580612_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง A bomb of loveปิยกรณะ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์27 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580612_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง A bomb of loveปิยกรณะ

พ่อครูว่า...วันนี้ วัน ศุกร์ ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ แรม ๑๑ ค่ำเดือนเจ็ด(๗)ปีมะแม วันเกิดก็ได้ใส่บาตรบ้าง นอกนั้นก็ทำงานตะพึดเลย ปีนี้ที่อาตมายอมให้ใช้วันเกิดก็เพราะมันจำนน วันอโศกรำลึกมันก็ไปวันที่ ๖-๑๐ มิ.ย. คนเราถ้าฉลาดไม่ได้ติดยึดอะไรก็เอามาใช้ประโยชน์ได้หมด ทรายเม็ดหนึ่ง หญ้าต้นหนึ่งก็ใช้ได้ ขยะกองหนึ่งก็เอามาทำประโยชน์ได้ แม้นิวเคลียร์ก็เอามาทำประโยชน์ เป็นนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพได้ แต่เอาไปใช้ทำลายก็มี ปัญญาคือคุมได้หรือไม่ แล้วกำหนดที่จะใช้มัน ตรงนี้อยู่ที่ปัญญาและความสามารถไม่ว่าจะวัตถุหรือจิตวิญญาณ

จิตวิญญาณหากรู้ต้นทางที่มันจะเกิด จะก่อเหตุปัจจัย อย่างทางโลกฟิสิกส์เขาค้นพบกัน ไอสไตน์ค้นพบถึงนิวเคลียร์ มีอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน ถ้ามันกระแทกระเบิดขึ้นมา ภาษาบาลีเรียกว่าปฏิฆสัมผัสโส ท่านแปลว่าสัมผัสโดยการกระทบ ปฏิฆะ

ฆ หมายถึงลักษณะจับตัวเป็นก้อน ปฏิ แปลว่าไปๆมาๆทวนไปทวนมา คำว่าปฏิ หมายความว่าเกิดพลังงานขึ้นมา เมื่อปฏิฆ เกิดพลังงานแล้วเร่ิมเป็นตัวตน ตั้งแต่รูปธรรมหรือนามธรรมที่ละเอียดเล็ก สัมผัสแล้วเกิดพลังงาน สิ่งที่เกิดจะมีสองเสมอ

จาก ๐ เกิด แล้วจะเป็น ๒ จะมีอีกตัวหนึ่ง แต่ ๐ แล้วเราไม่เรียก ๐ ถ้า ๐ แล้วมันไม่เกิด มันหายไปเลย แต่ถ้ามีเกิดต้องเร่ิมแต่ ๑ แล้วจะมี ๒ และ ๓ ต่อ พระพุทธเจ้าค้นพบว่า เราทำให้เป็น ๑ และเป็น ๐ ได้ สุดท้ายเรามาถึงขั้นสามารถทำให้เป็นเอกสโมสรณา ภวันติ รวมลงเป็นหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงว่าทิ้งพลังงานนะ แต่ทำจาก ๑ แล้วทำจาก ๑ ให้กลายเป็น ๐ คือ นปุงสกลิงค์ แต่จะเป็นสูญไม่ได้ เพราะเรายังมีชีวะ จะปฏิเสธตัวตนไม่ได้ อย่างที่คุณวิเวกา นาคร ท้าวความถึงคุณนิธิ ที่ว่าทุกอย่างไม่มีตัวตนอะไรเลย เ

อ่านต่อ

ป็นแต่ความว่าง

แต่ว่าความว่าง อย่างที่พระพุทธเจ้าหมายคือรู้ว่าอะไรที่จะทำให้ว่าง ให้เป็นเอกบุรุษ จับเอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างดีอย่างสูง แต่ตนเองนิ่ง คือ๐ แบบมีสภาพที่มีทั้งปัญญาและเจโต เจโตเป็น ๐ มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา แต่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นสามเส้า ซึ่งเจโตเป็นฐาน potential energy ที่มีพลังงานในนั้น นิ่งเป็นแก่นแกน คืออัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา อะไรที่หมุนวนไวได้ศูนย์จะนิ่งมาก แต่เคลื่อนเร็วไว

พระพุทธเจ้าค้นพบสิ่งเหล่านี้โดยละเอียดที่ภาษาท่านตราไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร ที่ต้องมาศึกษา สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ หากท่านไม่มีสภาวะท่านจะบัญญัติได้อย่างไร ไม่ใช่บัญญัติไปเรื่อย ไม่มีสภาวะรองรับ

เวลาจะสืบทอดให้คนอื่น หากคุณไม่มีสภาวะรองรับ คุณก็จะสื่อความไม่มีสภาวะไปสู่คนอื่น คนอื่นรับไปก็ทำอย่างไม่มีสภาวะ ยิ่งตายข้ามชาติไปจะจำภาษาไม่ได้เลย แม้อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ ๗ ก็เลือนไปแล้ว แต่เหมือนจำได้ดี เพราะมีของเก่า คนก็จำนนอาตมาตรงนี้ แม้เขาเรียนภาษาบาลีมา แต่เรียนแล้วไม่มีสภาวะ มันไม่ได้จำง่ายเลย แต่อาตมาจำได้ ทั้งที่อาตมาเป็นคนไม่ช่างจำ จำไม่เก่ง

อาตมาพูดเรื่องนี้มามากกว่า ๔๕ ปีตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้ว อาตมาบวช พศ. ๒๕๑๓ ตอน ๗ พ.ย. ก็จะเต็ม ๔๕ ปีเต็มในปี ๒๕๕๘ ก็พูดว่านั่งสมาธิไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าค้นพบไม่ใช่แบบนั่งหลับตาสมาธิที่มีในโลกอยู่นานแสนนาน ศาสนาไหนก็นั่งหลับตา นี่คือ meditation แต่สมาธิของพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้ไปนั่งหลับตาเช่นนั้น คำว่าสมาธิ คือจิตตั้งมั่น จิตมีแกนstatic เป็นแกนหลัก แกนนิ่ง แกนหยุด

ไปนั่งหลับตาก็เกิดแกนนิ่งแกนหยุด แต่หยุดแบบดับเลย นิ่ง เลย คือ meditation แล้วจะบอกว่าเกิดปัญญา ได้พลังงานก็ใช่ ได้พลังงานของความแรงแต่ไม่มีปัญญาแท้จริงที่จะรู้รอบในสภาวะจริงๆของธรรมะสอง เทวธัมมา ถ้าเกิดแล้วจะมีสองทันที

๑ แล้วจะเกิด ๒ เกิด ๓ ซึ่ง ๐ เกิดไม่ได้ไม่มีอะไร ก็ต้องนับแต่ ๑ ๒ ๓ แล้วเป็น ๔ ๕ ๖ หรือ ๗ ๘ ๙ เป็นเรื่องสำคัญของที่จะเกิดสภาวะของทุกอย่าง จะเกิดพลังงานร่วม ตั้งแต่พลังงานทางฟิสิกส์ เคมี มาเป็นจิตนิยาม ก็โครงสร้างเดียวกัน ถ้าเผื่อว่าสามารถรู้ลักษณะ แล้วจะเกี่ยวข้องกันอย่างไรที่เขาเรียนรู้ จนได้พลังงานระนาบ มีองศา มีพลังงานกลมรอบด้าน แล้วสัมพันธ์กันในมหาจักรวาลนี้ ดาวจะสัมพันธ์กัน แล้วมีชีวะเกิดในโลก สูงสุดคือเป็นมนุษย์

ในจักรวาลน้อย นพเคราะห์ นี่ถือว่าเป็นจักรวาลน้อย มีดาว ๙ ดวง แต่ถ้าเป็นดาว ๗ ดวงจะเป็นวงรี ไม่ได้ซ้อนเข้าไปในแกนกลาง ถ้าวงกลมจริงจะดึงดูดสู่แกนกลาง แต่ถ้าวงรีจะมีความขัดแย้งของมุมบ้างไม่ประสานเป็น cyclic order จะมีจักรวาลน้อยใหญ่ซ้อนกันในนี้ไม่รู้เท่าไหร่ สิ่งที่ไม่เป็นตัวของตัวเองไม่มีพลังงานของตนก็เหมือนอุกาบาต สะเปะสะปะ กระดอนไปถึงไหน ถ้าจักรวาลน้อยมีพลังก็ถูกดูดไป ถ้าอันอื่นมีพลังงานมากกว่าตนก็ถูกดูดไปอีก ที่ไม่มีวงโคจรของตนคืออุกาบาต มีไม่รู้เท่าไหร่ เราก็ไม่ต้องไปรับผิดชอบ ไปแก้ไขมันไม่ได้เลย มันยิ่งใหญ่กว่าเรามาก แต่เราเกิดมาแล้วเป็นตัวการให้เกิดการเสียหายได้มาก แม้สัตว์ก็มีวงโคจรของการเกิด ตาย ที่เป็นพลังงานวิบากสั่งสมวิบาก แล้วกลายเป็นวิบากบาป หรือบุญ กุศล อกุศล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา แล้วที่สำคัญคือพอมาเป็นสัตว์ระดับหนึ่งจะมีเวทนา มีความรู้สึกมีอารมณ์ ตัวนี้เป็นพลังงานที่วุ่นวายที่สุด เวทนาเป็นตัวสำคัญที่ต้องเรียนรู้อย่างสำคัญ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าทุกอย่างรวมลงที่เวทนา ในมูลสูตร ๑๐ แล้วก็มาจัดการ มนสิการที่ใจเรา คนที่ไม่เต็มใจ รู้ว่าดีแต่ก็เอาไว้ก่อน ขาดฉันทะก็อยู่ห่างๆก่อน แต่คนมีฉันทะเต็มรู้ว่าดีก็ควรมา คนที่ขาดฉันทะอยู่รอบนอกก็จะไปกับสุขทุกข์ เหมือนฝันที่ อยากฝันดีตลอด แต่ก็ไม่มีทางทำได้ ในความรู้ที่พระพุทธเจ้าค้นพบนี่ ถ้าผู้ใดมีฉันทะ ยินดีพอใจว่าชีวิตนี้ต้องมาศึกษาโลกุตรธรรม เป็นสุดยอดแล้วที่ได้ตราไว้ในโลก ขณะนี้โลกเริ่มเข้าใจแล้ว เร่ิมยอมรับในสหประชาชาติว่าให้เป็นวันสำคัญของโลก คนที่เป็นใหญ่ในสหประชาชาติส่วนใหญ่เป็นคริสต์ อิสลามไม่ค่อยมี เป็นพุทธก็ยังไม่ค่อยได้เป็น แต่ตอนนี้สหประชาชาติก็เห็นวันสำคัญ เอาวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก แล้วเขายอมรับว่ารายละเอียดของศาสนาพุทธมีรายละเอียดของจิตวิญญาณที่ท่านตรัสไว้ ชาติที่เจริญเขาศึกษา พบว่ามีเหตุผลที่แย้งไม่ได้ อาตมามาขยายความเป็นปฏิสัมพัทธ์ อย่างที่ไอสไตน์เขาใช้ สูตรแห่งสัมพัทธภาพ

ของไอสไตน์เป็นสูตรสัมพัทธภาพทางวัตถุ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นสูตรสัมพัทธภาพทางจิตวิญญาณ ที่ยังไม่มีใครเอามาขยายความไว้ หรือมีน้อยอย่างอรรถกถาจารย์ต่างๆ อาตมาอ่านพระไตรปิฎกไม่มากแต่ก็หยิบมาเรื่อยๆ ในมูลสูตรอาตมาเห็นโครงสร้างที่รวมไว้หมด ตั้งแต่ฉันทะ แล้วมีมนสิการ เป็นแดนเกิดแดนตาย เป็นการเกิดที่ดีที่สุด อุปจยะหรือให้เป็นนปุงสกิลิงค์ก็ได้ อยู่ที่สัมภาวะ นี่แหละ หรือปภวะนี่แหละ คือแดนเกิด คำว่าปภาวะ กับสัมภวะ อันหนึ่งเป็นปุงลิงค์ อันหนึ่เป็นนปุงสกลิงค์

ต้องมีมนสิการที่ทำใจในใจเรา ต้องอ่านจิตออกด้วยอาการลิงคนิมิต แล้วก็ต้องได้รับมาจากสัตบุรุษที่ท่านได้สั่งสมมา แล้วเอาธรรมะอันเดียวกันกับของพระพุทธเจ้านี่แหละอย่างอาตมาอธิบายนี่เขาว่าอาตมาเป็นสารีบุตร แต่อาตมาว่าอาตมาไม่ใช่ แต่ธรรมะที่สอนก็อันเดียวกัน จะเป็นคนไหนก็ตาม จริงๆ อาตมาเป็นตั้งไม่รู้กี่คน เป็นคนก่อนๆพระสารีบุตรด้วย แต่ก็ไม่มีในตำนาน พูดไปก็สูญเปล่า ได้รับถ่ายทอดมาแล้วเปลี่ยนสภาวะมา อาตมาไม่เคยเรียนกับอาจารย์ไหน แล้วใครที่รู้อย่างที่อาตมารู้ อย่าว่าแต่ในเมืองไทยเลย ในโลกด้วย ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ที่อธิบายอย่างสัมพันธ์ได้อย่างอาตมา แล้วละเอียดเข้าไปร้อยมาลัยได้

อย่างมูลสูตรต้องมีฉันทะ แล้วมีการทำใจในใจ เมื่อมีผัสสะ จะต้องใช้ตัวรู้ ที่เป็นปัญญา มาเป็นวิชชา แล้วรู้รอบ ทฤษฎีสัมพันธภาพของนามธรรม แล้วเกี่ยวกับทุกอย่างด้วย เช่นอาตมาไปรู้การโคจรของดวงดาว เอกภพ อาตมาก็ไม่ได้เรียนดาราศาสตร์ แต่ก็อธิบายได้ หรืออย่างอาตมาค้นพบว่า แสงนี่ไม่ใช่เส้นตรง อาตมาก็ไปพูดว่าอาตมาค้นพบสิ่งที่ละเอียดมากเลย ไปพูดกับน้องเขย ที่เขาชื่อเล่นชื่อโป๊ บอกว่าอาตมาค้นพบว่าแสงนี่ไม่เดินทางตรง มันเส้นโค้ง แต่คนเห็นไม่ได้เพราะแสงเดินทางไกลมากเลย รอบมหาจักรวาล รอบมหาเอกภพเลย ความรู้สึกของคนก็รับรู้สึกว่ามันตรง

เช่นเดียวกับผิวน้ำ ไม่มีผิวน้ำที่ไหนตรงหรอก ผิวน้ำนี่โค้งตามผิวโลก แล้วหมุนตามแรงดึงดูดโลก แต่คนเห็นส่วนเดียวก็ว่าตรง อันเดียวกับแสงเลย อาตมาก็ไปบอกน้องเขย แต่เขาก็ว่า ไอสไตน์เขาค้นพบมาก่อนแล้ว ตอนนั้นอาตมายังไม่รู้จักไอสไตน์เลย เขาก็เลยไปหาหนังสือไอสไตน์มาก่อน เขามี E = mc 2 แล้วอาตมาก็มาต่อ E = mc 2 + A เขาก็ว่าอาตมาฟุ้งไป แล้วยิ่งอาตมามาได้อ่านจดหมายที่ไอสไตน์ฝากทิ้งไว้กับลูกสาว แล้วจม.ฉบับนี้เก็บไว้ที่ม.ฮิบลู ที่มี A Bomb of love เป็นพลังงานทางจิตวิญญาณที่ต้องมี ปิยกรณะ

กรณะเป็นความหมายของบทบาท ของงาน ของการงาน การกระทำ อันปิยะ คือด้วยความรัก พลังงานอะไรที่ทำด้วยความรัก คำว่าปิยกรณะ คือนัยเดียวกับ A bomb of love ไอสไตน์ก็พูดในฐานะที่ค้นพบนิวเคลียร์ แต่พระพุทธเจ้าก็พูดตามนัยของท่าน คือกรรมหรือกรณะ ที่มีบทบาทที่ประกอบด้วยความรัก

ในอะตอมที่มีความรัก ทั้ง อิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอนก็เป็นความรัก แม้จะถูกกระแทกกลายเป็นไอโซโทปก็ประกอบไปด้วยคุณสมบัติของความรักนี่คือ A bomb of love ไม่ใช่ภาษาพูดเล่นนะ ไอสไตน์พูดไว้แล้วว่าคนจะไม่เข้าใจง่ายๆต้องรักษาไว้อีกหลายปีจนกระเด็นมาหาอาตมาแล้ว อาตมารับลูกแล้ว นอนตาหลับได้ไอสไตน์เอ๋ย

เป็นพลังงานที่เกิดจริง ผู้ใดสามารถมีของพระพุทธเจ้า มาขยายเป็นพลังงานแห่งความรัก เป็น สาราณียะ ๑. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ๒. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) ๓. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) ๔. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) ๕. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) ๖. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) ๗. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.๒๒ ข.๒๘๒-๒๘๓)

จะมีปัจยการ เป็นทฤษฎีสัมพัทธภาพ ผู้ใดสามารถเรียนรู้พลังงานจนเกิดผล จิตเป็นได้จริง เวลาปฏิบัติจนทำมนสิการ ให้โยนิโส ทำได้ทำเป็นแล้วจะเกิดผล สามารถจัดสรร พลังงานจิตตน โดยพยายามทำให้พลังงานพิษนี้หมดฤทธิ์แรง ไม่ใช่หมดแล้วสูญ แต่ให้พลังงานเสียกลายเป็นพลังงานดี ภวันติ แล้วจะสามารถศึกษาได้ที่ เวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) แล้วสามารถทำให้ธรรมะสองกลายเป็นหนึ่งได้

มูลสูตรมีเวทนาเป็นสโมสรณา แล้วทำให้เป็นหนึ่งได้ที่เวทนา ทำให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาได้ ไม่มีเพื่อนสองแล้ว เป็นจิตวิญญาณที่ ไม่มีกิเลส ตัณหา ทิฏฐิ ตัณหาที่เป็นกามตัณหา ภวตัณหาไม่มี เป็นแต่วิภวตัณหา ขอพูดอย่างใหญ่เลย ไม่มีใครอธิบายวิภวตัณหาว่าเป็นตัณหาแห่งคุณธรรม เป็นตัณหาวิเศษมีแต่อธิบายกันว่าต้องดับตัณหาให้หมด แล้วก็เลยกลายเป็นไม่ต้องมีเจตนาอะไรไม่คิดอะไรเลย ทางนั่งหลับตาก็ให้ไม่ต้องคิดอะไรอย่าส่งจิตออกนอก ถ้าให้ออกทางผิวหนังทางกายไม่ได้นะ ต้องให้คุมอย่าออกมาทางทวารนอกเลย ทางสายนั่งหลับตาก็ได้แต่แค่นั้น แต่ของพระพุทธเจ้านี่คุมได้หมด การไปนั่งหลับตาสมาธิก็จะได้แต่อยู่ข้างใน ไม่ได้สัมมาสมาธิหรอก

ในมูลสูตร ๑๐ มี ๑. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) ๒. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) ๓. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) ๔. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ๕. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) สั่งสมเป็นหัวหน้า เป็นจิตประมุขแท้เป็นโลกุตรจิตที่เป็นสัมมาสมาธิ จะเรียกว่าเป็นดวงๆก็พอได้ เป็นสมาธิคือเร่ิมมีประมุขแท้ของจิตวิญญาณสมมุติว่าเร่ิมได้ ๑ ดวง เป็นประมุขของอัตภาพของคุณเองสามารทำนิวเคลียร์ให้เป็นเพื่อสันติภาพได้ แล้วจะเจริญเป็นสติ เป็นปัญญาได้อีก ๖. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) ๗. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด ๘. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง ๙. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. ๑๐. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘)

สติ สมาธิ ปัญญา เป็นสามหน่วย คนที่มีสามหน่วยนี้เป็นอะตอมที่วิเศษ แล้วไปตรวจสอบดูสิว่าอันไหนเป็นอิเล็กตรอน โปรตอน หรือนิวตรอน ผู้ใดได้ วิมุติก็ได้แก่น ได้สิ่งวิเศษแล้วในการเกิดมาเป็นคน เป็นผู้มีธรรมะของพระพุทธเจ้า มีวิมุติเป็นแก่น ทั้งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ มีโอคธา

โอคธาเป็นความหมายที่สูงกว่า วิมุติ จะตายจริงก็ได้คือตายแล้วเกิดอีก หรือตายจริงๆเป็นปรินิพพานเป็นปริโยสานคือตัวที่ ๑๐ ของมูลสูตร

อาตมาว่าอรหันต์ตายแล้วเกิดอีก เขาก็ต้องจัดว่าอาตมาเป็นเดียรถีย์ เพราะมันไปทำลายความยึดถือที่เป็นแก่นแกนของเขา ใช่ อรหันต์ตายแล้วไม่เกิด อะไรตาย คือกิเลสตาย อาตมาแปลอรหัตตผลว่า อัตตาที่ไม่มีความลึกลับแล้ว คือรู้รอบถ้วนหมดแล้ว จบกิจ ก็เป็นอรหัตตา หรืออรหัตตผลของแต่ละกิเลส กิเลสอันนี้จบ สมบูรณ์ก็สั่งสมไปเรื่อยๆ ตัวเดียวก็ได้

พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้ผู้ที่ทำไม่ตรงนัก อาสวะบางอย่างอาจสิ้นได้แต่มันไม่เป็นระบบระเบียบ คุณจะเอามาเรียบเรียงให้สอดร้อยไม่ง่าย คุณต้องมาทำใหม่หมดเสียเวลา ต้องเริ่มต้นให้ถูก มีเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายได้จะไม่เสียเวลา ผู้ใดเห็นถูกก็มาเลย

ที่พูดนี้ไม่ใช่เรื่องเดาเลย มีระบบ ผู้มีความจริงจะพูดสอดคล้องกันเลยจะต่อกันด้วย แต่คนไม่จริงจะพูดขัดแย้งกัน แต่อาตมาพูดนี่มันจะเชื่อมกันหมด กลายเป็นอันเดียวกันหมด แต่ถ้าไม่ใช่จะขัดแย้งกัน ยิ่งมากเข้าก็ยิ่งขัดแย้งจนเละ ก็ตั้งใจเรียนกัน

มาเข้าสู่มหาจัตตารีสกสูตร ที่ต้องเข้าใจโลกเก่า และโลกใหม่ มีเหตุปัจจัย สองหน่วยที่กระทบกันแล้วเกิดปัจจัยหน่วยที่สาม เป็นลูก เป็นมาตา ปิตา แยกเพศได้ลูกออกมาเป็นลูกทางจิต กลายเป็นจิตวิญญาณใหม่ ถ้าได้พบสัตบุรุษที่สัมมาทิฏฐิก่อน

๑. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ๒. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ ๓. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ สามอันแรกทำให้ได้ โยนิโสมนสิการ ๔. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา คือทำใจในใจเป็น อาตมาพูดสอนทุกวันนี้คือสอนมนสิการ คือสอนทำใจในใจให้เป็น แล้วเอาไปปฏิบัติ มีสติ สำรวมอินทรีย์ จัดสรรกรรม ๕. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ . . ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ ๖. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต ๓ บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต ๗. สุจริต๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน๔ บริบูรณ์ ๘. สติปัฏฐาน๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ ๗ บริบูรณ์ . ๙. โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑)

อันนี้ก็ไม่ได้ท่อง อวิชชาสูตรนี้ อาตมาสัมผัสแล้วพบว่าเป็นโครงสร้างแห่งการปฏิบัติธรรม ต้องได้พบสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) แล้วเข้าใกล้เงี่ยโสตสดับ แล้วเอาไปทำการโยนิโสมนสิการให้เป็น

ขนาดพวกเราฟังกันเข้าใจยังไปทำใจในใจไม่ค่อยเก่งเลย ขนาดทำธรรม นักรบธรรมนี่อวดเก่ง แต่ทำใจในใจไม่เก่ง กว่าจะทำใจได้เก่ง ชัดเจนบริบูรณ์มันไม่ง่าย แต่เข้าใจก็เอาไปปฏิบัติ แล้วจะเกิดผล ทุกอย่างก็จะเก่งชำนาญ เป็นภาวะจริงไปเรื่อยๆ สั่งสมเป็น สัมมาทิฏฐิที่เป็นอนาสวะ

๑. ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) ๒. ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) ๓. ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง) มีพลังงาน static แฝง ๔. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) เป็น psychoanalysis ๕. ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น ๖. องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) มีพลังงาน Dynamic แฝง (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๘)

ที่อาตมาเติมให้ เป็นการทำให้เกิดผลตามอานิสงส์ของการฟังธรรม ๕ ๑. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) ๒. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) ๓. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) ๔. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) ๕. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พตปฎ. เล่ม ๒๒ ข้อ ๒๐๒)

ทำให้เกิดโพชฌงค์ตัวที่ ๗ คืออุเบกขาสัมโพชฌงค์ แม้แต่สมาธิตัวสุดท้ายคือเจริญด้วยอุเบกขา สมาธิคือจบด้วยอุเบกขา ที่มีคุณสมบัติ ๕ มีตัวมุทุ กัมมัญญา เป็นมุทุตา ที่มีลักษณะของ วิการรูป ๔ มี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญา ที่เป็นสามเส้าแล้ว

วิการรูป ๓ นี่แหละเป็นตัวสามเส้า คุณควบคุมมุทุภูตธาตุ สามารถทำให้เกิดกัมมัญญตา ให้ไปกับโลกได้อย่างมีประโยชน์คุณค่าดีที่สุดโดยยึดถือเอาเข้ามาสู่ความสุภาพ เข้าหาความเบา หมัดอาตมามีน้ำหนัก ๑๐๐ แต่อาตมาจะชก ๗๐ ส่วน ต่ำกว่า ๗๐ จะไม่มีพลัง จะใช้ ๘๐เมื่อมีเหตุสำคัญแต่ไม่ชกถึง ๑๐๐ เต็มเพราะจะแรงไป จึงคุมกายวิญญัติวจีวิญญัติ ได้เพราะมีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา

ปฏิบัติไปจะไม่เป็นอนาสวะได้ทันทีหรอก ก็ได้สาสวะ ได้ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ คือจิตถูกขจัดชำระกิเลสไปเรื่อยๆ ขันธ์คุณก็สะอาดขึ้นเรื่อยๆ

เวลาปฏิบัติจะมนสิการเป็นต้องรู้องค์ ๗ ของสังกัปปะ ๑. ความดำริออกจากกาม (เนกขัมมสังกัปโป) ๒. ดำริในความไม่พยาบาท (อพยาปาทสังกัปโป) ๓. ดำริในความไม่เบียดเบียน (อวิหิงสาสังกัปโป) (พตปฎ. เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๖๒) ก็คือจัดการตัวดูดกับตัวผลักนั้นแหละ ก่อนเลย ต้องจับให้มั่น วิจิกิจฉาก็หายไป คุณลืมตาจะปฏิบัติกามกับพยาบาท แต่ถ้าหลับตาก็ปฏิบัติถีนมิทธะกับอุทธัจจะ แต่การนั่งหลับตาจะไม่ได้ทำเบื้องต้น คือกามกับพยาบาท แม้ถีนมิทธะกับอุทธัจจะ กุกกุจจะก็เป็น เบื้องต้นได้

ถ้าสายเจโต ปฏิบัติจะได้ ยกตัวอย่างท่านหนักแน่นจะฟังแล้วจะได้แม่น ส่วนท่านแสนดินจะจำไม่แม่น สายหนึ่ง อุทธัจจังกิจจัง สายหนึ่งเป็น ถีนังมิทธัง ก็มีสองลักษณะ เข้ากับออก ก็ต้องเข้าใจ แม้คุณจะปฏิบัตินั่งหลับตาก็จะได้ สังขิตตังจิตตัง แต่ว่าถ้าวิกขิตตังจิตตังก็เข้าใจรู้แต่จำไม่ได้หรอก ส่วนสายเจโต จะรู้เป็นตัวๆจับได้ ก็ต้องฝึก เราเป็นสายไหน เป็นสายเจโตก็ต้องฝึกปัญญา ท่านหนักแน่นจะไม่ค่อยมาฟังธรรม ส่วนท่านแสนดินจะมาฟังธรรม เก็บรายละเอียด ก็มีสองสายใหญ่ๆ เป็นธัมมานุสารีและ สัทธานุสารี

สายศรัทธา จากสัทธานุสารี จะได้สัทธาวิมุติ ได้กายสักขี ก็ไม่ได้บรรลุ ต้องได้ทำสัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แต่สายปัญญา เริ่มจาก ธัมมานุสารี มาเป็นทิฏฐิปัตตะ มาเป็นปัญญาวิมุติ จะบรรลุได้เร็วกว่า เพราะว่า สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกายมาตั้งแต่เริ่มต้น

อย่างพระพุทธเจ้า สาย ปัญญาธิกโพธิสัตว์คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้ปัญญาเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมี ทั้งหมด 20 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป สัทธาธิกโพธิสัตว์คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมี โดยใช้ศรัทธาเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมีทั้งหมด 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป วิริยาธิกโพธิสัตว์คือพระโพธิสัตว์ที่สร้างบารมีโดยใช้วิริยะเป็นตัวนำ ระยะเวลาการสร้างบารมีทั้งหมด 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป

ปฏิบัติไปจะได้ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ตั้งแต่กามภพ เราก็เรียนรู้ในกามก่อน ทำให้หมดจะได้โครงสร้างที่จะเรียนรู้ที่จะดับได้ แต่การไปนั่งหลับตาไม่เกิดปัญญาทำแต่ในสัญญาไม่ครบบริบูรณ์ไม่เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายที่เรียงร้อยอย่างสำคัญ ถ้าทำได้สัมมาทิฏฐิเป็นลำดับ คือประมาณกิเลสตน ในโลกสมุทัย เรามีสมุทัยก็จับสมุทัย

อาตมาตั้งต้นให้เร่ิมแต่ ศีล ๕ แม้แต่คุณจะบวชเป็นพระแล้ว ทุกวันนี้ศาสนาเพี้ยน เพราะไม่มีศีลแล้ว พระพุทธเจ้าเก่งกว่าเอ็มเบดก้า เพราะท่านตรารธน. อันเดียวคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไม่มีใครไปบังอาจแก้ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธให้เห็นเลยว่าเป็นศาสนาที่ไม่มีศีล มีแต่วินัยที่เป็นกฎหมายลูก เป็นของหยาบที่ต้องได้ต้องเอาก่อน ถ้าไม่มีวินัยคือไม่มีรั้วเลยก็ไม่เหลือบ้านแน่ แต่วินัยคือกฎชั้นรองของศีล

มหาศีลนี้ยืนยันศาสนาพุทธว่าต้องไม่มีเดรัจฉานวิชชา แต่ทุกวันนี้เกือบทุกวัดมีจุดธูปเทียน รดน้ำมนต์เป็นเดรัจฉานวิชชาไปหมด ในมหาศีลบอกเลยว่า ไม่ให้มี ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ คุณบกพร่องแม้ข้อเดียวในมหาศีลก็คือด่างพร้อยในศาสนาพุทธ เป็นเครื่องชี้วัด

ส่วน มัชฌิมศีลเป็นศีลที่ขยายรายละเอียดเพิ่มจากจุลศีล เป็นการเชื่อมกับสังคมส่วน จุลศีลเป็นหลักเกณฑ์ศีลเบื้องต้นเลย

ต้องปฏิบัติศีลโดยอ่านเวทนา ที่เป็นมโนปวิจาร ต้องอ่านได้ อาการคุณมีสภาวะรองรับว่า เคหสิตอุเบกขากับ เนกขัมสิตอุเบกขามันต่างกันอย่างไร พวกคุณปฏิบัติมาแยกแยะได้ไหม ...

อธิบายไปก็เป็นสัมพัทธภาพ กันหมด

มาถึงภาคที่จะมนสิการกัน ก็ต้องที่ สังกัปปะ ๗ เลข ๗ คือเกิดเต็มรอบแล้ว แล้ว ๘ คือเติมความเกิด เมื่อเป็น ๙ ก็สมบูรณ์ แต่ถ้า ๑๐ ก็คือ ๐ แล้ว คนไม่รู้สังกัปปะ ๗ ไม่มีสมาธิจริง ต้องรู้สองสถานะคือปัญญากับเจโต

ตัวเจโตคือ ๔. ความแน่วแน่ (อัปปนา) ๕. ความแนบแน่น (พยัปปนา) ๖. ความปักใจมั่น (เจตโส อภินิโรปนา) เป็นความตั้งมั่นที่แข็งแรงมีโลกุตระ มีโลกวิทู โลกานุกัมปา เป็นความเยี่ยมยอดของการตั้งมั่น ๗. วจีสังขารเตรียมจะพูด (วจีสังขาโร) (พตปฎ.เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๖๓)

ส่วนฐานปัญญา เป็นพลังงานลบ เป็นอิเล็กตรอน ร่วมกันทำงาน

ยกตัวอย่าง อาตมาขณะนี้มี หนึ่งฟ้าเป็นอิเล็กตรอน แล้วมีนิ่มเป็นโปรตอน แต่คนละขั้ว แต่จริงๆแกนเดียวกัน เป็นแม่เหล็กแกนเดียวกัน เข้าใกล้กันแล้วดีดออก

ตักกะ นี่คือ พยายามดู แล้วพอสัมผัสแล้วก็เกิดอารมณ์ นั่นแหละในอารมณ์คือจิตเร่ิมเกิดมีการสังขารแล้ววิเคราะห์ให้เร็ว มีกามไหม มีพยาบาทไหม?

เมื่อมีกามวิตกก็รู้ มัน แล้วปฏิบัติ แบบ กดข่มก็เป็นสามัญ คนสามัญก็ระมัดระวัง รักษามารยาทภายนอก ก็ไม่ให้มันเกิด ยิ่งต่อหน้าคนก็ต้องควบคุม เป็นวิกขัมภนปหาน แต่การข่มโดยรู้นี่มีประโยชน์นะ ไม่ใช่เดรัจฉานที่แสดงออกเต็มที่เลย คนหน้าด้านๆก็แสดงออกเต็มที่เลย แสดงว่าตนเป็นแบบนี้ ก็ไม่ดี ก็ต้องข่ม เป็นธรรมดา ทุกคนทำเป็น เราก็รู้เสียว่านี่เป็นการข่ม การข่มไม่บรรลุ ต้องมีการเห็นทั้งนอกและใน เรียกว่าวิปัสสี ให้เป็นวิอะไรที่ไม่ควรให้มีอาการอยู่ ก็พิจารณาว่าอาการอย่างนี้มันเที่ยงไหม โดยเฉพาะอาการกามตัณหา พยาบาท มันพาไปหาทุกข์ พาไปเลวร้ายเสื่อม ยิ่งมีเหตุนี้เราเลยต้องไปรับทุกข์ ภาวะ แล้วก็เพื่อจะได้สมใจแล้ว ก็เกิดชินชา จืดจาง เบื่อเป็นพักๆหรือเปลี่ยนอันใหม่ ไปหาสุขใหม่อีก เป็นวรรคเป็นเวร หากมีรสติดยึดชอบใจสมใจ เมื่อได้สัมผัสอันนี้ เดี๋ยวคุณก็จะมันชักอิ่มเต็มก็หาอันใหม่อีก มันไม่ได้เป็นตัวจริงเลย เปลี่ยนไปยิ่งกว่าพยับแดด พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมด

ให้คุณเห็นด้วยปัญญาอันเฉียบแหลมเลย เห็นอนิจจังทุกขังอนัตตา สามพยัญชนะนี้ยิ่งใหญ่ มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ถ้าคุณเกิดปัญญาญาณอันลึกซึ้งเลย เป็นไฟปัญญาที่สูงกว่าไฟราคะ โทสะ โมหะเลย เป็นฤทธิ์ของมโนมยิทธิ เป็นความเก่งหลากหลาย เก่งตัวแรก เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ จากหนึ่งเป็นหลาย จากหลายเป็นหนึ่งก็ได้ จากไม่มีเป็นหนึ่ง แล้วจากหนึ่งเป็นหลากหลายได้ โดยเฉพาะอาตมามาคนเดียวแล้วก็ค่อยเพิ่มมีลูกจำนวนพันเป็นเอนก นี่คือิทธิวิธญาณ ทุกคนมีความเจริญได้จริง

สายเจโตหรือปัญญาก็ต้องแก้ไขตน ให้เพิ่มสิ่งที่ตนขาด อย่าชังกันอย่าทะเลาะกัน แล้วจะเกิดความรวม ให้รู้แม้อาตมาเปิดเผยชื่อก็ให้เป็นประโยชน์ให้ปรับปรุง ก็ยกตัวอย่างคนที่คบหากัน มันยิ่งกว่าอาตมาจะอธิบายเป็นร้อยเป็นพันครั้งนะ คุณจะเห็นลีลาของสองคนที่อาตมายกมาหรือแม้แต่เจ้าตัวที่อาตมาพูดนี้ก็ตาม ก็จะได้ประโยชน์ เป็นของดี

อย่างพระเทวทัต ลึกๆแล้วพระพุทธเจ้าท่านขอบคุณพระเทวทัต มีพระเทวทัตทำให้พระพุทธเจ้าเด่นขึ้นมาทำให้คนเข้าใจได้มากขึ้นอีก ถ้าสังคมยุคนี้ไม่มีท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน