570809_พุทธชีวศิลป์(๗)วนบ. เรื่อง อธิบายช้าๆให้เกิดปัญญารู้ นาม-รูป.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570809 พุทธชีวศิลป์( 7 )วนบ. เรื่อง อธิบายช้าๆให้เกิดปัญญารู้ นาม-รูป
วันนี้วันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก พ่อครูว่า...พุทธชีวศิลป์คือศิลปะที่เอาพุทธมาเป็นเครื่องดำเนินชีวิต อาตมาเคยขยายความว่า ศิลปะ นั้น สูงกว่าคำว่า ศาสตร์ เพราะคำว่าศิลป์มีคำว่าศาสตร์ในตัวเอง ส่วนศาสตร์นั้นไม่มีศิลปะ เป็นความรู้ตรงๆ เรามาศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นศิลปะ เป็นมงคลอันอุดม มงคลคือสิ่งประเสริฐ อุดมคือสูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า ศิลปะคือมงคลอันอุดม อะไรที่พาให้เป็นมงคลหรือสิ่งประเสริฐ อะไรคือสิ่งประเสริฐจนสูงสุดก็คือนิพพาน อุดม เราก็ต้องหมายถึงอุตระ หรือโลกุตระ หรืออาริยะ คำว่าศิลปะคือความรู้ที่เข้าเขตโลกุตระ อาตมาอธิบายมาหลายวัน เกี่ยวกับโลกุตระ และอาริยะ เราอธิบาย อวิชชา ย้อนไปถึง สังขารแล้ว ในพระไตรฯล. 16 ได้อธิบายสังขาร 3 ไปแล้ว ก็จะย้อนสังขาร 3 ขึ้นไป กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร สังขารกาย คือสังขารที่เป็นองค์ประกอบทั้งมหาภูตรูป อุปาทายรูปครบ เราจะต้องมีนามธรรมประกอบด้วย ถ้ารูปเหล่านี้ไม่มีนามธรรมประกอบเราก็จะไม่เรียกว่า กาย รูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ ตั้งแต่เป็นรูปวัตถุ มหาภูตรูป เลื่อนเข้ามาเป็นกายในกาย เราสัมผัสทางทวาร 5 เราก็รู้อันนั้น รู้อยู่แค่นั้นก็เกิดวิญญาณรู้ เมื่อครบสัมผัส 3 มีสองส ิ่ งสัมผัส(โคจรรูป ปสาทรูป)แล้วมีวิญญาณเกิด สังขารเป็นเจตสิก คำว่า กายสังขารไม่ใช่รูปสังขาร แต่เป็นองค์รวมของการปรุงแต่งทั้ง กาย วาจา ใจ ส่วนวจีสังขารเป็นนามธรรม ต้องเรียนรู้ สังกัปปะ 7 พระพุทธเจ้าตรัสชี้บ่งชัด ยังไม่ออกมาเป็นวจีกรรม ยังอยู่ในใจ เป็นส่วนหนึ่งของจิตสังขาร
จิตสังขารคือองค์รวม ส่วนกายนั้นรวมทั้งรูปและนาม ส่วนจิตสังขารเน้นอยู่ในจิต จะไม่กล่าวถึงรู
อ่านต่อ
ปก็ได้ เช่น ยกสัญญาขึ้นมาระลึกปรุงแต่ง เห็นสร้างเอง เป็นมโนมยอัตตา ปั้นไปเรื่อย ฝันเฟื่องสร้างวิมาน เรียกว่าพวก Creative จึงหนักหนาสาหัสในโลกนี้ ออกแบบทับถมให้คนหลงงมงายติดยึดหนักหนาสาหัสสร้างบาปเวรมากเลย [ 15 ] ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ 6 หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่า วิญญาณ ตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ทาง 6 ทวาร หากไม่ชัดเจนก็เรียนรู้ไม่ครบสมบูรณ์ คำว่าวิญญาณเป็นองค์รวมของธาตุรู้กลางๆ แล้วแจกเป็นเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร นอกนั้นก็แจกไปอีกเยอะเลย เจตสิก 52 เป็นจิตอีก 121 พิศดารไปเยอะเลย มโนวิญญาณกับกายวิญญาณ ต่างกัน คำว่ามโนคือจิตลึกๆ ส่วนกายเป็นองค์รวมกว้างๆ สัมพันธ์กับรูปนอกด้วย ในอุปาทายรูป 24 ในโคจรรูป และปสาทรูป รวมแล้วได้ 9 ,ในโคจรรูปมีแค่ 4 ทวาร เพราะตัดโผฏฐัพพารม ณ์ เนื่องด้วย สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ ้ น ก็คือสัมผัสกาย เป็นโผฏฐัพพารม ณ์ ทั้งสิ้น [40] อุปาทารูป หรือ อุปาทายรูป 24 ก. ปสาทรูป 5 (รูปที่เป็นประสาทสำหรับรับอารมณ์) 1. จักขุ (ตา) 2. โสต (หู) 3. ฆาน (จมูก) 4. ชิวหา (ลิ้น) 5. กาย (กาย) ข. โคจรรูป หรือ วิสัยรูป 5 (รูปที่เป็นอารมณ์หรือแดนรับรู้ของอินทรีย์ ) 6. รูปะ (รูป) 7. สัททะ (เสียง ) 8. คันธะ (กลิ่น) 9. รสะ (รส) 0. โผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย ) ข้อนี้ไม่นับเพราะเป็นอันเดียวกับมหาภูต 3 คือ ปฐวี เตโช และ วาโย ที่กล่าวแล้วในมหาภูต ค. ภาวรูป 2 (รูปที่เป็นภาวะแห่งเพศ ) 10. อิตถัตตะ, อิตถินทรีย์ (ความเป็นหญิง) 11. ปุริสัตตะ, ปุริสินทรีย์ (ความเป็นชาย ) ง. หทยรูป 1 (รูปคือหทัย ) (แปลตามทั่วไปตามพจนานุกรมประมวลศัพท์ฯ) 12. หทัยวัตถุ* (ที่ตั้งแห่งใจ) จ. ชีวิตรูป 1 (รูปที่เป็นชีวิต ) 13. ชีวิตินทรีย์ (อินทรีย์คือชีวิต ) ฉ. อาหารรูป 1 (รูปคืออาหาร ) 14. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว, อาหารที่กิน ) ช. ปริจเฉทรูป 1 (รูปที่กำหนดเทศะ ) 15. อากาสธาตุ (สภาวะคือช่องว่าง ) ญ. วิญญัติรูป 2 (รูปคือการเคลื่อนไหวให้รู้ความหมาย) 16. กายวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยกาย และวาจา) 17. วจีวิญญัติ (การเคลื่อนไหวให้รู้ความหมายด้วยวาจา ) ฏ. วิการรูป 5 (รูปคืออาการที่ดัดแปลงทำให้แปลกให้พิเศษได้ ) 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบา ) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนสลวย) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (ความควรแก่การงาน, ใช้การได้ ) 0. วิญญัติรูป 2 ไม่นับเพราะซ้ำในข้อ ญ ฏ. ลักขณรูป 4 (รูปคือลักษณะหรืออาการเป็นเครื่องกำหนด ) 21. (รูปัสส) อุปจย (ความก่อตัวหรือเติบขึ้น ) 22. (รูปัสส) สันตติ (ความสืบต่อ) 23. (รูปัสส) ชรตา (ความทรุดโทรม) 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความปรวนแปรแตกสลาย) ต้องปฏิบัติรู้ขณะเปิดทวารทั้ง 6 รับรู้ เราหัดฟังเขา ไม่ต้องพูดได้ไหม? ฟังอย่างเดียวอดได้ไหม? ถ้าจะไปขี้ก็ขอโอกาสเขา หรือจะไปนอนแล้ว จะไปพูดว่าหยุดพูดเถอะ จะไปแล้วก็จะทะเลาะกัน ต้องมีมารยาทบ้าง ต่อมา นาม_รูป เป็นไฉน? [ 14 ] ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม มหา ภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 นี้เรียกว่ารูป นามและ รูปดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่านาม รูป ฯ ในเจตสิก 3 มี เวทนา สัญญา สังขารนั้น ในปฏิจจสมุปบาท สังขาร แจกออกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ [ 14 ] กตมฺจ ภิกฺขเว นามรูป ฯ เวทนา สฺา เจตนา ผสฺโส มนสิกาโร อิท วุจฺจติ นาม ฯ จตฺตาโร มหาภูตา จตุนฺนฺจ มหาภูตาน อุปาทายรูป อิท วุจฺจติ รูป ฯ อิติ กายสังขารคือองค์รวมของเจตสิก 3 เวทนาคือส ิ่ งที่จะต้องเรียนหนักเลยในสติปัฏฐาน 4 ตัวจิตนี่แหละรวมหมดทั้งกุศลจิต และอกุศลจิต เมื่อเรียนสติปัฏฐานก็ต้องจับเจตสิกนี่แหละตัวไหนเป็นอกุศลก็เรียนตัวนั้นให้ได้ ท่านแปลสัญญาว่าเป็นความกำหนดรู้ ความสำคัญมั่นหมาย กำหนดรู้ หมายอย่างนี้ให้รู้ กับหมายกำหนดให้เป็น มีสองอย่าง บางที่เราไม่มีอะไรเราก็ให้กิเลสมันใช้ เราก็ไปหมาย เช่น ฆ่าผัวมันเสีย เอาเมียมันมา มันสำคัญมั่นหมาย แล้วก็ทำ อธิบายอย่างหยาบๆ จิตมันกำหนดรู้เวทนา ความรู้สึก ว่าเรามีอาการอารมณ์อย่างไรตอนนี้ เกิดโกรธแล้ว รีบใช้สัญญาทำงาน สัญญาเป็นตัวต้นทางในการปฏิบัติ ทั้งนั้น แม้แต่ในสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ต้องใช้สัญญา กำหนดรู้เนวสัญญานาสัญญาฯ ก็ต้องใช้สัญญาในการทำงาน เนวสัญญาแปลว่าสัญญาใดที่ยังไม่รู้มีอยู่หรือไม่ เหลือกิเลสตัวปลายสุดท้ายแล้ว ก็กำหนดให้รู้ ยังมีอายตนะไหนอีก เนวสัญญานาสัญญายตนะ กำหนดรู้ให้หมด อ่านซอกแซก ถ้าเข้าใจไม่ละเอียดก็ไม่ครบ จะไปพิจารณา เวทนา จิต ธรรมได้ครบที่ไหน เมื่อกระทบสัมผัสแล้วเกิดอารมณ์โกรธ อะไรเป็นเหตุให้เกิดอารมณ์โกรธนะ ..ต้องพิจารณาเช่นนี้ มันเกิดอารมณ์เช่นไหน ทุกข์หรือสุข มันเกิดเพราะอะไร? หรือเฉยๆมันเกิดเพราะอะไร? มีลมพัดน้อยๆก็แล้วแต่ ต้องดูองค์ประกอบแวดล้อม เราก็จะรู้อุปาทาน ที่ออกมาเป็นกามตัณหา ภวตัณหา ที่เกิดขึ ้ น จะเป็นกระทบนอกหรืออยู่แต่ภายในอยู่กับอาการว่างๆ สบาย ก็ได้สุขสัมผัสกาม ทวาร 5 ก็มีได้สมใจหยาบกว่ารู้แต่เพียงว่างเบาภายใน ก็ได้ หรือตาดู ตอนนี้พระอาทิตย์กำลังผีตากผ้าอ้อม แสงกำลังจะลงไป กำลังจะสายัญสัญญา เป็นต้น ได้ยินเสียงใดก็สบายใจ หรือได้นั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าก็สุข หรือมีคนมาว่านั่งไขว่ห้างไม่สุภาพเราก็ไม่สุขแล้ว คุณก็อ่านให้หมดอารมณ์ว่าเรายึดแค่ไหน ไปยึดทำไมนั่งไขว่ห้าง เขาไม่ให้นั่งก็ทุกข์แล้ว วันๆ หนึ่งนับไม่ถ้วนกรรมกิริยาที่สัมผัสสัมพันธ์ ให้เราปฏิบัติธรรมเยอะมากเลย ใครเรียนดีๆ แต่อย่าไปตั้งใจปฏิบัติแข็งทื่อ อาตมาพาไปรักษามาหลายคนแล้ว ไม่ถึงบ้า แต่มันเกร็ง เคร่งคุมไป กลายเป็นคนเซื่องๆ ถึงขนาดนั้นต้องไปรักษาประสาทเกร็งกันอีก โ ลกุตรธรรมข้อแรกในโลกุตรธรรม 46 โลกุตระเร ิ่ มเข้ามรรคเมื่อทำ กายในกายได้ รู้จักกายนอก แล้วรู้กายใน องค์ประชุมของตากระทบรูป แล้วเกิดวิญญาณ คุณก็จับกายได้ กายคือองค์ประชุมตอนนี้แหละ รู้ว่านี่คือสุขคือทุกข์ เป็นโกรธ เป็นโลภ แต่เราเอาสุขทุกข์ออกก่อน ส่วนไปโกรธและโลภ มันไปจับถูกกิเลสแล้ว ถ้าเร ิ่ มจับจิตเจตสิกตัวนี้ได้จนชัดเจน พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์นี่เข้าโลกุตระแล้ว ในขณะตากระทบรูป หู กระทบเสียง ฯ ถึงเรียกว่า กาย ถ้ามีแต่จิตเรียกมโน กายในกายข้อแรก เร ิ่ มรู้โลกุตระข้อแรกเลย แล้วถ้าคุณรู้เหตุแห่งสุขทุกข์แล้ว พ้นวิจิกิจฉาแล้ว ชัดเจน เห็นวิญญาณเห็นนามธรรมของเราแล้ว คุณพ้นสักกายทิฏฐิ พ้นวิจิกิจฉา แล้ว แต่ปฏิบัติไม่เกิดผลลดกิเลส แม้ได้นามรูปปริเฉทญาณแล้ว รู้ปจยปริคหญาณแล้ว เห็นสมสนญาณแล้วเห็นมันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแต่มันวนเวียนไม่เที่ยง สัมผัสเมื่อใดก็มีเกิดมีดับอยู่ อาการโกรธนั้นยิ่งกว่างานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา ฉันใด อารมณ์โกรธทุกข์เกิดก็ต้องมีวาระดับ อาจตั้งอยู่นานหรือตั้งอยู่แวบเดียวก็ได้ มันเห็นความไม่เที่ยง ยังไงมันก็ต้องหายไป แต่ถ้าไม่กำจัดด้วยปัญญาก็เก็บไว้ในอนุสัย คุณรู้แล้วว่าโกรธไม่ดีคุณก็ระงับมันดื้อๆ โดยคุณเห็นว่ามันมี มันตั้งอยู่ แล้วมันก็ดับไป เห็นความวนเวียน มันไม่เที่ยงหรอก ไม่มีหรอกที่มันจะตั้งอยู่ตลอดไป อย่างน้อยก็สั่งสมเป็นอนุสัยก้นบึ้งจิตใจ มันพักยกเท่านั้น อย่าฝันว่ามันจะดับไปตลอดเอง ถ้าไม่ได้เรียนรู้ฆ่ามันได้ด้วยตัวเอง แต่ก่อนนี้ถ้าเราสัมผัสอย่างนี้ละก็ไม่เหลือ แต่ตอนนี้สัมผัสอย่างไรก็เฉย ก็เรียนรู้ว่ามันคือวิกขัมภนปหานหรือสมุทเฉทปหาน หรือปฏิปัสสัทธิปหาน มันเที่ยงแท้อย่างไร? เรามีอุทัพยานุปัสสนาญาณ เห็นความดับของมันมีมากกว่าเกิด หรือมันเกิดมากกว่าดับ ในวันหนึ่งเกิดผีหรือเทวดามากกว่า เกิดอยู่ตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยทางทวารไหนๆ หรืออิริยาบถไหน เป็นการเกิดโอปปาติกโยนิ การเกิดทางจิตวิญญาณ เป็นสัตว์ เราเห็นสัตว์นรก เราก็รู้ไม่ใช่ไปเห็นเป็นรูปร่าง เช่น เปรตก็เป็นตัวโย่งๆ ปากจู๋ๆ แต่เราต้องกำหนดรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ว่าอาการอย่างนี้เป็นปุริสภาวะ อย่างนี้เป็นอิตถีภาวะ มีหทยรูป อย่างไร แล้วมันมีฤทธิ์แรงด้วย มีแรงมากจนเราทำให้มันอ่อนแรง จนมันอ่อนแล้วเหลือเชื้ออยู่ไหม? อาหารรูป มันเป็นส ิ่ งอาศัย เป็นองค์ประกอบ คุณก็จัดการเรียนรู้ปริเฉทรูป ถึงขั้นทำให้ว่างเหมือนอากาศ เกิดจาก องค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ องค์แห่งมรรค มัคคังคะ สัมมาทิฏฐิ จัดการให้มันเป็นปุญญาภิสังขาร จนเป็นอปุญญาภิสังขาร จนสั่งสมผลเป็น อเนญชาภิสังขาร ทำสัมมัปปธาน 4 สั่งสมผลเป็นอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง หรือเป็นอเนญชาภิสังขาร หรือปฏิบัติเวทนา 108 ของอดีต ปัจจุบัน อนาคต สั่งสมตกผลึกของสุญญตา จนเป็นนิจจัง ทุวัง สัสตัง คุณก็จบกิจ เป็นกตญาณ อย่างถาวรแน่นอนมั่นใจด้วย กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ได้แยกกันเลย เป็นองค์รวมเลย กำหนดรู้โดยสัญญา อ่านกาย เวทนา ต้องมีผัสสะ แต่ในขณะไม่มีผัสสะก็ปรุงแต่งอยู่ภายใน เป็นอุทธัมภาคิยสังโยชน์ เป็นสังโยชน์เบื้องสูงอยู่ภายใน ล้วนแต่ใช้สัญญาในการกำหนด แล้วมนสิการ จัดการในใจทำอภิสังขาร 3 เป็นศูนย์อย่างถาวรยั่งยืนให้ได้ นี่คือนามธรรม 5 เจตนา มีมโนสัญเจตนา มี 3 คือ กาม_ภว_วิภวตัณหา ในปุตตมังสสูตร ท่านให้พิจารณาอาหาร 4 ตั้งแต่กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร โดยมีผัสสะเป็นปัจจัย ต้องอ่านเจตนาที่มีอกุศลเข้าร่วม ที่เล่ามานี่เป็น system analysis เหมือนของโลกเขา เหตุ(Input) นิทาน(process) สมุทัย(out put) ปัจจัย(outcome) ผลกระทบ(impact) สติปัฏฐาน 4 ก็เป็นเช่นนี้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ตัวการอยู่ในจิต นี่แหละ คือ สราค สโทส สโมห มันร่วมปรุงแต่งอยู่ในนี้ ถ้าไม่จัดการก็เป็นวจีสังขารอย่างอวิชชา แต่ถ้าจัดการมันได้ สังขารก็สะอาดขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เสียงมันเข้าหู เราไม่ได้เอาสำลีอุดหู เสียงกระทบ แต่ไม่มีเจตนา ไม่มีสัญญาไปกำหนดรู้เสียงที่เข้าหูมา สัญญาไปกำหนดรู้ทางตาหรือเรื่องราวอื่น เสียงดังอย่างไรก็ไม่ได้ยิน เราไม่ได้หูหนวก สัญญาไม่รับ เจตนาก็ไม่เกิด ก็เหมือนผัสสะดับ ทั้งที่มีผัสสะ แต่ผัสสะดับ มันไม่ได้ทำงานอะไรกับเราก็ไม่เกิดวิญญาณใด ๆ ตอนแรกมันเป็นตักกะ วิตักกะที่มันมีกามวิตกหรือมีกามสังกัปปะ หรือพยาบาทวิตกหรือพยาบาทสังกัปปะ เราก็ต้องจัดการให้กามหรือพยาบาทออกให้หมด แล้ววิตักกะ ก็กลายเป็นวิจาร หรือเป็นวิตักกะ ที่หมดกิเลสแล้ว