580622_ธรรมาธรรมะสงคราม วิทยาศาสตร์ทางนามธรรมของพุทธ ตอน ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580622_ธรรมาธรรมะสงคราม วิทยาศาสตร์ทางนามธรรมของพุทธ ตอน ๒
พ่อครูว่า...วัน จันทร์ที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ ขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๘ ปีมะแม พวกเราจะตั้งใจใส่ใจเรียนกันไป ก็มีกันเท่านี้นะ ได้อย่างนี้สัก ๕ ปี ได้อรหันต์ เอาไหม? เอานะ ก็ตั้งใจ อาตมาจะตั้งใจลองดู อีก ๕ ปีอาตมาก็อายุ ย่าง ๘๗ ปี ไม่มีปัญหา
เรามาต่อกัน เรากำลังเน้นย้ำที่เวทนา ที่เป็นธรรมะสอง แม้แต่อรหันต์แล้วท่านก็มีอาการของความรู้สึก ท่านจบมีมรรคผลแล้ว ท่านถึงขั้นไม่มีแล้วแต่ท่านก็ยังมี ท่านทำให้เป็นเอกได้แล้ว แต่ท่านก็ยังมีสองอยู่ คือมีตัวเราเป็นตัวรู้กับ ตัวถูกรู้คือนาม สภาวะก็ถูกรู้ได้ แม้แต่สัญญา เวทนา แม้แต่วิชชาก็ตาม มันไม่หมดในความเป็นภาวะสองไปได้เลย แต่เราต้องเรียนรู้ทำภาวะ ๑ ให้สำเร็จ
แม้แต่ซ้อนในภาวะ ๑ ที่ทำให้จากอิตถีภาวะ มีพลังงานของเพศหญิง แล้วก็ทำให้เป็นเพศชาย ที่เป็นเอกบุรุษ เป็นหนึ่งแล้วก็ตาม เราก็สามารถทำให้หมดปุงลิงค์(เพศชาย) ไปเป็น นปุงสกลิงค์เป็นไม่มีเพศได้ ถ้าทำให้เป็น ๐ กับปุงลิงค์ได้ ก็คือนิวเคลียส คือมีโปรตอนกับนิวตรอน ตัวนิวตรอนก็เป็น ๐ ส่วนโปรตอนก็เป็น + หรือเป็นเอก เป็นหนึ่ง
แต่จริงๆแล้วใน นิวตรอนมันก็ยังมีภาวะ ๒ ในภาวะ ๒ นี้ ถ้าถูกกระแทกออกมา ก็เป็นพลังงานที่เก็บกักไว้เต็มเลย พลังงานต่างๆจะมารวมที่ต้นตอขั้วใหญ่ที่นิวตรอน ถ้าเป็นพลังงานที่ทะเลากันเหมือนคนก็จะเป็นนิวตรอนไม่ค่อยมีพลัง แต่วัตถุไม่มีการทะเลาะกัน นิวตรอนเลยมีพลังงานสูง ได้ทำเป็นระเบิดนิวเคลียร์เลย
คนก็เช่นกันหากเรียนรู้ตามธรรมะพระพุทธเจ้า เก็บรายละเอียดไป วิธีการพระพุทธเจ้าทำพลังงานตัวเลวหายไป พลังงานไม่ได้หายไปด้วย แต่ภวันติ จากชั่วมาเป็นพลังงานดีแทน ก็จะสะสมแต่พลังงานดีเข้าไปในนิวตรอน จึงมีพลังงานเสริมที่มหาศาล
ทา
อ่านต่อ
งวิทยาศาสตร์ทางโลกก็เรียนเมื่อกระแทบปั๊ป นิวตรอนจะทำงาน ออกมาเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ต่อไปไม่สิ้นสุด ในนั้นก็ยังมีสอง ภาวะที่จับตัวกับการกระจายตัว
การกระจายตัวคือนิวเคลียร์ฟิชชั่น ภาวะกระจายตัวก็คือนิวเคลียร์ฟิวชั่น แล้วพระพุทธเจ้าเรียนรู้ภาวะของจริงทางจิตวิญญาณ อ่านได้จับได้ไม่ได้หายไป ไม่เหมือนพลังงานวัตถุที่หายไปกับบรรยากาศไป แต่พลังงานทางจิตนี่ เมื่อมีตัวอ่านรู้เป็นตัวปัญญา วิปัสสนา แปลว่าเห็นอย่างยิ่ง
ตัวไหนควบคุมได้ก็ดี ตัวไหนคุมไม่ได้ก็ปรับเปลี่ยน ให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เดือดร้อน ได้รสมาก็ให้เรียนรู้ว่าสุขไม่จริง เป็นสุขเท็จ ถ้าเราปล่อยไปมันก็จะเป็นอนุสัยประจำอัตตาเราไป แล้วอาการมันก็พักยก อาการสุขมันก็หายไป หายแล้วยังอยากได้อาการสุขนั้นอีก เพราะมันจำไว้ พยาบาทไว้ว่าจะต้องได้อีกเที่ยว หรือพักยกไว้ เหมือนคนกินอิ่มแล้วไม่อยากกินอีก ต้องพิจารณาของจริงไม่ใช่เหตุผล ตรรกะ ที่อาตมาพูดนี้ พวกเราฟังก็ได้ตรรกะ แต่ต้องไปเห็นด้วยตนเอง แม้ที่สุดหลักของพระพุทธเจ้า ให้เรารู้ว่านี่คือกิเลส ก็ตั้งกฎ ตั้งศีลไว้ว่าไม่ให้มันสมใจ จะสัมผัสกระแทกกระเทือนอย่างไรก็ไม่ให้มัน มันจะดิ้นอย่างไรก็ตาม สุดท้ายมันก็ต้องยอม จะเห็นได้ว่าเอ็งไม่แน่จริงหรอก กิเลสนี่ แม้แต่พวกติดยาที่ยึดแล้วไม่ได้ ประชดตนเองจนขาดใจตายไปก็มี แต่มีน้อยคน
คนเอาจริงปฏิบัติจริงจะเห็นว่ากิเลสมันตาย เราไม่ตายหรอก พวกเราก็ไม่ได้ติดหนักหนาอะไร เช่นจะต้องฆ่าถึงจะสมใจพวกเราไม่ทำแล้ว ต้องสู้ให้ขาดดิ้นก็ยังไม่ชัด ต้องเห็นด้วยปัญญาว่ามันไม่เที่ยง เราไปหลงสุขๆทุกข์ ติ๊งต่อง ปริเทวนาการอยู่ทำไม ต้องทำให้เด็ดขาด เราทำจนเห็นว่ามันไม่ใช่เรา หมดอาการของชีวิตินทรีย์ของกิเลสตัวนั้น ไม่ใช่ดับหยุดไปหมด แต่ทำเฉพาะตัวนี้แหละ ติดมังคุดก็ทำกับมังคุด แต่ไม่ใช่ว่าเราติดอะไรต้องทำทุกตัว แต่มันทำได้อันนี้จะมีพลังงานทำแทนได้ มันกิเลสตระกูลเดียวกัน มีพลังปัญญาที่มีฤทธิ์แรง เป็นญาณของวิปัสสนา หรือปัญญาของวิปัสสนา เป็นไฟฌาน เป็นพลังงานไฟปัญญา มันสามารถที่จะดับไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ หรืออุณหธาตุก็ได้
สรุปแล้ว หนึ่ง ธรรมะจะมีสองเสมอ แม้จบแล้วก็มีสอง คุณจะทำให้เป็นนปุงสกลิงค์ เวลาจะทำงานปรุงแต่งก็มีเป็น ๐ แล้ว คุณจะอนุโลมปรุงแต่งก็ทำได้ หรือจะพักอยู่ ๐ ก็ได้ แล้วธรรมะสองนี่แหละอยู่ที่อาการอารมณ์ของความรู้สึกยึดติด
เวทนามันมีสองในตัวมันเอง หนึ่ง มันรู้ความจริงตามความเป็นจริง เรียกแยกเป็นเวทนาเท่านั้น จริงๆก็คือตัวเดียวกับสัญญาและก็ตัวเดียวกับปัญญา ส้มโอมันลูกเขียวๆผิดขรุขระ มังคุดผิวมันสีม่วงดำ ฟักข้าวสีแดง ใครเห็นก็สัมผัสได้ ใครมีประสาทตาไม่ตาบอดสีก็เห็นเหมือนกันหมด ไม่ว่าชาติไหน นอกจากมีอธิวจนะเรียกต่างกันไป แต่ความเป็นจริงอันเดียวกันหมด เป็นเวทนาแท้ ส่วนเวทนาเทียม เวทนาโกหกที่เป็นเวทนาสุข/ทุกข์ น้ันเป็นเท็จ เช่นอันนี้เราชอบจากอุปาทานมา ถ้าคุณไม่เคยอุปาทานมาก็จะเห็นแล้วเฉยๆ พอคนมาบอกว่ารสดี กลิ่นดี ก็อาจชอบ แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าดีเหมือนที่ตนยึดก็ไม่ชอบ หรือนานไปเขาบอกบ่อยๆหรือสัมผัสบ่อยก็รู้สึกชอบได้ ก็ถูกหลอกให้ยึดเป็นสุขเมื่อได้ ก็เพิ่มขึ้นๆ นานนับอย่าง เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย เกิดได้ด้วยประการฉะนี้
พวกเราต้องอ่านอาการสองนี้ให้ได้ ใครรู้พระพุทธเจ้าเรียกว่ามีโสตทิพย์ เป็นวิชชาข้อที่ ๔ อันหนึ่งเป็นเสียงจริง อันหนึ่งเป็นเสียงปลอมเป็นเวทนาสุขทุกข์ ใครทำได้ก็คือแยกมโนปวิจาร ๑๘ ได้ ที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ เส้นทางแล้วก็มีสุขทุกข์อุเบกขา รวมเป็น ๑๘ พระพุทธเจ้าให้จัดการตัวต้นเหตุคือตัณหา ๖ (ตัณหาทางทวารทั้ง ๖) เราจึงต้องมาอ่านเวทนา ซึ่ง “เวทนา”นี้แหละที่มีความเป็นเวทนา ต่างๆอันต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า อย่างนี้คือเวทนา ๒ อย่างนี้ๆคือเวทนา ๓ อย่างนี้ๆเวทนา ๕ อย่างนี้ๆเวทนา ๖ อย่างนี้ๆเวทนา ๑๘ อย่างนี้ๆเวทนาๆ ๓๖ ถึงที่สุดอย่างนี้ๆเวทนา ๑๐๘ ว่า มันคืออะไร? อย่างไร? ในจิตเรา และสามารถทำกับมัน-จัดการกับมันได้ (อภิสังขารหรือมนสิกโรติ) คือ ให้มันลดละ จางคลายลง(วิราคะ)กระทั่งที่สุดมัน “ดับ”(นิโรธ)
ต้องพิจาณาก็ใช้ แต่พิจารณาคือ เห็นความจริงแล้วตัดสิน ว่าอย่างนี้ไม่เที่ยง อย่างนี้เป็นทุกข์ มันไม่เที่ยงที่มันน้อยลง หรือมันไม่เที่ยงแต่มันเพิ่มขึ้น เมื่อแยกเนกขัมสิตะ กับ เคหสิตะได้จริงๆ ตอนแรกมันก็อาจเคร่งคุม ระมัดระวังคุมแจอยู่ นั่นคืออาการของฌาน ๑ เป็นโทมนัสซ้อนใน มีปีติอยู่ที่เป็นสุขทางเนกขัมมะ เมื่อชำนาญขึ้น เราก็ไม่ไปติดปีติ เพราะถ้าไม่ได้แรงขนาดนี้ก็ไม่ถึงใจที่ติดปีติอีก ไม่เอาถึงอุพเพงคาปีติ แต่ให้มีผรณาปีติ เลี้ยงไว้เล็กน้อย ก็ต้องเข้าใจตั้งแต่ ๑. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) ๒. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) ๓. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) ๔. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ๕. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) (จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค)
ในอนุปุพพิกถา คือธรรมะที่เป็นลำดับ เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่ทานให้สัมมาทิฏฐิ มีศีลที่สัมมาทิฏฐิ จะรู้สัคคะ ว่าสวรรค์คือความลวง จะเกิดอาทีนวญาณ อย่างเห็นของจริงไม่ใช่ของจำ ๑.ทาน การสละ การให้ ๒.ศีล การชำระขัดเกลา ด้วยเจตนางดเว้น ๓.สัคคะ (สวรรค์) . ๔.กามานัง อาทีนวัง โอการัง สังกิเลสัง ๕.โทษของกาม ความต่ำทรามของกาม ความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เนกขัมมะ อานิสัง อานิสงส์การออกจากกาม
แล้วโลกุตระนี้คิดเองไม่ได้ ต้องรับฟังจากผู้เป็นสัตบุรุษที่รู้มาก่อนๆจึงจะได้ ทำให้จนถึงอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน ได้แล้วก็ทำสั่งสมเพิ่มพลังไป ทำให้มากทำให้บ่อยรักษาผลไป เกิดอเนญชาภิสังขาร การทำคืออาเสวนาภาวนา พหุลีกัมมัง ทำอย่างที่เคยได้ผลนี่แหละ ทำให้มากทำให้บ่อย สั่งสมเวทนา ๓๖ ทุกปัจจุบัน ตกผลึกเป็นอดีต ๓๖ เป็นผลที่ได้เป็นต้นทุน เป็นอาริยทรัพย์ ผลอดีต ๓๖ กับผลปัจจุบัน ๓๖ แข็งแรงไม่เปลี่ยนแปลง มันมาอย่างไรก็มั่นใจว่า นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นตถตา
นั่นคือ “จิตนิยาม” อันเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณของคน ผู้ที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงถึงขั้นที่เรียกว่า “กรรมนิยาม”และ “ธรรมนิยาม” เท่าที่มีปัญญาบารมีจริงพอ จึงจะสามารถจัดการกับ “เวทนาในเวทนา”ได้
ชัดมั้ยว่า “เวทนา”นี้แลที่สำคัญสุด ซึ่งเป็น “ตัวการแท้ๆ”ที่จะต้องเข้าไปจัดการ ให้มี “การทำใจในใจจนถ่องแท้”(โยนิโสมนสิการ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะ “อาศัยเวทนาจึงเกิดตัณหา”(เวทนัง ปฏิจจ ตัณหา ; พตปฎ. เล่ม ๑๖ ข้อ ๕๙) นี่แหละคือ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ได้แล้วก็เป็น ๐ แต่ก็มี ๑ ได้ คือมีสองได้ จะให้เป็น ๐ นปุงสกลิงค์ก็ได้ แต่จะปรุงอิตถีลิงค์มาทำงานโดยสัจจานุโลมญาณได้ คุณจะอนุโลมได้ต้องไม่เปลี่ยนแปลงไม่เสียรังวัดไม่ตกต่ำต้องมั่นใจในพลังของคุณจริงๆไม่เช่นนั้นเตี้ยอุ้มค่อม อวดดิบอวดดีไม่ประมาณตน อาตมาทำงานนี่เอา ๗๐% จะเป็นพลจึงทำ ไม่จ่ายพลังหมด คนที่ไม่ต้องการได้หน้า หรือได้อะไรแลกเปลี่ยนเขาไม่ทำหรอก คนอยากได้อะไรแลกเปลี่ยน อยากได้อัตตา พวกนี้ตกกระป๋องไปเยอะแล้ว หัวทิ่มบ่อ ไม่รู้นักหนักโลกีย์ที่ดึงไป ต้องคำนึงสิ่งนี้ให้ดี แต่กิเลสมันมักห่าม คนที่ทำงานกับสังคม เห็นท่าไม่ดีก็ถอยดีกว่า อย่าอวดดี จนกว่าเราจะแข้งแรงเต็มที่
“พีชนิยาม”มีแต่ “สัญญา”และ “สังขาร”จึงไม่มีพลังงานที่เป็น “ตัวการ”(คือเวทนา)สำคัญในในตัวมันที่มันเป็นอยู่ จึงไม่มีฤทธิ์ร้ายใดออกไปทำร้ายทำลายชีวะอื่น คุณสมบัติของ “พีชนิยาม”ไม่มี “ตัวตน”ถึงขั้นที่จะเห็นแก่ตัวมาบำเรอ “เวทนา”ของตน DNA ของ “พีชนิยาม”จึงไม่มี “นิสัยเสีย”ที่เป็นผลร้ายต่อชีวะอื่นเกินที่มันมี ตามประสาชีวะของมัน
อรหันต์ทำพลังงานให้เหลือแค่พีชะได้ แต่ไม่ได้ทำอย่างพวกนั่งสะกดจิต จนตายแล้วก็ยังมีพลังงานเหลืออยู่ เป็นมนุษย์พืช มันมีจิตสั่งสมในอนุสัยไม่ปล่อยชีวะของตน ก็เลยมี โมเมนตัม ออกมาเลี้ยงได้อยู่ เหมือนมนุษย์ผัก แต่ในรพ.เขาไม่ยึดอย่างฤาษี แต่พวกฤาษียึดกว่ามาก ตายแล้วเป็นพีชะก็ไม่ปล่อย ตายแล้วไม่เน่า เล็บยังยาว ผมก็ยาว ก็กราบก็ไหว้กันหลงกันไปเยอะ หลงไป เพราะไม่ได้เรียนรู้ความจริง
พลังงานที่อยู่ในโครโมโซมสั่งสมมาก็คือ genome ทั้งนั้น แล้วสั่งสมมาเป็นพลังงานเพศหญิง เรียกว่า gene ทำงานอยู่ ส่วนพลังงานสมบัติแท้เรียกว่า DNA แล้วมี genome อยู่ทั้งหมด ในโครโมโซม ๒๒ คู่มีพลังงานทั้งหมด เป็น ๔๔ แท่ง จะต่างกันในคู่สุดท้ายที่เป็น XX และ XY
อย่างพีชะไม่มีพลังงานไปอาละวาดได้ จีโนมเป็น Y หรือ อิเล็กตรอน ส่วน ยีนส์และ DNA เป็น นิวเคลียส หรือ XX แต่ในนิวเคลียสนั้นโปรตอนคือยีนส์ ของนิวเคลียส เป็น Potential energy ส่วน
แต่กระนั้นก็ดี พลังงานของ “พีชนิยาม” ที่ทำงานไปก็ไม่ใช่ว่าจะคงที่อยู่เท่านั้นตลอดกาลทีเดียว ในจำนวน “จีโนม”(genome)ของมันก็ยังมีมากมีน้อยไปตามจริง แต่ยังไม่มีพลังงานสะสมที่มีความเข้มข้นของดีเอ็นเอ(DNA)ในนิวเคลียสของมันจนเป็นพิษภัยออกไปรบกวนนอกดีเอ็นเอของมัน
“จีโนมในโครโมโซม”หนึ่ง “ยีน”หนึ่ง และ “ดีเอ็นเอ”อีกหนึ่ง ทั้ง ๓ สภาพนี้ประกอบกันเป็น “อะตอม”ของ “พีชนิยาม”จึงมีฤทธิ์แรงมาก มีได้เต็มที่เหมือนอะตอมทั้งหลายแต่เป็นฤทธิ์แรงที่สุภาพ ไม่ระรานชีวะอื่นใด
“พีชนิยาม”จึงยังไม่เป็นภัยแก่ชีวะอื่นเพราะมีแค่ “รูป-สัญญา-สังขาร”เท่านั้นจึงเป็น “ชีวะ”ในโลกที่ถือว่า ยังไม่มีโทษ แต่มีคุณต่อโลก ต่อสัตว์ ต่อชีวะอื่นพีชนิยามคือ ชีวะที่หมุนวนเป็น “โลก”อยู่ใน “วัฏฏะ”ที่ยังไม่ถึงขั้นวิญญาณ มีแค่รูป-สัญญา-สังขาร(ไม่มีเวทนา) เป็น “อนุปาทินนกสังขาร” คือ สังขารที่ไม่มี “กรรม”ครอง หรือสังขารที่ไม่มีวิญญาณ(ใจ)ทรงไว้(ธรณ)ในนั้น
ส่วน “โลกชีวะที่ถึงขั้นวิญญาณ” ที่มีรูป,เวทนา,สัญญา,สังขารและวิญญาณ ที่บาลีว่า “จิตนิยาม”นั้น ก็มีครบทั้ง “รูปและนาม”ครบ “ขันธ์ ๕” ซึ่งมี “เวทนา”และมี “วิญญาณ” นี่เองที่เป็นตัวเลวที่ร้ายได้สุดๆ และเป็นตัวดีที่มีคุณค่าประโยชน์ได้สูงสุดวิเศษยิ่งจริงๆ
เพราะมี “เวทนา”และ “วิญญาณ”นี้แหละ “ตัวการใหญ่”(ตัวการแห่งเหตุที่สร้างนิทานสมุทัยและปัจจัยอยู่ในโลก) ที่ทำให้ “จิตนิยาม”ถึงขั้นได้ชื่อว่า “ผู้สร้างโลก-สร้างจักรวาล” หรือ “ผู้ทำลายโลก-ทำลายจักรวาล" แต่มันออกไปไหนไม่ได้ไกลไม่ได้นานหรอก มันก็หมดยุคแล้ว ออกไปจาก นพเคราะห์ดาวทั้ง ๙ นี้ก็ยังไม่ได้เลย
มนุษย์ในโลกนั้น ตกเป็นทาส “เวทนา” อย่างมาก เวทนาที่ว่านี้คือ “อาการ”ของจิตที่เรียกว่า “สุข” ซึ่งเป็น “สุข”ที่ปรุงแต่งขึ้นมาครอบงำกันและกัน มันเป็น “สุขเท็จ”แท้ๆ(สุขัลลิกะ)ที่หลงเสพ อยู่เสมอตลอดเวลา แม้ไม่เรียกชื่อ อธิวจนะให้มัน มันก็มีอยู่แล้วตั้งแต่เกิดเลย ไม่ว่าชาติใด แต่ก็เรียกชื่อกันไปตามแต่ละภาษาที่ตั้งกัน เรียกสุข happy ฯลฯ
เสพทุกอิริยาบถ ทุกสัมผัส ถ้ามันทนอยู่ได้ก็ทนไป ตามเรื่องตามราว หากไม่มีเรื่องอะไรต้องทนก็เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อหาสุขมาเสพทั้งนั้นละเอียดมากเลย เพื่อบำเรอตัวสุขที่ว่าชอบใจ ทั้งนั้นเลย
ผู้ “อวิชชา”หลงสนิทว่าเป็น “ความจริง” ซึ่งเป็น “อาการต่างๆทางจิต” เช่น อาการอร่อย อาการสนุก อาการเพลิดเพลิน อาการชอบใจ อาการตื่นเต้น อาการพอใจสารพัด อาการที่หลงยึดว่าอย่างนี้ๆแหละที่จะต้องได้ ต้องเป็น ต้องมี ต้องสัมผัส เป็นของชอบ ฯลฯ ถ้าได้สัมผัสกระทบเสียดสี(ปฏิฆสัมผัสโส) ตามรสนิยมดั่งที่ตนยึดไว้นั้นเต็มที่ก็เรียกว่า จุดสุดยอดแห่งอาการที่สมใจ(climax) มนุษย์จึงเต็มไปด้วยอาการอะไรบ้าๆบอๆต่างๆที่ยึดถือกันว่า น่าได้ น่ามี น่าเป็น เต็มอนุสัยซึ่งเป็นของ “สมมุติ”ขึ้นมาแล้วหลงว่าเป็น “สัจจะ”(ความจริง) จึงเรียกว่า สมมุติสัจจะ
ผู้ศึกษาสัจจะที่เป็น “ปรมัตถ์” รู้จัก “อาการ”ของ “เวทนา”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จึงสามารถกำจัดชำระล้าง “สมมุติ”ต่างๆนั้นออกจากจิตใจได้สำเร็จ ก็รู้แจ้งจริงด้วยตนว่า “อาการ”ความปราศจากความรู้สึก(เวทนา) “สุขหรือทุกข์”นั้นมัน “มีอยู่จริง”
เพราะได้กำจัดมันออกไปจาก “อาการของเวทนา”หมดสิ้นแล้ว มันก็ไม่มี “อาการ”นั้นอยู่ในจิตเรา อยู่ใน “เวทนา”ที่เหลืออยู่ของเรากันอีก ผู้นี้ก็ไม่มีภาวะที่เป็น “สุข-ทุกข์”นั้น นี้คือ ภาวะของนิพพานหรืออนัตตา หรือหลุดพ้นจากภาวะที่มนุษย์ปุถุชนเขามีกัน เรียกว่า “วิมุติ”
เพราะเวทนาเป็นต้นเหตุนี่แหละทำให้เกิด การทะเลาะกัน
เพราะอาศัย เวทนาจึงเกิดตัณหา เพราะอาศัยตัณหาจึงเกิดการแสวงหา เพราะอาศัยการแสวงหาจึงเกิดลาภ เพราะอาศัยลาภจึงเกิดความตกลงใจ เพราะอาศัยความตกลงใจจึงเกิดความรักใคร่พึงใจ เพราะอาศัยความรักใคร่พึงใจจึงเกิดการพะวง เพราะอาศัยการพะวงจึงเกิดความยึดถือ เพราะอาศัยความยึดถือจึงเกิดความตระหนี่ เพราะอาศัยความตระหนี่จึงเกิดการป้องกัน เพราะอาศัยการป้องกันจึงเกิดเรื่องในการป้องกันขึ้น อกุศลธรรมอันชั่วช้าลามกมิใช่น้อย คือการถือไม้ ถือมีด การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวว่า มึง มึง การพูดคำส่อเสียด และการพูดเท็จ ย่อมเกิดขึ้น
ทุกวันทุกเวลาทุกนาที คนที่ยังไม่สิ้น “อวิชชา”ต่างก็ “สังขาร”(ปรุงแต่ง)หรือ create สารพัดภาวะขึ้นมามอมเมามนุษย์ให้ติดยึดมาเรื่อย เพื่อให้คนหลงติด “อยากได้”มาเป็นมามี”ในตน ปัจจุบันนี้สิ่งปรุงแต่งที่ครอบงำมนุษย์จึงมีมากมายจนสุดจะกล่าวแล้วประดาคนที่อวิชชาก็ได้แต่หลงสิ่งปรุงแต่งที่ต่างก็สรรสร้างกันขึ้นมาไม่หยุดหย่อนนั้นกัน แล้วก็ยึดติด(อุปาทาน)ใส่ในอนุสัยเป็น “เวทนา”ที่จะน่าได้ น่าเป็น น่ามี “เวทนา”และ “วิญญาณ”จึงเป็น “จีโนม”(genomes)ที่เป็นพลังงานใน “ดีเอ็นเอ” ซึ่งบรรจุอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์[นิวเคลียสคือ ส่วนที่เป็นใจกลางของเซลล์, มวลที่มีประจุบวกภายในอะตอม ประกอบด้วยนิวตรอนและโปรตอน]
พลังงานหรือชีวิตินทรีย์ของ genome มี ๒ แตกต่างกัน(เพศ=ลิงค์)เป็น ๒ เสมอ ที่เป็น “ธรรม ๒” ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ ด้วย “อาการ-ลิงคะ-นิมิต-อุเทศ” โดยเฉพาะความเป็น “อาการ”นี่เองที่จะต้อง “รู้จักรู้แจ้งรู้จริง”ให้ได้
และสามารถจัดการปรับแต่ง(อภิสังขาร) ความแตกต่างกันตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ถึงสภาวะของพลังงานทางจิตในตน และทำที่สุดจัดการปรับแต่ง(อภิสังขาร)ชีวิตินทรีย์ของ “เพศ”(ลิงค์) จนหมดสิ้นความเป็น “เพศ” คือ “ไม่มีเพศหรือเป็นกลาง(neutron)”ได้จริง
หมายความชัดๆคือ จัดการหยุดหรือดับความเป็น “พลังงาน”เราหลงติดยึด แต่มันเป็นอาการหรือพลังงานที่เลวร้าย อัน “แตกต่างจากพลังงานที่ดี”นั่นเอง นั่นคือ ธรรม ๒ หรือภาวะ ๒ ที่มีภาวะแตกต่างกัน ให้ชัดเจนถ่องแท้(โยนิโส) ว่ามันเป็นธรรมดาที่มีภาวะ ๒ หรือธรรม ๒ ย่อมเป็นธรรมดาที่มันจะต้องแตกต่างกัน อย่าไปเห็นเป็นว่า มัน “แตกต่าง” มันเป็นคนละเพศ แล้วไปหลงรักหลงชัง
ต้องจบในใจว่า มันก็ต้องเป็นของมันอยู่เช่นนั้นเอง(ตถตา) นั่นคือ จัดการปรับแต่งได้ถึงพลังงาน neutron ใน nucleus สำเร็จ เพราะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงพลังงานที่เป็น “ธรรม ๒”ซึ่งเป็น “พลังงานเวทนา ๒”ใน genome อันเป็นรหัสพันธุกรรมตัวละเอียดใน Chromosomes
และเป็นผู้สามารถจัดการกับปริมาณ(มัตตัญญู)พลังงานของ “ธรรม ๒”คือ nuclear fission (พลังงานที่กระจายออกไปเป็นธาตุเบา) และพลังงานของ nuclear fusion (พลังงานที่หลอมละลายกันเป็นธาตุหนัก) ซึ่งแตกตัวเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่(chain reaction)ออกไปเป็นพลังงาน nuclear fission กับ nuclear fusion เมื่อได้รับการกระทบสัมผัส(ปฏิฆสัมผัสโส)ให้อยู่ในสัดส่วนที่เป็น “ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด”ได้ ด้วยความสามารถอย่างแท้จริง ก็จบ
เราสามารถควบคุมพลังงานกัมมันตรังสีของเราเองได้ อย่างกัมมันตรังสีของวัตถุเขาก็ควบคุมได้ ซึ่งพลังงานแม้ละเอียดมากเท่าใด ถ้ามีสองเมื่อไหร่ย่อมมีความแตกต่างกันเสมอ เราคุมได้ให้เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุดได้เสมอๆ
ซึ่งถ้าร่วมกันอยู่ หรือถ้าสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ แล้วจะเกิด “รส”จากการกระทบสัมผัสเสียดสีกัน(ปฏิฆสัมผัสโส)นั้น “รส”ที่ว่านั้น มันคือความเย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง อันเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดในความรู้สึกตามลักษณะแห่งสิ่งที่มีที่เป็นนั้นเท่านั้น เย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง เป็นต้นนี้เท่านั้น ที่เป็นภาวะจริงของ physic
“อารมณ์สุข-อารมณ์ทุกข์”มันไม่มีจากไหนๆหรอก แต่คนไปสร้าง “สุข-ทุกข์”ขึ้นมาใส่จิตตนให้เป็น “ความรู้สึกหรืออารมณ์เท็จ”
ถ้าไป “สมมุติ”ว่า เย็นอย่างนั้นชอบใจ เมื่อได้ เมื่อมี เมื่อเป็น แล้วสุข นี่แหละเท็จ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็เกิดในตนอยู่ ยังไม่หมดไปจากอนุสัยเย็นอย่างนี้ไม่ชอบใจ ถ้าได้ ถ้ามี ถ้าเป็น แล้วทุกข์ “เวทนา”นี้แหละ “เท็จ”(อลิกะ)
ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็เกิดในตนอยู่ ยังไม่หมดไปจากอนุสัย หรือร้อนอย่างนี้... หรืออ่อนอย่างนี้.... หรือแข็งอย่างนี้ ชอบใจ ถ้าได้ ถ้ามี ถ้าเป็น แล้วสุขไม่ชอบใจ ถ้าได้ ถ้ามี ถ้าเป็นแล้วทุกข์
ทุกข์นั้นเรียกทุกข์อาริยสัจ เพราะมันฝังไว้ในอนุสัย มันอยู่กับเรานาน เดี๋ยวนี้คุณก็ยังมี มันอยู่กับเราทำไมไม่หมดสักที แต่สุขนั้นมันหายไปหมดแล้วเมื่อเช้ากินข้าวอร่อยไหม? ไปไหนหมด เอาใส่ปี๊ปมาสิ ? แต่ว่าไปจำไว้ใส่จิตไว้ อุปาทานไว้ว่าต้องได้อย่างนี้ๆนะ
พอบอกว่าวันนี้ผัดกระเพรามาให้พี่หน่อย แต่ว่าผัดมาแล้วไม่เหมือนเก่าก็เป็นมนุษย์ร่อนจานบินเลย
ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็ต้องเกิด ต้องมีอยู่ในอนุสัยตนเท่านั้นเอง ผู้รู้แจ้งจริง และทำได้จริง จนกระทั่งไม่มี “อาการสุข-อาการทุกข์”(เวทนา)เกิดขึ้นในจิตอีกเลยตลอดไป ก็ย่อมไม่มี “อยากได้-อยากมี-อยากเป็น” หรือไม่มี “ไม่อยากได้-ไม่อยากมี-ไม่อยากเป็น”กันอีก นี้คือ “อาการหนึ่งเดียว”ที่เป็นอาการรู้แจ้งในภาวะที่เราสัมผัสอยู่นั้นเท่านั้นว่าคืออะไรตามที่มันมีอยู่จริง “เวทนา”(ควมรู้สึก)ที่เหลือของเราก็รู้แค่ “อาการแท้”ของภาวะนั้น หรือแม้เป็น “อาการ ๒”ขององค์ประชุมรูปกับนาม(กาย)ก็ไม่มีสุขและไม่มีทุกข์แล้ว อย่างสนิทแห่งอาการ(อุเบกขาเวทนา) นั่นเอง
ผู้สามารถทำ “ธรรม ๒”(เทฺว ธัมมา)ให้รวมพลังกันกลายเป็น “รวมตัวเป็นธรรมหนึ่งเดียว”(เอกสโมสรณา) และที่สุดกลายเป็นพลังงาน “อุเบกขาเวทนา”ที่มีประสิทธิภาพ”ยิ่ง(เอกัคคตา) ถึง ๕ ประเภทคือ “ปริสุทธา(ความสะอาด)-ปริโยทาตา(สะอาดอยู่ได้แม้จะถูกกระทบกระแทก)-มุทุ(จิตหัวอ่อน)-กัมมัญญา(การงานที่ทำได้อย่างดีวิเศษ)-ปภัสรา(สะอาดผ่องใสอยู่เสมอ)”ได้สำเร็จจริง
หรือทำให้ “สูญ”สิ้นไปเป็นอื่นหมดเลย ไม่เหลือ “ตัวตนของภาวะเก่า”นั้นอีกนิรันดร์
อาตมาเห็น ๕ คำนี้ พระไตรฯเขาแปลว่าจิตบริสุทธิ์ ผุดผ่อง อ่อน การงานที่เหมาะควร ผ่องแผ้ว อาตมาก็เลยไปค้นดูบาลี ก็เลยระลึกชาติได้เลย ว่าสุดยอด ๕ ตัวนี้คือคุณสมบัติอุเบกขา ของเก่าอาตมาก็ขึ้นมา อธิบายให้พวกคุณได้ ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้หรือฟุ้งซ่าน เราทำได้อย่างมีเหตุผล หลักฐานเดี๋ยวนี้ก็ยังสะอาดขาวผ่อง กระทบกระแทกอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลง คงเดิม จิตแววไว เจโตก็ปรับได้เร็ว เอาไปทำงานได้อย่างเยี่ยม แล้วจิตประภัสสรตลอดกาลไม่เปลี่ยนแปลง เลยจากความรู้ฟิสิกส์เขามากเลย...จบ