580719_วิถีอาริยธรรม ธรรมชาติอโศก คอร์สวางอาการใจ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580719_รายการวิถีอาริยธรรม ที่ธรรมชาติอโศก เรื่องคอร์สวางอาการใจ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
_ รายการวิถีอาริยธรรมสัญจรมาที่ สวนธรรมชาติอโศก ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร รายการแบ่งเป็นสองช่วงเพื่อให้พ่อครูได้พัก ช่วงแรกเป็นการสัมภาษณ์ญาติธรรม คุณณรงค์กับคุณอมร ญาติธรรมเก่าแก่ทางภาคใต้ ....เริ่มรายการด้วย บทกวี จากลุงสมพร ยอดระบำ ว่า...ธรรมชาติให้เรามากมาย แต่ว่า เรากอบโกยจากธรรมชาติ มากเกิน จนธรรมชาติแปรปรวน.... ป่าไม้ ต้นไม้ ผลไม้ พืชผัก จนถึง อาการ 32 ... มันคอยจะให้ได้ดั่งอาการที่ 33 ซึ่งคือความอร่อย ความมัน ความสุขสนุก แต่สิ่งที่ต้องมารับใช้เราคืออาการที่ 33 คือ กามและอัตตา ที่มีธรรมชาติ ... _ คุณณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งชุมชนธรรมชาติอโศก ได้แง่คิดว่า ต้นไม้ มีอนิจจัง ค่อยๆโต หรือตายไป หรือปีนี้ออกผล ปีนี้ไม่ออกผล...มีอาการ.... แปรปรวน คนก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง...ที่แปรปรวน... เราจะจัดสรรธรรมชาติของเราเอง คือ คน ที่เป็นตนเอง แต่เราไปจัดการธรรมชาตินอกตัว ทั้งคนนี่แหละ คือธรรมชาตินอกตัว เราจัดสรรไม่ได้หรอก .... ปล่อยให้เขาลงตัวไป ... หากเขาไม่ถูกทิศทาง ก็ช่วยปรับหน่อย.... _ คุณอมร ได้เล่าประส บ การณ์การต่อสู้กับโรคมะเร็งที่ลำไส้ โดยใช้ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่ทั้งผ่าตัดลำไส้ออกและเคมีบำบัด ใช่อาหารสูตรธรรมชาติ และที่สำคัญคือ ความเบิกบานที่ได้ฟังธรรม ซาบซึ้งในธรรมะ อันเป็นโลกุตรธรรม ทำให้ตอนนี้ค่าของมะเร็งลดต่ำลงจนเป็นปกติ _ ชีวิตินทรีย์ที่แท้จริง กาย เราคือ จิต คือมโน คือวิญญาณ ... เราเอาใจใส่กับ ร่าง มหาภูตรูป ...แค่อาหาร 1 แต่อาหารอีก 3 ไม่ได้เอาใจใส่ … _ พ่อครูมาที่ศาลาเชิญเพื่อนในเวลา 09.25 น.
ส.แสนดิน.... เมื่อสักครู่ คุณอมร ได้เล่าเรื่องการเจ็บป่วยจากการเป็นมะเ
อ่านต่อ
ร็งในลำไส้ของตนเอง ที่เกิดจากการสะสมพิษ ที่พอกพูนจากการไม่ได้เรียนรู้ อาการ ที่แม้เป็นอาการ 32 ที่เขาฟ้องอยู่เสมอว่า ไม่สมดุลแล้ว แต่จิตก็ยังจะกินเข้าไป ใส่เข้าไป เอาสารพิษเข้าไป จนอาการ 32 จับตัวเป็น ฆนะ เป็นก้อน จนเป็นมะเร็งในที่สุด อยากให้พ่อครู อธิบายคำว่าอาการและรูปกาย นามกาย อย่างช้าๆและละเอียดครับ พ่อครูว่า … คำว่า อาการ ตั้งใจจะอธิบายให้ละเอียด 120 เฟรมต่อวินาที...อาตมาตอนนี้มีปัจฉาฯอยู่ 5 รูป ซึ่งมากกว่าพระพุทธเจ้าที่มี 4 รูป แต่ขนาด 5 รูปยังช่วยไม่ค่อยเก่ง ช้างุ่มง่ามอยู่แล้ว เป็นนิสิตฝึกหัดโพธิสัตวภูมิ คำว่า อาการ นั้น ยิ่งใหญ่มากในภาษาธรรมะ คำว่าอาการทุกคนเข้าใจว่า อาการคืออะไร อาการคือการเคลื่อนไหว แม้แต่นิ่งอยู่ก็ยังเรียกว่า อาการเลย แต่แท้จริง อาการที่เราจะรู้นี้คือ รู้ รูป นาม ต้องรู้ในธรรมะสอง ต้องมีสภาพสองอย่าง อย่างน้อยที่สุด 1 .สิ่งที่ถูกรู้ กับ 2 .ผู้รู้ ทั้งสองอย่างนี้ เท่านั้น สิ่งที่ถูกรู้ กับผู้รู้ แล้วไม่มีอะไรอีกเลยเคลื่อนไปจากสองนี้ ไม่มีสาม ไม่มีอะไรเป็นภาวะสาม มันก็จะมีธรรมะสองนี้อยู่เฉยๆ ก็เลยรู้สิ่งที่มันอยู่นิ่งๆอยู่ ถ้าอันหนึ่งคือ 0 อีกอันหนึ่งคือ 1 ถ้า 1 มันเป็นนามธรรมหรือปัญญาก็รู้ 0 ถ้า 0 มันอยู่กับ 0 ก็ไม่รู้อะไร เพราะ 0 มันไม่ใช่ธาตุรู้ ธาตุรู้นี่แหละ จะเป็นผู้รู้ธาตุ 0 แต่ธาตุ 0 มันเป็นตัวเป็น ธาตุรู้ คนที่อวิชชาจะถูกบงการด้วยอำนาจใหญ่บงการ คือกิเลส ตัวสำคัญในจิตวิญญาณ ตัวซาตานนี่แหละยิ่งใหญ่กว่าพระเจ้า เพราะมันแอบตีท้ายครัวเราตลอดเวลา พระเจ้าก็ไปช่วยคน แต่ว่าท้ายครัวถูกตีเอาๆ ต้องหันกลับมาดูท้ายครัวตัวเอง ว่าเป็นอย่างไร ในธรรมะสอง พระไตรปิฎก เ ล่ม 16 ข้อ 60 ธรรมะสองรวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ทำให้เป็นเวทนาที่เป็นเอก ให้รวมลง สโมสรณา ให้จิตเราที่เป็นสองให้เป็นหนึ่งให้ได้ เป็นเอกนี้ต้องรู้ว่าเป็นเอกที่ยิ่งใหญ่ เราต้องรู้เวทนาที่เป็นสองอย่างคือ มโนปวิจาร 18 เวทนา 18 คืออาการอย่างไร อาการอย่างนี้คือ เคหสิตเวทนา อาการอย่างนี้กำลังทำออก ทำออกจากเคหสิตะที่เป็นปุถุชนโลกีย์ เริ่มแต่ปริตตัง กำหนดขอบเขตตนเอง ถือศีลข้อเดียว เป็นต้น เมื่อได้ปริตตังหรือบริบทก็เรียกไป กรอบหนึ่งของเรา แล้วก็ปฏิบัติต้องอ่านอาการของรูป อาการของนามเป็น พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค(เพศ) นิมิต อุเทส และสำคัญต้องได้ฟังผู้รู้ สัตบุรุษ เทศน์ให้ฟัง บรรยายให้ฟังอย่างสัมมาทิฏฐิ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิไม่ใช่สัตบุรุษ เมื่อได้ฟังแล้วเราก็จะปฏิบัติให้รู้ความต่างของอาการ อาการอย่างนี้เรียกว่าภาวรูปของอิตถีภาวะ ต้องทำให้เป็นเอกบุรุษ ปุริสภาวะเป็นอย่างไร เป็นหนึ่งอย่างไร เราก็ต้องรู้อาการของกิเลส ต้องอ่านออกว่า นี่คือโลภ นี่คือโกรธ นี่คือกาม นี่คือพยาบาท ต้องมีวิชชาอ่านออก อ่านกาม อ่านพยาบาทออก เมื่อจิตมันเกิดอาการ เรียกว่ารู้มิจฉาสังกัปปะ(กาม พยาบาท วิหิงสา) ตัววิหิงสาเป็นรายละเอียด ขั้นต้นทำกามกับพยาบาทออก ผู้อ่านไม่ออก ไปทำสังกัปปะ 7 จะไปจัดการอภิสังขารไม่ได้ การปฏิบัติธรรมมรรคองค์ 8 ต้องอ่านหรือมนสิการขั้นสังกัปปะ 7 ได้ด้วย จึงต้องมีปัญญารู้ ว่านี่คือ อาการของนามธรรม คือ อาการกาม อาการอย่างนี้นะพยาบาท เมื่อรู้อาการเราถึงจะกำจัดมันได้ ไม่ใช่ว่าไปนั่งสมาธิแล้วจดจ้องได้กสิณให้จิตหยุดๆๆ ดับเลย จะทำสังกัปปะ 7 เป็นต้องปฏิบัติสมาธิแบบพุทธ มีผัสสะทางทวาร 6 กระทบปั๊บเกิดเวทนา เช่น มังคุดนี่ผิวสวย ไม่มีรูแมลงวันทองเจาะเลย สัมผัสแล้วเราก็ชอบเลย เรียกว่าอิฏฐารมย์ จิตวิญญาณก็ชอบใจ ใคร่อยากเป็นกามแล้ว ไม่รู้ของใคร ไม่มีใครอยู่ก็ขโมยเลย แต่คนสุจริตดีอยากได้อยู่นะ ก็จะว่าขายไหมนี่ เอาเลยๆ เขาให้ก็หยิบเอาไปกิน กิเลสก็อ้วนเลย คิดถึงตัวเองตลอด เราอยากเดิน เราก็เดิน เราอยากหยุดก็หยุด เราอยากบิดขี้เกียจ เราก็บิด กิเลสอ้วนตลอดทุกอาการกิริยาของมนุษย์ กิเลสมันยิ่งกว่า จุดๆๆๆ พระพุทธเจ้าว่าคนที่เกิดแล้วตายนี่ไปนรก จะได้สวรรค์จริงๆเท่ากับดินที่ติดขี้เล็บมา นอกนั้นดินในปฐพีไปนรกหมด ต้องตีกรอบว่า เอาแค่นี้ก่อนให้ทำแค่ศีล 5 ไล่ไป มีโมเดลที่เราจะทดลองทำ ปฏิบัติแล้วได้ตัวอย่างไปเรื่อยๆ อย่างนี้เป็นต้น คำว่า อาการนี่แหละเป็นตัวที่เราต้องเรียนรู้จริงๆว่า อาการนี้คือกาม คือพยาบาทได้ไหม เธอพึงทราบความแม้นี้เพราะนามรูป เป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ปสาทรูป กับโคจรรูป มาเกี่ยวข้องกระทบกัน เป็นปฏิฆสัมผัสโส ก็มีสภาพ ฆ เกิดการสัมผัสโดยการกระทบก็เกิดวิญญาณ นามรูป ตัวถูกรู้คือรูป ตัวรู้คือนาม เราก็ไม่รู้อาการเลย ดูกรอานนท์การบัญญัตินามกาย ที่จะอ่านว่าองค์ประชุมของผี หรือกิเลสมันจะเกิดใช่ไหม อ๋ออาการอย่างนี้กิเลสนะ แต่เราอ่านอาการไม่เป็น ในนามกาย ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค(เพศ) นิมิต อุเทส ต้องอ่านตัวนี้ให้ออก อ่านอาการแล้วมันจะต่างกันกับอาการตัวอื่น เรียกว่าลิงคหรือเพศ และต้องพร้อมด้วยนิมิต กำหนดอาการนี้ ว่าใช่แล้ว เรียนมา เครื่องหมายมันตรงกับที่เราเรียนมา หมายถูกตรงเลย เพราะได้เรียนมาก็อ่านอาการออก ถูกต้องจริงก็จะจำไว้ แล้วทีหลังต่อไปทำอีก ต่อๆไปหลายครั้งขึ้นคุณกำหนดอีกก็จะแม่นขึ้น พ้นวิจิกิจฉาไปเรื่อยๆ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส เมื่อ อาการ เพศ นิมิต อุเทส นั้นไม่มี การสัมผัสแต่เพียงชื่อในรูปกายจะมีอยู่ไหม?... ก็เมื่อไม่รู้มาแต่ต้นจะกำหนด อธิวจนสัมผัสโสไม่ได้ ต้องได้ฟังคำจากสัตบุรุษแล้วกำหนดรู้เอาชื่อนี้ไปใส่ การที่จะบัญญัติรูปกาย เมื่อไม่รู้อาการ เพศ นิมิต อุเทส ก็ไม่สามารถบัญญัติได้ ส มณะ แสนดิน … ตอนนี้กระแสการดูแลสุขภาพของพวกเราก็จะมีความหลากหลาย แล้วบางกระแสก็จะแรง เราจะประมาณในการอยู่กับกระแสเหล่านี้ เพราะอโศกเราได้ผ่านยุคการเห่อ หรือฟีเวอร์มาหลายยุคสมัยแล้วไม่เคยจบสิ้นเลย เราควรประมาณการอยู่กับกระแสเหล่านี้อย่างไรครับ พ่อครูว่า … ก็คืออย่าเชื่อมงคลตื่นข่าว ตามพระพุทธเจ้าสอน พอเขาว่ามีข่าวนี้ดีๆๆ เราก็หลงไป โรคฟีเวอร์ก็คืออย่างนี้แหละ มงคลตื่นข่าว แล้วที่ไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึกฝนกลายเป็นไม่เป็นตัวของตัวเอง เชื่อตามข่าวลือไปก็เลยกลายเป็นคนแบบบนั้นไป เราก็ต้องประมาณ ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร เราก็อย่าไปฟีเวอร์อะไรกับเขา อะไรที่พอเป็นไปมันถึงเวลาถึงโอกาสก็ค่อยว่ากัน เรื่องเกี่ยวกับการที่พวกเราทำงานกันหนักและยาวนาน ทำให้เจ็บป่วยกัน แล้วพอมีคอร์สสุขภาพหรือวิธีการใดที่ดังขึ้นมา พวกเราก็จะเฮกันไป มีอาการเห่อหรือฟีเวอร์ขึ้นมาเลย เพราะฉะนั้นเรารักตัวกลัวตาย ตะกละตะกรามเห็นแก่ตัวมาก มันก็แรง มันก็มากเอง แต่ถ้าเราไม่รักตัวกลัวตายมาก ไม่ได้เห็นแก่ตัวมากมายอะไร มันก็ไม่กระดี๊กระด๊าเกินกาล มันก็อยู่ที่ความจริงเหมือนกัน ก็ต้องพยายามดูตัวเอง อ่านตัวเองกำหนดตัวเองว่าเรานี่แหมมันเห็นแก่ตัว มันรักตัวกลัวตาย หรือกระดี๊กระด๊าจัดจ้านเกินไปไหม ถ้ามากไปเราก็ควรลดตัวเองลง ถ้าแค่ประเด็นที่มีคำถามว่าจะประมาณอย่างไรก็แค่นั้นแหละ นอกจากว่าเราเองไม่คิดเรื่องตัวเอง เราก็อยากได้นี่หว่า ชีวิตเราก็ของเรา เป็นนิดเป็นหน่อยก็อยากจะหายเลย เป็นมากก็ยิ่งจะอยากหายเร็ว ส มณะ แสนดิน … ผมก็ฟังพวกเราที่อยู่ๆกันก็บอกว่า พวกเราก็ทำงานหนักมานาน มันก็จะสะสมพิษ เจ็บป่วยกัน เหมือนกองทัพคนเจ็บป่วย คุณหัวโตนวดกันจนปวดเข่า เป็นกองทัพคนป่วย พอมีเรื่องอะไรดีขึ้นมาก็จะเห่อกันไปเลย ไปกันเยอะเลย พ่อครูว่า … จริงๆแล้ว การเจ็บป่วยมันซับซ้อนลึกซึ้งเยอะนะ ก็อย่างอมรนี่ หรืออีกคนหนึ่งคือเทียนพุทธ ตอนนี้เราก็อุโมทนาเขาเป็นแมว 10 ชีวิต เป็นมะเร็งมาแล้ว 17-18 ปี เทียนพุทธ เที่ยวหลังสุดก็ว่าตายแน่ ลาครอบครัว ลาหมู่หมดแล้ว ไม่ไหวแล้ว หมอก็บอกว่าไปตายที่บ้านก็แล้วกัน เขาก็กลับมาบ้านก็ไม่ไป มาอยู่สันติอโศก เขาก็จัดห้องให้ แล้วมาฟังเทศน์ฟังธรรม เสร็จแล้วคนนี้เขาเจโตแบบแปลกๆ รอดชีวิตด้วยพลังปาฏิหาริย์ เขาฟังธรรมได้ ฟังเข้าใจก็หายวันหายคืน จากวันนั้น อาตมาก็ไปเยี่ยมพอดี เขาก็เล่าให้ฟัง ท่าทางสดชื่ น ดีขึ้นเยอะ จะตายแล้วมันฟื้นมาได้อย่างไร จากธรรมะแท้ๆเลย เมื่อได้แล้ว ก็ได้ไลน์ไปตามประสา นั่งปร๋อไป สุดท้ายที่จริงหมอไล่มาแล้ว ไม่ได้นัดไปตรวจอีกแล้ว เขารู้แล้วว่าหาโลงไว้ อาตมาว่าก็ดีแล้วบรรเทาไปก็ให้หมอเขาตรวจดูอีกที เขาก็กะเวลาไปตรวจ ปรากฏว่ายังไม่ตาย ดูท่าทางแข็งแรงกว่าเก่า ตรวจดูค่ามะเร็งลด ไปทำอะไรมา แกก็เล่า ธรรมะปาฏิหาริย์ไปอยู่อย่างนี้ๆ หมอเขาก็อาจไม่เชื่อ แต่ก็ได้รับข้อมูลไปแล้ว อย่างอมรก็เหมือนกันเป็นเรื่องธรรมะ ธรรมะนี่มีสายเจโตและสายปัญญา สายเจโตก็รู้แบบเจโต แล้วใช้พลังที่ลงตัวถูกสภาวะมีกำลังพอก็จะช่วยได้ อาตมาไปโปรดคนป่วยหนักๆ ก็จะโปรดว่า ให้วางใจ วาง ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องกลัวอะไร การกลัวนี่กินพลังงานเยอะนะ คนป่วยที่กลัวตายย ิ่ งเสียพลังงานยิ่งตายไป แล้วก็ไม่ต้องกลัวไม่ต้องห่วงไม่ต้องคิดอะไรเลย พลังงานมันก็จะเติมมาเต็มแล้ว พลังงานจะรวมตัวกันเต็มเลย ธรรมชาติของชีวิตนี่มันรักษาตัวเองอยู่ตลอดเวลา รักษาตัวเองเก่งมาก เราไม่ไปสูญเสียด้วยความอุปาทานยึดนั่นยึดนี่ อย่างนั้นอย่างนี่ กังวลอย่างโน้นกังวลอย่างนี้ อยากได้อย่างโน้นอยากได้อย่างนี้ มันตะกละตะกรามอย่างโน้นอย่างนี้อีก มันเป็นตัวจ่ายทั้งนั้นเลย ถ้าผู้ใดปฏิบัติรวบรวมจิต สายเจโตก็ทำได้เก่งกว่าสายปัญญา แต่สายปัญญาก็รวบรวมจิตได้ติดเหมือนกันก็มีพลังที่ไปช่วย แค่พลังงานของจิตไม่สูญเสีย calories แตกกระแสออกไปสูญเสียนะ ยิ่งกังวลยิ่งกลัวตาย อะไรต่ออะไรต่างๆนานา ยิ่งโกรธคนนั้นเคืองคนนี้อีก ยิ่งห่วงอันโน้นห่วงอันนี้ ไม่ช้าไม่นาน ก็ตาย คนพวกนี้ ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ส มณะ แสนดิน … พวกนี้ตายไปแล้วก็มีกายใช่ไหมครับ พ่อครูว่า....มีกาย คนพวกนี้ตายไปก็ยังมีกายแน่นอน มีพวกเราเรียนรู้ว่าตายไปแล้วมีกาย ตามพระไตรปิฎกยืนยัน สำนักอื่นเข้าใจยากไม่มีความรู้สัมมาทิฏฐิจะเข้าใจยาก สรุปแล้วการจะรักษานี้ทำใจให้ว่างดีที่สุด หมอเขียวใช้ธรรมะมาใช้เยอะวางได้เยอะ จะมีอภินิหารเยอะ พลังเหล่านี้เป็นตัวหลักเลย อย่างเจ้าคุณนอฯ ก็เจโต มีก้อนมะเร็งใหญ่บาน ถ้าเป็นคนธรรมดาทนพิษบาดแผลไม่ไหวตายไปนานแล้ว แต่ท่านอยู่ได้นาน ท่านทำวัตร ทำกิจวัตรด้วย ตอนตายแล้วมาเปิดแผลเลยเห็น ส มณะ เดินดิน … ทำให้นึกถึงคนหนึ่ง พ่อครูตั้งชื่อให้เขาว่า คุณคิดถึง เขาเป็นมะเร็งที่ปาก เขามาเล่าให้ฟังว่า ไปป่วยอยู่รพ. ไม่มีคนไปเยี่ยม แต่เขามีรูปพ่อท่านอยู่บนหัว ก็กราบรูปพ่อท่าน ไม่มีใครไปเยี่ยมไม่เป็นไร แต่เขาอยู่กับพ่อท่าน มีพ่อท่านเป็นที่พึ่งแล้ว เขาก็วางใจได้ไม่เรียกร้อง ต่อมาเขาก็หายป่วย ออกจาก รพ.ได้เลย มาขึ้นเวทีเล่าให้พวกเราฟังว่า ตัวพลังศรัทธาแล้วตัววางใจไม่เรียกร้องทำให้หายป่วย แต่พอกลับมาอยู่กับหมู่กลุ่มมาทำงานก็ยึดอีก วางไม่ได้ก็เลยกลับไปป่วยหนักกว่าเก่าอีก ทำให้นึกถึงที่พ่อครูออกโศลกว่า เจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างไรจะให้พวกเราตั้งใจจะรักษา ไม่ต้องอยากให้หายเร็ว พ่อครูว่า … มีเจตนา รักษาไป เพียงตั้งเป้าแล้วก็จบ รวมพลังมาทำกายกรรม วจีกรรม ที่จะปรับแต่ง สร้างสรร ก็ไม่ต้องอยากให้ถึงเป้าเร็ว แต่ถ้าอยากให้เร็วอยากให้ครบๆได้ดังใจ มันก็สูญเสียไปหมด มีตัวเร่งใช้พลังงานไป ไม่รู้จักรังสี ราศี คนไม่รู้จักอาการของจิต ไม่รู้กัมมันตภาพรังสีของจิต เก็บไม่เป็น ส มณะ เดินดิน … ผมมองปรากฏการณ์ฟีเวอร์ ทำงานหนักในวัด ไม่ได้พักก็เลยหาทางออกไปทำคอร์สข้างนอก เป็นโรคอย่างหนึ่งของพวกเราที่พยายามหาทางออก พ่อท่านก็ว่าเปิดคอร์สใหม่คือคอร์สวางใจสิ ถ้าวางใจได้ก็หายหมด พ่อครูว่า … อ้าวก็มาเข้าคอร์สกับสมณะเดินดิน เป็นคอร์สวางใจ ส มณะ แสนดิน... ก็สรุปตรงที่คอร์สวางใจนี่แหละ แต่ว่าการที่จะวางใจได้ต้องรู้ว่าจะวางอะไร? ส มณะ เดินดิน … ก็เอาอย่างนี้สิ ก็อ่านอาการเลย อาการอยากก็ว่าอาการที่อยากจะไปเข้าคอร์ส บางคนไม่ได้ไปเข้าคอร์ส แล้วไม่ได้ไปก็ร้องไห้เลย พ่อครูว่า … ยิ่งไปร้องไห้นี่ยิ่งโอ๋ตัวเอง ทำอาการไปเสียพลังงานไปโอ๋ตัวเองอีก ส มณะ แสนดิน … ถ้าทำตามอยากคือได้ไปเข้าคอร์สสมใจคือเรากำลังโอ๋ตัวเอง กำลังเพิ่มอาการให้ตัวเองเพิ่มความเจ็บป่วยให้ตัวเอง ส มณะ เดินดิน … ใครๆก็บอกว่ามันหายหมดนะ ส มณะ แสนดิน … มันมีกระแสช่วยด้วยว่าใครก็หายหมด พ่อครูว่า … ก็ยิ่งเร่งความอยากใหญ่เลย ส มณะ แสนดิน … บางคนเห็นไปเข้าคอร์ส มีอะไรออกมาก็กลัว แล้วว่าจะไม่กินของที่เป็นพิษอีก แต่พออีกไม่นานก็เห็นตักลูกชิ้นเจเป็นชามเลย อันนี้ไม่หายแน่ กลับมาเจอผัสสะเก่า เจอคนเก่าอีกก็ไม่หาย แถมตายไปนี่ก็ไม่หมดกายด้วย อันนี้หนักกว่าอีก แต่ถ้าเราไม่ไป เราหยุดตนเอง เรามาทำคอร์สวางใจ วางจิตวิญญาณนี่แม้เราจะไม่หายป่วยทันที แต่เราจะค่อยๆหมดกาย ดีกว่าไปเ ข้ าคอร์สนอกๆเยอะ มาเข้าคอร์สกับพ่อครูกับอุปัชฌาย์ดีกว่า พ่อครูว่า … เสร็จรายการแล้วฝนก็ตก พอดี ท่านตกแล้วก็ไม่ยอมหยุด ก็บอกว่า 10:45 น. ใช่ไหม เขาก็แม่นเวลาอย่างกับอะไรดี .... จบ