580615_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๕ (ศีลของพุทธ).doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์37 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580615_ธรรมาธรรมะสงคราม มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๕ (ศีลของพุทธ)

พ่อครูว่า...วัน จันทร์ ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ แรม ๑๔ ค่ำเดือนเจ็ด(๗)ปีมะแม กลางเดือนมิ.ย.แล้ว อาตมาก็ ๘๑ ปี กับอีก ๑๐ วันแล้ว ยาวไปวันเวลาแต่เราก็ไม่ยอมแก่ คนที่จะมาฟังก็แล้วแต่ ไม่มีปัญหา อาตมาจะขยันบรรยายไป เพราะอาตมามีหน้าที่จะให้ ให้ไปเสียไป เท่ากับเราได้มา แน่นอน อาตมามั่นใจว่าเป็นส่ิงจริงน่าให้ด้วย น่าแจก เป็นสิ่งวิเศษสุด อันอื่นไม่เท่าอันนี้ เท่าที่อาตมามีอาริยทรัพย์มาแจก จะขยันแจกไปใครไม่เอาก็แล้วแต่

ในชีวิตกว่าจะตายไม่มีอะไรดีกว่าอันนี้แล้ว ตอนนี้เราเอามหาจัตตรีสกสูตร อาตมาถือว่าเป็นสูตรสำคัญสุด ยิ่งตอนนี้เขาหลงผิดกัน เลอะ เห็นผิดว่าถูก ยึดกันจนสนิทเนียน ว่าการทำสมาธิ ซึ่งไม่ใช่สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิทั่วไป เป็นเช่นนั้นมาตลอด มันไม่เข้าเรื่อง อาตมาก็เลยยืนยันอีกว่า มหาจัตตารีสกสูตรเป็นสิ่งที่เป็นสัมมาสมาธิ ที่เป็นมรรค ๗ องค์สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ เป็นทางนี้ทางเดียว เอเสวมัคโค นัตถัญโญ ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ทางอื่นไม่ใช่ทาง ไม่มี มีทางเดียว

วันนี้ก็ไปเจอคอลัมน์ สมาธิชาวบ้าน ก็จะนำมาวิจัยวิจาร ไม่ได้นำมาพูดเพื่อเถียงนะ แต่เป็นการศึกษากัน คอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: การนำพลังจิตมาใช้ประโยชน์ให้รู้ธรรมเห็นธรรม หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- อาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2558 อ.บูรพา ผดุงไทย พลังจิต คือความคิดที่มีพลัง การอบรมจิตคือ การอบรมให้จิตมีพลังเบื้องต้น เกิดเป็นพลัง จิตที่เป็นไปตามความคิด เหมือนการเล่นกล้ามฝึกฝนร่างกาย ก็จะมีพลังกายที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ได้ พลังจิตที่มีความ แข็งแรง ก็จะเกิดเป็นพลังความคิดที่สามารถสั่งให้จิตตามความคิดได้ เช่น มีคนหันหน้าอยู่ เราก็สามารถส่งจิตให้คนคนนั้นหันหลังกลับมาหาเราได้ ห

อ่านต่อ

รือสามารถที่จะคิดให้คนที่อยู่ในที่ไกลๆ ติดต่อมาหาเราก็ได้ นี่คือผลของอำนาจพลังจิต การที่เราอบรมสมาธิก็เพื่อให้พัฒนาจิตนี้มีพลัง แต่พลังจิตจะถูกกั้นขวางด้วยกิเลสโลกได้เช่นกัน เมื่อฝึกใช้พลังจิตไปเรื่อยๆ มันจะมีผลที่เป็นคุณวิเศษ เมื่อใช้ไปมากๆ เข้า ผู้ใช้ก็จะเกิดกิเลสโลก ซึ่งตัวกิเลสโลกนี้มันจะรายล้อมจิตเราอยู่ เมื่อเราถูกกิเลสนี้ครอบงำ ก็จะเริ่มเอาพลังจิตนี้ไปสนองกิเลสที่รายล้อมจิตเราตามกิเลสของแต่ละคน อยากถูกหวยก็ไปนั่งเพ่งตัวเลขให้ถูกหวยเพื่อให้ได้เงิน อยากรู้อดีต อยากรู้อนาคต ก็นำพลังจิตไปพยากรณ์ในเรื่องต่างๆ เมื่อคนได้พลังจิต แล้วใช้พลังจิตนี้ไปในทางกิเลส โลกบ่อยๆ เข้า มันก็จะติดสุข สุขจากลาภสักการะ จากเกียรติยศชื่อเสียง ยิ่งทำให้ห่างไกลจากพระนิพพาน กู่ไม่กลับ เพราะคนที่มีพลังแล้วเหมือนมีทรัพย์สิน มียศถาบรรดาศักดิ์มากๆ เขาวางตรงนี้ไม่ได้ วางยากเพราะติดสุข เหมือนมีเพชร มีทองอยู่ในมือ แล้วมีคนบอกให้โยนทิ้ง มันก็ทำยาก เมื่อคนหลงรสชาติของกิเลส สนองความต้องการแล้วนั้นก็วางยากเช่นกัน ไม่สามารถรู้ธรรม เห็นธรรมได้ เหมือนนั่งเรือข้ามฝั่งแม่น้ำ เมื่อถึงฝั่งแล้วยังไม่ยอมทิ้งเรือ ก็ไม่สามารถไปต่อได้ จะแบกเรือไปด้วยก็ไปไม่ได้ไกล (อันนี้ไม่เหมือนของพระพุทธเจ้าที่ยิ่งทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้านี้จิตจะยิ่งว่างๆๆ ยิ่งทำได้เท่าไหร่จิตยิ่งบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นๆ ไม่ใช่เหมือนเรือข้ามฟาก ไม่ใช่ เรือข้ามฟากของพระพุทธเจ้าคือบุญ คือเครื่องกำจัดกิเลส พอกำจัดกิเลสได้ก็หมดบุญหมดเครื่องมือ ถ้าหมดบุญแล้วหมดกิเลสเกลี้ยง ไม่ต้องใช้เรืออะไรเลย มันหายไปด้วยกัน เป็นการสมมุติที่มีแต่ตรรกะไม่ถูกสภาวธรรม)

ยกเว้นแต่คนที่ ฝึกพลังจิตนั้นจะปฏิบัติธรรมควบคู่กันไป และรู้เท่าทันพลังพิเศษเป็นระยะๆ ไป ก็จะไม่หลงโลก รู้จักใช้พลังที่ได้มาให้เกิดเป็นอำนาจจิตเพื่อการหลุดพ้น ให้เป็นพลังในการปฏิบัติต่อไป ไม่ติดยึดหลงอยู่ในฤทธิ์ว่าฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก และปล่อยวางในที่สุด ก็จะสามารถรู้ธรรม เห็นธรรม และถึงนิพพานได้ เมื่อรู้ธรรม เห็นธรรมแล้ว จะนำฤทธิ์นั้นมาสร้างศรัทธา เพื่อนำคนมาปฏิบัติให้รู้ธรรม เห็นธรรมก็ได้เช่นกัน แต่ต้องไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนตน นำคนปฏิบัติธรรมอบรมจิตให้เข้าไปรู้ธรรม เห็น ธรรมเช่นเดียวกับเรา ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหนก็ตาม การ ปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงสมาธิด้วยการหายใจก็ดี ด้วยการภาวนาก็ดี ด้วยการเพ่งกสิณต่างๆ ก็ดี เมื่อถึงธรรมแล้วก็จะรู้เท่ากันหมด แต่ถ้าเราเกิดความหลง เราก็จะคิดว่าวิธีการที่เราฝึกนี้มันถูกกว่า ดีกว่าวิธีการอื่น ด้วยความเข้าใจผิด เราเลยหลงคิดว่าวิธีการที่เราฝึกอยู่นี้กลายเป็นของวิเศษไป แม้ กระทั่งสำนักที่สอนภาวนา คำภาวนาต่างๆ ยังกลายเป็นของวิเศษกว่ากัน เพราะความเข้าใจผิดคิดว่าช่องทางที่ตัวเองฝึกไปถึงสมาธินั้นวิเศษกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการถึงสมาธิเท่านั้นเอง ซึ่งช่องทางนี้มีหลายช่องทาง แต่เมื่อถึงสมาธิแล้วมันเท่ากันหมด แต่ ทุกวันนี้เราติดอยู่แค่ช่องทางที่จะไปถึงเท่านั้น มีความหลงในวิธีการที่จะไปถึงสมาธิว่า สิ่งนั้นดีสิ่งนั้นวิเศษไปกว่ากัน แต่ถึงสมาธิแล้วจะใช้สมาธิอย่างไรให้เข้าถึงธรรม ที่เป็นปัญญาพระนิพพานนั้นยังอีกไกล ยังไม่ไปถึงว่าจะใช้สมาธิที่ได้นั้นอย่างไร เมื่อจิตเดิมแท้รู้จักคำว่ารู้ต่างๆ แล้วสามารถที่จะพัฒนาไปสู่พระนิพพานซึ่งเป็นที่สุดของการปฏิบัติได้อย่างไร ถ้า ยังมัวแต่เถียงกันเรื่องวิธีทางปฏิบัติสมาธิ ก็จะไม่สามารถเข้าไปพัฒนาถึงธรรมะที่ซับซ้อนกว่า เพราะมัวไปปรุงแต่งจิตกับคุณวิเศษของวิธีการนั้นก่อนที่จะไปถึงสมาธิ จนเกิดเป็นอัตตายึดมั่นว่าเราดีกว่า วิเศษกว่า สร้างอัตตามาปิดช่องวิธีการที่จะทำให้เราไปถึงธรรม เกิดหลงทางเป็นปัญญาที่ไม่ถูกต้อง ไม่ว่าใครจะปฏิบัติด้วยช่องทางใด วิธีการใดแล้ว เมื่อถึงพระนิพพานย่อมรู้เท่าถึงกันหมด เหมือนคนเดิน ทางไปเชียงใหม่ ไม่ว่าจะดินทางไปด้วยวิธีการใด จะขับรถ ขี่ม้า นั่งเครื่องบิน หรือเดินไป เมื่อถึงเชียงใหม่แล้วก็ถึงที่เดียวเหมือนกันหมดไม่ต่างกัน ต่างกันแต่เพียงตอนที่เดินทางเท่านั้น ผู้ที่ถึงธรรมแล้วไม่เคยมีใครมาเถียงกันเรื่องธรรม มีแต่คนที่เถียงกันเท่านั้นที่ยังไม่ถึงธรรม สมาธิไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่เราเข้าใจว่าเรามีกายมีใจจริงๆ กายเราก็รู้จักดีอยู่แล้วตามกลไกของมัน แต่ใจเราหรือความคิดในจิตใจของเรานั้นต้องอบรมมัน อบรมจิตให้แยกความคิดออกจากจิต ให้จิตดวงนี้พ้นจากอำนาจความคิดที่ครอบงำซึ่งเป็นสมมติบัญญัติ เป็นจิตอิสระ คือจิตเดิมแท้ ต้องแยกธาตุรู้จากกลุ่มสมมติบัญญัติ เป็นสมาธิ เมื่อจิตเดิมแท้พ้นจากอำนาจการครอบงำทางความคิดแล้วก็จะเกิดปัญญา ซึ่งเป็นความรู้อย่างใหม่ขึ้น เรียกว่าปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริง รู้แจ้งแทงตลอด เป็นธรรมะในขั้นภูมิวิปัสlนา เป็นภูมิธรรมที่บริสุทธิ์ ไม่ถูกครอบงำทางความคิด รู้จริงเรื่องโลก เรื่องธรรม เมื่อถึงธรรมแล้วก็รู้เท่ากันหมด การปฏิบัติธรรมในทุกยุคทุกสมัยก็ อบรมจิตกันแบบนี้หมด เพียงแต่ว่าผู้ที่ถูกอบรมจิตนั้นจะโชคดี ที่จิตได้รู้ความจริงหรือไม่รู้เท่านั้นเอง การปฏิบัติต่างๆ นั้นไม่มีการปิดกันทั้งวิธีการและสถานที่ ถ้าการปฏิบัตินั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อรู้ธรรมเห็นธรรมแล้วล้วนดีเหมือนกันหมด เมื่อไรที่อวิชชาหมดสิ้นไปจากใจเรา และปล่อยความเป็นเจ้าของไปได้ เราก็จะหลุดพ้นจากอำนาจการเกิดที่เป็นภพชาติต่างๆ เราก็จะถึงนิพพานซึ่งเป็นนิพพานในโลกุตรภูมิได้ในที่สุด.

พ่อครูว่า...ที่นำมาวิจัยไม่ได้โกรธเกลียดกันนะ แต่สงสาร ที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ก็นำเอาจากพระไตรฯมาอธิบาย แล้วก็ไปยึดมั่นถือมั่นในศีลพรตที่ตนยึด โดยเฉพาะอาตมาไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีครูบาอาจารย์อีก เขายิ่งปฏิเสธ แต่อาตมาก็จำเป็น เพราะอาตมาเป็นสยังอภิญญา ตามมหาจัตตารีสกสูตร เขาอธิบายอย่างตรรกะ แต่ของอาตมามันมีปฏิจจสมุปบาทของมันจริงๆ เลยเหตุผล แต่ก็เป็นเหตุเป็นผล ทุกอย่างมาแต่เหตุ แต่เป็นเหตุที่ไม่ใช่สมมุติสัจจะ

เช่นอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร อาตมาก็อธิบายเหตุ สังขารคือการปรุงแต่งทำให้เกิดอวิชชา ถ้าไม่รู้สังขาร สังขารก็มีอวิชชาเป็นปัจจัย ให้บานเป็นสังขารโลกไป แล้วจะรู้อาการของสังขารได้อย่างไร

สังขารก็มี กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร มันเป็นกิริยาของการปรุงแต่งแล้ว ปรับปรุง จัดการ มาเป็นสภาพ องค์ประชุมของรูป/นามที่ปรุงแต่งในสังขาร ถ้าไม่ชัดเจนว่า รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ มี ๒๘ ขั้นตอน ตั้งแต่มหาภูตรูป ๔ แล้วมี อุปาทายรูปอีก ๒๔ มันถูกรู้ก็เป็น ธรรมะสอง มีอิตถีภาวะและปุริสภาวะ เราจะทำอย่างไรให้เลิกอิตถีภาวะ ทำให้เป็นหนึ่งให้ได้ ทำอย่างไร หนึ่งดาวเขาเขียนถามมาว่า วิธีการทำ"โยนิโสมนสิการ"ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนจิตให้มีกำลังเมื่อขณะกระทบสัมผัสนั้นๆให้เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาทำอย่างไรภาวรูป2จึงจะเป็นปุริสสินทรีย์คะ ซึ่งมันไม่ใช่ตรรกะ แต่มันต้องมีปัญญาเห็นอาการ แยกรูป แยกนามออก นามธรรมเราเป็นอิตถีภาวะก็ทำให้เป็นปุริสภาวะก็ของเราเอง แล้วจะเห็นความจริงตามความเป็นจริง ที่อธิบายนี่ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก ในดิน น้ำ ไฟ ลม ก็เป็นสิ่งที่ต้องอยู่ร่วมกัน มันจึงจะเป็นความจริง ถ้าไม่มีก็เป็นแต่ความจำ ไม่มีความจริง ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง ส่วนจำก็ต้องจำส่ิงที่เป็นความจริง จริงๆๆก็อยู่กับปัจจุบันเท่านั้น ผ่านปัจจุบันก็มีเหลือแต่ความจำ แต่ความจำก็ไปฟุ้งคิดใหม่แล้วนึกว่าเป็นจริงด้วย นึกว่าเราระลึกชาติได้ที่จริงตนฟุ้งซ่าน สร้างเป็นนรกสวรรค์อะไรมากมาย ไปกันใหญ่

เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ความจริง เป็นเรื่องคิดฝัน นรกคือทุกข์ สวรรค์คือสุข สัมผัสได้ในเดี๋ยวนี้ เช่นสัมผัสอบาย มันเกิดอาการอย่างนี้ ได้สมใจก็สวรรค์ไม่ได้สมใจก็นรก นี่ต้องของจริงสัมผัสปัจจุบันหลัดๆ หากทำได้ตอนนี้ก็บรรลุเดี๋ยวนี้ แล้วก็จะจำได้ ถ้าจะระลึกเอาก็ระลึกจากความจริง ไม่ใช่ไปสร้างเอาใหม่

คุณจะรู้เหตุ นิทาน สมุทัยปัจจัยว่า หมดนรกสวรรค์อย่างไร คุณทำมาเองก็จะมีเรื่องราวของคุณ สมบูรณ์แบบ คุณจะจำได้อย่างมีเหตุมีผล ไม่ใช่ตรรกะ แต่เป็นเหตุผลของความจริงมีเรื่องราวเกิดครบครัน ฟังดีๆชัดๆ ว่าต่างจากพวกนั่งเพ้อฝันเอง อย่างนั้นมันไม่มีใครรับรองได้

อย่างอาตมาเอาแต่ความจำมาพูด เขาก็เลยว่าไม่จริง ต้องได้นั่งสมาธิอย่างเขาสิ แต่อาตมาก็เคยนั่งมาได้อย่างเขา จะไปนรกสวรรค์เก๊แบบเขาก็ไปมาหมดแล้ว สัตว์นรก เทวดา พรหม อรูปพรหมก็ได้แล้ว นารายณ์ หรือศิวะก็คบมาแล้ว อะไรเลอะเทอะก็เป็นมาแล้ว ตอนเข้าทรงพระนารายณ์จะมีท่าที่ออกมาเลย แต่เดี๋ยวนี้ศึกษาของพระพุทธเจ้าแล้วก็พบว่าอย่างนั้นหลงเลอะเทอะ ส่ิงที่อาตมาผ่านมาไม่ใช่แต่ชาติก่อนที่พ้นแล้วแต่ชาตินี้ต้องมามีเหตุ นิทาน สมุทัยปัจจัย ก็ไปถามเพื่อนฝูงที่เคยเรียนมาทำกันมาด้วยกันก็จะยืนยันได้ว่าเราเล่น เรารู้ทั้งสองอย่าง อย่างที่เขาพูดกันอาตมาเล่นมาหมด แม้ในทางวิทยาศาสตร์ของสำนักค้นคว้าทางจิต หมอจรูญ หมอวิเชียร อาตมาก็ไปคลุกคลีด้วย เราได้พูดถึง..สัมมาทิฏฐิ- เมื่อปฏิบัติเป็นสัมมาปฏิบัติจึงจะเกิดผลเป็นสัมมาผล ที่เจริญอธิจิตสิกขาเข้าข่ายสัมมาสมาธิ แล้วจึงจะได้สัมมานิโรธ ซึ่งต้องมาจากวิชชาจรณสัมปันโนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วิชชาจรณสัมปันโนนี้ก็คือ สุดยอดแห่งความรู้อันประเสริฐในความเป็นมนุษย์(วิชชา) และสุดยอดแห่งความประพฤติอันประเสริฐในความเป็นมนุษย์(จรณะ) ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงค้นพบ และทรงบรรลุความจริงของผลธรรมนั้นๆชนิดที่มีของจริงปรากฏและมีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงธรรมะนั้นมาตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุดแห่งที่สุดได้แล้วถึงพร้อมแล้ว(สัมปันโน)อย่างสัมบูรณ์ ผู้เขียนได้เอาพระวจนะมากมาย จากพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัส แม้แต่ที่พระเถรเจ้าในพุทธสมัยได้พูดไว้ มายืนยันทั้งได้อธิบายว่า การบรรลุฌานหรือสมาธิแบบพุทธที่ถูกต้องถ่องแท้ เป็นสัมมาทิฏฐิของพุทธธรรมที่เกิดพุทธคุณกันจริงๆนั้น คืออย่างไร ก็ได้สาธยายไปมากมาย และที่ว่า จรณะ ๑๕ วิชชา ๘ตามที่พระธรรมคำสอนนั้น คือ การปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ทุกสูตร ทั้ง ๑๓ สูตรในพระไตรปิฎกเล่มนี้ โดยเฉพาะสูตรที่ยืนยันว่า เป็นสามัญญผล ซึ่งคือไตรสิกขาที่จะเกิดผลเป็นสัมมาสมาธิอันเป็นอาริยะทีเดียว ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ตั้งแต่ข้อ ๒๕๒ ถึง ๒๘๑ ยืนยันชัดที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ทุกสูตรด้วย คือ โครงสร้างของการปฏิบัติของศีล-สมาธิ-ปัญญาที่ครบครันชัดเจนยิ่ง ว่า เป็นผลธรรมอันเป็นอาริยะ โดยเฉพาะ ศีลอันเป็นหลักสำคัญของการปฏิบัติธรรมของแต่ละคนทุกคนตามแต่ละฐานะ เท่าที่ตนมีบารมี แต่การปฏิบัติต้องเริ่มที่ต่ำสุดก็คือศีล ๕ ข้อนี้เอง เป็นศีลพื้นฐานขั้นต้นของทุกคน ไม่ว่านักบวชหรือเป็นฆราวาสที่จะพึงปฏิบัติ ก็คือศีล ๕ ข้อต้องปฏิบัติตั้งแต่ต้นทุกคน ไม่มีศีลกำหนดผลสมาธิแต่ละขั้น ไม่ใช่พุทธ ผู้มีผลอธิจิต-อธิปัญญาเพียงพอ จึงจะเพิ่มอธิศีลเป็นศีล ๘ แล้วจึงจะก้าวต่อไปศีล ๑๐ แล้วจึงไล่ไปตามศีลโอวาทปาฏิโมกข์ คือ จุลศีล ๒๖ มัชฌิมศีล ๑๐ ซึ่งศีล ๕ก็ดี ศีล ๘ก็ดี ศีล ๑๐ก็ดี ก็อยู่ในจุลศีล ๒๖ ข้อนั่นแหละ ผู้ปฏิบัติพึงเพิ่มขึ้นๆไปตามบารมีของตน จนกว่าจะครบศีล ๒๖ ข้อ แต่ละคนก็พึงทำของตนๆ ถ้าผู้ใดมีบารมีบรรลุธรรมในศีล ๕มาแต่ปางก่อนแล้วจริง แม้จะมาปฏิบัติศีล ๕ ตอนนี้ชาตินี้ ก็จะไม่ยากเลย จะทำได้ง่าย จะสอบผ่านได้อย่างเร็วไปตามบารมีเองแหละ ไม่ต้องไปหลงถือตนว่าตนบวชเป็นภิกษุแล้วก็ไม่ต้องปฏิบัติศีล ๕-ศีล ๘-ศีล ๑๐เพราะตนมีศีล ๒๒๗แล้ว ไม่ต้องปฏิบัติศีล ๕ ..อย่าไปคิดเห็นเช่นนั้น นั่นมันถือดี แม้จะเป็นภิกษุก็เริ่มปฏิบัติศีล ๕ นี้แหละทุกคน และที่สำคัญต้องสัมมาทิฏฐิในวิธีปฏิบัติ ศีลจึงจะพาบรรลุสมาธิ-ปัญญา-วิมุตติไปตามขั้นตอนมีลำดับลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล จากหยาบไปกลางไปสู่ละเอียด จากขั้นต้นไปขั้นกลาง ไปสู่ขั้นปลายได้บริบูรณ์ ๒๒๗ นั่นมันวินัยไม่ใช่ศีล วินัยเป็นกฏหมายอาญา มีบทกำหนดโทษบทลงโทษ วินัยเป็นหลักเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาเพราะมีคนทำผิดแล้วพระศาสดาจึงบัญญัติขึ้นมาทีหลัง ซึ่งเป็นข้อห้ามข้อบังคับ จึงต่ำศักดิ์กว่าศีล แต่จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีลนี้คือศีลโอวาทปาฏิโมกข์ตัวแท้ ไม่ใช่หมายเอาแค่วินัย ๒๒๗ที่ใช้สวดทบทวนกันสำหรับสงฆ์ทุกปักษ์เท่านั้นเป็นโอวาทปาฏิโมกข์ วินัย ๒๒๗ นั้นเป็นโอวาทปาฏิโมกข์ชั้นรอง บัญญัติขึ้นทีหลังศีล เป็นกฏหมายลูก เป็นกฏหมายอาญา ที่ต้องมีบทลงโทษ ภิกษุทั้งหลายจึงกลัววินัยมากกว่าจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล เลยเคร่งกันอยู่แต่วินัย ซึ่งศีลนั้นมีศักดิ์สูงกว่าวินัย โดยเฉพาะมหาศีล ๗ ภิกษุจะต้องปฏิบัติยืนยันว่า นี้คือศาสนาพุทธ ไม่งั้นก็เป็นเดียรถีย์ เพราะจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีลนี้เป็นโอวาทปาฏิโมกข์ที่เกิดมาเป็นแม่บทคือศีลธรรมนูญที่จะต้องปฏิบัติทั้งประโยชน์ตนก็จุลศีล ๒๖เริ่มจาก ๕ ข้อ แล้วจึงเพิ่มอธิศีลไปตามลำดับ ทั้งประโยชน์ศาสนาโดยรวมก็มหาศีล ๗ทุกข้อ ถึงจะพาให้บรรลุเป็นผู้ไม่ทำบาปทั้งปวง, ทำแต่ดีให้ถึงพร้อม, โดยทำจิตในจิตสำเร็จสะอาดผ่องใสได้จริง จุลศีล ๒๖ ข้อคือ หลักปฏิบัติเพื่อผลที่เป็นประโยชน์ตนตั้งแต่ขั้นต้นถึงขั้นปลาย และมัชฌิมศีล ๑๐ ข้อนั้นก็ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สัมพันธ์กับสังคมยิ่งขึ้น เป็นอธิศีลละเอียดที่ขยายสูงขึ้นๆในการปฏิบัติ ส่วนมหาศีล ๗ ข้อนั้นเป็นศีลหลักใหญ่ของศาสนาพุทธ ซึ่งสงฆ์ในศาสนาพุทธทั้งหมด ภิกษุทุกรูปต้องปฏิบัติไม่ละเมิดมหาศีล ๗นี้ เพราะเป็นเครื่องชี้บ่งสำคัญยิ่งว่า พุทธศาสนาเป็น อเทวนิยมเช่นนี้ๆนะ! พระพุทธเจ้าทรงประกาศยืนยันศาสนาของพระองค์ว่าไม่เอาความเป็นเดรัจฉาวิชา อย่างที่ลัทธิอื่นเขามีเขาเป็นนั้นนะ จึงตราธรรมนูญมหาศีล ๗นี้ให้รู้ว่า แบบนี้คือพุทธ เนื่องจากศาสนาหรือลัทธิแบบเทวนิยมนั้นยังลึกลับ ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นเทวะเป็นเทวดาเป็นเทพเจ้าชนิดที่สัมผัสวิญญาณหรือพระวิญญาณกันจริงๆ ส่วนพุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาที่มีลัทธิแบบอเทวนิยม เพราะจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นเทวะเป็นเทวดาเป็นเทพเจ้าที่เป็นสมมุติเทพ ทั้งที่เป็นอุบัติเทพ ทั้งที่เป็นวิสุทธิเทพ(พรหม)อย่างไม่ลึกลับ(อรหะ)แล้ว นั่นคือ ความไม่ลึกลับในความเป็นอัตตา เข้าถึง อรหัตตาหรืออรหัตตผลได้แท้ โดยรู้จักรู้แจ้งรู้จริงเทวดา-มาร-พรหมอย่างแจ่มแจ้งแทงทะลุ(ปฏิเวธธรรม)ทั้งอาตมัน-ปรมาตมัน(อัตตา-บรมอัตตา) และบรรลุผลจริง เพราะได้ศึกษาจนประจักษ์ความเป็นโอฬาริกอัตตา(อาตมันหรือตัวตนอย่างหยาบที่เกี่ยวกับภายนอก) มโนมยอัตตา(อาตมันหรือตัวตนทั้งภายนอกภายในใจทั้งหลายอย่างละเอียด) อรูปอัตตา(อาตมันหรือตัวตนขั้นอรูป) และบรรลุหลุดพ้นความเป็นอัตตาหรืออาตมันทั้งหมดอย่างประจักษ์สิทธิ์ ว่า อัตตา ปรมาตมัน คืออะไรกันแท้ จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า อาตมัน-อัตตา- วิญญาณหรือจะเรียกกันว่าพระเจ้าก็ดี จะใช้อะไรเป็นสื่อเพื่อติดต่อนั้น ไม่จำเป็นเลย ถึงจะใช้ ก็ไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอาตมัน-อัตตา-วิญญาณ-พระเจ้าได้แท้ ไม่ว่าจะใช้น้ำเป็นสื่อ(สิญจนยัญ) เป็นต้นว่า อาศัยน้ำเป็นสื่อให้ถึงเทวดา ถึงพระเจ้า ด้วยการใช้น้ำเป็นสื่อ จะด้วยการหลั่งน้ำ รดน้ำ พรมน้ำ พ่นน้ำ อาบน้ำ แช่น้ำ เสกน้ำ หยาดน้ำ ด้วยการพ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ จะสวดมนต์แถมอีกอย่างไรก็ไม่มีทางถึงได้ การใช้น้ำเป็นสื่อ(สัญจนยัญ)จึงไม่มีในศาสนาพุทธของพระองค์ แต่ในพุทธศาสนาทุกวันนี้เป็นเดียรถีย์กันไปหมด ซ้ำหลงว่าศาสนาต้องมี ถ้าไม่มีเสียอีกหาว่าไม่ใช่พุทธ หรือการใช้ไฟเป็นสื่อ(อัคคียัญ) เป็นต้นว่าอาศัยไฟที่มีเปลวเป็นสื่อให้ถึงเทวดา ถึงพระเจ้า ด้วยการใช้ไฟเป็นสื่อ จะด้วยการจุดไฟบูชา ไม่ว่าจุดเป็นเปลว เช่น ทำให้ไฟเป็นเปลว ด้วยการใช้น้ำมัน ด้วยการใช้เนย ก็ไม่มีทางถึงเทวดา ถึงพระเจ้า แต่พุทธยุคนี้ใช้เทียน ถึงขั้นใช้ไฟฟ้ามีเปลวในหลอดเลย หรือไม่ว่าจะจุดให้เป็นควัน ด้วยการซัดแกลบเข้าไปในไฟให้เกิดควัน ด้วยการซัดรำเข้าไปในไฟให้เกิดควัน ด้วยการซัดข้าวสารเข้าไปในไฟให้เกิดควันเพื่อสื่อถึงเทวดา ถึงพระเจ้า พุทธเป็นอเทวนิยม ไม่ทำ แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ได้ประยุกต์กันมาเป็นการจุดธูปเกิดควัน มีกันเป็นสามัญเป็นจารีตเลย ถือว่าต้องมีด้วย จึงจะเป็น ศาสนา ถ้าไม่มีเสียอีกหาว่าไม่ใช่พุทธ ไปโน่น ข้ออื่นๆอีกที่เป็นเดรัจฉานวิชาเพื่อสื่อไปถึงอะไรที่ลึกลับ ซึ่งส่วนมากก็นึกว่าถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จะบันดลบันดาลให้แก่ชีวิตตนได้ ซึ่งพุทธไม่ใช่ลัทธิแบบนั้นเลย พระพุทธเจ้าให้เว้นขาด(เวรมณี)เดรัจฉานวิชาด้วยซ้ำ ตามศีลที่บัญญัติไว้ยืนยันชัดเจนยิ่ง แต่พุทธยุคนี้ ศีลที่ว่านี้มีกันมั้ยล่ะ! ศาสนสาพุทธเป็นศาสนาที่พระพุทธเจ้าให้พึ่งตน หรือมีตนเป็นที่พึ่ง อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน ไม่ใช่ไปพึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งไม่อยู่ในความจริงที่เป็นความรู้และความสามารถของเราเอง ใครจะเป็นพุทธหรือไม่ใช่พุทธก็อยู่ตรงมหาศีล ๗ นี้จะเห็นได้อย่างสำคัญ เพราะศาสนาพุทธไม่มีการประพฤติตามที่เดียรถีย์(ติตฺถิยะ)เขามีกัน ใครประพฤติคือนอกพุทธ เดียรถีย์ก็คือ ลัทธิอื่นเขาต่างก็ปฏิบัติไปแบบเทวนิยม ซึ่งใช้เดรัจฉานวิชากันอยู่ ตามศีลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้ภิกษุ ของพุทธเว้นขาด(เวรมณี)นี้แล พุทธจึงแตกต่างจากเดียรถีย์ เห็นได้ตามศีลนี้เอง ดังนั้น ภิกษุพุทธที่ทำเดรัจฉานวิชาอยู่จึงเป็นเดียรถีย์ เป็นนักบวชนอกพุทธศาสนา แม้จะนุ่งห่มจีวรอยู่ในหมู่ภิกษุ แต่ประพฤติละเมิดตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เช่นอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ... ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ... ทำพิธีบนบาน สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน บวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ... ฯลฯ ขออภัยอย่างหลวงพ่อคูณเป็นต้น ศาสนาพุทธยุคนี้มันได้กลายกลับไปเป็น เทวนิยมกันจนสนิทเนียนมากแล้ว แทบ ไม่เหลือความเป็นพุทธกันเลย ปานนั้นจริงๆ เพราะไม่มีศีล ซึ่งเป็นศีลธรรมนูญ แท้ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงกำชับว่า แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ศีลต่างจากวินัย วินัยซึ่งยึดถือกันว่า มี ๒๒๗ ข้อ ส่วนศีลธรรมนูญของพุทธนั้นคือ จุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล ที่ภิกษุของศาสนาพุทธต้องยึดถือกันให้ได้ทุกยุคทุกสมัยจึงจะชื่อว่าพุทธ หากไม่ถือจุลศีล-มัชฌิมศีล-มหาศีล ก็ไม่มีศีล มีแต่วินัย เมื่อศาสนาพุทธไม่มีศีลกันแล้ว ก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะศีลของศาสนาใดก็เป็นเครื่องกำหนดความเป็นศาสนานั้น ขออภัยอย่างมากที่สาธยายมาถึงขนาดนี้ ล้วนเป็นความรู้ เป็นวิชาการ ไม่ใช่คำส่อเสียด หรือไม่ใช่คำตู่ที่จะไปจาบจ้วงละลาบละล้วงอื่นใด แต่เป็นความรู้ความเห็นที่ผู้เขียนว่าไปตามที่มั่นใจว่าควรทบทวนสัจธรรมของพุทธกันบ้าง ว่า ถึงวันนี้แล้ว มันยังเป็นไปตามพระอนุสาสนีของพระศาสดาอยู่หรือไม่...?? แม้จะเป็นภิกษุแล้ว มีวินัย ๒๒๗ ข้อ ก็ต้องเคร่งครัดในวินัย เพราะเป็นศีลอาชญาคือหลักเกณฑ์ที่มีบทลงโทษ และต้องปฏิบัติไปตามศีลหลักใหญ่ของหมู่คือมหาศีล ๗ ถ้าผู้มีสัมมาทิฏฐิ ๑๐เป็นประธาน และมีสัมมาวายามะ กับสัมมาสติห้อมล้อมสัมมาทิฏฐิประพฤติปฏิบัติไปกับทิฏฐิที่เป็นประธาน ผลก็จะได้ตามสัมมาปฏิบัติก็จะเกิดอธิศีล-อธิจิต(สมาธิ)-อธิปัญญาไปตามลำดับ อย่างเป็นปฏิสัมพัทธ์มีมรรคผล เมื่อเช้านี้เทวดามาคุยเรื่องว่า เทวดามีกี่แบบ ๑.เทวดาในโลกอบาย(เป็นสุขที่ชั่ว) ๒.เทวดาเสพรสกามคุณ ๕ ๓.เทวดาเสพโลกธรรม ๘ ๔.เทวดาทำความดี(เสริมอัตตา)สุขใจ ๕.เทวดาที่เป็นสมมุติ จะสมมุติอย่างไรก็ได้แม้ สี่อย่างแรกก็เป็นสมมุติ ๖.เทวดาที่เป็นโลกุตระเริ่มจากอุบัติเทพ เรียนรู้ล้างความคิดยึดในจิตวิญญาณก็อุบัติใหม่ เป็นโสดาฯสกิทาฯอนาคาฯ ๗.เทวดาวิสุทธิเทพ(สูงสุด) คืออรหันต์ ใครเคยเป็นเทวดาอันดับหนึ่งบ้าง...ยกมือหมด ไม่เหลือเลย ใครเคยเป็นเทวดาเสพกามบ้าง...ยกมือหมดเลย....แต่ถามนิดหนึ่งว่า ได้ลดละกันบ้างหรือยัง? ไม่ว่าจะเป็นกามหรือโลกธรรม เราก็รู้ชัดว่าเราปลงวางลดละมา แล้วเทวดาทำความดีแล้วสุขใจ มันก็ยังยึดติดเป็นภพชาติ ถ้าหลงดีก็ยึดติด ไปซัดคนอื่น หยามคนอื่น ข่มคนอื่น เป็นเทวดานักรบ นักเลง อาละวาด มีไหมในพวกเรา เคยเป็นบ้างไหม? เทวดาสมมุติคือ เทวดาข้อ ๑-๔ นั่นแหละ คนที่เสพอบาย เขาไม่รู้หรอกว่าอบาย แต่ว่าเขารู้ว่าเขาชอบเขาหลงติด ทั้งที่ไม่น่าหลงติดในอเวจีนั้นแต่ก็หลงติดได้ พวกเรารู้เทวดาสมมุติแล้วก็ล้างเทวดาเหล่านี้ออกก็มาเป็นเทวดาอุบัติเทพ มันล้วนแต่เป็นสมมุติไม่น่าไปหลงใหลยึดติด เราก็ล้างมาเป็นลำดับๆจนเป็นวิสทธิเทพ ไม่เป็นคนงง สงสัยเรื่องเทวดา แต่ทำตนให้เป็นเทวดาถึงวิสุทธิเทพด้วย ไม่เอาเทวดาชั้นเลว แต่เอาเทวดาชั้นดี เป็นถึงพระเจ้าได้ มี ตรีมูรติ ๑.กรุณาธิคุณ ๒.ปัญญาธิคุณ ๓.บริสุทธิคุณ จะเห็นว่า การปฏิบัติเพื่อให้เกิดฌาน-สมาธิ-นิโรธในทิฏฐิ ๒ แบบนั้นแตกต่างกัน แบบสัมมาทิฏฐิจะเริ่มด้วยแต่ละคนต้องสมาทานศีลเป็นหลักข้อต้น ตามความเหมาะสมสำหรับตนแต่ละคน แล้วจึงจะปฏิบัติด้วยวิธีปฏิบัติที่ไม่ผิด ๓ ข้อ(อปัณณกปฏิปทา) ได้แก่ สำรวมอินทรีย์ ๖ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ที่พระบรมศาสดาของพุทธทรงยืนยันว่า ต้องแบบนี้จึงจะเป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด(อปัณณกปฏิปทา) และปฏิบัติสำรวมอินทรีย์ ๖ ไม่ใช่วิธีหลับตาสะกดจิตเข้าไปในภวังค์แล้วหลงไปสู่การหลบอยู่ในภวังค์และได้นิโรธดำ(กิณหะ) แต่ปฏิบัติในขณะมีโภชเนมัตตัญญุตา ในขณะเคี้ยวกินอาหารอยู่ ก็ปฏิบัติธรรมอยู่ ซึ่งต้องปฏิบัติในขณะมีความระมัดระวัง-ความตื่น(ชาคริยา)มีความรับรู้ทุกทวาร จึงจะเกิดสัมมาฌาน-สัมมาสมาธิและวิชชา-วิมุติของพระพุทธเจ้า หรือด้วยวิธีปฏิบัติมรรค ๗ องค์ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ-สัมมาสังกัปปะ-สัมมาวาจา-สัมมากัมมันตะ-สัมมาอาชีวะ-สัมมาวายามะ-สัมมาสติ ๗ องค์นี้ต่างหากเป็นเหตุ(สอุปนิโส) เป็นองค์ประกอบ(สปริกขาโร)ของการปฏิบัติ จึงจะเกิดสัมมาสมาธิตามพระพุทธวจนะ(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๓) มิใช่หลับตาสะกดจิตเข้าไปๆในภวังค์เป็นเหตุเป็นองค์ประกอบสัมมาสมาธิในทุกวันนี้จึงหาได้ยากแล้ว หรือเกือบจะสูญหายสิ้นซากไปแล้วในความเป็นศาสนาพุทธ พ.ศ. ๒๕๕๘ นี้ เพราะเข้าใจปฏิปทา(วิธีปฏิบัติ)ในการปฏิบัติออกนอกขอบเขตพุทธไป ด้วยประการฉะนี้ ซึ่งผลแบบพุทธนั้นต้องบรรลุถึงขั้นเข้าสู่ภูมิมนุษย์อุตตรกุรุทวีป นักปฏิบัติในทุกวันนี้ก็เข้าใจความเป็นมนุษย์อุตตรกุรุทวีปไม่ได้กันแล้ว กลายเป็นเรื่องลึกลับ พิสดาร มีตัวต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน