580616_ธรรมาธรรมะสงคราม มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๖.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580616_ธรรมาธรรมะสงคราม มหาจัตตารีสกสูตร ตอน ๖

พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ ๑๖ มิ.ย.๒๕๕๘ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะแม....คนเขาเคยพูดกันว่า ธรรมะคือธรรมชาติ มันก็ไม่ผิด แต่ว่าธรรมะนั้นต้องบอกว่า เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นแนวคิดทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ก็ควรนิยามให้ชัดว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และตรัสรู้คือธรรมะที่เหนือธรรมชาติ เหนือโลกด้วย โลกก็คือธรรมชาติ

แล้วจะเหนือธรรมชาติ ต้องรู้จักธรรมชาติไหม?ก็แน่นอน เราอยู่เหนือก็เหนืออะไรก็เหนือธรรมชาติ เหนือโลก นี่คือคำตอบที่แท้จริง เขาพูดกันไปว่า ธรรมะต้องเข้าหาธรรมชาติ ก็ใช่ และเราต้องเหนือธรรมชาติ จึงเป็นผู้บรรลุธรรม เหนือธรรมชาติไม่ได้ใช่การเบ่งข่มเบียดเบียนธรรมชาติ แต่จะอยู่กับธรรมชาติได้อย่างดีไม่เบียดเบียนธรรมชาติ และเป็นผู้พึ่งตนเอง ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไปกับโลกที่โลกมอมเมาเป็นเรื่องฟุ้งเฟ้อ ฟรุ้งฟริ้งไป เราก็มาเรียนรู้ธรรมชาติ และรู้ว่าเราทำลายธรรมชาติไปเท่าไหร่ ทั้งดิน น้ำ ไฟ ลม ทำลายหมด ทำลายป่า เขา ลำเนาไพร ทำลายสิ่งแวดล้อม

อย่างกทม.นี่ทำลายธรรมชาติเกลี้ยง กลายเป็นป่าคอนกรีต มีสะพานเส้นก๋วยเตี๋ยวเต็มไปหมด อาตมาเรียกตึกสูงๆแท่งๆว่า สุสาน กลายเป็นป่าช้าคอนกรีต ฝนตกมาก็ขังนองเต็มหมด ลมพัดเข้าไปก็หลงทางหมด กระแสผิดหมด อากาศอบอ้าววุ่นวาย ทุกอย่างเสียหมด อย่างนี้เป็นต้น นี่คือผู้ไม่รู้ธรรมชาติ แล้วหาว่า เจริญ แต่ความจริงคือความเสื่อม แล้วหาว่าตนเจริญ หลงว่าตนเจริญ

การไม่รู้ว่าธรรมชาติคืออะไรก็ลำบาก ธรรมะพระพุทธเจ้าเรียนรู้แล้วจะเกิดปัญญาญาณเรียนรู้โลก ที่เราอยู่ด้วยเกี่ยวข้องด้วย โดยไปยึดอะไรก็ไม่รู้ที่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยเสียหาย หลงเลอะเทอะเกินกว่าความจำเป็นมากหนัก ให้รู้ตนเอง ว่าตนเป็นทานสิ่งเหล่านั้นก็เลิกมา ที่ไปห

อ่านต่อ

ลงว่าน่าได้น่ามีน่าเป็นแล้วเป็นสุข ไม่ได้ก็เป็นทุกข์ เราก็เลิกมาเป็นลำดับ เป็นผู้พ้นโลกตั้งแต่อบาย

พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ล้างสิ่งติดยึดในจิตใจ ตั้งแต่เราทำอยู่มาก ทำเป็นประจำ ทำอยู่ในชีวิตก็เรียกกรรมนี้ว่า อาชีวะ ในสัมมาอาชีวะของพระพุทธเจ้าให้เรียนรู้มรรค ๗ องค์ คือ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะนี่แหละที่ต้องปฏิบัติ ในสัมมาทิฏฐิข้อ ๔ สุกฏทุกตานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก จะดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่กรรม ทำได้ก็สั่งสมเป็นผลวิบากในจิต การปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติที่กรรม หากไม่รู้กรรมกิริยาที่ทำประจำ เช่นชีวิตเราเสพติดสิ่งนี้เราก็จะทำอยู่ประจำ อะไรก็ตามที่เราทำประจำคืออาชีวะแล้วก็เสพสุขอยู่ จะได้เงินหรือไม่ก็แล้วแต่ ถึงไม่ได้ก็เสพ

เช่น คุณหญิง เป็นภรรยาขรก.ชั้นสูงหรือนักธุรกิจชั้นสูง ไม่ทำงานทำการอะไรหรอก เขายืนยันว่าตนเป็นอาชีพแม่บ้าน แต่คนรวยก็สั่งการเฉยๆ สมมุติว่าแม่บ้านคนนี้มีชีวิตแวะไปเล่นแต่ไพ่ แล้วเสียเงินได้เสียเงินดีก็เล่นไม่เก่ง แต่ชอบ ติดเล่นไพ่ เป็นอบายมุข เสียไปก็ไม่เป็นไร สามีหาเงินเก่ง อาชีพเขาเขียนว่าเป็นแม่บ้าน แต่ที่จริงอาชีพคือเล่นไพ่ ชีวิตเป็นสุขทุกข์ เป็นเรื่องราวกับการเล่นไพ่ นี่คืออาชีพ อาชีพไม่ได้คือการทำแล้วได้เงิน ไม่ใช่

อาชีพอาสาสมัคร ทำงานไม่ได้เงิน แต่เป็นอาชีพเขา เขารับใช้มนุษยชาติ ทำงานรับใช้สังคม เขาไม่ได้เงิน แต่อาชีพของเขา เป็นคนอาสา อยู่ในสังคม ทำเป็นประจำ ยินดีชื่นใจ เป็นสุข ชื่นชอบ แต่เป็นคุณค่า เขาทำงานดีทำงานรับใช้มวลชน ไม่ได้เงินได้ทอง คำว่าอาชีพไม่ได้หมายถึงว่าทำแล้วได้เงินเลี้ยงชีวิต

นักบวช ทำงานทั้งศึกษาปฏิบัติธรรม มีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติมรรค ๗องค์อย่างดี ไม่ได้เงินทองเลย มีอาชีพศึกษาตนให้หลุดพ้นแล้วช่วยมวลชน นี่คืออาชีพของนักบวชชาวพุทธ ก็ช่วยมวลชนไป ทำในหมู่เล็กอย่างอาตมาทำในหมู่เล็ก เพราะคนที่จะให้ช่วยก็มีเงื่อนไขที่ยาก เป็นโลกุตระ เป็นอาริยะ ขอยืนยันว่าเป็นประโยชน์ต่อมวลชนแท้จริง มีมากก็ดี แต่ไม่มากก็ไม่เป็นไร อาตมาทำมา ๔๕ ปีก็ไม่ได้ทำเพื่อได้เงินทองอะไร แม้จะมีคนบริจาคก็ไม่ได้ใช้ส่วนตัว ตั้งปณิธานเด็ดขาดว่าเงินเหล่านั้นจะไม่ซื้อมาบำบัด เช่นบำบัดทุกข์ของตน เช่นป่วยก็ไม่ใช้เงิน มีชีวิต ให้คนอื่นเลี้ยงไว้ พิสูจน์ว่าเราเป็นคนมีประโยชน์ต่อประชาชน ให้เขาเลี้ยงไว้ ก็ไม่เคยอด นอกจากตั้งใจอดเอง ไม่ได้ทำเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข

อาตมาภูมิใจว่าเราเป็นนักบวชของพระพุทธเจ้าที่ไม่ต้องการคนนับถือไม่ต้องการบริวาร ส่วนใครจะมารวมกันก็เชิญ แล้วก็ได้ช่วยคนอื่นต่อไป ไม่ใช่ให้มาบำรุงบำเรออาตมา ไม่ใช่

ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม ๒๑ ข้อ ๒๕)

อาตมาไม่ได้ล้ม แต่เขาล้มไปแล้ว ศีลก็ล้มไป สมาธิก็ล้มไป ปัญญาก็ออกนอกทิฏฐิพุทธเป็นมิจฉาทิฏฐิไป ขออภัยที่พูดฟันธง ว่าเขาผิดเราถูก เหมือนยกตนข่มท่านเลย ยิ่งวิมุติ นิโรธยิ่งไปใหญ่เลย อาตมาพูดมา ๔๕ ปีเสียงค้านก็ไม่เท่าไหร่ แต่ตอนโน้นจะปิดไม่ให้อาตมาแสดงธรรมเลย แต่โดยสัจธรรมเป็นไม่ได้ ก็เลยมาได้เป็นอย่างทุกวันนี้ ก็มีแต่จะทำอย่างไรให้เขาตื่นรู้ แก้ไข มันน่าสงสาร

ถ้าธรรมะพระพุทธเจ้าจะกลายเป็นหมัน หมายความว่าคนไม่เกิดมรรคผลตามธรรมโลกุตระของพระพุทธเจ้า ก็ยังพอทำเนา แต่นี่นอกจากไม่มีมรรคผลแล้ว มันกลับกลายมาทำลายความเข้าใจ ทำลายลัทธิของพระพุทธเจ้าไปให้เข้าใจผิดอีกมากมาย แล้วหลอกคนว่าเป็นศาสนาพุทธอีก ขออภัยที่เหมือนว่ากันหนัก อาตมาก็ว่าทำไมอัตตาจัดไม่เห็นแก่สัจธรรม ทำไมติดยึดในศีลพรต อุปาทานกันในความเห็นความรู้ว่าต้องอย่างนี้ๆ ติดยึดในทิฏฐุปาทาน สีลลัพพตุปาทาน แล้วอัตตวาทุปาทาน แม้ภาษาบัญญัติก็ไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่เข้าถึงปรมัตถ์

แม้ทินนังก็ไม่เป็นอัตถิ เป็นแต่นัตถิทินนัง มีแต่สอนให้ทานแล้วรวย ได้มากขึ้น สอนให้โลภมากขึ้น สร้างภพชาติ วิมานในชาติต่อๆไป แต่ชาตินี้ก็ไม่สามารถ ถูกปอกลอกจนหมดตัวตายไป ที่มีความสามารถก็ไปเร่งรีดนาทาเร้นคนให้มาบริจาค กู้มาบริจาคอีก

เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).

๑. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ๒. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) ๓. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ปฏิบัติแล้วได้ผลอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง เพราะไม่รู้ว่ารูปกาย นามกาย คืออะไร แล้วคำว่ากายก็เข้าใจผิดเพี้ยนไปหมด ๔. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . ๕. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ ๖. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ

เป้าที่จะเป็นการปฏิบัติที่จิตคือสังกัปปะ ๗ [๒๖๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความตรึก(ตักกะ) ความวิตก(วิตักกะ) ความดำริ(สังกัปปะ) ความแน่ว(อัปปนา) ความแน่ (พยัปปนา)ความปักใจ(เจตโสอภนิโรปนา) วจีสังขาร ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึกมีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่นี้แล สัมมาสังกัปปะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ เพื่อบรรลุสัมมาสังกัปปะ ความพยายาม ของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาสังกัปปะได้ มีสติบรรลุสัมมาสังกัปปะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาสังกัปปะ ของภิกษุนั้น ฯ

[๒๖๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมา ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉาวาจา รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจา ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

[๒๖๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาวาจาเป็นไฉน คือพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เจรจาเพ้อเจ้อ นี้ มิจฉาวาจา ฯ

[๒๖๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวสัมมาวาจา เป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๖๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการเจรจาเพ้อเจ้อ นี้ สัมมาวาจา ที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๖๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาวาจาของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด(อารติ) ความเว้น(วิรติ)ความเว้นขาด(ปฏิวิรติ) เจตนางดเว้น (เวรมณี)

จากวจีทุจริตทั้ง ๔ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญ อริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาวาจา ของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาวาจา เพื่อบรรลุสัมมาวาจาอยู่ ความพยายามของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาวาจาได้ มีสติบรรลุสัมมาวาจาอยู่ สติของเธอนั้นเป็นสัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะสัมมาสติ ย่อมห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาวาจาของภิกษุนั้น ฯ

[๒๖๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานก็สัมมา ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉากัมมันตะว่า มิจฉากัมมันตะ รู้จักสัมมากัมมันตะ ว่า สัมมากัมมันตะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

[๒๗๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉากัมมันตะเป็นไฉน คือ ปณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร นี้ มิจฉากัมมันตะ ฯ

[๒๗๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะเป็นไฉน ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าว สัมมากัมมันตะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค อย่าง ๑ ฯ

[๒๗๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผล แก่ขันธ์เป็นไฉน คือ เจตนางดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเม สุมิจฉาจาร นี้สัมมากัมมันตะที่ยังเป็นสาสวะเป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ ฯ

[๒๗๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็น อนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงดความเว้น เจตนางดเว้น จากกายทุจริต ทั้ง ๓ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมากัมมันตะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ

ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉากัมมันตะ เพื่อบรรลุสัมมากัมมันตะ ความพยายาม ของเธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉากัมมันตะได้ มีสติบรรลุสัมมากัมมันตะอยู่ สติ ของเธอนั้น เป็น สัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อม ห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมากัมมันตะของภิกษุนั้น ฯ

[๒๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็ สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่า มิจฉาอาชีวะ รู้จักสัมมาอาชีวะ ว่าสัมมาอาชีวะ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ

[๒๗๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน คือ การโกง การล่อลวง การ ตลบตะแลง การยอมมอบตนในทางผิด การเอาลาภต่อลาภนี้มิจฉาอาชีวะ ฯ

[๒๗๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าว สัมมาอาชีวะเป็น ๒ อย่าง คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง ๑ สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรคอย่าง ๑ ฯ

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผล แก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีพด้วยสัมมา อาชีวะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผล แก่ขันธ์ ฯ

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความงด ความเว้นเจตนางดเว้น จากมิจฉาอาชีวะ ของภิกษุผู้มีจิตไกลข้าศึก มีจิตหาอาสวะมิได้ พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เจริญอริยมรรคอยู่ นี้แล สัมมาอาชีวะของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค ฯ ภิกษุนั้นย่อมพยายามเพื่อละมิจฉาอาชีวะ เพื่อบรรลุสัมมาอาชีวะ ความ พยายามของ เธอนั้น เป็นสัมมาวายามะ ฯ ภิกษุนั้นมีสติละมิจฉาอาชีวะได้ มีสติบรรลุสัมมาอาชีวะอยู่ สติของเธอนั้น เป็น สัมมาสติ ฯ ด้วยอาการนี้ ธรรม ๓ ประการนี้ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ย่อม ห้อมล้อม เป็นไปตามสัมมาอาชีวะของภิกษุนั้น ฯ

[๒๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธา น ก็สัม มา ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอ เหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติ จึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอ เหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติ จึงพอเหมาะได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล พระเสขะผู้ ประกอบด้วยองค์ ๘ จึง เป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑๐ ฯ

[๒๘๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๗ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็ สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ผู้มีสัมมาทิฐิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาทิฐิได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็น อเนกบรรดามี เพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาทิฐิสลัดได้แล้วและกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ฯ

ผู้มีสัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสังกัปปะได้... ผู้มีสัมมาวาจา ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวาจาได้... ผู้มีสัมมากัมมันตะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉากัมมันตะได้... ผู้มีสัมมาอาชีวะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาอาชีวะได้... ผู้มีสัมมาวายามะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวายามะได้... ผู้มีสัมมาสติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสติได้... ผู้มีสัมมาสมาธิ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาสมาธิได้... ผู้มีสัมมาญาณะ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาญาณะได้... ผู้มีสัมมาวิมุตติ ย่อมเป็นอันสลัดมิจฉาวิมุตติได้ ทั้งอกุศลธรรมลามกเป็นอเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยนั้น ก็เป็นอันผู้มีสัมมาวิมุตติสลัดได้แล้ว และกุศลธรรมเป็น อเนกย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการนี้แล จึงเป็นธรรมฝ่ายกุศล ๒๐ ฝ่ายอกุศล ๒๐ ชื่อ ธรรม บรรยายมหาจัตตารีสกะ อันเราให้เป็นไปแล้ว สมณะ หรือ พราหมณ์ หรือเทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใครๆ ในโลก จะให้เป็นไปไม่ได้ ฯ

คือฝ่ายกุศล ก็มีกุศลเคหสิตะกับเนกขัมมะ(โลกุตระ) และอกุศลของเคหสิตะและอกุศลโลกุตระ จึงเป็น ๔๐ ก็ต้องปฏิบัติรู้ทั้ง สองฝ่าย

พวกนั่งหลับตาสมาธิเขาจะสลัดมิจฉาญาณตรงไหน?... แล้วมิจฉาวิมุติเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าอันนี้วิมุติ อันนี้ไม่ใช่วิมุติ ไม่ได้สัมผัส หมากต้อง หมากทุเรียนว่าตนติดไหม? เขาก็นึกเอาสร้างภาพชาติ เป็นรูปภพ อรูปภพเอาทั้งนั้น

[๒๘๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์ ผู้ใดผู้หนึ่งพึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าว ตามกัน ๑๐ ป ระการ อันชอบด้วยเหตุของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ถ้าใคร ติเตียนสัมมาทิฐิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีทิฐิผิด ถ้าใครติเตียน สัมมาสังกัปปะ เขาก็ต้องบูชาสรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสังกัปปะผิด ถ้าใครติเตียน สัมมาวาจา เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีวาจาผิด ถ้าใครติเตียนสัมมากัม มันตะเขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีการงานผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาอาชีวะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีอาชีวะผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวายามะ เขาก็ ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีความพยายามผิดถ้าใครติเตียนสัมมาสติ เขาก็ ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสติผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาสมาธิ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่านสมณพราหมณ์ผู้มีสมาธิผิดถ้าใครติเตียนสัมมาญาณะ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญ ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีญาณผิด ถ้าใครติเตียนสัมมาวิมุตติ เขาก็ต้องบูชา สรรเสริญท่าน สมณพราหมณ์ผู้มีวิมุตติผิด ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง พึงสำคัญที่จะติเตียน คัดค้าน ธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะนี้ การกล่าวก่อนและการกล่าวตามกัน ๑๐ ประการ อันชอบด้วย เหตุของสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น ย่อมถึงฐานะน่าตำหนิในปัจจุบันเทียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้พวกอัสสะและพวกภัญญะชาวอุกกลชนบท ซึ่งเป็นอเหตุกวาทะ อกิริยวาทะ นัตถิกวาทะ ก็ยังสำคัญที่จะไม่ติเตียน ไม่คัดค้านธรรมบรรยายมหาจัตตารีสกะ นั่นเพราะเหตุไร เพราะ กลัวถูกนินทา ถูกว่าร้าย และถูกก่อความ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของ พระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ มหาจัตตารีสกสูตร ที่ ๗

ต้องเข้าไปศึกษาตั้งแต่มีสภาวะแล้ว ทำการอธิวจนสัมผัสโส เพราะพระพุทธเจ้าการสัมผัสแม้แต่ชื่อของรูปกายจะปรากฎไหม? เพราะนามกายก็ไม่รู้

รูปกายก็ต้องมีสัมผัสนอกแล้วข้างในก็เป็นนามกาย แม้อาตมาจะแสดงออกถึงกายวิญญัติวจีวิญญัติอย่างไร แต่คุณเข้าใจในนามกายแล้วก็จะเข้าใจได้ดี อาตมาแสดงธรรมกับพวกเราสบายมาก เพราะพวกเราเข้าใจ รูปกาย นามกาย มีบัญญัติกำกับ มีอธิวจนะ และเพราะคุณมีสภาวะชัดเจนก็จะไม่งงไม่สงสัยไม่ตู่ไม่ว่าอาตมา เห็นอาตมาแสดงอาการก็จะไม่ว่า แต่คนข้างนอกเขาดูแต่เพียงอาการ รู้จากอาการผิวเผินภายนอก

เมื่อมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ หรือมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานย่อมสลัดมิจฉาทิฏฐิได้ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เพราะทิฏฐิเป็นความเห็นความรู้ ว่าทานก็ต้องทำใจอย่างนี้ ไม่ใช่ทานแค่กายหรือภายนอก ทานต้องทำที่ใจ แต่อธิบายกันทั่วไปอธิบายให้ทำใจกันอย่างไร?

ต่อมาก็ต้องมาทำที่สังกัปปะ เพราะใจเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง จะทำให้อย่างอื่นเจริญไปหมดได้ สัมมาสังกัปปะ จะขอท้าวไปถึง สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ

สังกัปปะเป็นตัวมโน หากปฏิบัติ สังกัปปะ ๗ ให้รู้สภาวะในจิต พิจารณามีธัมมวิจัยในจิต แล้วจัดการ อภิสังขาร ตอนแรกตั้งแต่หยาบ ขั้นหยาบเรียกโอฬาริกอัตตา ในบรรดาสัมมาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะอะไรหยาบกว่ากัน ก็ลำดับหยาบสุดคือสัมมาอาชีวะ ละเอียดสุดคือสัมมาสังกัปปะ

โอฬาริกอัตตา จะต้องพิจารณาตั้งแต่ต้นมาหาปลาย ก่อนอื่นต้องละความหยาบ โอฬาริกอัตตาก่อน นี้คือทิฏฐิ เมื่อเข้าใจเช่นนี้ มิจฉาอาชีวะ เป็นกรรมอันหยาบกว่าเพื่อน กรรมที่เลี้ยงชีพด้วยอบาย เลี้ยงชีพด้วยการโกง (กุหนา) เลี้ยงชีพด้วยการหลอกลวง(ลปนา) อันนี้เป็นทุจริตหยาบ คุณต้องเจตนางดเง้น (เวรมณี)ก่อน เมื่อถือศีล กัมมันตะก็ดี อาชีวะ ๕ นั้น กุหนา ลปนา หยาบ

พอมากัมมันตะก็มี ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร เอาง่ายๆก่อนที่ปาณาติปาตากับอทินนานทานา อย่าฆ่าสัตว์กับอย่าลักทรัพย์คือลดโทสะกับโลภะหยาบก่อน แม้กัมมันตะที่หยาบรองจากอาชีวะคุณก็ต้องเลิกทุจริต ตั้งแต่กระทบชีวิตสัตว์ ไปโกง หรือไปพูดก็ตาม ในมิจฉาวาจา ก็เร่ิมที่กัมมันตะก่อน ก็ละเลิกทั้งกัมมันตะ ๓ที่ทุจริต ทั้งกุหนา ลปนาด้วย

ศีล ๕ ปานาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร แล้วการทุจริตทางอาชีวะนี้เป็นอบายทั้งนั้นต้องเลิก แล้วก็มารู้อบายที่มันเป็นทุกข์เป็นสุขที่ไร้สาระมอมเมาจัดจ้าน ไร้ประโยชน์เป็นเพียงเสพรสเท่านั้น การละเล่นก็คือกีฬา ที่แปลว่าการละเล่นเลย การแสดงบันเทิงต่างๆที่จัดจ้านซับซ้อนเสพอารมณ์ตอนนั้น มันเป็นของหยาบ เป็นอบายรส โดยเฉพาะราคะรส ส่วนโลภะคือโลภมาให้แก่ตน ส่วนโทสะก็คือทำร้าย ด้วยการโกงหลอกลวง ต้องเลิกให้ได้ทั้งกัมมันตะ อาชีวะ แม้แต่ผู้จะไปเกี่ยวข้องอยู่ ก็ให้เลิก

เราเป็นเหตุปัจจัยเชื่อมโยงอยู่หรือเราทำแล้วก็บอกว่าเราไม่ได้ทำ คุณผิดไปเกี่ยวข้องกับกุหนา ลปนาหรือ มิจฉากัมมันตะอยู่ คุณยังเกี่ยวข้องอยู่ก็ยังเลอะอยู่ แล้วพูดว่าไม่ได้เกี่ยวก็ยังหยาบทางวาจาด้วย หยาบต้องละก่อนแล้วมาถึงสังกัปปะ

สังกัปปะ ๗ นี่ เป็นธรรมะสอง ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ นี่เป็นหมวดหนึ่ง กลุ่มหนึ่ง

อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา นี่ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ปฏิบัติสองอันนี้เป็นธรรมะสองที่ต่างเพศกัน

ทำให้มันเป็นหนึ่งให้ได้ เมื่อคุณดำริ มิจฉาสังกัปปะ ดำริในกาม ดำริในพยาบาท โดยเฉพาะที่คุณติดในกาม ในพยาบาท กับเรื่องใดก็ตาม เช่นคุณมีอาชีพทุจริต จะเป็นขรก.หรือธุรกิจ ก็ทุจริต คุณก็เลิก

จะรู้การนึกคิดได้ต้องมีผัสสะ หากไม่มีผัสสะจะไม่รู้เลยว่าคุณอยากหรือไม่อยาก นอกจากอยู่ไปนานๆเลยเกิดอยาก แต่ถ้ามีสัมผัสจะรู้ได้ทันที เช่นตั้งศีล ๕ แล้วสัมผัสอะไรก็ตามที่เข้าข่ายกามหยาบๆของเรา พยาบาทของเรา คุณก็อ่าน อาการ ลิงค นิมิต ของจิตนั้นให้ได้ อ่านในขณะมีผัสสะไม่ใช่ปฏิบัติในขณะหลับตา อ่านในขณะมีผัสสะ

ก็ต้อง ดู [๖๐] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ อย่างอวิชชามันก็รวมเป็นผี(ทุกข์)หรือเทวดา(สุข) ก็รวมเป็นเวทนาโดยส่วนสอง คือเวทนานี่จะมีสองคือ เคหสิตเวทนากับเนกขัมมสิตเวทนา เมื่อคุณไม่มีความรู้จะเนกขัมมะ เวทนาคุณก็รวมลงเป็นเคหสิตเวทนาอย่างเก่งของคุณอยู่แล้ว ใครก็ทำได้เก่ง คือปุถุชนอยู่แล้ว ใครไม่เคยไม่มี อวิชชาเป็นประธานอยู่แล้ว ได้แล้วก็เสพ เสพแล้วก็ไปหาสุขใหม่ไปเรื่อยๆ อะไรต้องการก็ดันทุรังให้ได้ ถ้าสุดทางไม่ได้ก็ยอม หรือก็ดันเข้าไป ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ก็แย่งไปใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกอย่าง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา

ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ต้องมีความพอใจที่จะปฏิบัติธรรมมีฉันทะเป็นมูล แล้งจะได้ทำใจในใจได้ถูก ต้องทำใจในใจ ที่มันรวมลงที่เวทนา ในเวทนา ๑๐๘ แม้มนสิการไม่เป็นก็ไม่ได้ผล แต่เขาแปลมนสิการว่าแค่พิจารณาเท่านั้น ซึ่งได้แค่ความนึกคิด แต่อาตมาไม่แปลว่าทำไว้ในใจ แต่อาตมาแปลว่าทำใจในใจ จับเหตุที่ใจ แล้วทำกิเลสนี่แหละที่เป็นองค์ประชุมรูปนาม ทำตัวนี้ให้ออกหรือออกจากมันให้ได้ คือเนกขัมมะ

ต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยไม่เกิดเวทนา อารมณ์ที่คุณเกิดเวทนาในจิตที่เป็นความรู้สึกอารมณ์ที่เป็นผัสสะ คุณปั่นอารมณ์ built อารมณ์ ก็สร้างเอา นั่นไม่ใช่ความจริง คุณทำของคุณเองไม่ใช่ความจริงที่เกิดจากผัสสะแล้วเกิดอารมณ์ ฟังดีๆ อาตมาว่าอาตมาอธิบายละเอียด

[๖๐] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุก แห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

(เมื่อมีปสาทรูป กับโคจรรูป (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) กระทบกัน ก็จะเกิดภาวรูป ๒ (อิตถีภาวะกับปุริสสภาวะ) เราก็ทำให้รวมเป็นหนึ่งเป็น ปุริสสภาวะอย่างเดียว )

เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะ นั่นเอง ฯ ( inputเหตุคือ processนิทานคือ out put คือสมุทัย out come คือปัจจัย ผลก็คือ impact คือคุณได้สุขทุกข์ สวรรค์หรือนรก)

ก็คำนี้ว่า เพราะน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน