570911-ความรัก ๑๐มิติ(๗)วนบ.เรื่อง มิติที่ ๔ สังคมนิยม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข16 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570911- ความรัก 10 มิติ( 7 ) วนบ. เรื่อง มิติที่ 4 สังคมนิยม พ่อครูว่า...วันนี้ วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557 แรม 3 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเมีย ที่ บวร ราชธานีอโศก ความรักมิติที่ 1 - 7 เป็นแบบ เทวนิยม ที่ดีขึ้นๆ เจริญขึ้นๆ ถึงมิติที่ 7 แต่เป็นความรักแบบโลกียะ เป็นเทวนิยม เป็นพุทธเริ่มที่มิติที่ 8 เราก็จะได้เอามาขยายความให้สมบูรณ์ เราก็เรียนรู้มาตั้งแต่ 1 - 7 สมบูรณ์ แต่ไม่ใช่โลกีย์ เป็นโลกุตระตั้งแต่ 1 มาเลย เมื่อเราได้ศึกษาโลกุตระ ก็จะได้ลดละหน่ายคลายลงไป โลกียะไม่ได้ละล้างเหตุ เขาก็รู้ว่าต้องไล่ลดละไป เป็นความเข้าใจองค์รวม กัลยาณธรรม แต่ที่ต่างคือ พุทธนี่เป็น อาริยะโลกุตระ ต้องรู้จักวิธี เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งต่างจาก ศีล สมาธิ ปัญญา ของศาสนาอื่น เพราะของพุทธ เรียนรู้ปรมัตถ์ตั้งแต่เริ่มต้น ตั้งแต่ โลกุตระ 37 เรารู้ได้ว่า ทำให้เกิดอาริยะ ต้องรู้จักจิต ตั้งแต่ ศีล 5 เป็นเบื้องต้นเลย พระพุทธเจ้าระบุไว้ชัด ในสติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 มาเลย ตั้งแต่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ก็เข้าถึงจิต ไม่ใช่ว่าปฏิบัติศีล แต่ไม่เข้าถึงจิต ตามที่สอนกันในวงการศาสนาพุทธทั่วไป ศีล 5 มีความหมายตั้งแต่เบื้องต้น ไม่ใช่ว่าพรวดพราดไป ไม่มีเรื่องกามเลย แต่ให้ปฏิบัติไปตามลำดับ เรามาไล่เรียง อ่านไปตามลำดับ ในความรัก 10 มิติ...ครั้งที่แล้วเราอ่านมาถึงมิติที่ 5 แต่เล่มเก่ามาถึงมิติที่ 4 อาตมาก็จะอ่านของเก่าก่อน

มิติที่ 4 … ตอนนี้ก็ตัดขอบเขตแล้ว ตั้งแต่เชื้อๆแห่งวงศาคณาญาติ เป็นเชื้อแห่งคนตระกูลไหน ก็ถือว่าญาติ ทีนี้มิติที่ 4 ตัดรอบมาอีกรอบ ไม่ใช่ความรักแค่ในผัวเมีย ลูก ญาติ เท่านั้น แต่กว้างไปอีก ไปสู่ผู้ไม่ใช่ญาติ แต่ก็ยังมีกรอบขอบเขต เป็นเพื่อนบ้าน เป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ สูงสุดในมิติที

อ่านต่อ

่ 4 ก็ประมาณ จังหวัด ก็ต้องลงทุนมากขึ้น มีสมรรถนะมากขึ้น จึงสามารถหาวัตถุสมบัติได้มาก จะได้เอาไปจ่ายแจกได้มากขึ้น ไปช่วยเหลือข้างนอกได้กว้างขึ้น ไม่ใช่หมายถึงว่าข้างในไม่ช่วยนะ แต่ช่วยในไปหานอก เรียกว่าเป็น สังคมนิยม หรือ ชุมชนนิยม เราก็ถ้าเรี่ยวแรงเราไม่มีก็ไม่ต้อง แต่ทุกข์หนักกว่าเก่า เพราะต้องใช้เรี่ยวแรงทุนรอนอุตสาหะมากขึ้น มีความรักใหญ่ขึ้น แผ่กระจายมากขึ้น ก็ก้อนโตขึ้น ความทุกข์ก็โตขึ้นด้วย ที่ว่าความทุกข์คือความหนัก แต่ไม่ใช่หนักใจ แต่หนักกาย เราจะต้องรู้ภาคของใจ กับภาคของกาย คนที่ยอมทุกข์แต่เผื่อแผ่แรงกายแรงปัญญาทรัพย์ให้แก่คนอื่นได้เราก็มีค่าประโยชน์ต่อโลก จะยิ่งคุณค่ากว้างขึ้นอีก มากกว่ามิติที่ต่ำกว่า จิตวิญญาณ เรามีน้ำใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล ไม่ได้ทำเพื่อให้ได้อะไรกลับคืนมา ถ้าเรายังช่วยตนเอง ไม่ได้ก็ช่วยตนเอง ช่วยหมู่กลุ่มตนเองให้ได้ก่อน พวกเราอโศกนี่เป็นญาติธรรม คำว่า สังคมนิยม เรารวมเอาความเป็นญาติไว้แล้ว อาตมานิยามไว้แล้ว ญาติหมายความว่า...เราพึ่งพาอาศัยกันได้ พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ ไม่ใช่ว่าญาติหมายถึง สายเลือดสายโลหิตที่ต่อโยงมา ซึ่งสายเลือดอย่างนั้นก็ใช่อยู่ แต่ไม่ต้องไปคิดมันก็เป็นอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเรียนมันก็เป็นของมัน แต่ถ้าเผื่อว่าไม่มีสำนึก ถ้าพ่อแม่คลอดลูกออกมา เขาก็ไม่มีการช่วยเลี้ยงดู ลูกก็ต้องพึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตายจากพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่ได้ให้พึ่งพาเลย ให้โตขึ้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่ พ่อแม่ก็ไม่ใช่ญาติ เป็นแต่เพียงคลอดออกมาเท่านั้น แบบนี้สู้เดรัจฉานไม่ได้เลย มันอาจไม่สมบูรณ์เท่าคน แต่คนนี่เป็นได้ แล้วควรจะรู้จักด้วยปัญญาว่านี่คือความหมายของคำว่า ญาติ เรารู้ว่าญาติคืออะไรแล้ว เมื่อเราจะเผื่อแผ่ให้กว้างกว่าญาติ ก็ทำได้ แต่ของอโศกนั้นเหนือกว่านั้น เพราะเป็นสังคมนิยมแบบแก่น แน่นแล้วก็แผ่เกื้อกว้างจากญาติ เพราะแก่นแกนเราพึ่งเกิด แก่ เจ็บตายกันได้แล้ว เป็นปึกแผ่นสร้างสรร มีวัฒนธรรรม ถึงสาธารณโภคี มีองค์รวมที่ดูได้ ชุมชนอโศกมีเงินเท่าไหร มีวัตถุเท่าไหร่ พออาศัยใช้สอยประจำ ตั้งแต่วัตถุที่กินใช้แต่ละวัน ทั้งอุปโภค บริโภค เราพร้อมไหม ครบไหม เราพึ่งพากันได้ พวกสัตว์มันก็ไม่อาศัยสะสม อย่างดีมันก็มีรังอยู่ มันไม่เกี่ยวกับ เครื่องนุ่งห่ม ไม่เกี่ยวกับยารักษาโรค ไม่เกี่ยวกับบริขาร ทุกวันนี้บริขารมันบานปลาย เป็นปัจจัยที่ 5 , 6 , 7 , 8 ไปแล้ว ถ้าไม่มีก็ไม่สร้างสรรค์ ต้องใช้เครื่องมือ เป็นโลกที่บานปลายขยายไปแล้ว แต่ของชาวอโศก มันเป็นความเจริญมาเป็นรูปธรรม เป็นสิ่งที่เกิดแล้ว มีแล้วชัด ความรักมิติที่ 4 นี้ก็ยังไม่กว้างไประดับชาติ แต่ก็ กระจายออกจากวงหมู่ญาติพี่น้องแล้ว แผ่ความรักสู่มวลชน ระดับตำบล อำเภอ หรือจังหวัดแล้ว เป็นความรักที่มีภาระมากขึ้น มีคุณค่าสูงขึ้น เพราะต้องลดความเห็นแก่ตัวของเรา เพื่อขยายกว้างสู่มวลมนุษยชาติ ใครก็ตามเห็นแก่ความสุขผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่นที่นอกไปจากญาติ ก็นับว่าเป็นความรักดีงามกว้างขึ้นสูงขึ้น จะแผ่ขยายออกไปได้จริงเท่าไหร ก็ยิ่งเป็นความรักที่มีคุณประโยชน์สูงค่ามากขึ้นเท่านั้น นี่คือ ชุมชนนิยม หรือสังคมนิยม อย่างพวกเราเกื้อกว้างรอบข้าง มีความซ้อน คือข้างนอกเขาเข้ามาให้เราช่วยเหลือ เช่นเขามารับจ้างเรา ในสิ่งที่เราไม่ทำหรือทำไม่ได้ ก็ให้เขาทำ เป็นการอาศัย เขาก็อาศัยเลี้ยงชีพ คือการเผื่อแผ่กว้างขึ้น หรือจากอำเภอตำบลมาขอ โดยเราไม่ได้ออกไป แต่เขาเข้ามาเอง โดยเราไม่ได้อาศัย เพื่อแลกอามิส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อันนี้สำคัญ ถ้าเรามีแนวคิดว่าทำงานเชื่อมคนอื่น แล้วเราจะได้ไปดูดเอาผลประโยชน์จากเขา บางทีไม่เป็นรูปธรรม แต่เป็นนามธรรมซ้อนๆ เห็นให้ชัดว่าเรามีน้ำใจแผ่ไป ก็ไม่ได้หมายความตื้นๆว่า เราจะได้มีลูกค้ามาหาเยอะๆ ดีไม่ดีก็ได้ข่าวคราวหลวงปู่พิม เขาก็จับผิดว่าเป็นวิธีการหาเล่หาทางให้คนมาเป็นลูกค้าหรือไม่ อย่างนั้นมันไม่ใช่ ไม่ใช่เราเกื้อกูลเผื่อแผ่เขานะ คนนึกว่าเขาจะมาได้อะไรจากหลวงปู่พิม ได้ความศรัทธาเลื่อมใส่ เราเชื่อถือนับถือ หรือเราจะได้อะไรจากผู้ที่เราให้ คนพวกนี้ก็ยากที่เขาจะคิดออก เขาก็ได้แต่เรื่องวิมาน ปั้นเอาในจิต หรือว่าถ้าไปช่วยวัดนี้แล้วจะได้อะไรกลับมา ที่เราไปช่วยหมู่บ้านอื่น เพราะเรามีน้ำใจ มีความรู้ แต่ให้ความรู้ยังยาก เราก็ให้วัตถุก่อน เช่นเขาทำงานกับเราในนี้ ก็ได้รายได้ แม้บางคนบอกว่าได้รายได้น้อย แต่เขาได้รู้ได้เห็นได้ศึกษาฝึกฝนอบรม เขาก็ได้สัมผัส วิธีการ ได้วัฒนธรรม เขาได้ฝึกฝนนะ ตอนนี้เข้ามาชักเยอะขึ้นนะ ก็พยายามมีศิลปะในการเตือน ในการแก้ไข ไม่เช่นนั้นเราก็ไม่ได้ให้เขา เพราะอัตราเงินเดือนเราก็ให้ตามกฏหมายกำหนด แต่ว่าถ้าไม่ได้ให้ธรรมะ เขาก็จะไม่ได้อะไรจากเรา แม้ได้วัตถุ แต่ไม่ใช่ของหลัก หลักของเราคือให้เขาได้ศึกษาฝึกฝนเพิ่มขึ้น สังเกตได้ว่าเขาจะสำรวมมากกว่าอยู่บ้านเขา เพราะสนามแม่เหล็กที่นี่มีผล เขาไม่กล้าทำเละเทะเต็มที่ การที่เขามาอยู่ที่นี่ก็เจริญขึ้น ถ้าเราปล่อยปละละเลยก็ไม่ได้ให้เขานะ ไม่ได้ทำให้เขาเจริญ ต้องเข้าใจว่าเราทำงานอยู่ในสังคม โลกเขาถือว่าวัตถุเป็นใหญ่ ทางจิตวิญญาณไม่คำนึงถึง มีบ้างแต่ไม่ลึกซึ้ง เราควรต้องรู้ว่าเรามีทั้งสองด้าน และเราเน้นความเจริญทางจิตใจมากกว่าวัตถุ คนที่เขามาทำที่นี่ หรือเราไปทำงานข้างนอก เราก็ต้องเป็นคนให้คุณค่าประโยชน์ไม่ใช่ว่าให้เขาเสียประโยชน์ที่ควรได้ ไม่ใช่ว่าทางวัตถุ แต่เป็นเรื่องจิตใจ ความรักนี่น่าจะตีความเป็นน้ำใจ ...เป็นเมตตาก็น่าจะดีกว่า เพราะความรักนี้ที่หมายถึงทางเพศ ทางราคะ มันเป็นความรักที่ผิด แต่ความรักคือมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลช่วยเหลือด้วยน้ำใจบริสุทธิ์ ให้เขาเจริญ มาอีกมิติหนึ่ง มิติที่ 5 ... ความรักเพื่อชาติ กว้างกว่าสังคมมิตรสหาย ไม่ใช่แค่ระดับจังหวัด แต่กว้างกว่านั้น แต่ตอนนี้เราก็ช่วยชาติอยู่ และเราก็ทำช่วยในระดับที่อยู่ใกล้ๆก่อน ซึ่งแม้เราไม่มีวัตถุ เราก็ให้ความรู้ความสามารถ เท่าที่ได้ แต่ก็ไม่ได้มากหรอก เพราะแม้สถานศึกษาของเรา เราก็เน้นความรู้เทคนิค เพื่อรับใช้ผู้อื่น เราเองยังไม่เก่ง เรามีนำเรียนระดับแค่มัธยม แต่ถ้าถึงอุดมศึกษา จะไปช่วยเขาเป็นเรื่องราวมากขึ้น ก็มีวนบ.นี่แหละ ก็ยังต้องรวมกันให้ดีก่อน ตอนนี้ บวรก็ยังไม่เนียนแน่น ให้ครบดีๆ จะเป็นสถาบันการศึกษาที่สมบูรณ์ เป็นอุดมศึกษา เป็นเรื่องจริงยิ่งกว่า ขนาดน ักเรียน มัธยมเราก็ทำจริง แต่พวกเรานี่ วนบ. ก็ต้องเหมือนผู้ใหญ่ทำแล้ว ไม่ใช่เด็ก เรื่องจริงไม่ใช่ห้องทดลองศึกษาเล็กๆน้อยๆ แต่เราทำจริง ฐานงานเราก็มี เช่นงานของเราในนี้ ขาดคนเก็บผัก พวกเรา วนบ.ก็ทำให้เต็มที่ คนขาดที่โรงปุ๋ย หรือที่อื่น ก็ต้องรู้ว่าในสังคมเราทำให้ควบแน่น ทำให้สร้างสรรค์ ให้เป็นตัวจักรกล ที่แข็งแรง ก็จะเกิดผลประโยชน์สิ่งสร้างสรร ความรู้ปริยัติ เราก็มีอยู่ แต่เราเน้น เป็นงาน มากและเราเน้นศีลธรรม 40-35-25 ต้องเข้าใจหลักให้ชัด ความรักมิติที่ 5 คือ ความรักอุดมการณ์เพื่อชาติ เพื่อประเทศ หากผู้ใดมีความรู้สึกนึกคิดอุดมการณ์ ต้องการช่วยเหลือ ให้กว้างกว่ามิติที่ 4 ให้ไปสู่ผู้คนในชาติ คิดเห็นแก่คนทั้งชาติ ทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่อุดมการณ์ หรือไม่ใช่แค่ความโก้เก๋ หาเสียงให้แก่ตน แต่ต้องเป็นความจริงของจิต ที่รู้สึกรักและปรารถนาแท้ มีน้ำหนักของน้ำใจให้มากขึ้น เพื่อชาติ เป็นชาตินิยม หรือรัฐนิยม ชาตินิยมก็ไม่ใช่ว่าเห็นแก่ชาติ เพื่อตัวกูของกู แต่เผื่อแผ่เพื่อคนทั้งชาติ คำว่า ชาตินิยม ที่เป็นความเห็นแก่ตัว เช่นจะต้องได้รายได้เข้าสู่ประเทศ ให้รวย ประเทศอื่นไม่เห็นใจเลย โกงชาติอื่นมาให้แก่ชาติตน หรือเห็นแต่แก่ตนเองไม่คิดถึงคนอื่น จะบอกว่าอุดหนุนจุนเจือพวกข้างในก่อน เพราะข้างในเรายังไม่แข็ง ของเราช่วยตนให้รอดก่อน แล้วไปช่วยคนอื่นเป็นลำดับอยู่แล้ว เผื่อแผ่ให้เต็มชาติ เต็มรัฐ และขึ้นอยู่กับสมรรถนะความเป็นไปได้ที่จะทำ ไม่ใช่แค่ความคิดฝันเท่านั้น เพราะคนมีสิทธิ์คิดได้ แต่ทำได้จริงตามที่คิดไหม ความรักมิตินี้ต้องเป็นความจริงด้วย ที่เราเรียกว่าความรัก ก็คืออารมณ์ภาวะในจิตของคนนั้นจริง แล้วสามารถทำได้จริงเลย Practicable ไม่ใช่ว่าแค่คิดฝัน เช่น ความจริงของนาย ก. มีแค่ ความรักมิติที่ 2 หรือ 3 แต่ไปคิดว่าตนมีความรักระดับชาตินิยม หรือรัฐนิยม ก็หาเสียงให้แก่ตนว่าตนจะทำเพื่อชาติ เพื่อประเทศ แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่ คนแบบนี้มีเต็มไปหมดเลย ทั้งนักการเมืองและข้าราชการ คนที่มีหน้าที่ เป็นข้าราชการ หรือนักการเมือง ต้องทำงานเพื่อชาติ มิติที่ 5 นี้เป็นความรักเพื่อนักการเมืองแท้ๆ แต่ความเป็นจริงแล้ว เขาทำไม่ได้ไม่ใช่เลย อย่างนี้ไม่ได้เข่าข่าย ผู้มีความรักมิติที่ 5 เพราะภาวะความจริง ไม่ถึงขีดคั่น ไม่เว้นแม่แต่เอกชน นักธุรกิจ ไม่ได้รับราชการ หรือไม่ได้เป็นนักการเมืองก็ตาม คนเหล่านี้ก็ควรจะทำเพื่อสังคม เพื่อชาติ เพื่อมวลมนุษยชาติ นั่นคือคุณค่าของมนุษยชาติ แต่ไม่ค่อยย้ำ ไม่ค่อยศึกษา ไม่ได้เตือนตน แต่ถ้าได้ศึกษามีสำนึกฝึกตนจริง นึกดูว่าสังคมมนุษยชาติจะเลวลงได้อย่างไร ซึ่งถ้าจับเข่าคุยกัน เขาก็เข้าใจ ลึกๆเขารู้ว่าอะไรดีไม่ดี แต่ว่ากิเลสมันเก่ง ทำให้เขาไม่รู้ได้ หรือหลงได้ มันไม่เกิดสภาพที่ทำได้ตามที่มีปัญญา แต่ชาวอโศกนี่ทำได้ แม้อัตราก้าวหน้าจะไม่ชัดพรวดพราด แต่พัฒนาการศึกษา พวกเราจะพาให้เจริญได้ ใครสามารถรู้สัจจะของความรักที่จริงได้ ที่เป็นคุณค่าประโยชน์ตน ( อัตตัตถะ ) ประโยชน์ผู้อื่น ( ปรัตถะ ) ที่เป็นทั้งสองอย่างคือ อุภยถะ หรือเป็นประโยชน์เพื่อโลกนี้ สู่โลกหน้า ( ทิฏฐธัมมิกัคตถะ สู่สัมปรายิกัตถะ )

ต่อไปเป็นการถามตอบประเด็นปัญหา? ถามว่า… เวลาน้องทำผิด แล้วเราดุว่าน้อง ถือว่าได้ให้ไหม? พ่อครูว่า… ถือว่าให้ แต่ต้องมีศิลปะ เพราะเราจะว่ากิเลสเขา เขาก็จะเกิดความอาย เราก็ต้องให้เขามีความรู้สึกเข้าใจว่าเราปรารถนาดี ให้เขาควรเข้าใจว่า สิ่งนี้ไม่ดีควรปรับปรุง เป็นสิ่งดี ถามว่า… อย่างเรื่องคู่นี่นะ พอคนนี้มีคู่คนนี้ เกิดทุกข์น้ำผึ้งขมเราก็เข็ด แต่ว่าใจเราก็ไปคิดอีกว่า คนไหนหนอ ที่จะทำให้เราสุขกว่าเก่า พ่อครูว่า… นี่คือความคิดที่ผิด ถ้าไปเจออีกก็เสพหนักตกนรกลึกกว่าเดิมอีก คนทางโลกเขาเป็นเช่นนี้ ว่าคนไหนจะดีกว่านี้อีก นี่คือความอวิชชา คือความโง่ของคนทั่วไป แทนที่จะเข็ดหลาบว่าเรื่องคู่มันไม่ดี มันทุกข์ แทนที่จะเห็นทุกข์ภัย แต่กลับเห็นว่าคู่ใหม่จะให้รสให้กามให้โลกธรรมมากกว่าเก่า ก็เลยอวิชชาไปตลอดกาลนาน คนเราไม่ศึกษาสัจธรรมจะไม่รู้พิษภัยสิ่งเหล่านี้เลย คุณเรือนแก้วว่า … รู้สึกอบอุ่นที่มีคนมาช่วยเก็บผัก … พ่อครูว่า … นี่คือ ปรากฏการณ์วิทยา กรณีนี้เป็นความรักมิติที่ 4 ชัดๆ อย่างเรือนแก้วมาคลอดลูกคือ มะขาม ที่บ้านราชฯ โดยพรตะวันทำคลอดให้ และมะขามก็เป็นเด็กดี และเรือนแก้วก็ได้รับผลดีจริง ก็เป็นปรากฏการณ์วิทยา ถ้าเรื่องเก็บผักเจริญขึ้น มีน้ำใจมีระบบ ไม่ขาดแคลนเป็นวงจรที่สำเร็จ งานคล่องตัว ดี ง่าย มีประสิทธิภาพสูง จะเป็นสิ่งจริงยืนยันผลการศึกษา เรือนแก้วว่า...ช่วงที่เพื่อนไปเรียน และไปทำนา เพื่อนก็บอกว่าให้ไปเก็บผักเหมือนเดิมก็ได้ เรียนเสร็จ แต่ก็มีผู้บอกว่าให้หาคนช่วย แต่ก็ได้ฟ้าฝากดี น้องดั่งเดือน เป็นต้น ไม่เดียวดาย ใช้กุสโลบายว่าไปหาเพื่อนเอาข้างหน้า พ่อครูว่า… ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่เป็นเรื่องยิ่งใหญ่เพราะเป็นพฤติกรรมจริงทางจิตและเป็นรูปธรรม มี Practicable ของทางญาติสายโลหิต เขาต้องช่วยเหลือกันตามหน้าที่ แต่ของเรารวมเข้ามาเป็นญาติธรรม มีสมาชิกมาก ก็พยายายามให้ทั่วถึง ก็อาจมีบกพร่องบ้าง แต่เป็นการทำด้วยจิตวิญญาณ...มันมีจริงในเรื่องวิบาก มีทั้งวิบากปัจจุบันและอดีต ส่วนอดีตไม่ต้องพูดถึง แต่ผู้ที่ได้รับวิบากดีได้รับการช่วยเหลือดี ก็เป็นกุศล แต่ว่าถ้าเราเข้ามาแล้ว เราไม่เอาถ่าน ไม่ได้ทำให้คนอื่นในชุมชน เห็นว่าน่าช่วยเหลือ ก็เป็นเพราะคุณแน่ แต่ถ้าคุณมีน้ำใจช่วยเหลือทำงานได้ดี แต่ก็ไม่มีคนช่วยเหลือก็โยนให้เป็นวิบากเก่าเราแน่ๆ แต่ถ้าไม่มีวิบากเก่าจริง แต่เราทำใหม่ให้ดี ให้พิสูจน์เลยว่า ถ้ามาอยู่แล้วเป็นหมาหัวเน่า คนไม่ดูแลจะเห็นเลยต้องศึกษาดีๆ กรรมทุกกรรมสั่งสมเป็นคะแนนของเราไม่มีเสียเลย …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน