580618_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง ยอดนิยายของโลกในความเป็นมนุษย์ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580618_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง ยอดนิยายของโลกในความเป็นมนุษย์

พ่อครูว่า..วันนี้วัน พฤหัสบดี ที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๘ ขึ้น ๓ ค่ำเดือน ๘ ปีมะแม วันอาทิตย์เราประชุมชุมชนแล้ว ...อาตมารู้สึกสนุก ที่ได้บรรยายธรรมะขั้นนี้ ระดับนี้ กับหมู่ชนที่พูดกันแล้วก็ฟังกัน นั่งฟังแล้ว อาตมาก็ดูปฏิกิริยาตอบรับอยู่นะ การบรรยายหรือสอน ปฏิกิริยาตอบรับมันจะบอกเรา ถ้าเราบรรยายไปแล้ว คนฟังมีอาการอย่างไรจะรู้ได้ เห็นอาการ ลิงค นิมิต เครื่องหมายบอกเป็นนัยว่า อย่างนี้ฟังดีไหม สนใจไหม รับได้ยินดี เข้าท่า อย่างนี้หรือว่าไม่อยากฟังเลย เซ็งๆเบื่อๆ ดีไม่ดีหลับไป นั่นยิ่งดูง่าย สามารถรู้ได้ เป็นสภาพอธิวจนสัมผัสโส เป็นรูปกาย เป็นองค์ประชุมรูป/นามที่แสดงออกเป็นวิญญัติ มันบอกได้ มันจะมีชื่อบอกเรา เป็นภาษาไทยก็ได้ว่าอันนี้ยินดีฟังเรา หรืออันนี้ไม่ยินดี หรือฟังแล้วเข้าท่า หรือเวลาเราเกี่ยวข้องกับใครภายนอก มันจะค่อยเกิดญาณปัญญาหยั่งรู้ สามารถรู้ได้ด้วยรูปกาย เป็นกายวิญญัติแสดงออกว่าเขายินดีหรือไม่ยินดี ว่านี่เกิดอาการตอบรับ ว่าโกรธ หรือรักชอบแล้วนะ ก็เป็นสัญชาติญาณพอบอก แล้วก็จะมีอาการซ้อนว่าเสแสร้งก็มี จริงใจก็มี มันก็จะยากขึ้น

ถ้าเผื่อว่าใหม่ๆ อย่างพวกคุณนี่ถ้าใหม่ๆมาพบครั้งแรก คุณเกรงใจอาตมาจะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ไม่หลับ จะต้องใช้พลังงานแข็งแรง ดีไม่ดีเชียร์ด้วย ทั้งที่ไม่รู้เรื่อง เสแสร้งก็มี ยกยอปอปั้นก็มี ก็ค่อยเรียนรู้เราก็จะเข้าใจได้เรื่อยๆ

ตอนนี้มาอธิบาย กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ที่ซ้อนกันอยู่นี่ แล้ววิธีการที่จะอ่านกายอ่านจิตนี่ ในพระไตรฯ ล.๑๐ ข.๖๐

พระพุทธเจ้าว่า การสัมผัสทางรูปข้างนอก ไม่พร้อมด้วยอาการ มันไม่มีอาการเลย สัมผัสไม่มี อาการก็ดูไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าอาการข้า

อ่านต่อ

งนอกไม่มีเลย การสัมผัสข้างใน จะมีไหม?...ในนามกาย...ก็มีไม่ได้ นามกายก็ดี รูปกายก็ดี ทั้งสองอย่างต้องพร้อมด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส ถ้าอาการ ลิ นั้นไม่มี การสัมผัสด้วยอธิวจนสัมผัสโสหรือปฏิฆสัมผัสโส จะมีหรือไม่?...ก็ไม่มีให้เรารู้ได้ เพราะฉะนั้น นาม/รูป จึงต้องพร้อมด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส และผัสสะก็ไม่มี ถ้าผัสสะดับ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยก็ไม่เกิด

[๖๐] ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง ด้วยประการดังนี้แล ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะ ผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา ดูกรอานนท์ ก็ถ้าผัสสะมิได้มีแก่ใครๆ ในภพไหนๆ ทั่วไปทุก แห่งหน คือจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหา สัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง เพราะ ดับผัสสะเสียได้เวทนาจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งเวทนา ก็คือผัสสะ นั่นเอง ฯก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ (ข้างในไม่เรียกสุข/ทุกข์ ท่านเรียกว่าโสมนัส/โทมนัส)

ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าวไว้ว่า เพราะ นามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต และอุเทศ นั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ(อธิวจนสัมผัสโส)ในรูปกายจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ การบัญญัติรูปกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสโดยการกระทบ(ปฏิฆสัมผัสโส) จะพึงปรากฏในนามกายได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ (บางอันไม่มีชื่อเรียกแต่มีสภาวะก็มีเยอะ แม้ไม่มีชื่อ แต่ก็รู้ได้ด้วยปฏิฆสัมผัสโส ถ้าคุณมีปัญญาแล้วอ่านอาการเป็นแต่ถ้าไม่มีผัสสะคุณก็ไม่รู้ หรือแม้มีผัสสะแต่ไม่ได้ศึกษาฝึกฝนก็ไม่รู้ได้ แม้มันจะแสดงอาการออกมา)

ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อก็ดี การสัมผัสโดยการกระทบก็ดี จะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ (คำว่ากาย ขาดรูป หรือขาดนามก็ไม่ได้) เช่นในนามเกิดนิวรณ์ ๕ เป็นอาการเจตสิก เราก็จะรู้เลย เราจะอ่านได้ แต่ถ้ามันไม่มีเลย คุณจะไม่สามารถรู้ได้ เช่นอาการที่ผัสสะกระทบแล้วก็มีเจตสิกเกิด เกิดเวทนา เกิดอารมณ์ ในเจตสิก ๕๒

เจตสิก ๕๒ ลักษณะอาการจิตที่เขารวมไว้ ว่ามีหน้าที่ต่างๆ ที่ประกอบด้วย

อัญญสมานาเจตสิก๑๓ อัญญสมานาเจตสิก หมายถึง เจตสิกฝ่ายกลาง ๆ ที่สามารถเข้าประกอบกับจิตได้ ทั้งกลุ่มกุศลจิต กลุ่มอกุศลจิต และกลุ่มจิตที่ไม่ใช่กุศล / อกุศล (อัพยากตะจิต)

อัญญสมานาเจตสิกมี 13 ดวง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

สัพพจิตตสาธารณะ๗

หมายถึงเจตสิกที่เกิดกับจิตทั้งปวง เป็นกลุ่มเจตสิกที่ประกอบได้กับจิตทั่วไปทุกดวง (89 หรือ121ดวง) เจตสิกกลุ่มนี้เวลาเข้าประกอบ จะเข้าพร้อมกันทั้ง 7 ดวง แยกจากกันไม่ได้ จึงเรียกเจตสิกกลุ่มนี้ว่า สัพพสาธารณะเจตสิก 7

1) เอกกัคคตา ประคองจิตให้มีอารมณ์เดียว 2) ชีวิตินทรีย์ เป็นใหญ่ในการหล่อเลี้ยงนามธรรม คือจิตและเจตสิกทั้งหลาย 3) มนสิการ กระทำไว้ในใจ (มโน) 4) เวทนา 5) สัญญา 6) เจตนา 7) ผัสสะ อารมณ์ที่เกิดจากอายตนะ

มันเป็นธาตุหนัก เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น เป็น XX อันนี้ก็รวมตัวเป็นหนึ่ง เป็นชีวิตินทรีย์ที่รวมตัวควบแน่น ถ้าชีวะรวมตัวเป็นอิตถินทรีย์เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น ถ้าเราศึกษาเราก็จะรู้ว่ามันไม่ดี เราก็ต้องทำให้เป็นปุริสสภาวะ เป็นหนึ่งอีกชั้นหนึ่ง ซึ่ง xx ก็เป็นหนึ่ง หนึ่งชั้นแล้ว แต่มันเป็นธาตุที่ไม่ดีนะ เราตรวจสอบแล้วว่าไม่ดีเราก็จะเอาออกได้ แล้วจะทำ xx เป็น xyได้ แล้วจะเกิด xx แถม y ด้วย เป็นสามหน่วย แล้วจะเกิดเป็นพลังงานดีด้วย แสดงออกเป็น ๐ ๑ ๒ ถ้าจะให้ออกก็เป็น ๔ ๕ ๖ ไป

สัพพจิตตสาธารณะ๗ ในนาม ๕ รูป ๒๘ ถ้าหยั่งรู้ก็ทำให้เป็นหนึ่งเป็นเอกัคคตาได้แต่ถ้าไม่รู้มันก็เป็นพระเอกได้ แต่มันเป็นพลังงานแรงไปทางไม่ดีทางเลวได้

ปกิณณกเจตสิก๖

หมายถึงเจตสิกที่เรี่ยรายทั่วไป ไม่ได้เกิดกับจิตทุกดวง เป็นกลุ่มเจตสิกที่เข้าประกอบได้กับจิตทั่วไปเช่นกัน แต่เวลาเข้า ประกอบ จะเข้าไม่พร้อมกัน แยกกันประกอบตามลำดับ เจตสิกกลุ่มนี้เรียกว่า ปกิณณกะเจตสิก 6

1) วิตก การนึก 2) วิจาร การคิด 3) อธิโมกข์ จูงจิตให้เชื่อ(ตามที่คิด) 4) ฉันทะ ความชอบใจในสิ่งที่เชื่อ 5) วิริยะ ความพยายามตามความเชื่อนั้น 6) ปีติ ความอิ่มใจ เมื่อรับผลจากความพยายามนั้น

วิตกคือวิตักกะ คือจิตที่ยิ่งในทางที่ไม่ดี (วิ นี่ดียิ่งหรือไม่ดีก็ได้) ตัวไหนไม่ดีให้เอาออก มันมีกามหรือพยาบาทก็เอาออกให้ได้ เป็นเนกขัมมะได้จิตคุณก็เป็นวิตักกะหรือสังกัปปะได้ ซึ่งมี ๗ ด่าน ถ้าวิตักกะผ่านก็จะทำให้ตัวที่ไม่มีออกไปหรือหายไปได้ พฤติกรรมจิตสะอาด เป็นสังกัปปะที่ดี แล้วผ่านอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ผ่านเป็นวจีสังขาร ก่อนออกไปสู่กายกรรมวจีกรรม

ผู้ที่เรียกชื่อไม่ถูก แต่ทำให้ถูกต้องตามธรรม ผ่านสังกัปปะ ๗ ได้โดยไม่ต้องรู้ชื่อก็มีแต่ถ้ารู้ชื่อได้ก็ดี

อธิโมกข์ คือจิตที่สามารถควบคุมได้ เป็นอธิจิต ถูกโน้มน้อมไป ให้ไปสู่ทิศทางเจริญ อย่างที่ในวิโมกข์ ๘ ข้อ ๓ เป็นสุภันเตว อธิมุตโตโหติ คือทำให้เจริญให้ดี ให้ดีที่สุดไปตามลำดับ อธิโมกข์ ไปจนถึงวิมุติ คุณจะมีสภาวะที่สามารถรู้ได้

วิริยะ เช่นคุณไปหาเห็น เจอหมู่เห็ดสวยเลย เป็นเห็ดโคนด้วยหมู่ใหญ่เลย คุณเห็นว่าได้ผลหาเห็ดได้หรือว่าคุณไปขุดเพชร เจอเพชร จะปีติ จะฉันทะไหม แม้ทางโลก คุณทำชั่วได้สำเร็จก็ปีติ วิริยะได้แต่นี่ไม่ใช่ปรมัตถ์เรื่องกุศล ส่วนอกุศลนั้นจะกลับกันไปเยอะ

อกุศลเจตสิก๑๔

อกุศลเจตสิก หมายถึง เจตสิกฝ่ายอกุศล เป็นกลุ่มเจตสิกที่ประกอบได้กับจิตที่เป็นอกุศลเท่านั้น กลุ่มอกุศลจิต มี 14 ดวง

โลภะ๓

1) โลภะ (ตัณหาและราคะเป็นอารมณ์เดียวกับโลภะ) 2) ทิฏฐิ 3) มานะ

โทสะ๔

1) โทสะ 2) อิสสา 3) มัจฉริยะ 4) กุกกุจจะ

โมหะ๔

1) โมหะ 2) อหิริ 3) อโนตตัปปะ 4) อุทธัจจะ

ถีทุกะ 2

แยกเป็น2กลุ่ม คือ ทำให้ท้อแท้หดหู่(ถีนะมิททะ)

1) ถีนะ 2) มิทธะ

โสภณเจตสิก๒๕

โสภณเจตสิก หมายถึง กลุ่มเจตสิกฝ่ายดีงาม เป็นกลุ่มที่ประกอบได้กับโสภณจิต (ยกเว้นกลุ่มอกุศลจิต และกลุ่มอเหตุกจิตแล้ว จิตที่เหลือชื่อว่าโสภณะจิต) โสภณเจตสิกมี 25 ดวง แบ่งเป็น 4 กลุ่มดังนี้ สาธารณะ๑๙

1) สติ 2) สัทธา 3) หิริ 4) โอตตัปปะ 5) อโลภะ 6) อโทสะ 7) ตัตรมัชฌัตตา การวางจิตเป็นกลางต่ออารมณ์นั้นๆ

ที่เหลือจัดเป็น๖คู่ คือการบังคับควบคุมกายและจิตที่ดี คือ

1) กายลหุตา จิตตลหุตา (ทำกายจิตเบา) ถ้าคุณทำเบาได้ จะทำแรงได้ แม้ไม่รู้ชื่อก็ทำได้ ยิ่งถ้ารู้ชื่อจะคอยสังเกต มันจะออกไปแล้วสามารถควบคุมได้อย่างดี เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นที่แรงเบาได้ ส่วนนิวเคลียร์ฟิวชั่น เราจะรวมตัวมันให้ดี ที่จริงมันหลอมละลายด้วยคุณต้องเลือกเอาสิ่งดีมาหลอม อันไหนไม่ดีก็เอาออก เอาวิ ที่ดี ไม่เอาวิที่ไม่ดี คุณอ่านอาการของจิตกุศล อกุศลออก พลังงานตอนนี้ละเอียดเป็นนามธรรมมาก เป็นพลังงานระดับนิวเคลียร์นะ สามารถทำ xy ไม่ใช่รู้ได้ง่าย คุณก็นึกว่าเป็นพลังงานพระเอก เพราะโลกเขารู้แค่ว่า xx คือหญิง xy คือผู้ชาย นึกว่าเป็นพระเอก แต่มันซ่อนจนทำให้ xx เป็น xy ได้ ถ้าไม่เก่ง ทำได้แค่ xx ก็ดีแล้ว ส่วน y มันเป็นตัวที่ทำงานต่อไป ถ้าเก่ง ทำ y ให้ดีหมด เป็น xxyเป็นธรรมสองที่เกิดปฏิกิริยา ถ้ามีอันเดียวไม่เกิดปฏิกิริยา แต่ถ้าเป็นแค่หนึ่งจะจมๆๆๆ แล้วเน่า ไม่ได้ประโยชน์ 2) กายมุทุตา จิตตมุทุตา (ทำกายจิตอ่อน) 3) กายกัมมัญญัตตา จิตตกัมมัญญัตตา (ทำกายจิตควรแก่การงาน คือพอประมาณ) 4) กายอุชุตา จิตตอุชุตา (ทำกายจิตให้ตรง คือแม่นยำ ถูกต้อง) คือองค์ประชุมรูป/นามที่ซื่อตรง คือความตรงของจิต 5) กายปัสสัทธิ จิตตปัสสัทธิ (ทำกายจิตให้สงบ) 6) กายปาคุญญตา จิตตปาคุญญตา (ทำกายจิตให้คล่องแคล่ว)

วิรัตติ๓

1) สัมมาวาจา 2) สัมมากัมมันตะ 3) สัมมาอาชีวะ

อัปปมัญญา๒

1) กรุณา 2) มุทิตา

ปัญญา๑

1) ปัญญินทรีย์ หรีือ อโมหะ ทั้งหมดคือ เจตสิก ๕๒

ยกตัวอย่าง เจตสิก อื่นๆอีก เช่น

โลภมูลจิต 8 (จิตมีโลภะเป็นมูล — consc rooted in greed) 1. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ คือไม่มีอะไรชักนำอะไร 2. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ 3. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ 4. โสมนสฺสสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ 5. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ 6. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ 7. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ อสงฺขาริกํ 8. อุเปกฺขาสหคตํ ทิฏฺฐิคตวิปฺปยุตฺตํ สสงฺขาริกํ

1. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 2. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ 3. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 4. จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสสเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ 5. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 6. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ 7. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีการชักนำ 8. จิตที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขาเวทนา ไม่ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ มีการชักนำ

พยัญชนะพวกนี้ให้เราปฏิบัติก่อนได้สภาวะแล้วก็มาอ่านสภาวะพวกนี้ก็จะรู้ได้ง่ายขึ้น

ธรรมะสองเรียกว่ากาย ถ้าธรรมะเดียวไม่เรียกว่า กาย เมื่อสามารถ ๑ เรียกว่ารูป ๒ เรียกว่านาม พอเราร่วมสัมผัสกับข้างนอกแล้วมีการกระทบสัมผัสแล้วเกิดอีกตัวหนึ่งขึ้นมาเป็นธาตุรู้ ถ้าเป็นอุปาทายรูป ท่านเรียกว่าสิ่งที่ถูกรู้เป็นธาตุรู้ ท่านเรียกว่า ภาวรูป เป็นภาวะสอง แต่ถ้าอวิชชา มันจะได้ผลสั่งสมกิเลส แม้จะเป็นยินดี แต่ยินดีด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอสังขาริกัง แต่เป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้จะไม่ได้กำหนดแต่ว่ามันสั่งสมมิจฉาทิฏฐิไปแล้ว ยิ่งกำหนดด้วยกระทำด้วยก็ยิ่งสั่งสมมากขึ้น

ถ้าตอนนี้มันเป็นอิตถีภาวะคุณต้องทำให้เป็นหนึ่งอย่างยิ่ง เอกัคคตา เป็นเอกบุรุษให้ได้ ถ้ามันเป็นสองต้องทำให้เป็นหนึ่ง ถ้าแข็งแรงได้แล้วก็สามารถอนุโลมปฏิโลมให้เป็นสองได้ คุมพลังงานที่จะจ่ายได้ แต่ถ้าคุมไม่ได้ไม่รู้เลยก็เละ บางทีคุณก็ทำดีได้แต่ฟลุ๊คๆ มันซ้อนไปหลงว่าดี แม้จะรู้ว่าดีแล้วดีถูกต้องด้วยแต่คุณก็ทำเพื่อตัวตน คนไม่รู้ก็ทำดีเพื่อตัวตน

ถ้าสามารถไม่ให้มีตัวตนแล้ว ทำเป็นเนกขัมมะเป็นวิตักกะที่ไม่แล้ว มีฐานปัญญาแหลมคม มีมุทุธาตุแล้ว มีปัญญาหน่วยละเอียด อัปปนา มีสภาวะสองอย่าง ถ้าอย่างสูงละเอียด ถ้าไม่ก็ไม่อย่างหยาบ ถ้าเก่งก็เก่งละเอียดอย่างสูง เหมือนกับไอ้โง่กับอัจฉริยะ มันใกล้กัน

รูปกาย /นามกาย

มันสำคัญนะ ถ้ารู้ธรรมะสองนี่ แม้จะเป็นรูปหรือนามก็ดี ถ้ารู้ละเอียดหมดสามารถจัดการ มนสิการได้ จะคุมเกม เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยได้อย่างดีเลย

เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยก็คือ system analysis เหตุ คือ input นิทาน คือ process สมุทัย คือ output ปัจจัย คือ outcome

เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นามห้าอย่างนี้ก็คือ system analysis เวทนานี้เป็นผู้เขียนเรื่อง จะเป็นพระพรหม ลิขิตได้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไปตามโลก เจตนา มุ่งหมายจะให้เป็นอะไร จะให้มีกามหรือไม่มีกาม ทางโลกเขาก็มีกาม มีกิเลส แต่ทางธรรมไม่มีกิเลส ออกไปเป็นผัสสะไปกระทบกับภายนอก เป็นผีมือพระพรหมเรียกว่า มนสิการ

อาตมาเอาภาษาสากลมาใช้อธิบายสภาวะ ถ้าเข้าใจว่า เคหสิตะหรือเนกขัมมะเป็นแบบไหนแล้วจะไปทำให้เป็นเนกขัมมะจะได้ไหม? แต่ถ้าไม่รู้จะแก้ไขเคหสิตเวทนาได้ไหม? อย่างน้อยฟังอาตมาก็พอเห็นวิธีการนะ ก็ลองเอาไปทำดู

อาการจิตเหล่านี้เป็นวิทยาศาสตร์ สามารถทำให้เกิดผลเป็น impact ได้จริง หากเราควบคุมเจตนาได้ มโนสัญเจตนามีอะไรบ้าง?... ในอาหาร ๔ มีกามคุณ ๕ แล้วผัสสะมีเวทนา ๓ แล้วมโนสัญเจตนาหารมี ตัณหา ๓ แล้ววิญญาณาหารมีรูป/นาม ถ้าไม่รู้รู้นามไม่รู้วิญญาณ คุณก็เป็นผีเป็นเปรตไปตลอดกาล

ต้องอ่านรู้รูปนามตอนผัสสะ ว่ามีวิญญาณอะไรเกิด อ่านตอนผัสสะแล้วเกิดเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะ เวทนาไม่เกิด จะมีก็แต่สัญญา อยู่ภายใน ไม่ครบองค์ ก็ไม่จริง มีแต่ความจำ กับเพ้อเจ้อ เอาความจำกับความเจ้อ สร้างอะไรใส่จิตใจก็ไม่รู้ มันปรุงบ้าบอ แล้วนึกว่าดีก็ไปหลอกคน เป็นอธิวจนะเป็นภาษาให้ฟัง เช่นคำว่า ฟรุ้งฟริ้ง ก็มีสภาพจัดจ้าน มีภาษาอื่นๆอีกมาก จุงเบย พวกเจ้อนี่แหละ จัดจ้านกว่าเก่า มันหนักกว่าเก่า ร้ายกว่าเก่า ดัดจริตกว่าเก่า หรือจะน้อยกว่าเก่าก็มีในสิ่งดี นี่คือไม่ใช่ความจำแต่เป็นความเจ้อ สร้างกันจริงๆไม่มีวันจบ เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นแตกตัวไม่จบ

ภาษาที่เอามากำกับจะได้ประโยชน์ ว่าไปทำทำไม นึกว่าสนุก ฟุ้งซ่านนี่แหละฟรุ้งฟริ้ง บ้าบอมากมาย

มาอันนี้อีกจะยากน่าดู ต่อพระไตรฯล.๑๐ ข.๖๐ ต่อ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามรูปต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทศ เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทศนั้นๆ ไม่มี ผัสสะจะพึงปรากฏได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูปนั่นเอง ฯก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อ ไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะ วิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องแห่งมารดา (มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ) นามรูป จักขาด(สมุจฺฉิชฺชิสฺสถาติ)ในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดา(มาตุ กุจฺฉิสฺมึ ) แล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิดเพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ (ภาษาที่เป็นสภาวะคือความโตใหญ่ เจริญวัยขึ้น ) เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดวิญญาณ เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ (นาม/รูปคือลิเกใหญ่ เป็นเรื่องราวทั้งหมด ก็เกิดจากนาม/รูปที่เกิดผัสสะ เป็นเหตุให้เกิดเวทนา ให้เกิดนาม/รูป เราก็ไล่ปฏิจจสมุปบาท

สังขาร วิญญาณ นาม/รูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา สังขารของคนอวิชชา คนไม่รู้ก็ปรุงเป็นกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร (สังขาร๓ )ที่เป็นตัวสัตว์เรียกว่าวิญญาณ โอปปาติกสัตว์ มันจะเป็นวิญญาณผีหรือเทวดาหรืออาริยบุคคล วิญญาณผีก็วิญญาณไม่ดี วิญญาณเทวดาก็วิญญาณดี ทีนี้คุณจะเรียนรู้วิญญาณต้องอ่านธาตุ ๒ ของวิญญาณให้ได้คือ นาม/รูป

ถ้าใครไม่รู้นาม/รูป ก็ปฏิบัติไม่ได้ นามคือตัวรู้เป็นนามธรรม ถ้ารูปนามคือธรรมะสองที่เกี่ยวข้องกับข้างนอก ถ้านามรูป คือสิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นนามธรรม ถ้าคุณอ่านสิ่งที่ถูกรู้ที่เป็นนามธรรม ขณะสัมผัสตาภายนอก หูสัมผัสภายนอกก็มีรูปกาย ด้วย คุณอ่านใจได้ก็รู้นามกาย คุณสามารถรู้ รูปกาย/นามกาย นี่เป็นธรรมะสองที่เป็นตัวละครตัวจริงที่เป็นบทบาทครบ รูป ๒๘ ที่รวมกันเล่นเรื่องราวนิยาย ที่อาตมากำลังจะเขียน ยอดนิยาย

อารมณ์นี่แหละที่จะเป็นผี เป็นเทวดา เกิดจากสังขาร ถ้าคุณสามารถควบคุมสังขารได้ จิตคุณก็ลดความเป็นผีเป็นมารได้ จนไม่มีอกุศลจิตแล้วก็เป็นอปุญญาภิสังขาร ก็จะสามารถสังขารอย่างอเนญชา อย่างแม้จะถูกกระแทกกระทุ้งอย่างไรก็แข็งแรงไม่เป็นทาสโลกธรรม จะเอาเงินมาทุ่มหัวกระบานเราหมื่นล้านเราก็ไม่หวั่นไหว เราไม่ได้อยากได้ เป็นผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ

ทำให้เวทนา เป็นตัวสำคัญเป็น ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ทำให้เป็นเอกบุรุษได้ ตัณหาเป็นเหตุอยู่ในเวทนา ถ้ากำจัดตัณหาได้ล้างตัณหาได้ทุกที เวทนาคุณก็เจริญเป็นเวทนาสะอาด ขันธ์ก็สะอาดขึ้น เป็นทุกอย่างรวมลงที่เวทนา เป็นเอกสโมสรณา ภวันติ ทำจนเป็นอัตโนมัติ

ในปฏิจจสมุปบาททั้งสายทำให้เป็นวิสังขารได้ ให้เป็นวิการ โดยควบคุมลหุตา จิตเป็นมุทุตาทำให้เป็นกัมมัญญตาได้สำเร็จ จัดแจงเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติได้ แล้วในวิการรูปก็มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ มีลหุตา มุทุตา กัมมัญญตาได้ การทำงานของคนมีวิชชาก็ทำได้วิเศษ แต่ว่าอวิชชา คำว่าวิก็แปลว่าไม่ มันจะแรงเท่าไหร่คุณก็ไม่รู้ นิวเคลียร์คุณจะแรงอย่างไรก็ออกมา แล้วมุทุตาคุณก็ไม่เป็น แล้วกัมมัญญตาก็เป็นอกุศลกรรมไปตลอด กายวิญญัติ วจีวิญญัติก็เป็นเวรภัย

เราเรียนถึงปริเฉทรูป สามารถคุมวิญญัติ ๒ ด้วยวิการรูป ๕ ได้ ที่ไหนที่คุณจับอ่านอาการได้ก็คือ หทยรูป ไม่ได้อยู่ที่ใดเลย แล้วก็อ่านชีวิตรูปได้มี มีอิตถินทรีย์และปุริสสินทรีย์ที่มีชีวะอยู่เป็นภาวรูป ๒ นี่แหละ เราต้องอ่านชีวะของสัตว์เปรตสัตว์ไม่ดีที่เราต้องทำลาย ทำให้ชีวิตมันลดแรงลง ลดพลังงานลง จนพลังงานของอิตถินทรีย์คือตัวพลังงานไม่สมบูรณ์ไม่เป็นเอกบุรุษ คุณทำได้

จากอาหารรูป ๔นี้แหละ ที่จะปฏิบัติ รู้ กามคุณ ที่คุณใคร่อยาก จะใคร่อยากในธรรมก็ควร ใคร่อยากในโลกีย์ก็ไม่ควร ต้องทำลายสิ่งเป็นโทษ อะไรเป็นคุณเราไม่ทำลาย

เมื่อสามารถทำได้ กามคุณ ๕ จากทวารนอก ที่เป็นสภาพความจริงไม่ใช่ความจำ แล้วสามารถกำจัดด้วยการอ่านเวทนา ๓ ในผัสสาหาร คุณสามารถทำอุเบกขาได้ในมโนปวิจาร ๑๘ ก็ทำสำเร็จ เป็นเนกขัมมสิตะได้เรื่อยๆ คือทำมโนสัญเจตนาหาร ๓ ได้ ตั้งแต่กามตัณหา ภวตัณหา ที่เป็นรูปภพอรูปภพภายใน ทำขั้นต้นภายนอกก่อน ไม่ต้องหนีไม่ต้องหลับตา แต่มีสติเหนือมันเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตระ เหนือมันได้ไม่ต้องหลับตา เป็นอนาคามีเหนือกามได้ แตะต้องก็ไม่เกิดกาม เป็นนิสรณปหานในตัวมันสลัดได้อย่างแตะก็หล่นเลย มันปหานได้สมบูรณ์มีปฏิปัสสัทธิปหานได้สมบูรณ์แบบ เป็นปหานได้อย่างสลัดออก เหมือนปลิงมาแตะเราก็ร่วงผล็อยเลย เหมือนก้อนน้ำแข็งกลางเตาหลอมเหล็ก อเนญชา ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ

ในสังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา ก็คือล้างตั้งแต่กามุปาทาน สีลพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน ทิฏฐุปาทาน มีอุปาทาน ๔

ก็ทำมาตั้งแต่กามภพ หมดแล้วก็อยู่เหนือมันแล้วก็ทำของตนเองภายใน เป็นสัตว์โอปปาติกะ อนาคามีคือสัตว์โอปปาติกะแท้ๆบ้าอยู่แต่กับของตน ก็ทำลายกายของสัตว์จนไม่มีสัตว์เลยทั้งรูป/นาม ที่เป็นสัตว์อกุศลที่เราไม่ต้องการ เมื่อทำอุปทานตั้งแต่กาม ตั้งแต่ทิฏฐิที่เป็นความรู้

กามุปาทานมีใคร่อยากในอธรรมก็ได้ ในธรรมก็ได้ ผู้ใคร่ในธรรมอันเป็นโลกุตระคุณก็ได้โลกุตรธรรม จนได้ตอนแรกจะมีปีติ ปัสสัทธิ สุข ตามระบบของศีล ๑. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ๒. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ๓. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) ๔. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) ๕. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) ๖. สมาธิ (จิตมั่นคง) ๗. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) ๘. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) ๙. วิราคะ (คลายกิเลส) ๑๐.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๑ , ๒๐๘)

เมื่อกำจัดอุปาทานได้ ในทิฏฐิความเห็น ทั่วไปผู้รู้เขายึดทิฏฐิ ทฤษฎีความเห็นของเขา ที่ได้มาจากอาจารย์เก่าๆ แต่โพธิรักษ์ไม่มีเครดิตความรู้เขาก็ไม่เชื่อ แต่ถ้าเขาทำถูกก็มีอรหันต์ไปตั้งนานแล้ว เขาประกาศอรหันต์อย่างอาตมาแล้ว แล้วใครจะประกาศอย่างอาตมาได้บ้าง (อาตมาไม่มีจิตสาเฐยนะ) แต่ก็พูดไปโดยโวหารความจริง

ทุกวันนี้คนติดยึดในทิฏฐิน่าสงสาร ถ้าฟังอาตมาบ้างก็จะได้ปรโตโฆษะ ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ว่าโพธิรักษ์ไม่มั่วนะ ยิ่งผู้ถือว่าปราชญ์เรียนมาสูงยิ่งดี ถ้าเปิดจิตรับอาตมา บางครั้งอาตมาอาจพูดบัญญัติผิด แต่ว่าสภาวะอาตมามี หากเข้าใจปฏิบัติก็จะมสิการเป็น ทำใจในใจเป็น ก็ได้ผล ตามลำดับ ไม่ใช่ไปอยู่แต่ทิฏฐิเก่าๆที่นั่งหลับตาทำปฏิบัติ แต่ปริยัติก็นั่งเรียนไม่ได้ใช้ปฏิบัติ สมาธิก็นั่งหลับตาทำ แล้วจะให้ปัญญาเกิดเองๆ ไม่เอาที่เรียนปริยัติมาทำเลย มันไปคนละทิศ

สรุปแล้วยึดกาม ก็ไม่ขยายมากนะ แต่ทิฏฐิก็ยึดเช่นนี้ แล้วยึดศีลพรต ก็คือสายเจโต ได้กรรมฐาน วิธีปฏิบัติไปใหญ่เลย ดีไม่ดีไม่ให้เรียนปริยัติเลย นั่งสมาธิลูกเดียวคือสายศีลพรต ก็นั่งก้นแฉะก้นแตกถือว่าสามารถมาก ก็เป็นเช่นนี้ ไม่รู้จักอัตตา เป็นอัตตวาทุปาทาน ไม่รู้จักอัตตา ๓ เลย ที่พระพุทธเจ้าให้ลดอัตตาตามลำดับตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา และอรูปอัตตา มโนมยอัตตาคือสำเร็จด้วยจิต ถ้าอวิชชาก็อยู่กับความหลอก ไม่สำเร็จ แต่ถ้ามีวิชชาก็อยู่กับจิตของเรา สามารถทำจิตให้สำเร็จ จะเป็นรูป หรือนามก็สร้างได้สำเร็จอย่างไม่ติดยึด

เมื่อสามารถดับอุปาทานได้หมด ภพก็ไม่มี ชาติก็กลายเป็นนิพพัตติ อภินิพพัตติ เป็นการเกิดอย่างผู้มีนิพพานไม่ใช่เกิดอย่างอวิชชา เป็นอปรโคยาน แต่เป็นผู้มีอมรโคยาน ควบคุมได้ เป็นอมตบุคคล เป็นคนที่สร้างญาณ ที่เป็นโคยาน ถ้าจบก็เป็นอมตบุคคล ไม่จบก็ทำไปจนกว่าจะจบ

ชาติก็ยังมี แต่โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะไม่เกิดเลยในคนๆนี้ เป็นชาติทีี่คุมการเกิดได้เป็นอภินิพพัตติ สามารถคุมการเกิดได้

ภพก็มี แต่เป็นวิภพ ภพที่วิเศษ คุมได้ เป็นภพได้อาศัยและให้คนอื่นได้อาศัยไม่ใช่ภพอย่างสวรรค์ลวง

อุปาทานคือสมาทาน คือการอาทานของสมณะ คำว่าสม แปลว่าสงบ เป็นสมาทานตัวผลแล้ว ไม่ใช่แค่มรรค ก็อนุโลมเป็นสมาทาน ตัณหาก็เป็นวิภวตัณหาเวทนาก็เป็นเนกขัมสิตเวทนา ผัสสะ สฬายตนะ วิญญาณ นาม/รูป สังขาร ก็ยังมีอยู่ แต่อวิชชาไม่มีเลย มีแต่วิชชา มีวิญญาณพระเจ้า ควบคุมพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชั่น ฟิวชั่นได้ เป็นพระเจ้าลิขิตนิทานให้ตนและคนอื่นได้ ตามบารมี πตัณหาก็เป็นตัณหา ๖ ที่ควบคุมได้ เป็นวิภวตัณหาแต่โศก ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะไม่เกิดเลยไม่เกิดเลยนิรันดร...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน