกัน อาการเหล่านี้เราต้องเรียนความแตกต่างว่าอย่างใดควรในกาละต่างๆก็ต้องมีปัญญากำหนดรู้ ที่พูดมาตั้งแต่ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นเวทนา 3 แล้วเป็นเวทนา 6 ทุกทวาร เสียงกระทบหู จมูกกระทบรูป ก็เป็นรูปชนิดหนึ่ง ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเสียดสี เกิดสภาพอันหนึ่งขึ้น เกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้ง 6 ทวาร พอเราฝึกเรียนรู้ ว่า 18 นี้มันเป็นสุขทุกข์โลกีย์ เคหสิตะ แล้วเราจะปฏิบัติให้เป็นเนกขัมมะ ให้ลดลงไป การจะรู้พวกนี้ต้องใช้สัญญา ใช้นามไปรู้ แล้วผัสสะกับมนสิการ ผู้ปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ปฏิบัติผิด เขาปฏิบัติอ่านนาม สร้างจิตให้เป็นสมาธิ ลดละหน่ายคลาย แต่ไปหลับตาสมาธิ ขาดผัสสะที่จะศึกษานาม 5 ไปปิดทวาร การทำใจในใจ (มนสิการ) จึงทำใจในใจไม่ครบแล้ว คำว่าไม่ครบแล้ว สำคัญมาก เพราะถ้าไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่รู้แม้ของหยาบทางอบายภูมิที่จะกระทบแล้วเกิดอาการทางวิญญาณที่คือธาตุรู้ ท่านกำชับว่าต้องมีการกระทบสัมผัสแล้วเกิดวิญญาณ คำสอนที่อาตมาหยิบยืนยัน ให้เห็นว่าเขาเข้าใจผิดเพี้ยนไป เพราะไม่ได้พบสัตบุรุษหรือได้ฟังธรรมจากสัตบุรุษที่บริบูรณ์ แม้จะพบสัตบุรุษ แต่ไม่บริบูรณ์ก็ไม่ได้ แม้เราพบสัตบุรุษบริบูรณ์แล้วเราก็ต้องตั้งใจฟังธรรมให้บริบูรณ์แล้วจะได้มีศรัทธาบริบูรณ์ ต้องมีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล จึงจะมหัศจรรย์ ถ้าไม่เป็นลำดับก็ไม่เป็นความมหัศจรรย์ ในมูลสูตรท่านก็ย้ำชัดเจนว่ามีฉันทะเป็นมูล ต้องทำมนสิการให้ถึงแดนเกิด การเกิดต้องมีผัสสะ ให้เกิดสัตว์โอปปาติกะ มีสัตว์นรกได้ต้องมีเหตุปัจจัย มีเครื่องอุปโภค บริโภค สัมผัสเกี่ยวข้องกับโลกธรรม สัมผัสกามคุณ 5 จึงจะเกิด ถ้าไม่มีสัมผัส ไม่เกิดสัตว์นรกเหล่านี้ ถ้าเรานึกคิดเอาก็เหมือนฝันเอา เป็นจิตในภพ แต่นี่เราปฏิบัติให้ทวารทั้ง 5 กระทบเลย เกิดกิเลสเลย นี่งบลับเรากระทบเลย ห้าหมื่นล้าน แสนล้านเรากระทบเลย นี่คือเหตุปัจจัยจริงเลย เราจะปฏิบัติได้จริงไหม? แต่การไปนึกคิดเอา นั่งสมาธิเอาก็จะไม่ใช่กิเลสจริง ของพระพุทธเจ้าจึงเรียนรู้ลดจริง จะอยู่กับโลกได้จริง ผัสสะคือตัวสำคัญในนาม 5 ให้ทำใจในใจได้ถูกที่เกิด คือสัมภวะ จะเกิดเป็นสัตว์นรกหรือสัตว์สวรรค์ลวงก็ต้องใช้ ต้องมีสัมภวะ แล้วต้องมี ผัสสะเป็นสมุทัย เป็นเหตุในการปฏิบัติ (สมุทัยอันนี้ไม่ใช่สมุทัยอาริยสัจ แต่เป็นสมุทัยมรรค) ถ้าไม่มีผัสสะก็มนสิการไม่เป็น แล้วจะมนสิการเป็นนั้น องค์รวมของเวทนา ที่ว่า ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ประโยคนี้ท่องให้ซาบซึ้งใจ ไม่มีสภาวะก็ท่องไปก่อน พอมีสภาวะจะซาบซึ้งใจ จริงจังเลย เราจะมนสิการให้เป็นเลย ไม่ใช่แค่พิจารณาตรึกตรอง แต่มนสิการต้องมีกระทบสัมผัสข้างนอกข้างใน ตรวจสอบไตร่ตรองค้นคว้า กระทบสัมผัสทั้งนอกและใน อ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส แยกอาการทางจิตได้ เวทนาคืออะไร สัญญาคืออะไร ในการปฏิบัติต้องมีสัญญากับเวทนาในการปฏิบัติอย่างสำคัญ แต่ไม่ใช่ไปนั่งดับสัญญา ดับเวทนาแล้วว่าได้นิโรธ มันผิดแล้ว ผู้ใดผัสสะไม่มี ก็ไม่ได้แล้ว ในมูลสูตร แล้วตั้งแต่ต้นเลยไม่ใส่ใจยินดี ก็ไม่ได้ พวกเราต้องชัดเจนว่าจะเอาสัตว์ขี้เกียจหรือสัตว์ยินดี พวกเราฟังไปนี่ ทำใจในใจได้เก่งหรือยัง?? ผู้ใ ด ปฏิบัติมีผัสสะเป็นสมุทัย แล้วเรียนรู้สโมสรณา ธรรมะสอง ธรรมะแปดก็ย่นลงมาเหลือธรรมะสอง มันจะจับเป็นคู่ได้ทั้งนั้น แล้วอ่านลิงค ให้ทำความต่างนั้นให้ลงไปรวมกัน คือเจตนา ตอนแรกที่สุดมโนสัญเจตนาเป็นกามตัณหา มโนสัญเจตนาหารอาศัยสามอย่างคือ กาม ภว วิภวตัณหา เราก็ใช้วิภวตัณหา เรากำหนดเจตนา จะไม่ให้มีภพ เป็นวิภวตัณหา เรากำหนดกรอบแรกเป็นอบายภพ เป็นปริตตัง อันนี้เราถือว่าเป็นชั้นต่ำพาเสื่อมของเรา แค่นี้เราก็ถือว่าเราเสื่อม รู้ให้ได้ บางคนไม่เป็นลำดับ ตนเองเสื่อมแย่หยาบต่ำเบื้องต้นก็ไม่รู้ ขออภัย ยกตัวอย่างเช่นคนโกงทีหลายร้อยล้าน แล้วแพ้คดี เอาไปคืนเขา เป็นพระเป็นเจ้าแล้วบอกว่าไม่ปาราชิก นี่ยอดอบายมุขโกงหลายร้อยล้านนะเทียบกับห้ามาสก ขนาดสมเด็จพระสังฆราชบอกว่าปาราชิกแล้วก็ยังอุ้มกันอยู่ทุกวัน อาตมาถึงบอกว่า ไม่อยากหมดศรัทธานะ ทำไมผู้รู้อยู่ว่าผิดก็ดันทุรังไป โกหกทั้งๆที่รู้ ท่านเรียกว่า สัมปชานมุสาวาส นี่ก็อุ้มสิ่งผิด พระพุทธเจ้าว่าไม่มีความชั่วใดที่เขาจะทำไม่ได้ มันเป็นความจริงที่ต้องพูด ไม่คิดทำร้ายเขาแต่ว่าอยากให้มีสติสัมปชัญญะปัญญารู้ว่าอย่าขืนทำลงไปเลย มันบาปกรรม ยิ่งตนเองรับหน้าที่แต่ก็ออกนอกรีตพระพุทธเจ้าคือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ รับเงินเดือนอีก เหมือนราชปัตโต บวชไม่ได้นะ เป็นการรับจ้างเขา ไม่ใช่ไปทำเพื่อช่วยเขาอย่างแท้จริง อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นอบายมุข แล้วจะแปลอบายมุขว่าอะไรกัน อบายมุขก็พาซื่อว่าคือเล่นไพ่ แต่นี่เขาทำยิ่งกว่าเล่นไพ่อีก พระพุทธเจ้าตรัสอบายมุข 6 ไว้เป็นตัวอย่าง แม้สิ่งเสพติดก็ไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งเสพติด ติดหมากพลู น้ำเปรี้ยวน้ำหวาน ปรุงแต่งมาจัดจ้านแล้วตนก็ติดรสจัดจ้านไม่รู้ว่าคือกามรสขั้นอบาย ก็ไม่รู้ ไม่มีภูมิปัญญารู้ว่าคืออบายคือเหตุแห่งความเสื่อม เมื่อไม่รู้ก็กำหนดสัญญาไม่ได้ ของหยาบยังไม่รู้แล้วจะไปทำของละเอียดก็ไม่ได้หรอก ไม่เป็นลำดับ ต้องรู้ เวทนา คืออารมณ์มันปรุงแต่งกันเป็นเวทนา ซึ่งในนาม 5 นี้ไม่มีสังขาร แต่ที่จริงสังขารก็คือ เจตนา ผัสสะ มนสิการนี่แหละคือสังขาร เราต้องรู้ว่าปรุงแต่งเป็นทุกข์ สุข สวรรค์หรือนรก ต้องใช้สัญญากำหนดตลอด ดับไม่ได้เลย หากเพี้ยนไปคิดว่ามรรคผลสูงสุด สัญญาเวทนยิตนิโรธว่าคือการดับสัญญา ก็เจ๊งตั้งแต่ต้นเลย เพราะสัญญาต้องใช้กำหนดเวทนา ว่ามีอาการ ลิงค นิมิต อย่างไร มันไม่มีเส้นแสงรูปร่างมันเป็นนามธรรม ถ้ารู้แล้ว ขณะมีผัสสะปรุงขึ้นมาแล้ว ก็อ่านเวทนา ก็คือสังขารนั่นแหละ ที่เรากำลังต้องจัดการให้เป็นอภิสังขาร อ่านลงไปให้รู้เลยว่าเจตนาคือตัวเหตุ อาศัยอ่านตัวเหตุ ว่ามันเจตนาอะไร อยากได้คือกามตัณหา เอาตรงนี้ก่อน ภวตัณหาเอาไว้ทีหลัง ทำให้เป็นลำดับไม่ไปหลับตาทำภวตัณหา แต่เอากามตัณหาที่อยากด้วย ลาภ ยศ ด้วยรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่กระทบแล้วมันปรุงเป็นเวทนาชอบใจ เพราะได้เสพสมอารมณ์กาม แม้พยาบาทโกรธแค้นก็สัมผัสบำเรอความโกรธ สมโทสะก็เป็นรสชาติ บำเรอกิเลส อันนี้มันจริงอยู่ อาการเกิด เราก็รู้เจตนาว่ามันเป็นกามหรือพยาบาท ถ้าอ่านอาการของกามออก ก็รู้แล้วว่าอาการตัวนี้มันเป็นตัวผีหรือมารที่ต้องกำจัดให้ได้ มันจึงจะชัด มันจะเป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ ตามพระพุทธเจ้าสอน พูดไปแล้ว เขาก็ไม่ได้รู้ตามเท่าไหร่หาว่าบ้าบอก็ว่าไป มันต้องตั้งใจศึกษาจริงๆ เวทนาคืออารมณ์ที่ต้องแจก เรียนตัวเวทนาให้สำคัญ มันจะต้องเป็นธรรมสอง เทวธัมมา ซึ่งก็คือเวทนาต้องมนสิการตัวนี้ให้มันลงเป็นหนึ่งให้ได้ นี่คือปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าตรัสเป็นมโนมยิทธิหรืออิทธิวิธี มีปาฏิหาริย์ที่ทำให้ความหลากหลาย รวมลงเป็นหนึ่ง เป็นปาฏิหาริย์ไม่ใช่เนรมิตคนให้เป็นหลายคนหลายคนให้เป็นคนเดียว นั่งในนี้หลายคนก็ยุบลงเป็นคนเดียวเลยหรือคนเดียวเนรมิตให้เป็นหลายคนไม่ใช่เลย เป็นไปไม่ได้แต่ทำที่เวทนานี่เป็นไปได้ ถูกสารัตถะของพระพุทธเจ้า เวทนา สัญญา เจตนา อ่านมโนสัญเจตนาจนรู้กามตัณหา ภวตัณหา เอาวิภวตัณหามาใช้กำจัดกามและภวตัณหา จับอ่านในสังกัปปะ 7 ที่เวลาเกี่ยวข้องแล้วเกิดอาการ เราก็จับอ่านสักกายะที่เป็นกามตัณหาเป็นเหตุในอาริยสัจ แล้วรู้ว่าคือเหตุจากตัวนี้จริงๆ สัมผัสยืนหยัดโต้งๆตรงนี้เวลานี้เลย คนอื่นสัมผัสด้วยกันหลายคน เขาไม่สนใจ แต่เราชอบคนเดียวก็รู้สึกว่าไม่ต้องแย่งใคร แต่ถ้าเหมือนกันก็ต่างคนต่างแย่ง เกิด เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ตรงกันว่าต้องยึดเอาให้ได้เหมือนกัน เช่น กองเงินหมื่นล้านทุกคนก็ตาโตเหมือนกันก็แย่งกัน มันเกิดจิตจริงขณะสัมผัสของจริง ไม่ใช่ความฝัน เป็นอาริยสัจ เกิดอย่างผู้เป็นปราชญ์เห็นได้จริง ต้องใช้สัญญากำหนดหมายรู้ มีนิมิต ตั้งแต่ภายนอก มาเกิดต่อภายในเป็นสัตว์นรก รู้สัตว์นรกตัวจริง สัตว์มันกำลังทุจริต ขี้โลภจัดแล้ว หรือมันก็โกรธด้วย ผสมสองอย่างเลย ทั้งโลภ โกรธ จัด ถ้าสองคนต่างโลภจัด โกรธจัด ก็ฆ่ากัน เป็นเรื่องจริงเลยนะ นามธรรม เวทนา สัญญา เจตนา ฉายหนัง 200 เฟรมต่อวินาที กลับมาย้อนฉายใหม่ ถอยหลังให้ดู นาม 5 ต้องมีผัสสะแล้วทำใจในใจเป็น ถามจริงๆ ในที่นี้ ใครทำใจในใจเป็นแล้วบ้าง....ยกมือกันเกือบทุกคน บางคนอาจทำเป็นในนามกายแต่อธิวจนะบอกชื่อไม่ได้ แต่ถ้าทำได้จริง รู้บัญญัติภาษาว่ากามหรือภวตัณหาเป็นอย่างไรก็จะรู้ตามชัด ใจทำได้ไหม บางคนอาจทำเป็นแต่ไม่ได้เข้าใจภาษาก็เลยไม่ยกมือก็มี นาม 5 นี้หากเราชัดเจน ว่าเราได้ใช้ทั้ง 5 นี้ เราปฏิบัติธรรมด้วยเวทนา สัญญา มีเจตนานะ นี่คือตัวการเลย คือสมุทัยที่ต้องจัดการ เป็นตัวผีจริงๆคือเจตนา ตัวการใหญ่หากจับไม่ได้ ไม่รู้เจตนาก็ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีจุดที่จะจัดการ ไม่มีโกลที่จะยิง ไม่มีเป้าที่จะฟัน ไม่มีสิ่งที่จะกำจัด ตัวเจตนาจึงเป็นตัวชัดเจน เกิดได้จริงเพราะมีผัสสะ คุณต้องรู้ว่าคุณมนสิการเป็น ทั้ง 5 ประการนี้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ทีนี้อาตมาเรียบเรียงเขียนมา พริ้นเสร็จมาเลย ก็ก็อปปี้ให้มา
พลังงานของจิตอาริยะ พระไตรปิฎก เ ล่มที่ 10 ข ้อ [ 60 ] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ว่า ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆในภพไหนๆ ทั่วไปทุก แห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวงเพราะดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย พ่อครูว่า… สัมผัสที่ตา เห็นรูปอยู่ข้างใน ก็ความรู้สึกอยู่ที่นามก็ต้องอ่านอาการของนาม ถ้าตากระทบรูปตาไม่ละคลายก็เห็นของจริง แต่ถ้าหลับตา ก็เห็นรูปได้ แต่เป็นมโนมยอัตตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต ไม่ใช่ของจริงที่เห็นหลัดๆ แต่ถ้าตาไม่กระทบรูป อาการจริงตั้งแต่นามกายก็ไม่มี … ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ พ่อครูว่า… ของจริงที่เป็นนามกายสดๆไม่มีก็จะเรียกชื่อได้อย่างไร เพราะปฏิบัติโดยขาดผัสสะ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า… องค์ประชุมต้องมีสอง ที่เป็นรูปและนาม ถ้าไม่มีธาตุรู้เลยจะไม่เกิดปฏิกิริยา ธาตุรู้ก็คือตัวเรานี่แหละ หากเราปิดตา ตัวธาตุรู้ก็ไม่ทำงานแล้ว เมื่อสัมผัสมีอาการก็อ่านอาการเป็น ว่าเป็นอารมณ์ชอบใจ สวยชอบ เกิดเป็นเวทนานั้นแล้วเป็นเทวดาชอบใจ ชื่อมันว่าชอบ เทวดา เป็นจิต สุขเวทนา ตั้งว่าอิฏฐารมย์ก็ได้ คุณจะเรียกมันได้ไหม เพราะนามกายคุณไม่มี ในเมื่อไม่มีตากระทบก็ไม่รู้ว่าชอบอะไร บางคนสัมผัสแล้วไม่ชอบก็ต่างกันในแต่ละคน หรือบางเวลาคุณเองก็ไม่ชอบ หรือบางเวลาก็ชอบ แต่ก่อนเป็นอิตถีเพศ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เกิดอารมณ์ชอบเป็นบุรุษเพศเป็นเอก เป็นอุเบกขา ไม่มีอิฏฐารมย์ อนิฏฐารมย์ หรือว่ามันไม่ชอบอยู่ แต่ก่อนนี้จะเอาแต่ตอนนี้ไม่ชอบ ก็อ่านผลักหรือดูด นี่คือความเป็นที่ละเอียดลออ ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ พ่อครูว่า… การสัมผัสโดยการกระทบคือปฏิฆสัมผัสโส ถ้าปิด ทวาร 5 แล้วมันก็ไม่มีเด็ดขาดเลย เพราะแต่ต้นเลยไม่มีสัมผัส ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการเพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า… ในการปฏิบัติคุณต้องดับผัสสะ ผัสสะดับทุกอย่างดับ ไม่ใช่ว่าไม่มีผัสสะ แต่มีผัสสะแต่ต้น มันผัสสะอยู่ แต่มันดับตรงที่ว่า เวทนาเราไม่มีอารมณ์ชอบหรือชังมาผัสสะในเวทนา อาการต่างกันจาก 0 กับ 1 ไม่มีเพื่อนสอง ไม่มีอาการตัณหา มันเป็นอาการว่าง จิตว่างคือได้ปฏิบัติจนจิตว่าง เป็นอากาส เราทำได้ในปริตตัง ปริเฉทของเราในศีลของเรา กระทบแล้วจิตเราว่างจริงๆ ไม่มีอารมณ์ผัสสะเลย แต่ก่อนยังมีก้อน ฆนะ น้อยหรือมาก แรงหรือเบากว่าเก่าก็ต้องรู้ว่า เราเป็นอย่างไรในการปฏิบัติธรรม ก้อนมันเล็กลงหรือมากขึ้น เราจะรู้ว่าเราก้าวหน้าหรือไม่ในการปฏิบัติธรรม เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูปนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ พ่อครูว่า… ถ้าปฏิบัติมาแต่ต้นไม่ถูกต้องไม่มีนามกายรูปกาย ไม่มีอธิวจนสัมผัสโสหรือปฏิฆสัมผัสโส คุณไม่ได้ปฏิบัติเรียนรู้แล้วอะไรเป็นเจ้าใหญ่นายโตในจิตเราก็คือกิเลสที่เป็นสามัญในจิตเรา เพราะไม่ได้ศึกษาตามพระพุทธเจ้าที่ให้เรียนรู้สงครามธรรมะเลย มีแต่สงครามโลกๆ นิทานเรื่องนี้จะเป็นนิทานโลกมีกิเลสเป็นเหตุหลัก กิเลสไปคบกับกิเลสด้วยกัน มันไม่คบหรอกกับพระหรอกผีน่ะ พาลไม่คบบัณฑิตหรอก จะคบพาลด้วยกัน สร้างเหตุ คือผีสองตัวคบกัน คือกูเองทั้งนั้น คือเหตุเก่ากับเหตุใหม่ เหตุเก่ามีอุปาทานอยู่แล้ว เหตุใหม่มาอีกอยากได้แล้วก็มีส ิ่ งพ่วง เป็นของเขา เราจะซื ้ อ เขาไม่ขายก็แย่ง นิทานก็เกิด คนเขียนบทก็จะเขียนตามเหตุปัจจัยพวกนี้ได้เลย เรื่องพวกนี้เกิดมากับทุกคน ในพวกที่อยู่ชั้นบนชั้นสูงเล่นกับกองเงินทอง สมมุติที่แย่งชิงว่าไปต่างๆนานาสารพัด ถ้าปฏิบัติถูกแต่ต้นจะมีธรรมาธรรมะสงคราม มาถึงตรงนี้ก็สู้กัน สมมุติว่าสู้แล้วลดกิเลสได้เรื่องก็สุภาพเรียบร้อยดีขึ้นเรื่อยๆ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลง ในท้องแห่งมารดา นามรูป จักขาดในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ พ่อครูว่า… อาตมาแปลว่า วิญญาณจักไม่มีนามปฏิสนธิ นามรูปก็ไม่มี เมื่อไม่มีวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ก็เมื่อไม่มีผัสสะแต่ต้นเลยไม่เกิดเวทนา นามรูปก็ไม่เกิด วิญญาณที่เป็นผีหรือเทวดาก็ไม่รู้เลย มันไม่ได้กระทบ มีแต่ส ิ่ งไม่มี แล้วนามรูปจักหยั่งลงหรือจักขาดในท้องมารดาได้หรือไม่ก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีมาแต่ต้นเลย ผัสสะก็ไม่มีแต่ต้น ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า… วิญญาณผี วิญญาณเทวดาสมมุติก็เป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิด เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณจักไม่ได้อาศัยในนามรูปแล้ว ความเกิดขึ้นแห่งชาติชรามรณะและกองทุกข์ พึงปรากฏต่อไปได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ พ่อครูว่า… เพราะนามรูป เป็นสิ่งที่เกิดในปัจจุบัน หากมีนามรูปจึงมีวิญญาณ จึงจะกำหนดชื่อได้ สอนกันได้สื่อกันได้แต่เมื่อไม่มีนามรูป วิญญาณก็ไม่มี ไม่มีบัญญัติสอนเลย คนจึงไปนั่งหลับตากันหมด ก็เจ๊งหมดสิ เหมือนพระได้หวี หรือหัวล้านได้หวีมา เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งวิญญาณ ก็คือนามรูปนั่นเอง ด้วยเหตุผลเพียงเท่านี้แหละ อานนท์ วิญญาณและนามรูป จึงยังเกิด แก่ ตาย จุติ หรืออุปบัติ ทางแห่งชื่อ ทางแห่งนิรุติ ทางแห่งบัญญัติทางที่กำหนดรู้ด้วยปัญญาและวัฏฏสังสาร ย่อมเป็นไปด้วยเหตุเพียงเท่านี้ๆ ความเป็นอย่างนี้ ย่อมมีเพื่อบัญญัติ คือนามรูปกับวิญญาณ ฯ [ 61 ] ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตา ย่อมบัญญัติด้วยเหตุประมาณเท่าไร ก็เมื่อบุคคลจะบัญญัติอัตตา มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเรามีรูปหาที่สุดมิได้ พ่อครูว่า… คือมันสุดยอดอนันตัง มันเท่าไหร่ๆก็เหลือเกิน เหลือกิน ตายก็จำอยู่ จำจนตาย เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปเป็นกามาวจร ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปเป็นกามาวจร เมื่อบัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ย่อมบัญญัติว่า อัตตาของเราไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ฯ พ่อครูว่า… จะเสพสวรรค์เท่าใดมันจะไม่อยู่ตลอด มันจะมีพักยก แล้วก็ฝังไว้ จำไว้ใส่เซฟไว้ สะใจมาก ในอนุสัย การบัญญัติโดยไม่มีรูปก็บัญญัติลมๆแล้งๆ ไม่ได้เรียนรู้ของจริงเลย ไม่ได้เรียนรู้แต่กามภูมิแล้วให้มันหมดเป็นลำดับ ไม่ได้เรียนเลยแต่กลับไปสร้างอัตตาใหม่ในภพ เพราะอัตตาหยาบยังไม่รู้ก็เลยไปสร้างแต่อัตตาในรูปภพ รูปภพทั้งสิ้น ต้องทำมาตั้งแต่โอฬาริกอัตตา ว่าหมายรู้ว่าชอบหรือชังเช่นนี้ แล้วลดละ แต่ผู้ไม่รู้ก็ไปปั้นในภพอีก เช่นบางสำนักสอนว่านั่งแล้วให้เจอความใส เขาเอาใสเป็นอรูป แล้วใสใหญ่เลย เลยกลายเป็นอรูปที่ย่ิงใหญ่ ย่ิงหนักแน่นยิ่งกว่าอนันตัง ยิ่งกว่าอัปปมัญญา มันสมมุติไป มีแต่คำว่าใส ใส่ยิ่งกว่าคำว่าใส ไม่มีบัญญัติแล้ว ใครเคยไปนั่งมาไหม ว่าใส มันไม่มีบัญญัติอีก นอกจากว่าโสดาฯก็ใสแค่นี้ สกิทาฯก็ใสกว่า แล้วอนาคาฯใส่กว่าอีก แล้วอรหันต์ใส มันก็คือใส ใสๆๆๆ ไปเรื่อยๆ ไม่มีบัญญัติแล้ว ก็จูงใจปั้นอรูปขึ้นไป อัตตาที่เป็นอรูป แล้วคุณไม่รู้เรื่องเลย มันไม่มีมาแต่ต้นแต่ก็ปั้นเอา การบัญญัติอัตตาไม่มีรูปหาที่สุดมิได้ ก็คือใสไม่รู้จบเลย แล้วกว่าจะผ่านใสไปถึงพระพุทธเจ้าจะเรียกว่าอะไรดีนะ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติ อัตตามีรูปเป็นกามาวจร นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็น กามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ พ่อครูว่า… ทุกอันต้องบัญญัติขณะสัมผัสแต่นี่ไม่มีสัมผัส ไม่มีผัสสะก็บัญญัติไม่ได้ เขาเรียนผิด ก็ติดสันดานในสิ่งไม่มีจริงนี้ไปตลอด วาดภาพ สร้างสวรรค์สัตว์นรกเติมเข้าไปต่างๆนานา พูดถึงตรงนี้ นึกถึงบทความของคึกฤทธิ์ที่นึกคิดผกผันว่า นรกจริงๆแล้วมาคิดดีๆมันน่าสนุกนะ ไม่น่ากลัว ไม่น่าว้าเหว่เหมือนสวรรค์ เช่น คนที่ไปตกกระทะทองแดงแล้วก็ยังไม่เคยเห็นว่าคนที่ตกหรือสัตว์นรกที่ตกกระทะทองแดงมันตายไปสักคน ไม่เห็นมีก็ไม่ต้องไปกลัวเพราะมันไม่ตาย แล้วมันต้องมีความชินชาทนได้ นานเข้าๆก็จะเห็นสัตว์นรกตัวใหม่คนใหม่มา มาลงกระทะทองแดง มันจะดิ้นเลย ก็สนุกเลย มันน่าสนุกนะ ไม่เหี่ยวแห้งว้าเหว่เลย หนึ่งไม่มีสัตว์นรกไหนที่ตกกระทะทองแดงแล้วตายไม่มี แล้วก็สนุกตอนสัตว์นรกใหม่ตกมาดิ้นเหมือนเราแต่ก่อนเราก็หัวเราะ พอนึกสวรรค์ก็ไม่มีอะไร พอเป็นนิมมานรดีก็มีคนมาทำให้ พอคิดจะไปไหนก็ไปได้เลย ไม่สนุก แกคิดผกผัน กลายเป็นบรรยายว่านรกน่าไป สวรรค์ไม่น่าไป คุณคึกฤทธิ์นี่ไม่รู้ธรรมะเลย ขออภัย ที่พูดถึงคึกฤทธิ์ไม่ได้พูดเพราะว่าเคยได้ยินคึกฤทธิ์เคยว่าอาตมาว่า ถ้ารับอาตมาไว้ในศาสนาเท่ากับเอาเหี้ยไปปล่อยวัด พูดโดยสัจธรรมนะ พูดเพราะสงสาร ไม่ได้โกรธเคืองเลย สิ่งไม่จริงทั้งนั้น เพราะไม่มีผัสสะ 1 . อัตตามีรูป 1 เป็นกามาวจรหรือมีขนาดจำกัด 2. อัตตามีรูปหาที่สุดมิได้(อนันตัง) 3 . อัตตาไม่มีรูป เป็นกามาวจร (มหาจุฬาฯว่าคืออรูปเลย) 4 . ไม่มีรูป หาที่สุดมิได้ (มันมากจนหาที่สุดมิได้ ก็พูดกันด้วยภาษามันไม่มีรูป เช่น รักคุณเท่าฟ้า มันไม่มีอะไรเลยนะ อยู่ที่ไหนไม่รู้แต่คนฟังแล้วก็ว่ามหาศาลแต่มันไม่มีอะไรเลย) สรุปแล้วก็มีอยู่ 4
ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้มีบัญญัติ อัตตามีรูปหาที่สุดมิได้ นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดานผู้มีรูปที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ผู้ที่บัญญัติ อัตตาไม่มีรูปเป็น กามาวจร นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือ มีความเห็นว่า เราจักยังสภาพอันไม่เที่ยงแท้ที่มีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่ เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่าอัตตาเป็น กามาวจร ย่อมติดสันดานผู้มีอรูป ที่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บรรดาความเห็น 4 อย่างนั้น ส่วนผู้ที่บัญญัติ อัตตาไม่มีรูป ทั้งหาที่สุดมิ ได้ นั้น ย่อมบัญญัติในกาลบัดนี้ หรือบัญญัติซึ่งสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือมีความเห็นว่า เราจักยังสภาพที่ไม่เที่ยงแท้อันมีอยู่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นสภาพที่เที่ยงแท้ อานนท์ การลงความเห็นว่า อัตตาหาที่สุดมิได้ ย่อมติดสันดาน ผู้มีอรูป เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวไว้ด้วย ฯ ดูกรอานนท์ บุคคลเมื่อจะบัญญัติอัตตาย่อมบัญญัติด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ฯ พ่อครูว่า… อย่างที่อาตมาว่า การบัญญัติว่าใส มันจะใสกันกี่ชั้นกว่าจะเป็นพระพุทธเจ้า แล้วย ิ่ งไปติดสมมุติว่าต้องเที่ยงแท้ และมี ติดสันดานผู้นี้ไป สิ่งที่มันไม่มีอะไรแล้วจะให้เที่ยงแท้ ไม่มีอะไรแต่คุณนึกว่ามี และมันไม่เที่ยงแท้เลย ทั้งที่มันไม่มีด้วยซ้ำแล้วจะให้มันอยู่เที่ยงแท้ให้ติดสันดานของคุณไป นี่เขาทำกันเช่นนี้ ติดเช่นนี้ไป จะไปอีกกี่ชาติ อาตมามีวจีสังขารว่า “ง่าว” ทำไมโง่นักสั่งสมส ิ่ งไม่เข้าท่าเลย จะโง่อะไรนักหนาให้เขาหลอกสั่งสมส่ิงเพ้อพก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive